Archive for the ‘KM:การบริหารจัดการยุคใหม่’ Category

กลยุทธ์ท้องทะเลสีคราม –Blue Ocean Strategy

Friday, November 20th, 2009

ระยะเวลาช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีการกล่าวถึงแนวคิดเรื่องการบริหารองค์กร หรือการนำเอาทฤษฎีทางการตลาดทฤษฎีหนึ่งมาใช้กันบ่อยมากขึ้นหรือแพร่หลายมากขึ้น คือเรื่องของ Blue Ocean Strategy และในขณะนี้ซึ่งอยู่ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดหดตัว หรือ Demand ลดลงซึ่งก็จะส่งผลให้ Supply ล้นตลาด การแข่งขันในตลาดก็จะสูง ดุเดือดและสิ่งที่คนส่วนใหญ่จะทำเพื่อแข่งขันแย่งเอา Demand ที่เหลืออยู่มาเป็นของตนก็มักจะลดราคาสินค้าทั้งทางตรงหรือทางอ้อมโดยการ ลด แลก แจก และ แถม ทำให้เกิดสงครามหั่นราคาตามกำลังความเข้มแข็งทางการเงิน หรือสายป่านของแต่ละบริษัทฯ ซึ่งก็เรียกว่า เจ็บตัวด้วยกันทุกฝ่ายที่เข้าสู่ปฏิบัติการนี้ดั่งการสู้รบในท้องทะเลจนทะเลกลายเป็นสีเลือด – Red Ocean นั่นเอง จึงเป็นโอกาสเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะกล่าวถึงทางเลือกที่ทุกคนอาจก้าวออกจากสงครามทางราคาได้

                ศาสตราจารย์ W.Chan Kim ผู้ริเริ่มเสนอทางออกใหม่ว่า Blue Ocean Strategy คือการแนะนำให้นักการตลาดเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาปรับเพื่อหาช่องว่างและที่เล่นใหม่ โดยยึดแนวคิดการตลาดที่ไม่ต้องเป็นที่หนึ่งในตลาดโดยทำกำไรไม่ได้ แต่ทำให้แค่สามารถครองตลาดให้ได้เท่าที่จำเป็น แล้วสร้างกำไรให้พอเพียงในระดับหนึ่งก็พอ คือพยายามมองหาสิ่งที่ดี หรือผลิตภัณฑ์ที่สนองความต้องการของลูกค้า เป็นที่ต้องการของลูกค้าจริง ๆ ให้ได้พิจารณาปรับปรุง ผลิต และนำเสนออย่างสมเหตุสมผล โดยไม่ต้องนำเรื่องต้นทุน หรือราคาขายมาเป็นตัวตั้ง

               

                หัวใจของกลยุทธ์นี้ คือ

                1.     ลด ทำหารสำรวจผลิตภัณฑ์หาสิ่งที่แฝงอยู่ และไม่มีความจำเป็นสำหรับการตอบสนอง ความต้องการจริง ๆ ของผู้บริโภคแล้วลดลงหรือตัดออกให้มากที่สุด

                2.   ละเว้น ทำการสำรวจกิจกรรมการดำเนินการที่ไม่จำเป็น หรือไม่ก่อให้เกิดการสร้าง Demand โดยตรง แล้วยกเลิก หรือละเว้นให้มากที่สุด

                3.   เพิ่มหรือสร้าง โดยระดมสมองช่วยกันคิดหาทางทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะช่วยเติมเต็มให้ผลิตภัณฑ์สนองตอบต่อความต้องการจริง ๆ ของผู้บริโภค หรือจะช่วยทำให้เกิดการสร้าง Demand ให้เกิด หรือเพิ่มขึ้นได้ในตลาด

                สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือการสร้างความแตกต่างอย่างตรงกับความต้องการเหมือนหนึ่งเข้าไปนั่งอยู่ในใจของลูกค้าแล้วผลิตสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ มาเสนอสนองความต้องการหรือเดิมเราเคยเรียกกันว่า Customization นั่นเองแต่เมื่อสร้างขึ้นมาแล้วก็นำเข้าสู่กระบวนการสื่อสารให้ลูกค้าเป้าหมายเกิดความรับรู้และตระหนักว่า “นี่คือสิ่งที่คุณต้องการ และสมควรที่ต้องตัดสินใจเลือกซื้อเพื่อสนองความต้องการ” ดังนั้นกลยุทธ์ Blue Ocean จึงเป็นเพียงกลยุทธ์เฉพาะตัวสินค้ามิใช่เป็นกลยุทธ์การบริหารจัดการขององค์กร

ในหนึ่งองค์กรจึงมีสินค้าบางตัวที่ไม่อาจใช้กลยุทธ์นี้ได้ หมายความว่าทั้งองค์กรหากจำเป็นต้องมีผลิตภัณฑ์หรือสินค้าบางผลิตภัณฑ์ที่ยังจำเป็นต้องคงไว้ และขายได้แต่ไม่สร้างกำไร หรือสร้างกำไรได้ไม่มากพอก็ยังสามารถจะดำเนินการเช่นนั้นต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาที่ต้องการเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดหรือด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งเช่นในภาวะปรกติที่ Demand และ Supply มีปริมาณหรือระดับใกล้เคียงกันตามกลยุทธ์การตลาด โดยปรกติวิสัยก็เป็นได้

 

                เมื่อเป็นเช่นนี้การจะใช้กลยุทธ์ท้องทะเลสีคราม จึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวอยู่อย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลาเพราะคู่แข่งขันก็ไม่นั่งอยู่เฉย ๆ อีกทั้งพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้ารวมทั้งเทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา องค์กรที่จะใช้กลยุทธ์นี้อย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพต้องใช้ความสามารถในการเลือกและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และสำคัญที่สุดต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์กรให้เหมาะสมกับการใช้กลยุทธ์ท้องทะเลสีครามนี้

 

                ในโอกาสต่อไปผมจะมาบอกว่า Prof. W. Chan Kim เขาบอกว่าต้องปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างไร และทฤษฎี 3E of Fair Process for Changes ของ Prof. W. Chan Kim (การมีส่วนร่วมของพนักงาน –Engagement, การให้คำอธิบาย – Explanation, และการแสดงความคาดหวังที่ชัดเจน –Expectation Clarity) จะช่วยทำการเปลี่ยนองค์กรอย่างไรจึงจะได้ผลครับ

 

 

                (ที่มาของข้อมูลจากรายงานสรุปประเด็นการบรรยายของ Prof.Chan Kim โดย อังศุมาลิน   ศิริมงคลกิจ ในวารสาร Marketteer ฉบับ 110 เดือนเมษายน 2552)

เหลียวหลังแลตนเมื่อวิกฤติมาถึง (1)

Monday, November 16th, 2009

          บทความนี้รวบรวมจากการบรรยายในหัวข้อ “การวางแผนการดำเนินงานโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ” โดย ผศ.ปุ่น   เที่ยงบูรณธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านโลจิสติกส์ในระดับผู้บริหารจัดโดยศูนย์วิจัยด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภายใต้การสนับสนุนในโครงการพัฒนาหลักสูตร และการฝึกอบรมโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนของสำนักการอุดมศึกษาแห่งชาติ

          คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยโยนกกำลังดำเนินการขอเปิด หลักสูตร “การจัดการโลจิสติกส์ และ โซ่อุปทาน” ขึ้นภายในปีการศึกษา 2552 ที่จะมาถึงนี้ก็พอดีประจวบกับการเกิดวิกฤติการทางเศรษฐกิจที่ประเทศพัฒนาแล้ว และมีขนาดของเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่งของโลกทำให้เชื่อแน่ว่าผลกระทบจะส่งออกเป็นวงกว้างไปทุกประเทศทั่วโลก

           “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” กำลังระบาดจากประเทศสหรัฐอเมริกา และระบาดออกไปทั่วโลกด้วยขนาดที่ใหญ่โตของเศรษฐกิจของประเทศของเขา และภายใต้สภาวะโลกาภิวัตน์ที่ทุกประเทศมีกิจกรรมทางธุรกิจปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และกันทันที (Real Time) อย่างกว้างขวาง และในขณะนี้พวกเราทุกคนคงทราบกันดีว่าทั่วทั้งโลกกำลังเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบ ทำให้คิดขึ้นมาว่าแล้วองค์กรธุรกิจล่ะครับ แต่ละองค์กรเตรียมการหรือยังว่าต้องทำอย่างไร

          ผมว่าเราต้องเตรียมตัวเตรียมความพร้อมขององค์กรของเราเพื่อรับมือกับสถานการณ์แวดล้อมภายนอกที่กำลังจะเปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะมันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เราจะอยู่สู้วิกฤติได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็ถึงคราววัดฝีมือของ CEO หรือเจ้าของกิจการกันแล้วครับ

          ผมจึงนึกขึ้นมาได้ว่ากิจกรรมโลจิสติกส์ แลธโซ่อุปทานจะเป็นกุญแจสำคัญต่อไปนี้ถ้าเจ้าของกิจการท่านไหน หรือ CEO ขององค์กรธุรกิจใดไม่ตระหนัก หรือเข้าใจในหลักการ และระบบของ          โลจิสติกส์ และโซ่อุปทานแล้วละก็โอกาสอยู่รอด หรือแข่งขันกับคนอื่นเขาได้ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะคืบคลานมาถึงละก็ โอกาสคงจะลดลงไปมากทีเดียวเลยครับ เพราะต่อจากนี้ไปความเก่งที่มีเท่าเดิมนั้นจะไม่พออีกต่อไปแล้ว ต้องคิดใหม่ และติดอาวุธใหม่เข้ากับองค์กรเพื่อที่จะได้แข่งขันแย่งชิงโอกาสที่เหลืออยู่ หรือที่เปิดให้มาเป็นของท่านให้ได้ โลกโลกาภิวัฒน์ใบนี้ท่านก็ทราบดีว่าท่านไม่ต้องกระโดดออกไปแข่งกับใคร อยู่ดีดีก็จะมีคนกระโดดเข้ามาแข่งกับท่าน

          อย่าว่าอื่นไกลเลยครับบางท่าน บางวันเปิดร้านขายโชว์ห่วยอยู่ในซอยดี ๆ จู่ ๆ ก็จะมีร้านเซเว่นมาเปิดที่ปากซอย และเผลอ ๆ ในไม่ช้าก็จะมีข่าวว่า โลตัส หรือคาร์ฟู หรือยักษ์ใหญ่ตนอื่น ๆ จะมาก่อสร้างแถวหัวมุมถนนก็จะตามมาอีกก็ได้ ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ถึงคราวสู้ก็ต้องถูกบังคับให้สู้ หรือมิเช่นนั้นก็คงจะต้องเตรียมตัวเลิก หรือเปลี่ยนกิจการไปเลยละครับ

          ผมจะเริ่มลำดับให้ทราบว่า โลจิสติกส์ และโซ่อุปทาน คืออะไร และถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ๆ แล้วจะเกิดผลอะไรขึ้นกังองค์กร ซึ่งทำได้ทั้งนั้นครับไม่ว่าเล็ก หรือใหญ่ยิ่งทำเร็วเท่าไรก็จะเริ่มสร้างความได้เปรียบ และความสามารถในการแข่งขันให้กิจการของท่านได้เร็วเท่านั้น “ปราชญ์ หรือผู้รู้ทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์ และโซ่อุปทาน” ในประเทศไทยกล่าวกันว่า “บริษัทไทยของเราใช้ทรัพยากรทุก ๆ อย่างไปกับกิจกรรมการตลาดจนถึง หรือเกือบจะถึงที่สุดไปเกือบทุก ๆ องค์กรแล้ว โอกาสสร้างความแตกต่างที่พยายามจะหนีออกจากกันด้วยเทคนิค หรือกลยุทธการตลาดก็เกือบจะหมด หรือมิเช่นนั้นก็เรียกว่ารู้ทันกันจนเกือบจะหมดแล้ว”

          ดังนั้นใครมองเห็นลู่ทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์ และโซ่อุปทานได้เร็วกว่าใครจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลดียิ่งกว่าใครคนอื่น ก็จะสร้างความได้เปรียบ และความสามารถในการแข่งขันได้ก่อน เพราะว่าโลจิสติกส์ และโซ่อุปทานนั้นเป็นแนวทางที่จะส่งผลดียิ่งกว่าที่ใคร ๆ จะคาดคิดว่าเป็นเพียงแค่ขอบเขตของการบริหารจัดการวัตถุดิบ และสินค้าที่เราผลิตเพื่อขายให้แก่ลูกค้าของเราให้ต้นทุนต่ำ ๆ เท่านั้น

          หากแต่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเพราะหมายถึง การจัดการเคลื่อนย้ายของวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อการผลิต และตัวสินค้า หรือบริการที่ผลิตขึ้นมาได้ ตลอดจนถึงข้อมูลต่าง ๆ และรวมถึงด้านการเงินอันเป็นหัวใจของธุรกิจในระหว่างผู้ประกอบการจนถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยมิใช่ทำเพียงแต่เพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำสุดอย่างเดียว เนื่องจากภายใต้เงื่อนไขของโซ่อุปทานในยุคนี้นั้น พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการต้องมีสินค้าคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ และสามารถส่งมอบอย่างถูกต้องเรียบร้อยทันเวลา ในสภาพ และราคาที่พอใจ ณ สถานที่ที่ลูกค้ากำหนด ดังนั้นการบริหารวัตถุดิบ และการบริหารการผลิตที่ส่งผลถึงคุณภาพที่แตกต่างกันของสินค้าที่จะผลิตออกมา การบริหารจัดการทางด้านตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อสร้างอำนาจต่อรองจนเปิดโอกาสในการ เสนอสินค้าที่ผลิตขึ้นต่อลูกค้าได้เท่านั้นจึงจะขายสินค้า และบริการที่ผลิตขึ้นมาได้มิใช่ราคาถูกแต่เพียงอย่างเดียว

          ว่ากันง่าย ๆ ครับว่า เราต้องเข้าใจ และเห็นภาพของการบริหารจัดการ เพื่อใช้ทรัพยากรของเราอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่ให้ผู้จัดส่งวัตถุดิบเข้าสู่องค์กรแล้วจัดเก็บ เคลื่อนที่ เคลื่อนย้ายภายในองค์กรเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตออกมาเป็นสินค้าสำเร็จรูป ทำการเคลื่อนย้ายจัดเก็บ จัดเตรียมเพื่อส่งภายในองค์กร ดำเนินการจัดส่งในรูปแบบต่าง ๆ ให้ถึงมือลูกค้าอย่างประหยัด มิใช่บริหารจัดการให้ต้นทุนต่ำที่สุดเพราะ CEO ต้องไม่มองแค่ประสิทธิภาพ (Efficiency) เท่านั้น แต่ต้องเล็งให้เกิดประสิทธิผล (Effectiveness) ที่ลูกค้าพอใจด้วย

          ลูกค้าสมัยนี้จะบริหารแค่หลักการ การตลาด 4Ps เท่านั้นไม่พอ ต้องสนองความพึงพอใจของลูกค้าให้ได้ คือต้องมีแถมอีก 5Rs คือเป็นสินค้าที่ลูกค้าต้องการ (Right Product) นำไปในที่ที่มีความต้องการ (Right Place) ในเวลาที่ต้องการ (Right Time) ในสภาพที่สมบูรณ์ (Right Condition) และต้นทุนถึงลูกค้าที่เหมาะสม (Right Cost) มิเช่นนั้นลูกค้าก็จะเลือกสินค้าทดแทนอย่างอื่น! ถ้า CEO ท่านใด เจ้าของกิจการท่านไหนมองไม่ทะลุก็ยากละครับ

           ในฉบับต่อไปผมจะเล่าต่อว่าจะเริ่มทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นให้เป็นจริงได้อย่างไร?

การเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง #4

Friday, November 13th, 2009

เสริมสร้างจุดแข็งในฐานะนักธุรกิจ

          หลายๆ คนสามารถเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ แม้ในตอนเริ่มต้นเขาไม่ได้มีคุณสมบัติของนักธุรกิจที่ดีอย่างครบถ้วน ท่านสามารถแก้ไขจุดอ่อนของท่านและพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งได้ โดยการเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาแก้ไขลักษณะนิสัย

          พิจารณาการประเมินตนเองว่าคุณลักษณะข้อใดที่เป็นจุดอ่อนของท่านและท่านจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไข ถ้าท่านมีจุดอ่อนในเรื่องความชำนาญด้านเทคนิค ท่านอาจจะเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดความรู้และทักษะ หรือจ้างลูกจ้างที่มีความชำนาญ หรือหาหุ้นส่วนที่มีความชำนาญเรื่องนั้นๆ ถ้าท่านมีจุดอ่อนเรื่องการจัดการธุรกิจ ท่านอาจหาหนังสือมาอ่านหรือเข้ารับการอบรมหลักสูตรการบริหารธุรกิจซึ่งจะให้ความรู้พื้นฐานด้านการตลาด การขาย การคิดต้นทุน การวางแผน ฯลฯ ถ้าท่านขาดความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ท่านเลือกทำ ท่านอาจต้องหาหุ้นส่วนที่มีความรู้ ประสบการณ์ในธุรกิจประเภทนั้น ซึ่งจะให้คำปรึกษาแก่ท่านได้

ประเมินสถานการณ์เงินของท่าน

          นอกเหนือจากความชำนาญด้านธุรกิจแล้ว ท่านจำเป็นต้องมีเงินพอที่จะเริ่มทำธุรกิจ ถ้าท่านไม่มีเงินออมหรือทรัพย์สินที่จะใช้เป็นหลักทรัพย์ได้ โอกาสที่ท่านจะได้รับเงินกู้ จะน้อยมาก

          ในการเริ่มต้นธุรกิจ ท่านต้องมีเงินของท่านเองสำหรับใช้ลงทุนส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันท่านก็จะต้องมีเงินอีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน สำหรับครอบครัวและส่วนตัว ในระหว่างที่ยังไม่มีรายได้จากธุรกิจในตอนต้น

 ท่านผู้อ่านได้ประเมินจุดอ่อนของตนเองและสถานะการเงินของท่านอย่างไร ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กันได้ครับ

ประชาสัมพันธ์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

Friday, November 6th, 2009

ประชาสัมพันธ์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

          คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า  สังคมสมัยนี้เป็นสังคมข่าวสารอย่างแท้จริง  ข่าวสารกระจายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเรามีเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่พัฒนาความรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ  กอร์ปกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่พัฒนาเป็นผู้บริโภคข่าวสารอย่างจริงจัง  ข่าวสารก็มีลักษณะเช่นเดียวกับบรรดาสรรพสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย  นั่นคือ  หากปล่อยให้กระจายหรือเติบโตไปตามธรรมชาติแล้วมันก็จะกระจายไปอย่างไม่ เป็นระเบียบ  ข่าวสารบางส่วนอาจก่อให้เกิดประโยชน์  แต่อีกบางส่วนก็อาจจะเป็นโทษได้  หากเราจัดระเบียบข่าวสารได้เป็นอย่างดี  เราก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่จากข่าวสาร

          ผู้เขียนมีความเห็นว่า  ปัจจุบันนี้ข่าวสารไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ประกอบอาชีพด้านสื่อสารมวลชนที่จะสรรค์สร้างแต่เพียงฝ่ายเดียวแล้ว หากแต่เป็นเรื่องที่บุคคลแต่ละคนสามารถสรรค์สร้างเพื่อส่งเสริมตนเองหรือหน่วยงานของตนเองได้

          หลักสากลของงานประชาสัมพันธ์ มีเพียงวัตถุประสงค์เดียวในอันที่จะให้ข่าวสารมีส่วนสนับสนุน ส่งเสริมให้ไปถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้  สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ “ใครจะใช้วิธีการใดในการประชาสัมพันธ์”

          ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า  นักบริหารในปัจจุบันให้ความสำคัญยิ่งต่อการประชาสัมพันธ์เพราะถือว่าเป็น   หัวใจของการดำเนินงานขององค์การเลยทีเดียว  องค์การไหนที่อ่อนในด้านประชาสัมพันธ์องค์การนั้นก็ต้องแพ้คู่แข่งในด้านการตลาด ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันการศึกษาที่มีการแข่งขันกันดุเดือด บางสถาบันปิดประตูไม่ให้สถาบันที่คิดว่าจะเป็นผู้แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกันกับตนเองเข้าไปพบหรือพูดคุยแนะแนว ทางการศึกษาต่อให้กับนักศึกษาในสถาบันของตนเองด้วยซ้ำไป  ดังนั้นคงจะเห็นได้ว่าหากสถานการณ์ มีการแข่งขันที่รุนแรงและไม่อาจเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยง่ายแล้วล่ะก็  การประชาสัมพันธ์จะเป็นเรื่องสำคัญ ในระดับต้น ๆ  ที่องค์กรทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ

          การจัดการกับข่าวสารไม่ใช่เรื่องยาก  การทำตนให้เป็นข่าวเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากมายอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากคุณแน่ใจว่าคุณมีความสามารถมากพอที่จะให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ในด้านใดด้านหนึ่งขององค์การของคุณ  คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักประชาสัมพันธ์มืออาชีพเลยก็ได้

“ทำไมต้องประชาสัมพันธ์”

          องค์กรหลายองค์กรก็สามารถดำเนินงานได้โดยปราศจากการประชาสัมพันธ์ แต่มีองค์กรอีก         มากมายที่หวังผลลัพธ์ที่ดีกว่าและมีชื่อเสียงที่ขจรขจายมากกว่า ถ้าพวกเขามีแผนประชาสัมพันธ์  ไม่มีการประชาสัมพันธ์ใดที่สามารถปกปิดคุณภาพสินค้าที่ไม่ดี หรือปกป้ององค์กรที่ไม่มีจริยธรรม เพราะการประชาสัมพันธ์จะสำเร็จได้ก็เพราะองค์กรนั้น ๆ เชื่อถือได้  การใช้ประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาองค์กรที่ฟอนเฟะได้   การประชาสัมพันธ์ทำได้เพียงช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และลดทอนความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทำผิดพลาดไป

          ทุกองค์กรต้องมีลูกค้า  ถึงแม้ว่าองค์กรนั้นไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าก็ตาม และนี่ก็เป็นเพียงบางส่วนที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นกลยุทธ์สู่ความเป็นเลิศในงานประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ได้

………. โดยอาจารย์ศิรินธร   อุทิศชลานนท์

คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยโยนก

การเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง #3

Thursday, November 5th, 2009

ในหัวข้อนี้ จะขอนำเสนอแนวทางในการประเมินตนเองในฐานะผู้ประกอบการ

ประเมินตนเองในฐานะผู้ประกอบการ

          ในธุรกิจขนาดย่อมไม่ว่าจะเป็นการผลิต การขายสินค้า หรือให้บริการใดก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของธุรกิจ ได้แก่ คุณสมบัติของผู้ประกอบการเอง

          ลักษณะนิสัยของท่านมีผลกระทบที่สำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ ก่อนตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจท่านควรประเมินตนเองเพื่อดูว่าท่านมีลักษณะนิสัย มีความรู้ความชำนาญและอยู่ในสถานะที่เหมาะสมจะทำธุรกิจได้หรือไม่ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเกิดจากการที่เจ้าของกิจการขยันขันแข็งทำงานหนัก และมีความรู้ความชำนาญในการทำธุรกิจนั้นๆ

          ท่านลองพิจารณาเรื่องต่อไปนี้ และคิดดูว่าท่านมีโอกาสจะประสบความสำเร็จเพียงใด

     ความมุ่งมั่นตั้งใจ – ท่านจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจได้ ท่านต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ หมายความว่าท่านมองธุรกิจเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ ท่านเต็มใจที่จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจทั้งหมดให้แก่ธุรกิจของท่านหรือไม่

     แรงจูงใจ – ตรึกตรองว่าทำไมท่านจึงอยากทำธุรกิจ ถ้าท่านเลือกทำธุรกิจ เพราะเพียงแต่ต้องการหาอะไรทำสักอย่างหนึ่ง โอกาสที่ธุรกิจของท่านจะประสบความสำเร็จจะมีน้อยมาก แต่ถ้าท่านมีความต้องการ มีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จ โอกาสของท่านก็จะมีมาก

     ความซื่อสัตย์ – ถ้าท่านไม่ทำธุรกิจอย่างซื่อสัตย์ ไม่ช้าท่านก็จะเสียชื่อเสียงและมีผลถึงธุรกิจในที่สุด

     สุขภาพ – ท่านต้องมีสุขภาพดี ไม่เช่นนั้นท่านจะไม่สามารถทุ่มเทให้ธุรกิจอย่างเต็ที่ และความกังวลเรื่องธุรกิจก็จะทำให้สุขภาพของท่านยิ่งแย่ลงด้วย

     ความเสี่ยง – ไม่มีธุรกิจใดที่ไม่ต้องเสี่ยง ท่านต้องกล้าที่จะเสี่ยงและเสี่ยงอย่างฉลาด

     การตัดสินใจ – ในการทำธุรกิจท่านต้องตัดสินใจมากมายหลายเรื่อง ท่านต้องกล้าตัดสินใจในเรื่องยากๆ ที่จะมีผลต่อธุรกิจ เช่น อาจจะต้องตัดสินใจเลิกจ้างคนงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย การที่ท่านไม่ตัดสินใจหรือไม่สามารถตัดสินใจได้ จะทำให้ธุรกิจของท่านมีปัญหา หรือล้มเหลวได้

     ครอบครัว – ท่านต้องทุ่มเทเวลาให้กับธุรกิจอย่างมาก ดังนั้นครอบครัวจะต้องเห็นด้วยกับท่านและพร้อมที่จะสนับสนุน

     ความเป็นผู้นำ – ท่านจะต้องปกครองดูแลคนที่ทำงานให้กับท่าน และจะต้องนำธุรกิจของท่านให้ไปสู่ความสำเร็จ

     มนุษย์สัมพันธ์ – ท่านจะต้องติดต่อกับคนมากมาย ทั้งผู้ขายวัตถุดิบให้กับท่านและลูกค้าของท่าน ท่านจะต้องมีทักษะและวิธีการในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกๆ ฝ่าย

     ความคิดสร้างสรรค์ – ต้องมีความคิดริเริ่ม ไม่ชอบลอกเลียนคนอื่น สามารถคิดค้นสิ่งแปลกใหม่หรือหาแนวทางใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ

     ความชำนาญด้านเทคนิค – มีความชำนาญในด้านปฏิบัติ เพื่อผลิตสินค้า หรือให้บริการตามลักษณะของธุรกิจนั้นๆ

     ความชำนาญด้านการบริหารธุรกิจ – มีความชำนาญในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ เช่น การคิดต้นทุน การขาย การเงิน ฯลฯ

     ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนั้นๆ – การมีความรู้เกี่ยวกับประเภทของธุรกิจที่ท่านทำ เช่น แหล่ววัตถุดิบ คู่แข่ง กลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ ถ้าท่านมีความรู้เหล่านี้ โอกาสที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จก็จะมีมากขึ้น

————————————————————————————————————————-

ท่านผู้อ่านละครับ ท่านมีคุณสมบัติการเป็นผู้ประกอบการดังกล่าวข้างต้นมากน้อยประการใด ร่วมแบ่งปันกันได้ครับ

การเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง #2

Tuesday, October 20th, 2009

หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่าธุรกิจแล้ว ตอนที่ 2 นี้จะขอนำเสนอหัวข้อความท้าทายในการเริ่มต้นธุรกิจครับ

ความท้าทายในการเริ่มต้นธุรกิจ

          การเริ่มต้นทำธุรกิจของตนเองเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่านได้ ท่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่งเป็นงานที่หนัก แต่ผลที่ได้ก็อาจจะน่าพอใจและทำกำไรให้มากมายได้เช่นกัน

          คนทั่วไปคิดจะทำธุรกิจด้วยเหตุผลหลายประการ บางคนเป็นลูกจ้างอยู่เดิม หรือเป็นข้าราชการและต้องการมีกิจการของตนเองจึงลาออกมาทำ บางคนก็ตกงานอยากมีงานทำ จึงเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง

          – เหตุผลของท่านคืออะไร ?

             การเป็นเจ้าของกิจการ มีข้อดีหลายอย่าง เช่น

  • ไม่ต้องรับคำสั่งจากใคร
  • ทำงานตามเวลาที่ตนเองกำหนด
  • ได้ผลตอบแทนเป็นเงิน ชื่อเสียง ตามผลงานที่ตนเองทำ
  • บางการชีวิตตนเอง
  • มีความสุขกับการได้ริเริ่มสร้างสรรค์          

           – สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท่านต้องการหรือไม่ ?

             ในขณะเกียวกันการเป็นเจ้าของกิจการ ก็มีปัญหาและความยุ่งยากหลายอย่าง เช่น  

  • ต้องทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน
  • ไม่มีโอกาสลาหยุด ลาพัก ลาป่วย 
  • เสี่ยงต่อการสูญเสียเงินออม 
  • ไม่มีเงินเดือนประจำ 
  • กังวลกับเงินเดือน ค่าจ้าง และหนี้ที่ต้องจ่าย 
  • บางครั้งต้องทำงานที่ไม่ชอบ เช่น ทำความสะอาด ทำงานเอกสาร ทำบัญชี            
  • ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว เพื่อนฝูง

          – ท่านพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ?

              ถ้าท่านมีงานทำอยู่แล้ว ควรคิดให้รอบคอบในเรื่องความมั่นคง รายได้ปรจำและสวัสดิการที่ได้รับอยู่ การทำธุรกิจอาจก่อให้เกิดความเครียด เพราะท่านจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย

          – อย่าลืมว่าธุรกิจอาจล้มเหลวได้ และเจ้าของกิจการอาจสูญเสียเงินได้ ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น  

  • ความละเลยในหน้าที่ของเจ้าของกิจการ โดยไม่ได้บริหารจัดการธุรกิจอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดเหตุการณ์ซึ่งนำความเสียหายมาสู่ธุรกิจ
  • มีการโกงหรือถูกขโมย โดยลูกจ้างหรือผู้อื่น
  • ขาดประสบการณ์  ขาดความชำนาญ  ไม่รู้วิธีบริหารจัดกร เงิน คน เครื่องจักร อุปกรณ์ สินค้าคงคลัง ตลอดจนลูกค้า
  • ความรู้และประสบการณ์ไม่สมดุล  เช่น มีความสามารถในการผลิตแต่ขายสินค้าไม่เป็น รู้เรื่องการผลิตแต่ซื้อวัตถุดิบไม่เก่ง รู้เรื่องการตลาดแต่ไม่รู้เรื่องบัญชี
  • ปัญหาการตลาด  มีลูกค้าไม่มากพอ ซึ่งอาจเป็นเพราะสินค้าคุณภาพไม่ดี บริการไม่ดี ไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์
  • ปัญหาการให้ซื้อเชื่อและการควบคุมเงินสด เช่น ยอมให้ลูกค้าประวัติไม่ดีซื้อเชื่อ ไม่มีระบบที่เหมาะสมในการเรียกเก็บหนี้ เป็นต้น
  • ค่าใช้จ่ายสูง  ไม่มีการควบคุมดูแลค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมแซม เป็นต้น
  • มีสินทรัพย์มากเกินไป  มีสินค้าคงคลัง เครื่องจักร อุปกรณ์ พาหนะมากเกินไป โดยไม่มีเงินสดพอเพียงสำหรับใช้จ่ายประจำวัน
  • ควบคุมสินค้าคงคลังไม่ดี มีสินค้าคงคลังมากเกินไปโดยเป็นสินค้าที่ขายหรือใช้ไม่ได้
  • ทำเลที่ตั้งไม่ดี ตั้งอยู่ในที่คนมองไม่เห็น ไม่มีคนผ่านไปมาหรือไกลจากชุมชน
  • ประสบภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ฯลฯ โดยไม่มีประกันภัย

ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่แก้ไขได้ด้วยการฝึกฝนและเพิ่มพูนประสบการณ์

——————————————————————————————————-

ท่านไหนมีวิธีการหรือกระบวนแก้ไขอย่างไร มาแบ่งปันกันได้ผ่านหัวข้อนี้นะครับ

ว่าด้วยเรื่องสวัสดิการ #2 (ความหมายและขอบเขตของคำว่า “สวัสดิการ”)

Friday, October 16th, 2009

ความหมายและขอบเขตของคำว่า “สวัสดิการ”

          ได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่า “สวัสดิการ” ต่างๆ กันไป ได้แก่

          1. Welfare (สวัสดิภาพ สวัสดิการ) คือการมุ่งให้เกิดการกินดีอยู่ดี ของบุคคลหรือกลุ่มสวัสดิการทั่วไปของชุมชนหรือสังคม ถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกันของส่วนรวม

          2. สวัสดิการ หมายถึง “การกินดีอยู่ดี” หรือ Well-being ซึ่งถ้าจะขยายความออกไปก็อาจกล่าวได้ว่า คือ ภาวะของการมีสุขภาพดี มีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสุข ถ้าเกี่ยวกับด้านแรงงานก็หมายถึง สิ่งหรือสถานการณ์ที่นายจ้างจัดให้เพื่อความสะดวกสบาย หรือความกินดีอยู่ดีของลูกจ้างนั่นเอง ซึ่งการดำเนินการเพื่อให้เกิดภาวะที่มีความสะดวกสบาย หรือความกินดีอยู่ดีของลูกค้านี้ มิได้หมายความว่า เป็นความรับผิดชอบของนายจ้างแต่ฝ่ายเดียว รัฐบาลและสหภาพแรงงานก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย

          3. สวัสดิการ หมายถึง บริการ หรือกิจกรรมใดๆ ที่หน่วยงานราชการ หรือองค์กรธุรกิจเอกชนจัดให้มีขึ้นเพื่อให้ข้าราชการ พนักงาน หรือผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรนั้นๆ ได้รับความสะดวกสบายในการทำงาน มีความมั่นคงในอาชีพ มีหลักประกันที่แน่นอนในการดำเนินชีวิต หรือได้รับประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากเงินเดือน หรือค่าจ้างที่ได้รับอยู่เป็นระจำ ทั้งนี้เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ผู้ปฏฺิบัติงานมีขวัญและกำลังใจที่ดี เพื่อจได้ใช้กำลังกาย กำลังใจ และสติปัญญาความสามารถของตนในการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ไม่ต้องวิตกกังวล ปัญหายุ่งยากทั้งในทางส่วนตัวและครอบครัวทำให้มีความพอใจในงาน มีความรักงาน และตั้งใจที่จะทำงานนั้นให้นานที่สุด สำหรับสวัสดิการที่สมบูรณ์แบบนั้นย่อมหมายถึง สวัสดิการที่ให้แก่ลูกจ้าง ทั้ง 

  • ในขณะที่ทำงาน (On – the – Job)
  • นอกเวลาทำงานแต่ยังอยู่ในที่ทำงาน (Off – the Job within the workplace)
  • นอกสถานที่ทำงาน (Outside the workplace)  นอกจากนั้นจะต้องไม่ให้เฉพาะลูกจ้างเท่านั้น แต่จะต้องรวมถึงครอบครัวและชุมชนด้วย

ข้อมูลอ้างอิง :  อ.วิทยา  ตันติเสวี (ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์)

……………………………………………………………………………….

ตอนต่อไป จะนำตัวอย่างสวัสดิการภายในและภายนอกสถานที่ทำงานมาฝากกันนะครับ

การเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง #1

Friday, October 16th, 2009

ขั้นตอนที่ 1 ประเมินความพร้อมของตนเอง

          ปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้นั้น ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติส่วนตัวของเจ้าของกิจการมากพอๆ กับทักษะความชำนาญ และฐานะทางการเงิน ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเริ่มต้นทำธุรกิจของตนเอง ท่านจะต้องพิจารณาตนเองอย่างรอบคอบและตรงไปตรงมา ว่าตัวท่านเหมาะสมกับการทำธุรกิจขอตนเองหรือไม่

           ในขั้นตอนนี้ ท่านจะได้รู้ว่าเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีลักษณะและคุณสมบัติอย่างไร นอกจากนี้ท่านจะได้ลองประเมินตนเองดูว่ามีคุณสมบัตินั้นๆ มากน้อยเพียงใด แต่ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจกับกิจการธุรกิจเสียก่อน

ธุรกิจคืออะไร

          ธุรกิจ คือ กิจกรรมที่ดำเนินการโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อให้เกิดรายได้ โดยมุ่งหวังกำไร ธุรกิจอาจเป็นการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย การให้บริการ หรือการซื้อสินค้ามาเพื่อขายต่อก็ได้

          เนื่องจากจุดประสงค์ของธุรกิจคือกำไร ฉะนั้นเงินที่เข้ามาสู่ธุรกิจต้องมากกว่าเงินที่ออกจากธุรกิจ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะมีวงจรของการซื้อวัตถุดิบ การผลิตและการขาย หมุนเวียนต่อเนื่องไปเช่นนี้เรื่อยๆ

ธุรกิจ หมายถึง การสร้างมูลค่าเพิ่ม

          ในแง่หนึ่ง การทำธุรกิจ หมายถึง การทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม แล้วทำกำไรจากมูลค่าเพิ่มนั้นๆ เช่น การนำเอาผ้าจำนวน 1.5 เมตร ราคา 75.- บาท มาตัดเป็นเสื้อ 1 ตัว ซึ่งมีมูลค่าถึง 120.- บาท นั่นคือ ทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง (120-75 =) 45.- บาท และหลังจากหักค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ (ค่าไฟฟ้า ค่าเช่า ฯลฯ) ทำให้เหลือเป็นกำไรตัวละ 25.- บาท เป็ต้น

          ผ้า 1.5 เมตร ราคา 75.- บาท –> เสื้อสำเร็จรูป 120.- บาท = มูลค่าเพิ่ม 45.- บาท

          หัก ค่าใช้จ่ายต่างๆ 20.- บาท :: มีกำไร 25.- บาท

———————————————————————————–

นี่ก็เป็นตัวอย่างในการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง แล้วความท้าทายในการเริ่มต้นธุรกิจ จะเป็นอย่างไรบ้าง สามารถติดตามได้ในตอนต่อไปครับ

CRM คืออะไร ใครรู้บ้าง

Wednesday, October 14th, 2009

CRM คืออะไร

     CRM หรือ Customer Relationship Management หรือเรียกว่าการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งก็คือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยการใช้เทคโนโลยีและการใช้บุคลากรอย่างมีหลักการ เพื่อเพิ่มระดับการให้บริการแก่ลูกค้า สร้างความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า รวมทั้งตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ และการบริการ

ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่ดีช่วยอะไรคุณได้บ้าง

  • เก็บข้อมูลลูกค้า และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลโดยทันที ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการออกแบบสินค้า หรือบริการ รวมทั้งการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด
  • สามารถให้บริการที่ยอดเยี่ยมแก่ลูกค้า เช่น การปรับแต่งการให้บริการที่เหมาะสมกับลูกค้า การตอบข้อซักถาม หรือส่งสินค้าและบริการถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น
  • สามารถระบุกลุ่มลูกค้าที่สร้างผลกำไรสูงสุดให้แก่องค์กรได้แม่นยำ และมุ่งความสนใจไปยังลูกค้ากลุ่มนี้ ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงธุรกิจที่ไม่สร้างผลกำไร
  • ลดค้าใช้จ่ายในการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า หรือการสร้างรายงาน

ว่าด้วยเรื่องสวัสดิการ #1 (คำจำกัดความและความสำคัญ)

Thursday, October 1st, 2009

     วันนี้อยากนำเอาเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ว่าด้วยเรื่องของสวัสดิการมาให้กับทุกๆ ท่านได้อ่านครับ ในหัวข้อ “คำจำกัดความและความสำคัญของสวัสดิการ” โดยหยิบยกมาจากเว็บไซต์ siamhrm.com ครับ

คำจำกัดความและความสำคัญของสวัสดิการ

     สวัสดิการ เป็นการจ่ายค่าตอบแทนอย่างหนึ่งที่องค์กรจ่ายให้กับพนักงาน ทั้งในรูปที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ทั้งนี้เป็นการจ่ายค่าตอบแทนที่นอกเหนือไปจากการจ่ายค่าจ้างปกติและค่าจ้างจูงใจ การจ่ายชนิดนี้ไม่เกี่ยวกับผลการทำงานของพนักงานแต่อย่างใด

Tomoas J. Bergman และคณะ ได้ให้ความหมายของสวัสดการไว้สั้นๆ ว่า

สวัสดิการ เป็นผลตอบแทนทางอ้อม ที่ลูกจ้างได้รับ เนื่อจากการเป็นสมาชิกขององค์การ

     สวัสดิการ อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าผลประโยชน์เกื้อกูล (Benefits) หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ (Supplementary compensation) หรือ Fring benfits ก็ได้ สวัสดิการบางชนิดอาจเป็นบริการหรือจัดให้เฉพาะสมาชิกเฉพาะกลุ่มก็ได้ เช่น รถประจำตำแหน่ง ห้องน้ำส่วนตัว ฯลฯ ซึ่งองค์กรมักจัดให้พนักงานในระดับบริหาร

     นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ได้มีการนำเอาสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ มาจัดให้พนักงานลูกจ้าง เพื่อเป็นการรักษาและจูงใจให้คนทำงานอยูในองค์การทั้งในภาครัฐและเอกชน เนื่องจากในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อัตราค่าครองชีพสูงขึ้น รัฐบาลอเมริกันได้ทำการตรึงค่าจ้างไว้เพื่อมิให้เงินเฟ้อ แต่ในขณะเดียวกันก็แบ่งเบาภาระของลูกจ้าง โดยการเสนอสวัสดิการในรูปแบบต่าง แทนการจ่ายค่าจ้าง     ต่อมามีการยอมรับสวัสดิการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจ่ายค่าตอบแทน ก็แพร่หลายมากขึ้น ประกอบกับความเข้มแข็งของสหภาพแรงงานก็เริ่มทำให้มีข้อเรียกร้องด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นจากข้อร้องเรียนเดิมที่มักเน้นในเรื่องของค่าจ้าง/เงินเดือนเท่านั้น.

     …แล้วองค์กรของท่านละครับ มีสวัสดิการหรือมีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้างครับ เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์รของท่าน… มาร่วมแบ่งปันกันได้นะครับ…