Archive for the ‘การจัดการโลจิสติกส์’ Category

การเปิดตลาดการค้าบริการของไทยในเวทีโลก

Friday, February 5th, 2010

         ได้มีโอกาสเข้ารับฟังการถ่ายทอดความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนาของท่านอาจารย์สิริรัตน์  เลิศมี-มงคลชัย ที่ท่านได้เข้าร่วมสัมมนาการเปิดตลาดการค้าบริการของไทยในเวทีโลก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 โดยเฉพาะเรื่องของการการเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Area) และผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจการขนส่ง การศึกษา และสปา รวมถึงข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ โดยให้ข้อมูลความคืบหน้าของการเจรจาเปิดการค้าเสรีระหว่างไทยกับประเทศคู่เจรจา

         เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมาย เพื่อลดภาษีศูลกรกรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็น 0% และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การนำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านการค้า โดยการลดภาษี และอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก แต่เขตการเค้าเสรีในระยะหลังๆ นั้น รวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการและการลงทุน

          แล้วเรื่องการเตรียมบุคลากรหรือทรัพยากรบุคคลด้านต่างๆ ได้มีการเตรียมตัวมากน้อยขนาดไหน ? เป็นคำถามที่จะทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันหาคำตอบ และร่วมกันในการเตรียมการพร้อมรับมือกับ FTA เราลองมาดูในแต่ละประเด็นกันครับ

         ผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจด้านลอจิสติกส์

         เนื่องจากมาตรฐานของลอจิสติกส์ไทยยังอยุ่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานสากล และมีต้นทุนสูงถึงร้อยละ 19 ของ GDP ประเทศไทย ภายใต้พันธกรณีที่ได้เปิดตลาดลอจิสติกส์ในองค์การค้าโลก โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน และจัดตั้งธุรกิจไทย แต่ให้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 ปัจจุบันบริษัทที่ทำธุรกิจลอจิสติกส์ในระดับนานาชาติจะเป็นของต่างชาติส่วนใหญ่ การจัดอันดับดัชนีโลจิสติกสส์ของธนาคารโลกปี 2550 พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 31 จาก 150 ประเทศ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยของเราจะต้องเตรียมบุคลากร หรือทรัพยากรบุคคลให้พร้อม ทั้งในเรื่องของภาษาและความสามารถของบุคลากรที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์นี้

          ผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจสปา

          วิทยากรได้นำเสนอระดับของการจัดอันดับธุรกิจสปาระดับโลก ซึ่งก็มีธุรกิจสปาของไทยที่ติดอันดับ โดยการจัดระดับประจำปี 2009 จากนิตยสาร Travel & Leisure (World Best Spas 2009) ถึง 7 แห่ง คือ

  1. Anatare Koh Sansui Resort and Spa        95.07
  2. Four Season Resort Chiangmai                 94.96
  3. Mandarin Friengal Bangkok                       94.61
  4. Anatara Hua Hin Resort Spa                      94.21
  5. Mandarin Oriental Dhara Dhevi Chiangmai          92.19
  6. Shangri-La Hotel Bangkok                                           91.8
  7. Penninsula Bangkok                                                       90.63

          ทั้งนี้เป็นผลจากการให้บริการแก่ผู้มาเยือน ด้วยความใส่ใจ และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสปาไทย ถึงแม้ว่าประเทศไทยเราจะมีติดอันดับหลายแห่งด้วยกัน แต่ประเทศไทยเราก็ควรที่จะพัฒนาบุคลากรให้พร้อมในการดำเนินธุรกิจสปา และให้ความรุ้ด้าน FTA ต่อผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจสปาเช่นเดียวกัน

          ผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจบริการ

          ธุรกิจการศึกษาของบไทยไม่ได้ติดอันดับท็อปเทนโลกเหมือนประเทศสิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ดังนั้นการเปิดสาขาชองสถาบันการศึกษาไทยในต่างประเทศจำเป็นต้องศึกษาการประกันคุณภาพการศึกษาที่ต่างประเทศกำหนด ซึ่งเป็นมาตรฐานตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ   ดังนั้นการดำเนินธุรกิจการศึกษาในต่างประเทศ จึงควรเลือกในสิ่งที่ต่างประเทศไม่มี หรือเป็นเอกลักษณ์ของไทย เป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ เช่น มวยไทย สอนทำอาหารไทย นวดแผนไทย การฝึกโยคะ การทำสมาธิ เป็นต้น  ธุรกิจบริการก็เช่นกัน เราควรเตรียมความพร้อม และมองภาพรวมของการรับมือกับ FTA ที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน

          และในฐานะที่ท่านได้มีโอกาสเรียนในวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ ท่านจะมีแนวทางในการรับมือกับ FTA อย่างไรบ้าง ? พร้อมทั้งจะมีจะมีแนวทางการพัฒนาทรัพยากรด้านบุคคลอย่างไร เมื่อมันกำลังจะเข้ามาแล้ว !!!!!

Good Corporate Governance

Tuesday, December 15th, 2009

Ten Commandment of Good Corporate Governance for Public Company’s  Board of Director. บัญญัติสิบประการสำหรับคณะกรรมการบริหารบริษัทมหาชน

1. Understanding the company businesses   เข้าใจธุรกิจของบริษัทฯ 

2. Understanding  all laws and regulations   เข้าใจทุกกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ

3. Acting  honestly and in good faith for the benefit of the company and shareholders as a whole  ปฏิบัติอย่างซี่อสัตย์ และด้วยความเชื่อถือที่แท้จริงต่อผลประโยชน์ของบริษัทฯและผู้ถือหุ้นโดยส่วนรวม

4. Equal access to the information มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน

5. Financial awareness มีความรอยรู้ในรายงานการเงิน   

6.  Establishing control system  สร้างระบบกำกับดูแล   

7. Being involved but independently in decision making  มีส่วนร่วมทุกการประชุมและอิสระในการตัดสินใจ

8. Executive and Management rewards must be linked with Performance  ผลตอบแทนผู้บริหารต้องได้ตามผลงาน

9. The Proper selection and role of Independent Directors  ให้โอกาสผู้ถือหุ้นส่วนน้อยได้เป็นกรรมการบริหารอิสระ 

10. Ethical and Self-Examining Board  เป็นกรรมการที่ยึดมั่นกับจรรยาบรรณและตรวจสอบตนเองเป็นนิจ

SET has created its own 15 corporate governance principles as a guidelines for listed companies implementation as follows.  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้วางหลักปฏิบัติเพื่อธรรมาภิบาลในบริษัท  15 ประการเพื่อการบริหารงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดอย่างโปร่งใสดังนี้:

1. ต้องมีการกำหนดนโยบาย “บรรษัทภิบาล”  

2. มีการให้ผู้ถือหุ้นได้ทราบถึงสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน           

3. คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

4. จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้น

5. มีการกำหนดวิสัยทัศน์และการชี้นำในการบริหารจัดการเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท

6. มีการปัองกันกำจัดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการขัดกัน

7. มีการส่งเสริมการดำเนินการตามจริยธรรมธุรกิจ

8. มีการถ่วงดุลอำนาจของกรรมการที่เป็นผู้บริหารและผู้ไม่ได้เป็น

9. มีการกระจายตำแหน่งรับผิดชอบอย่างเหมาะสม

10.มีการกำหนดโครงสร้างค่าจ้างกรรมการฯและผู้บริหารบริษัทอย่างเหมาะสม

11. มีการประชุมคณะกรรมการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ

12. มีคณะกรรมการบริหาร หรือดำเนินการตามความจำเป็น

13. มีระบบการกำกับและตรวจสอบภายในที่เหมาะสม

14. มีการรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทและข้อมูลที่จำเป็นโดยผู้บริหาร

15. มีการประสานสัมพันธ์กับผู้ลงทุนอย่างใกล้ชิด

 

นายนิยม   จันทกูล

15/12/2552

การบริหารจัดการโลจิสติกส์ ( ขั้นพื้นฐานอีกสักที )

Friday, November 20th, 2009

ผมเคยเกริ่นเรื่องราวเกี่ยวกับการบริหารจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Management )  ที่กลับกลายจากเรื่องเก่าๆ ธรรมดา ๆ มาเป็นเรื่องสุดฮิทในการบริหารจัดการขององค์การธุรกิจไปทั่วโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางยุควิกฤติเศรษฐกิจที่ทุกคนได้งัดเอากลเม็ดเด็ดพรายทางการตลาดมาห้ำหั่นกันจนสุดฤทธิ์เดชแล้วและบางท่านก็นำฝูงกระโจนลงทะเลเลือด ( Red Ocean )ไปแล้วด้วยสงครามราคาเพื่อสงวนส่วนแบ่งตลาดที่เหลือจากกำลังซื้อที่ลดลงของผู้บริโภคในปัจจุบัน  โดยได้เล่าไปเป็นพื้นฐานแล้วว่า การบริหารจัดการโลจิสติกส์นั้นคืออะไรและต้องทำ ต้องคิดอะไรโดยหลัก ๆ บ้าง (ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน หรืออ่านแล้วลืม ก็คงต้องไปเปิดจากบทความของอาจารย์คณะบริหารธุรกิจใน website ของคณะภายใต้หัวข้อเรื่อง “เหลียวหลังแลตนเมื่อวิกฤติมาถึง” )  มาตอนนี้ที่จริงผมตั้งใจจะว่าต่อไปเลยเป็นตอนที่ 2 เพื่อให้รู้ลึกลงไปว่าต้องคิดต้องทำอย่างไร จึงจะออกไปจากท้องทะเลสีเลือดแห่งการแข่งขันโดยที่กำไรหดลงเรื่อย ๆ กลับเข้าสู่ท้องทะเลสีคราม ( Blue Ocean )  เสียที ก็เผอิญเจอคำถามของลูกศิษย์ว่า “การบริหารจัดการโลจิสติกส์” มันต่างหรือเหมือนกับ “การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน( Supply Chain )”  อย่างไร  ผมก็เลยต้องหันมาเอาทั้งสองเรื่องมาเกี่ยวกันและว่าไปพร้อม ๆ กันเลยเสียทีเดียว

เอากันตั้งแต่ต้นเลยทีเดียวว่าแต่ก่อนแต่ไรมาปัจจัยสำคัญในความสำเร็จในการดำเนินการแข่งขันทางธุรกิจขององค์กรนั้นเชื่อกันมาเสมอว่าต้องมีนวัตกรรมในด้านผลิตภัณฑ์  ต้องมีการบริหารจัดการตลาดที่ปราดเปรื่องครบเครื่องจับยึดผู้บริโภคให้เป็นลูกค้าที่ซื่อสัตย์ตลอดกาลขององค์กรให้ได้  แต่ในปัจจุบันการมีทั้งสองสิ่งกลับไม่พอ ไม่สามารถจะประกันความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจขององค์กรได้อีกต่อไป  โลกยุกโลกาภิวัฒน์ที่ทำให้ทุกบริษัทฯในตลาดตกอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันคือ “หมู่บ้านโลก (Global Village” ไม่ว่าใครจะตั้งอยู่ที่ไหน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลวอย่างรวดเร็วด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสารและโทรคมนาคม อย่างที่กล่าวว่าธุรกิจจะอยู่รอดต้องได้ต้องทันกับเวลา คือเป็นยุคที่ต้องคิดต้องบริหารจัดการธุรกิจให้ทันกับเวลา (  Economy of Speed )  ไม่ใช้ต้องทำให้ได้กับขนาด ( Economy of Scale ) อีกต่อไป  พอมาถึงตรงนี้บทบาทของโลจิสติกส์ก็ก้าวเข้ามา    เพราะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญยิ่งในการด้าน  “ความรวดเร็วในการผลิตและนำเสนอผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้ทันเวลาแห่งความต้องการของลูกค้าผู้มมุ่งหวังก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นด้วยการได้รับข้อมูลใหม่เข้ามา      

  อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อย่าเพิ่งเหมาเอาเองว่า อ๋อ “ การบริหารจัดการโลจิสติกส์ก็คือการบริหารจัดการเรื่องเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าตามลูกค้ากำหนดนั่นเอง”  เพราะคงเคยเห็นรถหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 27 ตัน  หรือบางทีก็รถขนาดเล็กขนาด 1-12 ตัน ที่เป็นรถประเภทตู้ปิดบรรทุกสินค้าวิ่งไปวิ่งมาเบียนป้ายชื่อบริษัทเจ้าของโดยที่มักจะมีคำว่า Logistics ติดพ่วงอยู่เสมอ ส่งสินค้าขึ้นล่องระหว่างจังหวัดอยู่เสมอแต่ที่จริงถูกเพียงส่วนน้อยนิดแต่ความหมายที่แท้จริงจะกว้างขวางและครอบคลุมมากกว่านี้มากมาย  เพราะมันคือ กระบวนการวางแผนเพื่อบริหารจัดการให้เกิด หรือให้มีการเคลื่อนย้ายของข้อมูล  เงินทุน  การติดต่อสื่อสาร การควบคุม ที่จะจัดซื้อหา จัดเก็บ บำรุงรักษา วัตถุดิบจากจุดเริ่มต้นในการผลิตสินค้าหรือบริการและกระจายไปสู่จุดสุดท้ายของการบริโภคตามความต้องการและในเวลากำหนดของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

 ผมคงต้องพูดว่าการจะบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลนั้นก็ต้องคำนึงถึงหลักของการบริหารจัดการให้เข้าสู่ตลาดได้ทันเวลา โดยยึดหลักการของ 5 Rs  เป็นหัวใจของการบริหารจัดการโลจิสติกส์ดังเคยกล่าวไว้แล้วคือ  ผลิตสินค้าที่ถูกต้อง (Right Product)  ที่ต้นทุนราคาเสนอขายถึงลูกค้าที่ถูกต้องและพอใจ ( Right Cost )  นำเสนอถูกช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึง( Right Place)  เสนอและสามารจัดส่งถึงลูกค้าผู้บริโภคได้ในเวลาที่ต้องการ ( Right Time)และลูกค้าได้รับสินค้าในสภาพสมบูรณ์(Right Condition)ดังการคาดหวังของการตัดสินใจซื้อตามเงื่อนไขเสนอขายของบริษัทฯ ส่วนทำอย่างไรจึงจะเกิดมีประสิทธิภาพ หรือประสิทธิผลคงไม่ต้องกล่าวถึงแล้ว

พอมาถึงตรงนี้คงสรุปได้ว่ากลไกสำคัญของการบริหารจัดการโลจิสติกส์ขั้นต้นก็คือ  การเคลื่อนย้ายหรือการไหลเวียน ให้ทันเวลาในกระบวนการเปลี่ยนแปลง  ( Transformation Process) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม(Value Added) ให้แก่วัตถุดิบในขั้นตอนของปัจจัยนำเข้าสู่องค์กร  ( Input)   ซึ่งจะมีกิจกรรมสำคัญสองกิจกรรมคือ  การสื่อสาร ( Communication)  และ การประสานงาน ( Coordination)  ที่มุ่งผลไปที่การนำคุณค่า (Value) ไปตอบสนองความต้องการของลูกค้า  ผู้บริหารจะต้องมองภาพของการดำเนินการแต่ละองค์ประกอบในเชิงระบบโดยรวมที่เชื่อมโยงผลได้ผลเสียของแต่ละกิจกรรมถึงกันถึงอันจะส่งผลไปถึงการก่อต้นทุนเพิ่มโดยไม่ได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม  และลดความสามรถในการแข่งขันขององค์กรลงนั่นเอง  ผมจะหยุดเรื่องราวของโลจิสติกส์ไว้ตรงนี้  ตรงที่เกี่ยวกับแค่ปัจจัยนำเข้ามาสู่องค์กรเพื่อการผลิตให้เกิดความเข้าใจในกิจกรรมของโลจิสติกส์เสียก่อน  ยังไม่ต้องไปพูดถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขาออกของปัจจัยอันเป็นผลผลิต(Output)  ว่ากิจกรรมการสื่อสาร  การประสานงานขององค์ประกอบต่าง ๆ เกี่ยวพันเชื่อมโยงและส่งผลถึงกันอย่างไรเพราะจะมีองค์ประกอบเพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดความซับซ้อน (Complexity) จนสับสนเอาได้  ทั้งนี้เพื่อที่จะได้หันมาดูว่า “โลจิสติกส์”  จะเหมือนจะต่างกับ “ห่วงโซ่อุปทาน” อย่างไร ทำความเข้าใจเอาได้ง่าย ๆ เลยว่าองค์ประกอบและปัจจัยสำคัญของระบวนการดำเนินงานของทั้งสองเรื่องนี้เหมือนกันคือเพื่อเคลื่อนย้ายองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ แต่พอเป็นการเคลื่อนย้ายที่เกิดขึ้นและเชื่อมโยงระหว่างองค์กรต่อองค์กรในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือต่างกันที่มีเงื่อนไข ของกฎเกณฑ์ หรือข้อปฏิบัติต่าง ๆ แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น นโยบาย แนวทางการบริหารจัดการภายใน  และการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร การตรวจสอบคุณภาพ ราคา  การเงิน หรือการปฏิบัติใด ๆที่ต้องเชื่อมโยงองค์ประกอบที่ต่างกันแต่ละอย่าง อันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์และสถานที่มิใช่เจ้าของเดียวกันก็เป็นห่วงโซ่อุปทานเพราะจะมีความเกี่ยวข้องและการดำเนินงานที่ต้องใช้สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ(Business Relationship) ทั้งจากระดับต้นน้ำ ( Upstream) ลงไปจนถึงระดับปลายน้ำ ( Downstream)     ถ้าเป็นในองค์กรเดียวกันก็เป็นแค่ระบบโลจิส ติกส์ภายในองค์กรเพราะทั้งวัตถุดิบหรือสินค้าและบริเวณสถานที่ตลอดจนกฎระเบียบวิธีดำเนินการล้วนเป็นของเจ้าของเดียวกัน  

 ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็อาจจะกล่าวได้ว่าเรื่องของการบริหารจัดการโซ่อุปทานนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างกว้างขวางเกี่ยวพันกับหลายเรื่องหลายองค์กรทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกันและต่างอุตสาหกรรมต้องมีกลยุทธ์(Strategy) ในการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและสามารถขยายให้กว้างในระดับของอุตสาหกรรมหรือประเทศชาติได้ แต่โลจิสติกส์นั้นเป็นเพียงใช้ยุทธวิธี (Tactic) ในระดับปฏิบัติการให้สอดคล้องกับเป้าหมายทีกำหนดไว้  แต่ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควบคู่  สอดประสาน และเสริมสร้างการดำเนินงานไปด้วยกันเสมอ           

 เอาละครับคงเข้าใจดีแล้วว่ามุมมองเรื่องเก่าๆ เหล่านี้จะสร้างความสามารถในการแข่งขันให้เราอย่างไร   ในโอกาสต่อไปค่อยมาเจาะลึกลงไปที่ละองค์ประกอบทีละกิจกรรมเพื่อความชัดเจนในการสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยการบริหารจัดการโลจิสติกส์

 นิยม  จันทกูล

คณะบริหารธุรกิจ

10 กรกฎาคม 2552