Archive for the ‘คณะสังคมศาสตร์ฯ’ Category

อบรมการทำ blog.nation.ac.th

Friday, June 10th, 2016

อบรมการทำ blog.nation.ac.th 

10 มิ.ย 59

13438882_1039568759457905_8060246719931741405_n

13319773_1039568786124569_4821894144856073719_n

การประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้

Tuesday, June 7th, 2016

ในวันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดการประชุมทางไกลผ่าน VDO Conference ระหว่างศูนย์ลำปางและบางนาขึ้น ในหัวข้อเรื่อง “การประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้” 

เป็นการสรุปผลการจัดการความรู้ตลอดทั้งปีของแต่ละคณะและสำนัก ว่าเป้าหมายที่เกิดขึ้นในปีนี้สำเร็จมากน้อยเพียงใด หรือเกิดปัญหาอะไร และมีดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้ L ศูนย์ บางนา

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้ ศูนย์ บางนา

 

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้ศูนย์ ลำปาง

https://www.facebook.com/media/set/?set=oa.1171768656196148&type=1

 

 

บทความ การจัดการตนเอง สู่สังคมสุขภาวะของชุมชนบ้านไร่ศิลาทอง กรณีศึกษา ห้วยผาดั้น ต.พิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง

Tuesday, June 7th, 2016
การจัดการตนเอง สู่สังคมสุขภาวะของชุมชนบ้านไร่ศิลาทอง

การจัดการตนเอง สู่สังคมสุขภาวะของชุมชนบ้านไร่ศิลาทอง

มีโอกาสได้อ่านบทความวิชาการเรื่อง “การจัดการตนเอง สู่สังคมสุขภาวะของชุมชนบ้านไร่ศิลาทอง
กรณีศึกษา ห้วยผาดั้น ต.พิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง” เขียนโดย
ดวงใจ พุทธวงศ์ กาญจนา ภาสุรพันธ์ นงนุช สุวิทย์วงศ์  ศิริพร ปัญญาเสน
ลงใน proceeding
การประชุมวิชาการ “ยกระดับความรู้สู่การพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
เพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม” ภาคเหนือ ปี 2559
(Knowledge Enhancing Towards better PHPP)
[วัตถุประสงค์]
เพื่อศึกษากระบวนการจัดการ ผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบ
และเงื่อนไขของความสำเร็จ ของการจัดการตนเองสู่สังคมสุขภาวะของชุมชนบ้านไร่ศิลาทอง
[ผลการศึกษา]
ชุมชนบ้านไร่ศิลาทองได้ใช้กระบวนการสมัชชาเพื่อสุขภาพเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน
โดยยึดหลัก “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ทำให้เกิดกลไกและกระบวนการทำงานที่เสริมพลัง (Synergy)
ซึ่งกันและกัน และใช้เวทีประชาคมหมู่บ้านเป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับให้คนในชุมชน และหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ค้นหาปัญหา และหาทางออกร่วมกันอย่างสมานฉันท์
อันนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกัน ที่เรียกว่า “กติกาห้วยผาดั้นบ้านไร่ศิลาทอง”
และประกาศเป็นนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพของชุมชน
[ผลผลิตของการจัดการตนเองสู่สังคมสุขภาวะ]
– เกิดการนำกระบวนการสมัชชาสุขภาพใช้เป็นเครื่องมือ อันนำไปสู่กติกาห้วยผาดั้น
– เกิด แผนที่ทำมือป่าห้วยผาดั้น
– เกิด กติกาห้วยผาดั้นบ้านไร่ศิลาทอง
– เกิดนโยบายสาธารณะประเด็นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
– เกิดกองทุนภัยพิบัติบ้านไร่ศิลาทอง
– เกิดศูนย์เรียนรู้สิ่งแวดล้อมในป่าห้วยผาดั้น และหอเฝ้าระวังป่า
รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมในบทความที่
https://www.facebook.com/groups/thaiebook/634910379993117/

 

พักทานข้าวเที่ยงป่าเปียงในห้วยผาดั้น

พักทานข้าวเที่ยงป่าเปียงในห้วยผาดั้น

พักทานข้าวเที่ยงป่าเปียงในห้วยผาดั้น บ้านไร่ศิลาทอง ต.พิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1479825548924076&id=100006899357396

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร” เทคนิคการเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์”

Monday, July 6th, 2015

คณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ของการวิจัย จึงได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “เทคนิคการเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์”  เพื่อให้อาจารย์ได้รับความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ เทคนิค และวิธีการต่าง ๆ ในการเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ และสามารถเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้ถูกต้องตามแบบฟอร์มที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนดและมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ระหว่างวิทยากร และผู้เข้าร่วมอบรม

km เทคนิคการเขียนรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “เทคนิคการนำเสนอผลงานทางวิชาการ”

Monday, July 6th, 2015

คณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ฯ  ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดโครงการอบรมทางวิชาการเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “เทคนิคการนำเสนอผลงานทางวิชาการ” เพื่อให้อาจารย์ได้รับความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ เทคนิค และวิธีการต่าง ๆ ในการนำเสนอผลงานทางวิชาการได้ถูกต้อง กำหนดและมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ อีกทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการนำเสนอผลงานทางวิชาการระหว่างวิทยากร และผู้เข้าร่วมอบรม

km เทคนิคการนำเสนอผลงานวิชาการ

กระบวนการเขียนบทความวิชาการที่มีคุณภาพ

Sunday, June 22nd, 2014

กระบวนการเขียนบทความวิชาการที่มีคุณภาพ
สุจิรา หาผล*

ความหมายของบทความ ความเรียงที่เขียนขึ้นมีหลักฐานข้อเท็จจริง ที่ผู้เขียนได้แทรกข้อเสนอแนะเชิงวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เอาไว้ด้วยในเนื้อหา
ลักษณะเฉพาะของบทความ
1. เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจในขณะนั้น อาจเป็นปัญหาที่ต้องการคำตอบว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมีผลอย่างไร
หรือเป็นเรื่องที่อยู่ในยุคสมัย (In trend)
2. มีแก่นสาร มีสาระ ได้ความรู้ หรือแนวคิดเพิ่มเติม มีลักษณะเชิงคิดวิพากษ์ (Critical Thinking)
3. มีทัศนะ ข้อคิดเห็น ตลอดจนแนวทางข้อเสนอแนะของผู้เขียนแทรกด้วย โดยอาจยกแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ประกอบ
4. วิธีการเขียนน่าอ่าน ชวนติดตาม ท้าทายความคิด สนุก เพลิดเพลินจากความคิดที่นำเสนอในเชิงโต้แย้ง
5. เนื้อหาสาระและสำนวนภาษาเหมาะสมกับบทความเชิงวิชาการ
ชนิดของบทความ แบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ ดังนี้
1. บทความเชิงสาระ (Formal Essay) เน้นเรื่องวิชาการ ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสำคัญ
2. บทความเชิงปกิณกะ (Informal Essay) เน้นความรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน ด้วยบทความที่มีแก่นสาร ซึ่งมีเนื้อหาสาระประกอบกับการใช้สำนวนโวหารให้เกิดอรรถรส
บทความวิชาการ เป็นงานเขียนซึ่งผู้เขียนได้กำหนดวัตถุประสงค์ตามหลักวิชาการที่ชัดเจน วิเคราะห์ประเด็นปัญหา รวมทั้งสรุปประเด็นดังกล่าว โดยอาจนำความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ และอาจแทรกทัศนะต่างๆ ทางวิชาการของผู้เขียนไว้อย่างชัดเจนและอาจมีการเสนอแนะการแก้ปัญหาหรือวิเคราะห์คาดการณ์ประเด็นต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไว้ด้วยก็ได้

องค์ประกอบบทความวิชาการ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนนำ (Introduction) ส่วนเนื้อหา (Body) และส่วนท้าย (Conclusion)

ประเภทบทความวิชาการ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 บทความวิชาการทั่วไป บทความที่นำเสนอความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ของผู้เขียน งานเขียนลักษณะนี้เป็นการนำข้อมูลความรู้ต่างๆ มาเรียบเรียง สอดแทรกความคิดเห็น เป็นลักษณะบทความกึ่งวิชาการ
ประเภทที่ 2 บทความปริทัศน์ บทความที่นำเสนอเนื้อหาเชิงวิชาการที่มีการสังเคราะห์ โดยการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ สรุปประเด็น วิจารณ์ และมีข้อเสนอแนะ เป็นต้น
ประเภทที่ 3 บทความวิจัย นำเสนอผลการค้นคว้าวิจัยใหม่ๆ ด้วยการนำเสนอความเป็นมา การทบทวนวรรณกรรม ระเบียบวิธีวิจัย บทสรุป และข้อเสนอแนะ

กระบวนการเขียนบทความวิชาการ
ประกอบด้วย 1) การกำหนดแนวคิด 2) การวิเคราะห์แนวคิด 3) การกำหนดชื่อเรื่อง 4) การวางโครงเรื่อง 5) การลงมือเขียน 6) การทบทวน การประเมินผลงานเขียน และ7) การกำหนดสาระสังเขป
1) การกำหนดแนวคิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้อ่านสนใจ และต้องเป็นเนื้อหาผู้เขียนมีความรู้และเชี่ยวชาญ สามารถศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อนำมาแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนวทางได้อย่างเหมาะสม
2) การวิเคราะห์แนวคิด พิจารณาถึงประเด็นที่จะเขียน มีการทบทวนขอบเขตของแนวคิดอย่างละเอียด เพื่อวางโครงเรื่อง
3) การกำหนดชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องต้องครอบคลุมเนื้อหาและสื่อถึงแนวคิดอย่างชัดเจน เพื่อให้การตั้งชื่อเรื่องดูเหมาะสม อาจต้องไปสำรวจชื่อหนังสือ ชื่อบทความต่างๆ ของวารสารต่างๆ จากฐานข้อมูลห้องสมุดรวมถึงแหล่งสารสนเทศอื่นๆ เช่น จากเว็บไซต์ต่างๆ
4) การวางโครงเรื่อง คือ การวางแผนการเขียนเนื้อหา โดยการลำดับเนื้อหา อาจลำดับตามเวลา ตามความสำคัญ หรือจากการตั้งประเด็น ซึ่งคล้ายคลึงกับการตั้งโจทย์คำถาม แล้วตอบคำถามทีละประเด็น การลำดับแบบใดแบบหนึ่งควรจะพิจารณาร่วมกับวัตถุประสงค์การเขียนและขอบเขตเนื้อหาด้วย
5) การลงมือเขียน ประกอบด้วยการเขียน ส่วนนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป
6) การทบทวนและการประเมินผลงานเขียน อาจกระทำได้ด้วยตัวเอง หรือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินงานเขียน
7) การกำหนดสาระสังเขป เป็นขั้นตอนการมองภาพรวมทั้งหมดของผลงานการเขียนตั้งแต่ต้นจนจบ (overview)

วิธีการหาข้อมูลเนื้อหา
ก่อนที่เขียนบทความ ผู้เขียนต้องสืบเสาะหาสาระจากความรู้และเรื่องราวอันเป็นข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นแก่นและเนื้อหาสำหรับการเขียน เพราะเป็นการเขียนประเภทที่ไม่ใช่แต่งหรือสมมติขึ้นเองได้ อาจหาข้อมูลได้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้
1. จากการสัมภาษณ์ สอบถามผู้รู้
2. จากการสืบค้น เสาะแสวงหาว่าที่ใดมีข้อมูลที่ต้องการ ลงไปดูสถานที่จริง ไปพบบุคคล สังเกตเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีข้อมูลเหล่านั้น
3. จากข่าวสารตามหนังสือพิมพ์รายวัน ข่าวสดทั้งใหม่และเก่า ตั้งแต่เรื่องที่เป็นประเด็นจนถึงเรื่องสามัญทั่วๆ ไป นักเขียนบทความ สามารถหยิบยกเรื่องจากประเด็นข่าวสดต่างๆ มาเขียนอ้างได้
4. จากหนังสือและบทความในวารสารต่างๆ
5. จากบุคคลต่างๆ เริ่มจากบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวเรา จนถึงบุคคลที่มีการแนะนำอ้างถึง
6. จากการเดินทางท่องเที่ยว สามารถเก็บภาพต่างๆ ออกมาเขียนเป็นข้อมูล และสามารถนำมาเขียนอ้างอิง เสนอแนะต่างๆ ได้
7. จากปฏิทินในรอบปีซึ่งมีถึง 12 เดือน มีเทศกาลมากมายหลากหลาย ตั้งแต่พระราชพิธีต่างๆ จนถึงงานเทศกาลของแต่ละจังหวัด
8. จากแวดวงไม่ว่าจะเป็นบันเทิงคดี การเมือง การศึกษา ครอบครัว กีฬา และสถานบันต่างๆ

วิธีเขียนบทความ
การเขียนบทความที่มีคุณภาพ ผู้เขียนต้องรู้จักวางโครงเรื่องให้ดี เพราะโครงเรื่องจะช่วยควบคุมการเขียน ให้เป็นไปตามแนวคิดที่กำหนดไว้ เป็นการป้องกันมิให้เขียนวกวนกลับไปกลับมา โครงเรื่องของบทความแบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่
– เกริ่นนำ (Introduction) เป็นการขึ้นต้นบอกกล่าวให้รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร การขึ้นเกริ่นนำมีอยู่ 2 แบบ คือ 1) การกล่าวขึ้นต้นทั่วไป ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาที่จะเขียน 2) กล่าวเจาะลงไปให้ตรงกับชื่อเรื่องที่จะเขียนเลย
การเขียนบทนำต้องเขียนน่าอ่านชวนติดตาม เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่นิยมอ่านย่อหน้าแรกก่อน หากอ่านแล้วไม่น่าติดตามก็จะไม่อ่านส่วนต่อไป
– เนื้อเรื่อง (Body) แบ่งเป็น 2 ตอน คือ 1) ส่วนแรกเป็นการขยายความ ที่ได้เกริ่นในบทนำแล้ว หากผู้อ่านยังติดตามความคิดที่ผู้เขียนได้เกริ่นไว้ ยังไม่เข้าใจดีพอ ก็ต้องขยายความออกไป เพื่อช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น 2) ส่วนที่สองเป็นรายละเอียด มีสถิติ การเก็บรวบรวมข้อมูล การเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างประกอบ แต่ต้องอย่าให้มากจนผู้อ่านอาจไม่อยากติดตาม ต้องดูความเหมาะสม แต่ถ้าเป็นบทความจากงานวิจัยก็นำเฉพาะประเด็นที่สำคัญเท่านั้น เพราะจะทำให้เนื้อหามากจนดูเฝือ
– บทสรุป (Conclusion) เป็นส่วนที่แสดงทัศนะข้อคิดเห็นของผู้อื่นที่นำมาอภิปรายเพื่อให้ภาพรวมของบทความดูมีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆ

วิธีการเขียนเกริ่นนำ
การเขียนเกริ่นนำถือว่าเป็นบทที่ยากที่สุด ถ้าเริ่มได้ดีก็จะช่วยให้การเขียนในส่วนต่อไปไหลลื่น การเขียนบทนำจึงเป็นส่วนที่ต้องการความละเมียดละไมอย่างมากเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้อ่าน ทำให้ส่วนต่อไปซึ่งเป็นเนื้อหาของเรื่องน่าชวนติดตาม การเขียนบทนำ มีหลากหลายวิธีดังต่อไปนี้
1. นำด้วยข่าว
2. นำด้วยการอธิบาย
3. นำด้วยการเสนอความคิดเห็น
4. นำด้วยการใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ
5. นำด้วยการเล่าถึงความสำคัญ
6. นำด้วยการประชดประชันหรือเสียดสี
7. นำด้วยการตั้งคำถาม
8. นำด้วยการสรุปใจความสำคัญของเรื่อง
9. นำด้วยสุภาษิต คำพังเพย คำคม บทกวี ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเรื่อง
10. นำด้วยสุนทรพจน์ของผู้นำ บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม

วิธีการเขียนเนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องเป็นส่วนเนื้อหาสาระที่สำคัญ เป็นส่วนที่ยาวที่สุด รวมความคิดและข้อมูลทั้งหมด ย่อหน้าแต่ละย่อหน้าในเนื้อเรื่องจะต้องสัมพันธ์เป็นเนื้อเดียวกัน (Coherence) มีการเรียงลำดับขั้นตอนไม่วกวนไปมา (Organization without Circumlocution) ก่อนเขียนบทความผู้เขียนต้องหาข้อมูลความรู้ที่จะนำมาเขียน การหาข้อมูลดูวิธีการหาข้อมูลเนื้อหาข้างต้น

การเขียนเนื้อเรื่องควรคำนึงถึงความสำคัญดังต่อไปนี้
1. ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องตามความหมาย ตัวสะกดถูกต้องตามพจนานุกรม
2. ใช้สำนวนโวหารให้เหมาะกับเรื่อง ใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการ ใช้ศัพท์เฉพาะในการเขียนบทความทางวิชาการ ใช้ถ้อยคำที่สำนวน คำแสลงได้ สำหรับการเขียนบทความทั่วไป
3. ข้อมูล เหตุผล สถิติและการอ้างอิงประกอบเรื่อง ที่เข้าใจง่ายและเชื่อถือได้

วิธีการเขียนสรุป
การเขียนบทความในส่วนสรุปหรือบทลงท้าย ส่วนนี้ผู้เขียนต้องการบอกเล่าให้ผู้อื่นทราบว่า ข้อมูลทั้งหมดที่เสนอมาทั้งหมดจะจบลงแล้ว ผู้เขียนควรมีกลวิธี ที่จะทำให้ผู้อ่าน พอใจ ประทับใจ ตอนสรุปนี้เป็นส่วนที่ผู้เขียนจะฝากความคิดและประเด็นปัญหาไว้กับผู้อ่านหลังจากที่อ่านแล้ว การเขียนสรุปหรือบทลงท้ายมีหลายแบบดังนี้
1. สรุปด้วยใจความสำคัญ (Main Idea or Theme)
2. สรุปด้วยการแสดงความประสงค์ของผู้เขียน (Writer’s Intention)
3. สรุปด้วยคำถามที่ชวนให้ผู้อ่านคิดหาคำตอบ (Questions)
4. สรุปด้วยการใช้คำกล่าว คำคม บทกวี สุนทรพจน์ ที่ประทับใจ (Sayings, Quotes, or Speeches)
5. สรุปด้วยการใช้สำนวนโวหาร การเล่นคำ (Rhetorical Expressions)

อ้างอิง
http://elearning.spu.ac.th/content/thi114/write5.html. เข้าถึงเมื่อ 11 พ.ค. 2557
http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=academic-writing:academic-article. เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2557

กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

Sunday, June 22nd, 2014

ppt.บรรยาย การขอตำแหน่งทางวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ” ไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 เวลา 9.00-12.00 น. เป็นการให้ความรู้แก่คณาจารย์ในคณะวิชาและอาจารย์ที่สนใจของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นการจัดความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับคณาจารย์ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานในฐานะอาจารย์ผู้สอน และต้องมีตำแหน่งอันทรงเกียรติคู่ควรกับภาระหน้าที่นี้ด้วยอีกคำรบเช่นกัน  ดังนั้นเอกสารที่ผศ.ดร.ศิริพร เสริตานนท์ ได้บรรยายในวันนั้น ขอนำมาแบ่งปันให้กับทุกคนในห้องการจัดการความรู้นี้เพื่อเป็น knowledge sharing ให้คณาจารย์ที่ตั้งใจจะเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการได้วางแผนและเตรียมตัวไว้เลย

 

การวาง plot และ theme ของเรื่อง

Saturday, June 7th, 2014

การเขียนเรื่องอะไรสักหนึ่งเรื่องที่มีอยู่ในใจเรา ที่เรียกกันว่า “นึกวาดมโนภาพขี้นมา” หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า “imagination” ต้องถามใจเราว่า เราต้องการเขียนอะไรให้ชัดเจนในมโนภาพนั้นก่อน เช่น ต้องการเรื่องออกมาในแนวไหนก่อนนั่นเอง แสดงว่าเรามองเห็น theme หรือ แก่นของเรื่องนั้นได้แล้ว อย่างเรื่องราวที่เขียนเล่าไปก่อนหน้านี้ อลิซไปพบรักแรกในงานพรอมและในที่สุดถูกเพื่อนสนิทมาแย่งไป ลักษณะของเรื่องเป็น tragic romance (ชิงรักหักสวาท) ซึ่งก็จบลงด้วยความเศร้า เคล้าน้ำตาของทุกฝ่าย เพราะเป็นรักสามเส้า (triangle love story) เรามาดูกันว่า theme ของเรื่องคืออะไร

ความหมายของ theme คือ แก่นหรือประเด็นหลักของเรื่อง ซึ่งก็จะเหมือนกับเรื่องราวต่างๆ ที่เราอ่่าน ก็ต้องหาว่า เรื่องนี้ผู้เขียนต้องการสื่ออะไรให้กับผู้อ่าน สาระที่เป็นประเด็นหลักๆ คืออะไร นี่คือแก่นหรือ theme ของเรื่อง เช่น นิยายเรื่อง “Gone with the wind”   theme (แก่น) ของเรื่องนี้คือ ความรักไม่ใช่การใช้เล่ห์ เพทุบาย เหมือนคำพูดที่ Cupid ฝาก Psyche ไว้ก่อนบินจากไปว่า “Love cannot live where there is no trust.” ซึ่งสามารถเปรียบได้กับแก่นเรื่องของนิยาย Gone with the wind เช่นกัน ที่ R้hett ก็จาก Scarlet ไปเพราะ Rhett ไม่เคยคิดว่า Scarlet รักเขา เขาจะอยู่กับเธอไปเพื่ออะไรในเมื่อลูกสาวที่มีด้วยกันก็จากไปแล้ว นิยายเรื่องจบลงด้วยคำพูดอมตะ  จริงๆ เป็นคำสบถ (swear) ว่า “Frankly, my dear, I don’t give a damn.” ซึ่ง Rhett พูดก่อนที่จะจากไปในสายหมอก ตอบ Scarlet ที่พูดว่า “Rhett… if you go, where shall I go, what shall I do?”  ซึ่งหนังเรื่องนี้กลายเป็นตำนานอมตะจากปลายปากกาของ Margaret Mitchell ซึ่งเขียนนิยายเรื่องนี้โดยอาศัยฉากของสงครามกลางเมืองในอเมริกา (American Civil War Era) ซึ่งเราเรียกว่า “setting” หรือสถานที่ของเนื้อเรื่องนั่นเอง

ความหมายของ plot คือ เค้าโครงเรื่องที่เป็นการวางกรอบให้กับการดำเนินเรื่อง จากเนื้อเรื่องย่อคราวก่อน ที่ขี้นนำมาให้อ่านนั้น คือ plot ของเรื่องนั่นเอง การวางเค้าโครงเรื่อง ผู้เขียนสามารถนำมาแตกเป็นเค้าโครงย่อยในแต่ละบทของเรื่องก็ได้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบมีความสอดคล้องกลมกลืน เมื่อกลับมาแก้ไขก็จะง่ายและอาจน้อยมาก เพราะทำให้ผู้เขียนไม่หลุดกรอบจากเค้าโครงเรื่องหลัก

การเขียนเรื่องสักหนึ่งเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น นิยายซีรีส์ นิยายจบในเล่ม นักเขียนต้องมีมโนภาพซึ่งเป็นจินตนาการใหญ่มาก ว่าตัวละครจะต้องเป็นอย่างไร สถานที่ซึ่งถือว่าเป็นฉากในเรื่อง ควรจะเกิดที่ไหน เปิดฉากตัวละครจะเริ่มต้นตรงไหนดี จะมีความขัดแย้งของตัวละครหรือเรื่องราวให้ผู้อ่านชวนติดตาม เรียกว่า rising action การดำเนินเรื่องต้องมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เรียกว่า complicate  ไปจนถึงจุดที่เรียกว่า climax สุดทางตันของเรื่องแล้ว จะลงเอยอย่างไร (falling action) ซึ่งเป็นจุดคลี่ปมต่างๆ นั่นเอง

ตอนต่อไป เราจะไปดูการวางตัวละคร (character) ฉากหรือสถานที่ของเรื่อง (setting) ว่าจะต้องวางออกมาอย่างไรให้เรื่องราวมีเสน่ห์ ชวนติดตาม

 

 

 

 

การเป็นนักเขียนไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย

Thursday, May 22nd, 2014

เมื่ออลิซยังไม่ประสีประสา เธอก็ติดตามพี่ชายไปเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง แล้วเย็นวันหนึ่งต้นฤดูหนาวปี 1992 เธอขอตามพี่ชายไปงานพรอม งานเต้นรำฉลองความสำเร็จของโรงเรียนคีทเบท ซึ่งพอลพี่ชายก็ตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าอลิซน้องสาว ….

“โอ…พี่เราแสนดีจริงๆ ช่างเลือกเราให้ไปเป็นคู่เต้นรำ คืนนี้…จะเลือกชุดไหนดีเนี่ย…สีฟ้าขาว ชมพูเขียว หรือม่วงแดง ช่างแม็ตกันไปซะหมด ใส่อย่างไหนก็สวย พี่ชายที่แสนดีตะโกนมาจากห้องนอนข้างๆ…”  พอลแอบได้ยินอลิซบ่นข้ามห้อง

“อลิซ อย่าลืมใส่รองเท้าคู่ที่พี่ซื้อให้เมื่อเสาร์ที่แล้วนะ” พอลตะโกนบอก พร้อมฮัมเพลงเบาๆ ลอยมา…. Young ones,….Darling we’re young ones….

———————————————————

ณ วันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่อลิซหวนนึกทุกครั้ง ก็เจ็บปวดทุกครั้ง แมททิวก้าวเข้ามาในชีวิตของเธออย่างไม่ตั้งตัว จะให้เธอฝืนชะตาชีวิตได้อย่างไร ในเมื่อชายหนุ่มหล่อจนใครๆ ในงานสะดุดหกล้ม อลิซเช่นกัน เธอกระดกแก้วยินหกใส่ชุดใหม่ม่วงแดงเลอะเทอะ เจ้าชายในคราบซาตานวันนั้น ดูดีเพียบพร้อมกับสาวๆ เกือบทุกคนในงาน หัวใจสาวน้อยเต้นแทบไม่เป็นจังหวะเมื่อแมททิวหันมาซบตาเธอ ในที่สุดแมททิวก็ย่างก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจของอลิซ ไม่ว่าเธอจะทำอะไร ก็ให้คิดถึงเขาอยู่ตลอด…แทบเป็นบ้า

—————————————————————————

“ตกลงว่า ฉันขอฟ้องหย่าข้อหาที่เธอคบชู้ทั้งที่มีฉันอยู่” อลิซจำคำพูดนี้ได้ดีเมื่อทนายยื่นคำขาดไป

“ผู้ชายเทห์ หล่อ สตางค์ก็พอมี ดูจะเข้าท่าสำหรับสาวๆ….” เจนนี่เพื่อนสนิท คอยเป็นกำลังใจให้อลิซ และลุ้นอยู่ห่างๆ ว่า ผลจะออกมาอย่างไร

“เวรกรรมแท้ๆ ที่ไปเจอผู้ชายกะล่อนแบบนี้เข้า…ลืมมันไปเถอะ เขาไม่คู่ควรกับเธอหรอก ” เจนปลอบเธอให้คลายความทุกข์ลงบ้าง

————————————————————————-

แม่เพื่อนตัวดีลับหลังแอบกินขนมของรักของอลิซจนได้ จะไม่ให้เจ็บไปถึงก้นทรวงได้ยังไง ในเมื่อเพื่อนรักกลายเป็นแม่มดเสกเอาคนรักเธอไป…..

Sad movies always make me cry…

He said he had to work so I went to the show alone

They turned down the lights and turned the projector on

And just as the news of the world started to begin

I saw my darlin’ and my best friend walk in

Though I was sittin’ there they didn’t see
And so they sat right down in front of me
When he kissed her lips I almost died
And in the middle of the color cartoon I started to cry.

Oh-oh-oh sa-a-a-d movies always make me cry
Oh-oh-oh sa-a-a-d movies always make me cry
And so I got up and slowly walked on home
And mama saw the tears and said “what’s wrong?”
And so to keep from telling her a lie
I just said “sa-a-a-d movies make me cry”
Oh-oh-oh sa-a-a-d movies always make me cry
Oh-oh-oh sa-a-a-d movies always make me cry
Ooh, ooh, ooh, ooh, ooh
Ooh, ooh, ooh, ooh
Sa-a-a-d movies make me cry….

จากที่อ่านเรื่องย่อข้างต้น ลองคาดเดาดูว่า เป็นเรื่องแปล หรือเรื่องเขียนขึ้น ทุกคนไม่มีใครไม่เคยได้อ่านนิยาย เรื่องสั้น เรื่องย่อ แน่นอนเราทุกคนย่อมหนีไม่พ้นกับการอ่านเรื่องเล่า เรื่องจริงผสมนิยาย เรื่องกุขึ้นมาในวัน April’s Fool Day (วันหลอกลวงโลก) ที่ชาวตะวันตกนิยมคิดขึ้นมาไว้ล้อเล่น (kidding) สำหรับคนกันเอง คนรู้จักหรือไม่รู้จัก เพื่อชวนหัว ตลกกันไป เพื่อจรรโลงให้โลกดูสวยงาม

อาชีพนักเขียนเป็นอาชีพต้นๆ ที่ทำรายได้ให้มนุษย์ที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งแต่เดิมแทบไม่พอยาใส้ ด้วยความทุกข์ทรมานที่เขียนเรื่องขึ้นมาแล้ว กลับขายเรื่องได้ไม่พอประทังชีวิต ซึ่งเคยมีคำพูดว่า “เป็นนักเขียน…ไส้แห้ง” เมื่อนักเขียนบางคนลาลับจากโลกนี้ไป แต่ผลงานกลับยังอยู่ ถึงครานี้แหละที่ผลงานกลับทำชื่อเสียงและรายได้ด้วยตัวมันเองอย่างมหาศาล

คนที่มีแรงบันดาลใจมากมายอยากเขียนหนังสือแต่เมื่อเจอกับคำพูดว่า “ไส้แห้ง” หรือ “ไม่มีใครอ่านผลงาน” เหล่านี้เป็นอุปสรรคสร้างความท้อแท้ ท้อถอยให้กับตนเอง

ลองมาดูกันว่า อาชีพนักเขียนระดับโลก มีรายได้กันขนาดไหน จากการจัดอันดับของ Forbes ปี 2013

อันดับ 11  ไม่ใช่ใครอื่น เธอคือ J.K. Rowling  ผู้เขียน Harry Potter วรรณกรรมก้องโลก มีรายได้อยู่  17 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 10 Dean Koontz ผู้เขียนนวนิยายแนวสยองขวัญ ฆาตกรรม รายได้อยู่ที่ 19 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 9  Suzanne Collins นวนิยายที่นำไปสร้างหนังชื่อ Hunger Games รายได้อยู่ที่ 20 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 8   Danielle Steel นักเขียนนวนิยายสุดหวานโรแมนติก ขายได้กว่า 580 ล้านเล่มทั่วโลก เป็นนักเขียน the 8th best sellers of the world รายได้อยู่ที่ 23 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 7  Nora Roberts  นักเขียนนวนิยายแนว Romance & Fantasy เช่นกัน มีผลงานกว่า 200 เล่ม ใช้นามปากกา J.D. Robb ด้วย รายได้อยู่ที่ 23 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 6  Bill O’Reilly ผู้ประกาศข่าว Fox News  ได้หันมาเอาดีการเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เรื่อง “Killing Lincoln”, “Killing Kennedy” ก็เป็นผลงานของเขาคนนี้ มีรายได้อยู่ที่ 24 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 5  Jeff Kinny ผู้โด่งดังจากการเขียนนิยายหนึ่งในซีรีส์ “Wimpy Kid” ยอดฮิตติดอันดับหนังสือขายดี ปี 2011 คือ “Cabin Fever” หนุ่มอายุ 43 ปี คนนี้มีรายได้อยู่ที่ 25 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 4  John Grisham นักเขียนรูปงามรายนี้อายุ 59 ปี แต่ยังหล่อเฟี้ยว นวนิยายที่เขียนแนวสยองขวัญ ฆาตกรรมสืบสวน และแนวกีฬาเบสบอล จบด้านกฎหมาย เคยเป็นสส.ของรัฐมิสซิสซิปปี้ เมื่อปี 1984-1990 เริ่มเขียนนิยายเรื่องแรก A Time to Kill เมื่อปี 1984 ตีพิมพ์ปี 1989  ในปี 2012 หนังสือเขาขายได้ 275 ล้านเล่มทั่วโลก รายได้อยู่ที่ 26 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 3  Janet Evanovich  นักเขียนนิยายโรมานซ์อีกคนที่มีผลงานโด่งดังจากเรื่อง Stephanie Plum เป็น suspense series ชวนให้ติดตามหาคำตอบ คือแนวการเขียนของเธอผู้นี้ มีรายได้อยู่ที่ 33 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 2  Stephen King  อายุ 66 ปี นักเขียนผู้นี้มีแนวหลากหลาย ฆาตกรรม “ไซ-ไฟ” (Sci-Fi) แนววิทยาศาสตร์  ดราม่า แฟนตาซี  ปี 2013 เป็นปีที่เขาออกหนังสือแนวท่องเที่ยว “11/22/63” นิยายซีรีส์ ชื่อ “Dark Tower” นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ มีรายได้อยู่ที่ 39 ล้านดอลล่าร์

อันดับ 1   James Patterson อายุ 67 ปี ตลอดชีวิต เขามีอาชีพจากการเขียนนวนิยายขาย ซึ่งผิดกับนักเขียนคนอื่นๆ ที่มีอาชีพอื่นด้วย รายได้จากการขายลิขสิทธ์เพื่อสร้างหนังหรือละครทีวีน้อยมาก  ปี 2011 สามารถผลิตนิยายวางจำหน่ายได้ถึง 14 เรื่อง นักเขียนผู้นี้มีรายได้ถึง 64 ล้านดอลล่าร์

ลองคิดดูว่า อาชีพนักเขียนทุกวันนี้ แม้กระทั่งในบ้านเราก็ไม่ธรรมดา แถมรายได้ล้นเหลือกว่าคำว่า “แค่พอยาไส้” หรือว่า ไม่พอยาไส้”

อยากจะเขียนอะไรก็ลองนึกวาดมโนภาพก่อน ตอนต่อไปจะลองมาดูการเขียน theme และ plot เรื่องกันว่า จะช่วยให้การเขียนหนังสือซักหนึ่งเล่มเป็นเรื่องง่าย ไม่ยากจนเกินไป แต่หลายคนก็บ่นว่า ก็ไม่ง่ายซะทีเดียว

โครงการ “การบริหารจัดการอัตลักษณ์ของตนเองอย่างยั่งยืนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง”

Saturday, September 15th, 2012
ท่องเที่ยว ลำปาง

อ.ดร.ศรีศุกร์ นิลกรรณ์ อ.แดน กุลรูป และ ทีมงานวิจัย 14 ท่าน ผู้ช่วยวิจัยอีก 6 ท่าน และนักศึกษาช่วยงาน รวมกว่าีอีก 50 ชีวิต จัดสัมมนา เรื่อง “การบริหารจัดการอัตลักษณ์ของตนเองอย่างยั่งยืนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง” ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเนชั่น โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดี เป็นประธานในพิธีเปิด

ผู้ร่วมสัมมนาประกอบด้วย บุคคลจากหน่วยงาน สถานศึกษา ผู้ประกอบการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในจังหวัดลำปาง วันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2555 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง .. ความสำเร็จในการสัมมนาเกิดจาก เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทีม และภาคีเครือข่าย

การบริหารจัดการอัตลักษณ์ของตนเอง (Identity)
การบริหารจัดการอัตลักษณ์ของตนเอง (Identity)