Archive for the ‘การจัดการความรู้’ Category

รายงานตอบตัวบ่งชี้ 7.3 ฉบับสุดท้าย

Friday, August 8th, 2014

3 ปีมาแล้วที่ต้องเขียน sar 7.3 ตอบเกณฑ์ปี 2554 – 2556
รายงานนี้จึงเป็นรายงานฉบับสุดท้ายของตัวบ่งชี้
“ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารและการตัดสินใจ”
ซึ่งปี 2557 มีร่างเกณฑ์ใหม่ และในร่างนั้นไม่มีเกณฑ์แบบเดิม
แต่เกณฑ์น้อยกว่าเดิม คือ สนใจเฉพาะระบบสารสนเทศที่ใช้ในการบริหารงานวิจัย
ซึ่งจะใช้ http://it.nation.ac.th/studentresearch
สำหรับตอบประเด็นนี้

https://www.facebook.com/download/1447422105521947/sar56_che5_73.docx

กระบวนการเขียนบทความวิชาการที่มีคุณภาพ

Sunday, June 22nd, 2014

กระบวนการเขียนบทความวิชาการที่มีคุณภาพ
สุจิรา หาผล*

ความหมายของบทความ ความเรียงที่เขียนขึ้นมีหลักฐานข้อเท็จจริง ที่ผู้เขียนได้แทรกข้อเสนอแนะเชิงวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เอาไว้ด้วยในเนื้อหา
ลักษณะเฉพาะของบทความ
1. เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจในขณะนั้น อาจเป็นปัญหาที่ต้องการคำตอบว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมีผลอย่างไร
หรือเป็นเรื่องที่อยู่ในยุคสมัย (In trend)
2. มีแก่นสาร มีสาระ ได้ความรู้ หรือแนวคิดเพิ่มเติม มีลักษณะเชิงคิดวิพากษ์ (Critical Thinking)
3. มีทัศนะ ข้อคิดเห็น ตลอดจนแนวทางข้อเสนอแนะของผู้เขียนแทรกด้วย โดยอาจยกแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ประกอบ
4. วิธีการเขียนน่าอ่าน ชวนติดตาม ท้าทายความคิด สนุก เพลิดเพลินจากความคิดที่นำเสนอในเชิงโต้แย้ง
5. เนื้อหาสาระและสำนวนภาษาเหมาะสมกับบทความเชิงวิชาการ
ชนิดของบทความ แบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ ดังนี้
1. บทความเชิงสาระ (Formal Essay) เน้นเรื่องวิชาการ ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสำคัญ
2. บทความเชิงปกิณกะ (Informal Essay) เน้นความรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน ด้วยบทความที่มีแก่นสาร ซึ่งมีเนื้อหาสาระประกอบกับการใช้สำนวนโวหารให้เกิดอรรถรส
บทความวิชาการ เป็นงานเขียนซึ่งผู้เขียนได้กำหนดวัตถุประสงค์ตามหลักวิชาการที่ชัดเจน วิเคราะห์ประเด็นปัญหา รวมทั้งสรุปประเด็นดังกล่าว โดยอาจนำความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ และอาจแทรกทัศนะต่างๆ ทางวิชาการของผู้เขียนไว้อย่างชัดเจนและอาจมีการเสนอแนะการแก้ปัญหาหรือวิเคราะห์คาดการณ์ประเด็นต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไว้ด้วยก็ได้

องค์ประกอบบทความวิชาการ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนนำ (Introduction) ส่วนเนื้อหา (Body) และส่วนท้าย (Conclusion)

ประเภทบทความวิชาการ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 บทความวิชาการทั่วไป บทความที่นำเสนอความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ของผู้เขียน งานเขียนลักษณะนี้เป็นการนำข้อมูลความรู้ต่างๆ มาเรียบเรียง สอดแทรกความคิดเห็น เป็นลักษณะบทความกึ่งวิชาการ
ประเภทที่ 2 บทความปริทัศน์ บทความที่นำเสนอเนื้อหาเชิงวิชาการที่มีการสังเคราะห์ โดยการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ สรุปประเด็น วิจารณ์ และมีข้อเสนอแนะ เป็นต้น
ประเภทที่ 3 บทความวิจัย นำเสนอผลการค้นคว้าวิจัยใหม่ๆ ด้วยการนำเสนอความเป็นมา การทบทวนวรรณกรรม ระเบียบวิธีวิจัย บทสรุป และข้อเสนอแนะ

กระบวนการเขียนบทความวิชาการ
ประกอบด้วย 1) การกำหนดแนวคิด 2) การวิเคราะห์แนวคิด 3) การกำหนดชื่อเรื่อง 4) การวางโครงเรื่อง 5) การลงมือเขียน 6) การทบทวน การประเมินผลงานเขียน และ7) การกำหนดสาระสังเขป
1) การกำหนดแนวคิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้อ่านสนใจ และต้องเป็นเนื้อหาผู้เขียนมีความรู้และเชี่ยวชาญ สามารถศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อนำมาแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนวทางได้อย่างเหมาะสม
2) การวิเคราะห์แนวคิด พิจารณาถึงประเด็นที่จะเขียน มีการทบทวนขอบเขตของแนวคิดอย่างละเอียด เพื่อวางโครงเรื่อง
3) การกำหนดชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องต้องครอบคลุมเนื้อหาและสื่อถึงแนวคิดอย่างชัดเจน เพื่อให้การตั้งชื่อเรื่องดูเหมาะสม อาจต้องไปสำรวจชื่อหนังสือ ชื่อบทความต่างๆ ของวารสารต่างๆ จากฐานข้อมูลห้องสมุดรวมถึงแหล่งสารสนเทศอื่นๆ เช่น จากเว็บไซต์ต่างๆ
4) การวางโครงเรื่อง คือ การวางแผนการเขียนเนื้อหา โดยการลำดับเนื้อหา อาจลำดับตามเวลา ตามความสำคัญ หรือจากการตั้งประเด็น ซึ่งคล้ายคลึงกับการตั้งโจทย์คำถาม แล้วตอบคำถามทีละประเด็น การลำดับแบบใดแบบหนึ่งควรจะพิจารณาร่วมกับวัตถุประสงค์การเขียนและขอบเขตเนื้อหาด้วย
5) การลงมือเขียน ประกอบด้วยการเขียน ส่วนนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป
6) การทบทวนและการประเมินผลงานเขียน อาจกระทำได้ด้วยตัวเอง หรือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินงานเขียน
7) การกำหนดสาระสังเขป เป็นขั้นตอนการมองภาพรวมทั้งหมดของผลงานการเขียนตั้งแต่ต้นจนจบ (overview)

วิธีการหาข้อมูลเนื้อหา
ก่อนที่เขียนบทความ ผู้เขียนต้องสืบเสาะหาสาระจากความรู้และเรื่องราวอันเป็นข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นแก่นและเนื้อหาสำหรับการเขียน เพราะเป็นการเขียนประเภทที่ไม่ใช่แต่งหรือสมมติขึ้นเองได้ อาจหาข้อมูลได้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้
1. จากการสัมภาษณ์ สอบถามผู้รู้
2. จากการสืบค้น เสาะแสวงหาว่าที่ใดมีข้อมูลที่ต้องการ ลงไปดูสถานที่จริง ไปพบบุคคล สังเกตเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีข้อมูลเหล่านั้น
3. จากข่าวสารตามหนังสือพิมพ์รายวัน ข่าวสดทั้งใหม่และเก่า ตั้งแต่เรื่องที่เป็นประเด็นจนถึงเรื่องสามัญทั่วๆ ไป นักเขียนบทความ สามารถหยิบยกเรื่องจากประเด็นข่าวสดต่างๆ มาเขียนอ้างได้
4. จากหนังสือและบทความในวารสารต่างๆ
5. จากบุคคลต่างๆ เริ่มจากบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวเรา จนถึงบุคคลที่มีการแนะนำอ้างถึง
6. จากการเดินทางท่องเที่ยว สามารถเก็บภาพต่างๆ ออกมาเขียนเป็นข้อมูล และสามารถนำมาเขียนอ้างอิง เสนอแนะต่างๆ ได้
7. จากปฏิทินในรอบปีซึ่งมีถึง 12 เดือน มีเทศกาลมากมายหลากหลาย ตั้งแต่พระราชพิธีต่างๆ จนถึงงานเทศกาลของแต่ละจังหวัด
8. จากแวดวงไม่ว่าจะเป็นบันเทิงคดี การเมือง การศึกษา ครอบครัว กีฬา และสถานบันต่างๆ

วิธีเขียนบทความ
การเขียนบทความที่มีคุณภาพ ผู้เขียนต้องรู้จักวางโครงเรื่องให้ดี เพราะโครงเรื่องจะช่วยควบคุมการเขียน ให้เป็นไปตามแนวคิดที่กำหนดไว้ เป็นการป้องกันมิให้เขียนวกวนกลับไปกลับมา โครงเรื่องของบทความแบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่
- เกริ่นนำ (Introduction) เป็นการขึ้นต้นบอกกล่าวให้รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร การขึ้นเกริ่นนำมีอยู่ 2 แบบ คือ 1) การกล่าวขึ้นต้นทั่วไป ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาที่จะเขียน 2) กล่าวเจาะลงไปให้ตรงกับชื่อเรื่องที่จะเขียนเลย
การเขียนบทนำต้องเขียนน่าอ่านชวนติดตาม เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่นิยมอ่านย่อหน้าแรกก่อน หากอ่านแล้วไม่น่าติดตามก็จะไม่อ่านส่วนต่อไป
- เนื้อเรื่อง (Body) แบ่งเป็น 2 ตอน คือ 1) ส่วนแรกเป็นการขยายความ ที่ได้เกริ่นในบทนำแล้ว หากผู้อ่านยังติดตามความคิดที่ผู้เขียนได้เกริ่นไว้ ยังไม่เข้าใจดีพอ ก็ต้องขยายความออกไป เพื่อช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น 2) ส่วนที่สองเป็นรายละเอียด มีสถิติ การเก็บรวบรวมข้อมูล การเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างประกอบ แต่ต้องอย่าให้มากจนผู้อ่านอาจไม่อยากติดตาม ต้องดูความเหมาะสม แต่ถ้าเป็นบทความจากงานวิจัยก็นำเฉพาะประเด็นที่สำคัญเท่านั้น เพราะจะทำให้เนื้อหามากจนดูเฝือ
- บทสรุป (Conclusion) เป็นส่วนที่แสดงทัศนะข้อคิดเห็นของผู้อื่นที่นำมาอภิปรายเพื่อให้ภาพรวมของบทความดูมีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆ

วิธีการเขียนเกริ่นนำ
การเขียนเกริ่นนำถือว่าเป็นบทที่ยากที่สุด ถ้าเริ่มได้ดีก็จะช่วยให้การเขียนในส่วนต่อไปไหลลื่น การเขียนบทนำจึงเป็นส่วนที่ต้องการความละเมียดละไมอย่างมากเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้อ่าน ทำให้ส่วนต่อไปซึ่งเป็นเนื้อหาของเรื่องน่าชวนติดตาม การเขียนบทนำ มีหลากหลายวิธีดังต่อไปนี้
1. นำด้วยข่าว
2. นำด้วยการอธิบาย
3. นำด้วยการเสนอความคิดเห็น
4. นำด้วยการใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ
5. นำด้วยการเล่าถึงความสำคัญ
6. นำด้วยการประชดประชันหรือเสียดสี
7. นำด้วยการตั้งคำถาม
8. นำด้วยการสรุปใจความสำคัญของเรื่อง
9. นำด้วยสุภาษิต คำพังเพย คำคม บทกวี ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเรื่อง
10. นำด้วยสุนทรพจน์ของผู้นำ บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม

วิธีการเขียนเนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องเป็นส่วนเนื้อหาสาระที่สำคัญ เป็นส่วนที่ยาวที่สุด รวมความคิดและข้อมูลทั้งหมด ย่อหน้าแต่ละย่อหน้าในเนื้อเรื่องจะต้องสัมพันธ์เป็นเนื้อเดียวกัน (Coherence) มีการเรียงลำดับขั้นตอนไม่วกวนไปมา (Organization without Circumlocution) ก่อนเขียนบทความผู้เขียนต้องหาข้อมูลความรู้ที่จะนำมาเขียน การหาข้อมูลดูวิธีการหาข้อมูลเนื้อหาข้างต้น

การเขียนเนื้อเรื่องควรคำนึงถึงความสำคัญดังต่อไปนี้
1. ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องตามความหมาย ตัวสะกดถูกต้องตามพจนานุกรม
2. ใช้สำนวนโวหารให้เหมาะกับเรื่อง ใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการ ใช้ศัพท์เฉพาะในการเขียนบทความทางวิชาการ ใช้ถ้อยคำที่สำนวน คำแสลงได้ สำหรับการเขียนบทความทั่วไป
3. ข้อมูล เหตุผล สถิติและการอ้างอิงประกอบเรื่อง ที่เข้าใจง่ายและเชื่อถือได้

วิธีการเขียนสรุป
การเขียนบทความในส่วนสรุปหรือบทลงท้าย ส่วนนี้ผู้เขียนต้องการบอกเล่าให้ผู้อื่นทราบว่า ข้อมูลทั้งหมดที่เสนอมาทั้งหมดจะจบลงแล้ว ผู้เขียนควรมีกลวิธี ที่จะทำให้ผู้อ่าน พอใจ ประทับใจ ตอนสรุปนี้เป็นส่วนที่ผู้เขียนจะฝากความคิดและประเด็นปัญหาไว้กับผู้อ่านหลังจากที่อ่านแล้ว การเขียนสรุปหรือบทลงท้ายมีหลายแบบดังนี้
1. สรุปด้วยใจความสำคัญ (Main Idea or Theme)
2. สรุปด้วยการแสดงความประสงค์ของผู้เขียน (Writer’s Intention)
3. สรุปด้วยคำถามที่ชวนให้ผู้อ่านคิดหาคำตอบ (Questions)
4. สรุปด้วยการใช้คำกล่าว คำคม บทกวี สุนทรพจน์ ที่ประทับใจ (Sayings, Quotes, or Speeches)
5. สรุปด้วยการใช้สำนวนโวหาร การเล่นคำ (Rhetorical Expressions)

อ้างอิง
http://elearning.spu.ac.th/content/thi114/write5.html. เข้าถึงเมื่อ 11 พ.ค. 2557
http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=academic-writing:academic-article. เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2557

กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

Sunday, June 22nd, 2014

ppt.บรรยาย การขอตำแหน่งทางวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ” ไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 เวลา 9.00-12.00 น. เป็นการให้ความรู้แก่คณาจารย์ในคณะวิชาและอาจารย์ที่สนใจของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นการจัดความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับคณาจารย์ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานในฐานะอาจารย์ผู้สอน และต้องมีตำแหน่งอันทรงเกียรติคู่ควรกับภาระหน้าที่นี้ด้วยอีกคำรบเช่นกัน  ดังนั้นเอกสารที่ผศ.ดร.ศิริพร เสริตานนท์ ได้บรรยายในวันนั้น ขอนำมาแบ่งปันให้กับทุกคนในห้องการจัดการความรู้นี้เพื่อเป็น knowledge sharing ให้คณาจารย์ที่ตั้งใจจะเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการได้วางแผนและเตรียมตัวไว้เลย

 

บทความการพัฒนาระบบ peervisit ตามโมเดลเซกิ

Monday, June 16th, 2014

การพัฒนาระบบตรวจเยี่ยมสำหรับการประเมินตนเอง
โดยใช้โมเดลเซกิ กรณีศึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง

peer visit with seci model

peer visit with seci model

มีโอกาสนำเสนอบทความจากการวิจัยเรื่อง
การพัฒนาระบบตรวจเยี่ยมสำหรับการประเมินตนเอง
โดยใช้โมเดลเซกิ กรณีศึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง
A Development of Peer Visit System for Self Assessment
by SECI Model : A Case Study of Nation University
ในงาน NCCIT 2014 เมื่อวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2557
http://www.slideshare.net/thaiall/nccit2014-11
และ proceeding ฉบับเต็มที่
http://www.scribd.com/doc/223300399/Proceedings-of-NCCIT2014
แล้วได้อ่านวารสารเทคโนโลยีสารสนเทศ
ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ซึ่งเราสามารถ download บทความได้
ที่  http://202.44.34.134/journal/index2.htm
ซึ่งเป็นอีกเวทีที่แตกต่างจากเวทีประชุมวิชาการระดับชาติ .. ผมว่าน่าสนใจ

สำหรับบทความที่ไปนำเสนอใน NCCIT 2014  มีเนื้อหาในบทความดังนี้

บทคัดย่อ
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบบันทึกผลการตรวจเยี่ยมคุณภาพการศึกษา ตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษาของ สกอ. และสมศ. เพื่อพัฒนาระบบรายงานผลการตรวจเยี่ยมของกรรมการตรวจเยี่ยมในระดับคณะวิชา เป็นกรณีศึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 5 กลุ่ม ประกอบด้วยผู้บริหาร และหน่วยงานที่รับผิดชอบการประกันคุณภาพการศึกษา ผู้รับผิดชอบองค์ประกอบคุณภาพระดับมหาวิทยาลัย บุคลากรในคณะวิชาที่รับผิดชอบองค์ประกอบ หน่วยงานที่รับผิดชอบตัวบ่งชี้ และผู้ประเมินภายใน เครื่องมือที่ใช้พัฒนาระบบคือ เครื่องบริการอาปาเช่ ตัวแปลภาษาพีเอชพี  เอแจ็กซ์ และระบบฐานข้อมูลมายเอสคิวแอล แล้วดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลโดยใช้การจัดการความรู้ตามโมเดลเซกิ (SECI Model) ประกอบด้วย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Socialization) การสกัดความรู้ออกจากตัวคน (Externalization) การควบรวมความรู้ (Combination) และ การผนึกฝังความรู้ (Internalization) แล้วใช้แบบประเมินความพึงพอใจต่อการอบรมการใช้งานโปรแกรมต้นแบบ และภายหลังการใช้งานระบบโดยผู้ตรวจเยี่ยม งานที่พัฒนาขึ้นใช้กับการตรวจเยี่ยมระดับคณะวิชาตามร่างรายงานการประกัน คุณภาพการศึกษาปีการศึกษา 2555 โดยลักษณะคำตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ พบว่า ผลประเมินความพึงพอใจต่ออบรมการใช้งานระบบฐานข้อมูลการตรวจเยี่ยมโดยรวมอยู่ ระดับมาก (xˉ =3.94, S.D.=0.46) และผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบ อยู่ระดับมาก (xˉ =3.65, S.D.=0.64) ซึ่งสรุปได้ว่าระบบที่พัฒนาขึ้นตอบสนองความพึงพอใจของผู้ตรวจเยี่ยมได้
คำสำคัญ: การตรวจเยี่ยม ผู้ตรวจเยี่ยม การประกันคุณภาพ เกณฑ์ประเมินคุณภาพการศึกษา

Abstract
The objective of this operational research is to develop the peer visit system for the quality assessment system that is supported the internal and external indicators. It will help the inspector to generate the suggestion report. The system will be used as the case study of Nation University.  The data sampling is divided into 5 groups, consisting of administrator, assessors, faculties, key performance indicator owner and peer visit committee. The system development tools are Apache Server, PHP Interpreter, AJAX and MySQL Database. Another tool for knowledge management process is SECI model that consist 4 sub-processes of socialization, externalization, combination and internalization. 5-scale rating questionnaire is collected to evaluate system performance in 2 times. This system was served for peer visit inspector in all faculties in 2012. The evaluation result of training’s satisfaction is high with a mean of 3.94 and standard deviation of 0.46. The evaluation result of system’s satisfaction is high with a mean of 3.65 and standard deviation of 0.64. It is concluded that the system performance can satisfy the peer visit inspectors.
Keyword: Peer visit, Inspector, Quality Assurance, Quality Indicator

1. บทนำ
สถาบันการศึกษาในประเทศไทยต้องจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อตอบสนองต่อเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542  เป็นไปตาม
ตัวบ่งชี้ที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยผลการประเมินสะท้อนถึงคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น
มหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดทำรายงานการประเมินตนเองเพื่อรับการประเมินคุณภาพ ภายนอกประจำปีการศึกษา 2549 จากรายงานการประเมินคุณภาพภายนอก [1] ได้มีข้อเสนอแนะและทิศทางการพัฒนาเร่งด่วนของสถาบัน ว่ามหาวิทยาลัยควรพัฒนาฐานข้อมูล เกณฑ์ และเป้าหมาย เพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาตามตัวบ่งชี้
ผลการประเมินในปีต่อมาถึงปัจจุบันยังต้องมีการพัฒนาให้สูงขึ้น การเพิ่มระบบและกลไกในการควบคุมคุณภาพจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจาก ทุกระดับเชิงบูรณาการ การเพิ่มระบบตรวจเยี่ยมก่อนที่คณะวิชาจะจัดทำรายงานการประเมินตนเองฉบับ สมบูรณ์ เป็นกลไกที่ทำให้เกิดการพัฒนาและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จะทำให้การไหลวนเป็นวงจรของข้อเสนอแนะ และสารสนเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
จึงเป็นที่มาของการพัฒนาระบบตรวจเยี่ยมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบ บันทึกผลการตรวจเยี่ยมคุณภาพการศึกษา ตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษาของ สกอ. และสมศ. เพื่อพัฒนาระบบรายงานผลการตรวจเยี่ยมของกรรมการตรวจเยี่ยมในระดับคณะวิชา ซึ่งจะได้ระบบตรวจเยี่ยมที่สนับสนุนการจัดทำรายงานการประเมินตนเองฉบับ สมบูรณ์อย่างเป็นระบบ

2. วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
2.1 การประกันคุณภาพ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นคุณภาพและมาตรฐาน โดยกำหนดรายละเอียดไว้ในหมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา  ซึ่งประกอบด้วย “ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน” และ “ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายนอก”  เพื่อใช้เป็นกลไกในการผดุงรักษาคุณภาพและมาตรฐานของสถาบันอุดมศึกษา [2]
การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน  เป็นการสร้างระบบและกลไกในการควบคุม  ตรวจสอบและประเมินการดำเนินงานของสถานศึกษาให้เป็นไปตามนโยบาย  เป้าหมายและระดับคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด โดยหน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษากำหนดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถาน ศึกษา ให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  มีการจัดทำรายงานประจำปีที่เป็นรายงานการประเมินคุณภาพภายในเสนอต่อหน่วยงาน ต้นสังกัด และเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและรอง รับการประกันคุณภาพการศึกษาภายนอก
การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน หมายถึง การดำเนินการตามระบบประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งเกณฑ์มุ่งเน้นการสะท้อนคุณภาพด้านระบบและกลไก และกระบวนการจัดการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย 9 องค์ประกอบคุณภาพ
การประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก [3] หมายถึง การดำเนินการตามระบบประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดโดย สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
(สมศ.) ซึ่งเกณฑ์ต่าง ๆ มุ่งเน้นการสะท้อนคุณภาพด้านผลลัพธ์จากระบบการจัดการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย 18 มาตรฐาน และในปีการศึกษา 2555 ได้ถูกปรับให้มีการรายงานร่วมกับเกณฑ์ของ สกอ. ภายใต้กระบวนการที่ต้องดำเนินการประจำปี
2.2 โมเดล และเครื่องมือ
โมเดลเซกิ (SECI Model) [4] คือ แผนภาพแสดงความสัมพันธ์การหลอมรวมความรู้ในองค์กรระหว่างความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) กับความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ใน 4 กระบวนการ เพื่อยกระดับความรู้ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวัฎจักร เริ่มจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Socialization) การสกัดความรู้ออกจากตัวคน (Externalization) การควบรวมความรู้ (Combination) และการผนึกฝังความรู้ (Internalization) และวนกลับมาเริ่มต้นทำซ้ำที่กระบวนการแรก เพื่อพัฒนาการจัดการความรู้ให้เป็นงานประจำที่ยั่งยืน
ภาษาพีเอชพี (PHP Language) [5] คือ ภาษาคอมพิวเตอร์ประเภทโอเพนท์ซอร์ท (Open Source Computer Language) สำหรับพัฒนาเว็บเพจแบบไดนามิก (Dynamic Webpage) เมื่อเครื่องบริการได้รับคำร้องจากผู้ใช้ก็จะส่งให้กับตัวแปลภาษาทำหน้าที่ ประมวลผลและส่งข้อมูลกลับไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ที่ร้องขอ ในรูปของภาษาเอชทีเอ็มแอล ภาพ หรือแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ลักษณะของภาษามีรากฐานมาจากภาษาซีเป็นภาษาที่สามารถพัฒนาให้ใช้งานแบบโต้ตอบ กับผู้ใช้ได้
2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
อัจฉรา แก้วละเอียด และผุสดี บุญรอด [6] ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง การจัดการองค์ความรู้เชิงความหมายโดยใช้โมเดลเอสอีซีไอสำหรับตรวจสอบบัญชี คอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาระบบการจัดการความรู้สำหรับตรวจสอบบัญชีคอมพิวเตอร์ กรณีศึกษา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยสร้างฐานความรู้ออนโทโลยีในรูปแบบโดเมนออนโทโลยี แล้วแปลงไปเป็นภาษาเอ็กซ์เอ็มแอลรองรับการค้นคืนเชิงความหมาย ใช้เครื่องมือคือ โปรแกรมโฮโซ ออนโทโลยี อีดิเตอร์ (Hozo-Ontology editor) มีวิธีการดำเนินงานวิจัย 3 ขั้นตอนคือ 1) การวิเคราะห์และออกแบบระบบจัดการองค์ความรู้โดยใช้โมเดลเอสอีซีไอ 2) การพัฒนาฐานความรู้และระบบการจัดการองค์ความรู้
3) การทดสอบระบบ โดยประเมินคุณภาพด้วยวิธีการแบบแบล็คบ็อกซ์ (Black box testing) มีผลประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญในระดับดี ค่าเฉลี่ย 4.16 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.63 มี
ผลประเมินโดยผู้ใช้ในระดับดี ค่าเฉลี่ย 4.12 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 ซึ่งสรุปได้ว่าฐานความรู้ออนโทโลยีและระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นสามารถจัดการ องค์ความรู้ได้อย่างเหมาะสม
ณัฐพล สมบูรณ์ และนลินภัสร์ ปรวัฒน์ปรียกร [7] ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ระบบการจัดการความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กรณีศึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อพัฒนาระบบถามตอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น โดยใช้เทคนิคการจัดการความรู้ด้วยโมเดลปลาทู (Tuna Model) ที่มี 3 ส่วนคือ 1) การรวบรวมและจัดเก็บความรู้ แยกหมวดหมู่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (KV=Knowledge Vision) 2) การกระจายความรู้ (KS=Knowledge Sharing)
3) การเก็บเข้าคลังความรู้ (KA=Knowledge Assets) มีวิธีการดำเนินงานวิจัย 2 ขั้นตอนคือ 1) การวิเคราะห์และออกแบบระบบ 2) การพัฒนาระบบ มีผลประเมินความพึงพอใจโดยผู้เชี่ยวชาญในระดับดี ค่าเฉลี่ย 4.46 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.23 มีผลประเมินโดยผู้ใช้ในระดับดี ค่าเฉลี่ย 3.89 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.86 ซึ่งสรุปได้ว่าระบบสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริงและช่วยในการถ่ายทอดความ รู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กิตติยา สีอ่อน [8] ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโมเดลเชิงสาเหตุประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายใน สำหรับกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยสังเคราะห์งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการประกันคุณภาพการศึกษา ได้แก่ คุณลักษณะของบุคลากรด้านความตระหนักถึงความสำคัญและการมีทัศนคติที่ดีต่อการ ประกันคุณภาพภายใน การทำงานเป็นทีม การฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร ความพร้อมด้านทรัพยากรทั้งด้านจำนวนบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โครงสร้างองค์กรและการกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานประกันคุณภาพ วัฒนธรรมคุณภาพ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร และขนาดขององค์กร ส่วนประสิทธิผลการประกันคุณภาพการศึกษามี 2 ส่วนคือ ประสิทธิผลระหว่างทาง ได้แก่ การบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การปฏิบัติงานแบบวงจรคุณภาพ และความพึงพอใจในงานของบุคลากร สำหรับประสิทธิผลสุดท้าย  ได้แก่ การบรรลุพันธกิจของสถาบัน
เมื่อศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จึงได้เพิ่มกลไกการตรวจเยี่ยมและใช้โมเดลเซกิขับเคลื่อนกระบวนการในการพัฒนา ระบบ เพื่อให้เกิดการจัดการความรู้ไปสนับสนุนการจัดทำรายงานการประเมินตนเองที่ สมบูรณ์

3. วิธีการดำเนินการวิจัย
3.1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น
3.1.1 รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องทั้งทีมวิจัยและผู้มีบทบาทสำคัญต่องานประกันคุณภาพ การศึกษา ทำความเข้าใจต่อกิจกรรม ข้อมูลและประเด็นปัญหา โดยมีเอกสารสำคัญคือ คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษา และรายงานการประเมินตนเองที่ผ่านมา [1]
3.1.2 ประชากร คือ อาจารย์และเจ้าหน้าที่จำนวน 88 คน มีกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหาร และหน่วยงานที่รับผิดชอบการประกันคุณภาพการศึกษาจำนวน 7 คน ผู้รับผิดชอบองค์ประกอบคุณภาพระดับมหาวิทยาลัยจำนวน 8 คน บุคลากรในคณะวิชาที่รับผิดชอบองค์ประกอบจำนวน 10 คน หน่วยงานที่รับผิดชอบตัวบ่งชี้จำนวน 5 คน และผู้ประเมินภายใน 5 คน
3.2 กระบวนการจัดการความรู้
การพัฒนาระบบใช้กระบวนการจัดการความรู้ตามโมเดลเซกิ (SECI Model) ครอบคลุมวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) โดยเริ่มจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่นำไปสู่การสร้างโปรแกรมต้นแบบ (Prototype) แล้วจัดเวทีอบรมให้ทดลองใช้ นำผลการใช้และข้อเสนอแนะไปปรับปรุงระบบ หลังมีการใช้งานระบบแล้ว คณะวิชาก็จะนำข้อมูลในระบบไปพัฒนาความรู้ภายในคณะวิชา และรับการประเมินจากผู้ประเมิน แล้วนำข้อเสนอแนะกลับไปจัดเวทีเรียนรู้ภายในคณะวิชาต่อไป
3.3 วิเคราะห์และออกแบบระบบงานใหม่
การวิเคราะห์ระบบใช้วิธีศึกษาจากคู่มือการประกันคุณภาพภายในและภายนอก โดยออกแบบตามทฤษฎีระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เก็บข้อมูลในมายเอสคิวแอล พัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาพีเอชพี และเทคนิคเอแจ็กซ์ ทำการพัฒนาโปรแกรม นำเสนอต่อผู้ตรวจเยี่ยม คณะวิชา และผู้เกี่ยวข้อง
3.4 เก็บข้อมูลความพึงพอใจต่อการใช้งานโปรแกรม
เข้าเก็บข้อมูลจากคณะวิชา และผู้ประเมิน หลังผ่านช่วงเวลาของการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับคณะวิชา และระดับมหาวิทยาลัย มีจำนวน 8 คน
3.4.1 ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแสดงระดับความพึงพอใจ โดยแบบสอบถามใช้มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบบวัดเจตคติตามเทคนิคของลิเคิร์ท [9] 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี พอใช้ น้อย และน้อยมาก
3.4.2 การแปลผลคะแนนสามารถสรุปเป็นระดับของความพึงพอใจ โดยนำระดับสูงสุดลบระดับต่ำสุดแล้วหารด้วยจำนวนช่วงที่ตั้งไว้ จึงได้เกณฑ์การแปลผลคะแนนดังนี้ มากที่สุดมีคะแนนเฉลี่ย 4.21–5.00   มากมีคะแนนเฉลี่ย 3.41–4.20
ปานกลางมีคะแนนเฉลี่ย 2.61–3.40  น้อยมีคะแนนเฉลี่ย 1.81–2.60 และน้อยที่สุดมีคะแนนเฉลี่ย 1.00–1.80

4. ผลการดำเนินงาน
4.1  การวิเคราะห์สถานการณ์ระบบฐานข้อมูล พบว่า มหาวิทยาลัยควรมีระบบที่จะประกันได้ว่าเมื่อเข้ากระบวนการประเมินตนเองจะมี ผลประเมินอยู่ในระดับที่สูงขึ้น จึงจัดให้มีการตรวจเยี่ยมก่อนจัดทำรายงานที่สมบูรณ์ เพื่อให้มีกลไกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และปรับปรุงก่อนรับการประเมินจริงอย่างเป็นระบบ จึงได้มีการพัฒนาระบบบันทึกผลการตรวจเยี่ยมคุณภาพการศึกษา ตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษาของ สกอ. และสมศ. และพัฒนาระบบรายงานผลการตรวจเยี่ยมของกรรมการตรวจเยี่ยมระดับคณะวิชา โดยดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่บูรณาการกับการจัดการความรู้โดยใช้โมเดล เซกิ
4.2  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Socialization) เป็นการจัดเวทีระหว่างผู้รู้ที่มีความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่เป็นผู้บริหารและผู้ทำงานด้านประกันคุณภาพมาร่วมแลกเปลี่ยนถึงบทเรียนจาก การประเมินตนเองที่ผ่านมาและกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการแก้ไข ได้ข้อสรุปเป็นการพัฒนาระบบตรวจเยี่ยม (Peer Visit) ที่จะยกระดับความสมบูรณ์ในการประเมินตนเอง

4.3 การสกัดความรู้ออกจากตัวคน (Externalization) เป็นการกำหนดบทบาท กลุ่มเป้าหมาย ทำความเข้าใจกิจกรรมกับผู้รู้ที่มีความรู้ฝังลึกที่อยู่กับข้อมูลโดยตรง เพื่อให้สามารถสกัด และผ่องถ่ายออกเป็นความรู้ชัดแจ้ง โดยมีกิจกรรมอบรม เพื่อศึกษาความต้องการเพิ่มเติม กำหนดรูปแบบการพัฒนา ผ่านโปรแกรมต้นแบบที่นำเสนอในการอบรม พบว่า มีผลประเมินความพึงพอใจในระดับมาก (xˉ=3.94, S.D.=0.40)

4.4 การควบรวมความรู้ (Combination) เป็นการระบุความรู้ชัดแจ้งที่เกิดจากการเข้าตรวจเยี่ยมของผู้รู้ และส่งข้อเสนอแนะเข้าไปในระบบให้คณะวิชาได้เข้าถึง แล้วนำผลในรูปความรู้ใหม่ไปแบ่งปัน วิพากษ์ แลกเปลี่ยนภายในคณะวิชาและผู้ตรวจเยี่ยมภายใน เกิดเป็นความเข้าใจร่วมเป็นความรู้ชัดแจ้งใหม่ นำไปสู่การจัดทำรายงานการประเมินตนเองที่สมบูรณ์ พบว่า มีผลประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบตรวจเยี่ยมอยู่ในระดับมาก (xˉ=3.65, S.D.=0.64)

4.5 การผนึกฝังความรู้ (Internalization) เป็นการเลือกนำเสนอสารสนเทศในรูปของรายงานสมบูรณ์แก่ผู้ประเมินคุณภาพภายนอก ในบทบาทของผู้รู้ที่ตรวจประเมินความรู้ชัดแจ้ง ผ่านระบบฐานข้อมูลภายนอก (CheQA) ที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ แล้วให้ข้อเสนอแนะกลับแก่ผู้ถูกประเมิน ทำให้เกิดการพัฒนาเป็นความรู้ฝังลึกทั้งในคณะวิชา และมหาวิทยาลัย ส่งผลให้นำความรู้ไปพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเป็นวัฎจักร

5. สรุป
การใช้โมเดลเซกิเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาระบบตรวจเยี่ยมการประเมินตนเอง สามารถใช้งานได้จริง ผลประเมินความพึงพอใจทั้งสองครั้งพบว่าอยู่ระดับมาก โดยครั้งแรกเป็นการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้รู้ด้านการประกันคุณภาพ และผู้รู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่สองเป็นการประเมินความพึงพอใจของผู้ตรวจเยี่ยมหลังสรุปผลการตรวจ เยี่ยม ด้วยแบบสอบถาม
แต่ผลประเมินความพึงพอใจครั้งแรกสูงกว่าครั้งที่สอง ซึ่งเกิดจากความไม่พร้อมของคณะวิชาในการรับการตรวจเยี่ยมตามร่างรายงานการ ประเมินตนเอง เมื่อผู้ประเมินเข้าตรวจเยี่ยมและได้รับข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ความพึงพอใจต่อระบบตรวจเยี่ยมลดลง เนื่องจากผู้ใช้มีความต้องการที่หลากหลาย และคาดหวังความสมบูรณ์ต่อข้อมูลที่คณะวิชาส่งเข้าไปในระบบ อนึ่งระบบนี้เป็นระบบที่ใช้งานจริงและมีนโยบายที่จะใช้งานอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถนำข้อเสนอแนะหลังการใช้งาน มาปรับปรุงระบบให้พร้อมใช้งานสำหรับปีการศึกษาต่อไป เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษา
ข้อเสนอแนะ คือ ควรเพิ่มกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากต่างคณะวิชา และภายในคณะวิชาเดียวกัน โดยบริการระบบฐานข้อมูลตรวจเยี่ยมที่เชื่อมกับข้อเสนอแนะต่าง ๆ และเร่งการจัดทำร่างรายงานการประเมินตนเองให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ก่อนจัดให้มีการตรวจเยี่ยมอย่างเป็นระบบ และมีนโยบายกำกับให้คณะวิชาดำเนินการตามแผนที่สามารถปฏิบัติได้จริง

เอกสารอ้างอิง
[1]     บุญรักษา สุนทรธรรม,  รายงานการประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยโยนก, สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา, กรุงเทพฯ, 2550.
[2]     สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา, กระทรวงศึกษาธิการ, กรุงเทพฯ, 2553.
[3]    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน), คู่มือการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ระดับอุดมศึกษา, สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน), กรุงเทพฯ, 2555.
[4]    Nonaka, I. and H. Takeuchi, The Knowledge Creating Company, Oxford University Press, New York, 1995.
[5]     พร้อมเลิศ หล่อวิจิตร,  คู่มือเรียน PHP และ MYSQL สำหรับผู้เริ่มต้น,  บริษัทโปรวิชัน จำกัด., กรุงเทพฯ, 2549.
[6]    อัจฉรา แก้วละเอียด และผุสดี บุญรอด, “การจัดการองค์ความรู้เชิงความหมายโดยใช้โมเดลเอสอีซีไอสำหรับตรวจสอบบัญชี คอมพิวเตอร์,” the 9th National Conference on Computing and Information Technology (NCIT2013), กรุงเทพ, ประเทศไทย, 9-10 พ.ค.2556 หน้า 873-878.
[7]    ณัฐพล สมบูรณ์ และนลินภัสร์ ปรวัฒน์ปรียกร, “ระบบการจัดการความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กรณีศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง,” the 9th National Conference on Computing and Information Technology (NCIT2013), กรุงเทพ, ประเทศไทย, 9-10 พ.ค.2556 หน้า 234-239.
[8]    กิตติยา สีอ่อน, โมเดลเชิงสาเหตุประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสำหรับกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ, 2547.
[9]    L.W. Anderson,   Likert  Scales,  Education  Research  Methodology  and  Measurement : An  International  Handbook,  John,  D.  Keeves,  eds,  Victoria : Pergamon pp.427-428, 1988.

ภาพร่าง เปรียบเทียบเกณฑ์ 53 กับเกณฑ์ 57

Monday, June 16th, 2014

เนื้อหาใน post นี้มีเพื่อการทบทวน ชวนแลกเปลี่ยน และเตรียมพร้อมตามเอกสารฉบับร่าง
ยังไม่เป็นทางการ และยังอ้างอิงไม่ได้ จนกว่าฉบับจริงจะออกมาใน 2 – 3 เดือนข้างหน้า
เป็นผลสืบเนื่องจากที่มีโอกาสเข้าร่วมวิพากษ์ (ร่าง)
คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
ระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2557 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 ที่เชียงใหม่

 

จึงสนใจเรื่องความแตกต่างของเกณฑ์เก่ากับเกณฑ์ใหม่
แล้วคุณลักขณา มะโนพันธ์ ได้ทำตารางแสดงการเปรียบเทียบ 2 ตาราง
คือ 1) ความต่างของเกณฑ์ใหม่กับเกณฑ์เก่า และ 2) ความต่างของเกณฑ์เก่ากับเกณฑ์ใหม่
จึงรู้ว่า สกอ.นำมาตรฐานของ สมศ. จำนวน 9 มาตรฐานแรกเข้ามาในเกณฑ์ใหม่แล้ว
โดยไม่นำเรื่องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ชี้นำสังคม หรือเอกลักษณ์ อัตลักษณ์เข้ามาในเกณฑ์ใหม่
ส่วนร่างเกณฑ์ก็ไม่มีตัวบ่งชี้เรื่องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมโดยตรงในระดับคณะวิชา
ซึ่งสะท้อนว่ามีการปรับรายละเอียดไปแล้วในระดับหนึ่ง

แล้วต้องตอบคำถามว่าเกณฑ์ใหม่กับเก่าต่างกันอย่างไร
ก็อธิบายเป็นคำพูดได้ว่า เกณฑ์เก่าจะต้องรับผิดชอบเหมือนกันในทุกระดับ
แต่เกณฑ์ใหม่จะกำหนดให้แต่ละระดับรับผิดชอบแตกต่างกันไป
ทำให้หลักฐานในแต่ละระดับใช้ซ้ำไม่ได้แบบเดิม

เมื่อเขียนเป็นแผนภาพ แบบที่ผมเข้าใจ ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้

เกณฑ์ปี 2553

เกณฑ์ปี 2553

เกณฑ์ปี 2557

เกณฑ์ปี 2557

ร่าง คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
ระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2557

http://www.scribd.com/doc/221987061/

ต.ย. หัวข้องานวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

Friday, June 13th, 2014
research structure

research structure

กรณีนี้ เป็นเอกสารที่จำลองขึ้นมาว่า .. มีโอกาสได้สื่อสารกับนักศึกษา เรื่องการเตรียมเอกสารนำเสนอหัวข้อ หรือสอบป้องกันหัวข้อ สำหรับ 3 บทแรก ในกลุ่มนักศึกษาทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ก่อนจะเข้าสู่สนามสอบก็ต้องผ่านการพิจารณาซักซ้อมกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน ในการพิจารณาหลายครั้งนั้น ก็จะมีการให้ข้อเสนอแนะปรับแก้ และติดตามให้มีความเข้าใจถูกต้องตรงกัน ได้เอกสารสื่อออกมาได้ตรงกับที่ตั้งใจ ซึ่งรายละเอียดที่ใช้ในแต่ละสถาบัน แต่ละหลักสูตรก็จะมีการกำกับดูแล มีตัวแบบ ขั้นตอน หรือเกณฑ์พิจารณาที่แตกต่างกันไป

ตัวแบบหัวข้อ การศึกษาค้นคว้าอิสระ
สำหรับ 3 บทแรก (ตัวเลขหัวข้อย่อย เวลาเขียนจริง ไม่ต้องมีตัวเลขกำกับนะครับ)

บทที่ 1 บทนำ
1. ชื่อหัวข้อ - มักพบว่ามีคำที่ใช้เป็นตัวแปรตามในกรอบแนวคิด
2. บทนำ
2.1 ภาพกว้าง
2.2 พบประเด็นอะไร
2.3 เสนอแนวทางหาคำตอบที่สอดรับกับหัวข้อ
3. วัตถุประสงค์ - ตอบหัวข้อ และบทนำ
4. ขอบเขต - เนื้อหา+ประชากร+ตัวแปร+เวลา+สถานที่
5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ - สอดรับกับวัตถุประสงค์
6. นิยามศัพท์ - อธิบายคำที่ต้องขยายความ
7. สมมติฐานการวิจัย - มักได้คำตอบด้วยค่าสถิติ
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง - ต้องถูกใช้ในแบบสอบถาม
2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - ต้องถูกใช้ในการอภิปรายผล
3. กรอบแนวคิดในการวิจัย - สิ่งที่เรารู้ กับสิ่งที่เราค้นหา
บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย
1.  ขั้นตอนดำเนินการวิจัย - เป็นข้อ จนถึงสรุปผล
2.  แหล่งข้อมูล - ปฐมภูมิ หรือทุติยภูมิ
3.  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง - การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง
4.  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - ให้เหตุผลของแต่ละเครื่องมือ
5.  การเก็บรวบรวมข้อมูล - ใช้เครื่องมือใด ที่ไหน อย่างไร
6.  การวิเคราะห์ข้อมูล - ค่าสถิติใด ใช้เพื่ออะไร

ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย

Friday, June 13th, 2014
impact factor 2555

impact factor 2555

12 มิถุนายน 2557 เพื่อนของผม อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และอ.จิรศักดิ์ ประทุมรัตน์
ส่งอีเมลพร้อม attach file เป็น excel
ว่ามีการอัพเดทค่า impact factor ของวารสารแต่ละฉบับ
ในแฟ้ม excel สามารถคลิ๊กลิงค์เข้าไปดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของ TCI
จึงนำแฟ้มนี้ไปแขวนไว้ในระบบฐานข้อมูลงานวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น
เพื่อสะดวกในด้านการบริหารจัดการ และสนับสนุนข้อมูลด้านการวิจัยต่อไป
ที่ http://it.nation.ac.th/studentresearch
แล้วนำชื่อวารสารในกลุ่มมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ส่วนหนึ่งมาแบ่งปัน ดังนี้
ที่    ชื่อวารสาร    Journal Title
1    วารสารพฤติกรรมศาสตร์    Journal of Behavioral Science
2    The Journal of Risk Management and Insurance
3    วารสารวิทยาการจัดการ    Journal of Management Sciences
4    วารสารศิลปศาสตร์    Journal of Liberal Arts
5    วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น    UMT-Poly Journal
6    วารสารวิจัยและสาระสถาปัตยกรรม/การผังเมือง    Journal of Architectural/Planning Research and Studies
7    วารสารวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์บูรพาปริทัศน์    Journal of Commerce-Burapha Review
8    หน้าจั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย    NAJUA history of architecture Thai architecture
9    วารสารวิธีวิทยาการวิจัย    Journal of Research Methodology
10    วารสารสถาบันพระปกเกล้า    King Prajadhipoks Institute Journal
11    วารสารพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการพัฒนา    Journal of Behavioral Science for Development
12    International Journal of Behavioral Science
13    วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์    Nakhon Sawan Rajabhat University Graduate Studies Journal
14    อินฟอร์เมชั่น    Information
15    วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์    Songklanakarin Journal of Social Sciences and Humanities
16    วารสารวิจัย มสด. สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์    SDU Research Journal Social Science and Humanities
17    The Journal : Journal of the Faculty of Arts
18    วารสารพัฒนบริหารศาสตร์    NIDA Development Journal
19    วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย    University of the Thai Chamber of Commerce Journal
20    วารสารร่มพฤกษ์    Krirk University Journal
21    วารสารนิด้าภาษาและการสื่อสาร    NIDA Journal of Language and Communication
22    วารสารบริหารธุรกิจ    Journal of Business Administration
23    วารสารอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน    Mekong-Salween Civilization Studies Journal
24    วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม    Journal of Education Mahasarakham University
25    วิทยาสารเกษตรศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์    Kasetsart Journal (Social Sciences)
26    วารสารรัฐประศาสนศาสตร์    Thai Journal of Public Administration
27    Journal of Supply Chain Management Research and Practice
28    วารสารบริหารธุรกิจ นิด้า    NIDA Business Journal
29    วารสารประชากรศาสตร์    Journal of Demography
30    วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์    Journal of Social Sciences and Humanities
31    วารสารบรรณศาสตร์ มศว    Journal of Library and Information Science Srinakharinwirot University
32    จุฬาลงกรณ์ธุรกิจปริทัศน์    Chulalongkorn Business Review
33    วารสารวิจัยสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ    TLA Research Journal (Thai Library Association)
34    วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี    Journal of Education Prince of Songkla University
35    วารสารวิชาการศาลปกครอง    Administrative Courts Journal
36    วารสารสังคมลุ่มน้ำโขง    Journal of Mekong Societies
37    Mon-Khmer Studies: A Journal of Southeast Asian Languages and Cultures
38    วารสารนักบริหาร    Executive Journal
39    ศิลปากร    Silpakorn Journal
40    BU Academic Review    BU Academic Review
41    บทบัณฑิตย์
42    วารสารยุโรปศึกษา    Journal of European Studies
43    วารสารการเมือง การบริหาร และกฎหมาย    Journal of politics, administration and law
44    วารสารกฎหมายปกครอง    Administrative Law Journal
45    วารสารศาลรัฐธรรมนูญ    Constitutional Tribunal Journal
46    วารสารเทคโนโลยีสุรนารี    Suranaree Journal of Social Science
47    วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ    Journal of Social Sciences Srinakharinwirot University
48    Journal of Population and Social Studies
49    กระแสวัฒนธรรม    Cultural Approach
50    จุลนิติ
51    วารสารคุณภาพชีวิตกับกฎหมาย    Quality of Life and Law Journal
52    กระแสอาคเนย์    Southeast current
53    มนุษยศาสตร์สาร    Journal of Human Sciences
54    วารสารสมาคมนักวิจัย    Journal of the Association of Researchers
55    Veridian E-Journal, Silpakorn University
56    วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา    Journal of Yala Rajabhat university
57    วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร    Journal of Education Naresuan University
58    วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร    Silpakorn University Journal
59    วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ    Economics and Public Policy Journal
60    ABAC Journal
61    วารสารการประชาสัมพันธ์และการโฆษณา    Journal of Public Relations and Advertising
62    วารสารบริหารธุรกิจเทคโนโลยีมหานคร    MUT Journal of Business Administration
63    วารสารรูสมิแล    RUSAMELAE JOURNAL
64    วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์
65    วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)    Journal of Srinakharinwirot Research and Development
66    วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
67    วารสารวิจัยทางการศึกษา    Journal of Educational Research
68    วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร    Journal of Humanities Naresuan University
69    สักทอง : วารสารสังคมศาสตร์    The Golden Teak : social science journal
70    ดำรงวิชาการ    Damrong : Journal of the Faculty of Archaeology
71    วารสารวิชาชีพบัญชี    Journal of Accounting Professions
72    วารสารศรีปทุมปริทัศน์ ฉบับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์    Sripatum Review of humanities and social sciences
73    วารสารสุทธิปริทัศน์    Suthiparithat Journal
74    ดุลพาห
75    นิเทศศาสตร์ปริทัศน์
76    วารสารกระบวนการยุติธรรม    Journal of Thai Justice System
77    วารสารการบริหารและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม    Journal of Administration and Development Mahasarakham University
78    วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์    Kasetsart Educational Review
79    วารสารการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม    Journal of Educational Measurement Mahasarakham University
80    วารสารศึกษาศาสตร์    Journal of Education
81    วารสารวิชาการศรีปทุม ชลบุรี    Sripatum Chonburi journal
82    ศิลปวัฒนธรรม    Art and Culture Magazine
83    สารคดี    Sarakadee Magazine

รายชื่อวารสารในฐานข้อมูล TCI 538 รายการ

http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/list%20journal.php

รายชื่อวารสารสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 260 รายการ

http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/list%20journal.php?branch=S

รายชื่อวารสารสาขามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ 278 รายการ
http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/list%20journal.php?branch=H

ฐานข้อมูลงานวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น

ฐานข้อมูลงานวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น

 

การวาง plot และ theme ของเรื่อง

Saturday, June 7th, 2014

การเขียนเรื่องอะไรสักหนึ่งเรื่องที่มีอยู่ในใจเรา ที่เรียกกันว่า “นึกวาดมโนภาพขี้นมา” หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า “imagination” ต้องถามใจเราว่า เราต้องการเขียนอะไรให้ชัดเจนในมโนภาพนั้นก่อน เช่น ต้องการเรื่องออกมาในแนวไหนก่อนนั่นเอง แสดงว่าเรามองเห็น theme หรือ แก่นของเรื่องนั้นได้แล้ว อย่างเรื่องราวที่เขียนเล่าไปก่อนหน้านี้ อลิซไปพบรักแรกในงานพรอมและในที่สุดถูกเพื่อนสนิทมาแย่งไป ลักษณะของเรื่องเป็น tragic romance (ชิงรักหักสวาท) ซึ่งก็จบลงด้วยความเศร้า เคล้าน้ำตาของทุกฝ่าย เพราะเป็นรักสามเส้า (triangle love story) เรามาดูกันว่า theme ของเรื่องคืออะไร

ความหมายของ theme คือ แก่นหรือประเด็นหลักของเรื่อง ซึ่งก็จะเหมือนกับเรื่องราวต่างๆ ที่เราอ่่าน ก็ต้องหาว่า เรื่องนี้ผู้เขียนต้องการสื่ออะไรให้กับผู้อ่าน สาระที่เป็นประเด็นหลักๆ คืออะไร นี่คือแก่นหรือ theme ของเรื่อง เช่น นิยายเรื่อง “Gone with the wind”   theme (แก่น) ของเรื่องนี้คือ ความรักไม่ใช่การใช้เล่ห์ เพทุบาย เหมือนคำพูดที่ Cupid ฝาก Psyche ไว้ก่อนบินจากไปว่า “Love cannot live where there is no trust.” ซึ่งสามารถเปรียบได้กับแก่นเรื่องของนิยาย Gone with the wind เช่นกัน ที่ R้hett ก็จาก Scarlet ไปเพราะ Rhett ไม่เคยคิดว่า Scarlet รักเขา เขาจะอยู่กับเธอไปเพื่ออะไรในเมื่อลูกสาวที่มีด้วยกันก็จากไปแล้ว นิยายเรื่องจบลงด้วยคำพูดอมตะ  จริงๆ เป็นคำสบถ (swear) ว่า “Frankly, my dear, I don’t give a damn.” ซึ่ง Rhett พูดก่อนที่จะจากไปในสายหมอก ตอบ Scarlet ที่พูดว่า “Rhett… if you go, where shall I go, what shall I do?”  ซึ่งหนังเรื่องนี้กลายเป็นตำนานอมตะจากปลายปากกาของ Margaret Mitchell ซึ่งเขียนนิยายเรื่องนี้โดยอาศัยฉากของสงครามกลางเมืองในอเมริกา (American Civil War Era) ซึ่งเราเรียกว่า “setting” หรือสถานที่ของเนื้อเรื่องนั่นเอง

ความหมายของ plot คือ เค้าโครงเรื่องที่เป็นการวางกรอบให้กับการดำเนินเรื่อง จากเนื้อเรื่องย่อคราวก่อน ที่ขี้นนำมาให้อ่านนั้น คือ plot ของเรื่องนั่นเอง การวางเค้าโครงเรื่อง ผู้เขียนสามารถนำมาแตกเป็นเค้าโครงย่อยในแต่ละบทของเรื่องก็ได้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบมีความสอดคล้องกลมกลืน เมื่อกลับมาแก้ไขก็จะง่ายและอาจน้อยมาก เพราะทำให้ผู้เขียนไม่หลุดกรอบจากเค้าโครงเรื่องหลัก

การเขียนเรื่องสักหนึ่งเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น นิยายซีรีส์ นิยายจบในเล่ม นักเขียนต้องมีมโนภาพซึ่งเป็นจินตนาการใหญ่มาก ว่าตัวละครจะต้องเป็นอย่างไร สถานที่ซึ่งถือว่าเป็นฉากในเรื่อง ควรจะเกิดที่ไหน เปิดฉากตัวละครจะเริ่มต้นตรงไหนดี จะมีความขัดแย้งของตัวละครหรือเรื่องราวให้ผู้อ่านชวนติดตาม เรียกว่า rising action การดำเนินเรื่องต้องมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เรียกว่า complicate  ไปจนถึงจุดที่เรียกว่า climax สุดทางตันของเรื่องแล้ว จะลงเอยอย่างไร (falling action) ซึ่งเป็นจุดคลี่ปมต่างๆ นั่นเอง

ตอนต่อไป เราจะไปดูการวางตัวละคร (character) ฉากหรือสถานที่ของเรื่อง (setting) ว่าจะต้องวางออกมาอย่างไรให้เรื่องราวมีเสน่ห์ ชวนติดตาม

 

 

 

 

ประชุมเพื่อวิพากษ์ (ร่าง) คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา

Tuesday, May 27th, 2014
ประชุมเพื่อวิพากษ์  (ร่าง) คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
ประชุมเพื่อวิพากษ์
(ร่าง) คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา

แบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการประชุมเพื่อวิพากษ์
(ร่าง) คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
ระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2557
เมื่อวันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม 2557 ณ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

จากการนำเสนอร่างคู่มือให้วิพากษ์ แสดงความคิดเห็น ก่อนนำข้อเสนอแนะจาก 9 เครือข่าย
ไปพิจารณาปรับเป็นเล่มสมบูรณ์นั้น เริ่มวิพากษ์โดย รศ.ศรีสมรัก อินทุจันทร์ยง
ชี้แจงตัวบ่งชี้ว่ามีการแบ่งเป็น 3 ระดับการประกันคุณภาพการศึกษา
คือ หลักสูตร คณะวิชา และมหาวิทยาลัย
แล้วแต่ละระดับยังแบ่งออกเป็นเกณฑ์ของระดับการศึกษา
คือ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก
ซึ่งกระผมสนใจส่วนของปริญญาตรีเป็นหลัก
พบว่า
ตัวบ่งชี้ 1.1 – 1.14 เป็นของระดับหลักสูตร
ตัวบ่งชี้ 2.1 – 2.8 เป็นของระดับคณะวิชา
ตัวบ่งชี้ 3.1 – 3.10 เป็นของระดับมหาวิทยาลัย

หลังการชี้แจงมีการแบ่งกลุ่มของหลักสูตร กับ กลุ่มคณะวิชาและสถาบัน
เพื่อรับข้อเสนอแนะจากที่ประชุม เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการจัดทำคู่มือ เป็นลำดับต่อไป
โดยมี รศ.อุษณีย์ คำประกอบ เป็นผู้นำกลุ่มคณะวิชาและสถาบัน
แล้วกลุ่มหลักสูตรมี ศ.ดร.วัชระ กสิณฤกษ์ และนพ.ณัฐพงษ์ อัครผล (คุณหมอต้น) ร่วมกันดำเนินการ

สำหรับรายละเอียดของตัวบ่งชี้ ปี 2557 นั้น พบว่า
ตัวบ่งชี้ 1.1 ถูกเรียกว่า ตัวบ่งชี้มาตรฐาน หากไม่ผ่านเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง ให้ผลประเมินเป็น 0 และไม่ต้องประเมินตัวบ่งชี้พัฒนาอีก 13 ตัวบ่งชี้ ซึ่งตัวบ่งชี้มาตรฐานมีเกณฑ์ระดับปริญญาตรี ดังนี้
1.จำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 5 คน และเป็นเกิน 1 หลักสูตรไม่ได้
2.คุณสมบัติของอาจารย์ประจำหลักสูตร มีวุฒิระดับปริญญาโท หรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาที่เปิดสอน
3.คุณสมบัติของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาโท หรือตำแหน่ง ผศ.อย่างน้อย 2 คน
4.มีการปรับปรุงหลักสูตรไม่เกินรอบระยะเวลาที่กำหนด
5.การดำเนินงานให้เป็นไปตามตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงานเพื่อการประกันคุณภาพ หลักสูตรและการเรียนการสอนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ โดยต้องผ่านตัวบ่งชี้ TQF ข้อ 1 – 5 ทุกตัว

ตัวบ่งชี้ 1.2 ร้อยละของอาจารย์ประจำสังกัดหลักสูตรที่มีคุณวุฒิปริญญาเอก
ตัวบ่งชี้ 1.3 ร้อยละของอาจารย์ประจำสังกัดหลักสูตรที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ
ตัวบ่งชี้ 1.4 ผลงานวิชาการของอาจารย์ประจำสังกัดหลักสูตร
ตัวบ่งชี้ 1.5 จำนวนบทความของอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาเอกที่ได้รับการอ้างอิง
ในวารสารระดับชาติหรือนานาชาติต่อจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตร
ตัวบ่งชี้ 1.6 สัดส่วนจำนวนนักศึกษาเต็มเวลาเทียบเท่าต่อจำนวนอาจารย์ประจำสังกัดหลักสูตร
ตัวบ่งชี้ 1.7 กระบวนการจัดการเรียนรู้และการบูรณาการกับงานวิจัย
การบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
ตัวบ่งชี้ 1.8 การบริหารหลักสูตร
ตัวบ่งชี้ 1.9 การประเมินผลผู้เรียน
ตัวบ่งชี้ 1.10 การดูแล ช่วยเหลือ และสนับสนุนนักศึกษา
ตัวบ่งชี้ 1.11 คุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ
(ป.ตรี โท เอก) (ประเมินจากผู้ใช้บัณฑิต)
ตัวบ่งชี้ 1.12 ผลงานของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท ที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่
ตัวบ่งชี้ 1.13 ผลงานของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก ที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่
ตัวบ่งชี้ 1.14 ร้อยละของบัณฑิตปริญญาตรีที่ได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี
การประเมินในระดับคณะ
ประกอบด้วยผลการดำเนินงานระดับหลักสูตร และเพิ่มเติมตัวบ่งชี้ที่ดำเนินการในระดับคณะ จำนวนรวม 8 ตัวบ่งชี้
+ การผลิตบัณฑิต มี 3 ตัวบ่งชี้
ตัวบ่งชี้ 2.1 ผลการประเมินระดับหลักสูตร
(ค่าเฉลี่ยของระดับคุณภาพของทุกหลักสูตรที่คณะรับผิดชอบ)
ตัวบ่งชี้ 2.2 การบริการนักศึกษา (ถ้ามี)
ตัวบ่งชี้ 2.3 กิจกรรมนักศึกษา (ถ้ามี)
+ การวิจัย มี 3 ตัวบ่งชี้
ตัวบ่งชี้ 2.4 ระบบและกลไกการบริหารและพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ (ถ้ามี)
ตัวบ่งชี้ 2.5 เงินสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ต่อจำนวนอาจารย์ประจำและนักวิจัยประจำ
ตัวบ่งชี้ 2.6 ผลงานวิชาการของอาจารย์ประจำ และนักวิจัยประจำ
+ การบริการวิชาการ มี 1 ตัวบ่งชี้
ตัวบ่งชี้ 2.7 การบริการวิชาการแก่สังคม
+ การบริหารจัดการ มี 1 ตัวบ่งชี้
ตัวบ่งชี้ 2.8 การบริหารของคณะเพื่อการกำกับติดตามผลลัพธ์

การประเมินในระดับสถาบัน
ประกอบด้วยผลการดำเนินงานระดับหลักสูตร ระดับคณะ และเพิ่มเติมตัวบ่งชี้ที่ดำเนินการในระดับสถาบัน จำนวนรวม 10 ตัวบ่งชี้
+ การผลิตบัณฑิต มี 3 ตัวบ่งชี้
3.1 ผลการประเมินระดับหลักสูตร
(ค่าเฉลี่ยของระดับคุณภาพของทุกหลักสูตรที่คณะรับผิดชอบ)
3.2 การบริการนักศึกษา
3.2 กิจกรรมนักศึกษา
+ การวิจัย มี 3 ตัวบ่งชี้
3.4 ระบบและกลไกการบริหารและพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์
3.5 เงินสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ต่อจำนวนอาจารย์ประจำและนักวิจัยประจำ
3.6 ผลงานวิชาการของอาจารย์ประจำและนักวิจัยประจำ
+ การบริการวิชาการ มี 1 ตัวบ่งชี้
3.7 การบริการวิชาการแก่สังคมเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนและสังคม
+ การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม มี 1 ตัวบ่งชี้
3.8 ระบบและกลไกการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
+ การบริหารจัดการ มี 2 ตัวบ่งชี้
3.9 การบริหารของสถาบันเพื่อการกำกับติดตามผลลัพธ์ตามพันธกิจและกลุ่มสถาบัน
3.10 ผลการบริหารงานของคณะ
(คะแนนเฉลี่ยของผลการประเมินระดับคุณทุกคณะ)
http://thainame.net/edu/?p=3754
http://www.scribd.com/doc/221987061/

สำหรับ ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ที่อ้างอิงในเกณฑ์ที่ 12 ของตัวบ่งชี้ 1.1 ว่าต้องผ่าน 1 – 5 ตัวบ่งชี้แรกนั้น มีตัวบ่งชี้ดังนี้
1.อาจารย์ประจำหลักสูตรอย่างน้อยร้อยละ 80 มีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อวางแผน ติดตาม และทบทวนการดำเนินงานหลักสูตร
2.มีรายละเอียดของหลักสูตร ตามแบบ มคอ.2 ที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือมาตรฐานคุณวุฒิสาขา/สาขาวิชา (ถ้ามี)
3.มีรายละเอียดของรายวิชา และรายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม (ถ้ามี) ตามแบบ มคอ.3 และ มคอ.4 อย่างน้อยก่อนการเปิดสอนในแต่ละภาคการศึกษาให้ครบทุกรายวิชา
4.การจัดทำรายงานผลการดำเนินการของรายวิชา และรายงานผลการดำเนินการของประสบการณ์ภาคสนาม (ถ้ามี) ตามแบบ มคอ.5 และ มคอ.6 ภายใน 30 วัน หลังสิ้นสุดภาคการศึกษาที่เปิดสอนให้ครบทุกรายวิชา
5.จัดทำรายงานผลการดำเนินการของหลักสูตร ตามแบบ มคอ.7 ภายใน 60 วัน หลังสิ้นสุดปีการศึกษา

ซึ่งเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อจากทั้งหมด 12 ข้อนี้ อยู่ในคู่มือการประกันคุณภาพการศึกษา ของสกอ.
http://www.arc.cmu.ac.th/newmis/qa/manual/intro_manual_2553.pdf หน้า 160

การประชุมครั้งนี้มีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมทั้งสิ้น 11 คน คือ
1. คุณภูษณิศา              เนตรรัศมี
2. อ.อัศนีย์                  ณ น่าน
3. อ.ศรีเพชร                สร้อยชื่อ
4. อ.อาภาพร                ยกโต
5. อ.ฉัตรชัย                  หมื่นก้อนแก้ว
6. อ.คนึงนิจ                  ติกะมาตรย์
7. อ.ศศิวิมล                  แรงสิงห์
8. อ.เกศริน                   อินเพลา
9. ผศ.บุรินทร์              รุจจนพันธุ์
10. อ.ปฏิญญา          ธรรมเมือง
11. อ.ดร.วันชาติ      นภาศรี

แนะนำโปรแกรมเกี่ยวกับเสียง สำหรับผู้จัดรายการวิทยุ

Friday, May 23rd, 2014

แนะนำโปรแกรมเกี่ยวกับเสียง สำหรับผู้จัดรายการวิทยุ

adobe audition

การใช้โปรแกรมจัดการเสียง
ด้วย Adobe Audition
สำหรับผู้จัดรายการวิทยุชุมชน
ในการเตรียมเสียงมาเปิดที่สถานี
https://www.facebook.com/groups/tourlampang/800107180008575/

การใช้โปรแกรม CDEX
สำหรับบันทึกเสียงจาก Analog Input
หรือ ไมโครโฟน นั่นเอง
เป็นโปรแกรมขนาดเล็กใช้ง่าย
และยังแปลง audio cd มาเป็น mp3 ได้ง่าย
https://www.facebook.com/groups/tourlampang/800107083341918/

การใช้โปรแกรม Sound Recorder ของ Windows
และแนะนำโปรแกรมกลุ่ม audio player
ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่มีมากับ windows
สมัยนี้บันทึกเสียงได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก
เพราะอุปกรณ์รอบตัวเรา รองรับกันหมด
https://www.facebook.com/groups/tourlampang/800108156675144/