Archive for the ‘การจัดการความรู้’ Category

กิจกรรมกับเยาวชนที่บ้านดง : ประเทศในอาเซียน

Wednesday, October 23rd, 2013

กิจกรรมบริการวิชาการ กับเยาวชนที่ศูนย์อินเทอร์เน็ตตำบลบ้านดง ว่า โจทย์คือ จงพิมพ์ชื่อประเทศในอาเซียนทั้ง 10 ชื่อ ซึ่งประกอบด้วย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน ไทย โดยกิจกรรมประกอบด้วย การให้ความรู้ ให้เด็กได้พยายาม แล้วพี่นักศึกษาเข้าตรวจสอบ พูดคุยให้คำแนะนำให้ถูกต้อง ประเมินผลเพื่อคัดเลือกผู้ที่ทำสำเร็จ และให้รางวัล .. สำหรับภาพในคลิ๊ปที่นักเรียนเอากระดาษปิดจอนั่นเป็นการแสดงถึงการมีคุณธรรมจริยธรรม คือ ไม่อนุญาตให้เพื่อนที่นั่งติดกันดู แต่สนับสนุนให้ใช้ความพยายามของตนเองจนถึงที่สุด เพราะรักเพื่อน

http://www.bandonglp.com/

อะไรละที่จะเป็น 100% ของชีวิตคุณ

Sunday, May 26th, 2013

ถ้าหากตัวอักษรภาษาอังกฤษ 26 ตัว
A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z
ทั้งหมดนี้แปลงเป็นตัวเลข
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26

งั้น
Knowledge (ความรู้)

K+N+O+W+L+E+D+G+E = 11+14+15+23+12+5+4+7+5=96%

Workhard (ทำงานหนัก)

W+O+R+K+H+A+R+D =23+15+18+11+8+1+18+4=98%

งั้นก็แสดงว่าความรู้กับการทำงานหนักมีความสำคัญเท่ากับ 96% กับ 98% ต่อชีวิตแล้ว

LUCK (โชคดี)

L+U+C+K =12+21+3+11=47%

LOVE (ความรัก)

L+O+V+E =12+15+22+5=54%

ดูๆแล้วสิ่งที่เรานึกว่าเป็นสิ่งสำคัญ ก็ไม่ได้สำคัญตามอย่างที่เราคิดไว้นะ

แล้วอะไรละ ที่จะเป็น 100% ของชีวิตคนเรา??

มันคือ Money (เงินทอง) งั้นเหรอ?
M+O+N+E+Y =13+15+14+5+25=72%
ก็ไม่ใช่นะ

หรือว่าคือ Leadership (การเป็นผู้นำ) หรอ?
L+E+A+D+E+R+S+H+I+P=12+5+1+4+5+18+19+9+16=89%
ก็ยังไม่ใช่อีก

จริงๆแล้วสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเราเต็มร้อยนั่นก็คือ
ATTITUDE (ทัศนคติ/ความคิด )
A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5=100%

เรียบเรียงโดย

สุทธินนท์  พรมพา 5308008

นักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ

สาขาวิชา วิทยาการคอมพิวเตอร์

มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง

MAM (CLOUD)…สื่อดิจิทัลบนการจัดการ

Thursday, May 23rd, 2013
ชินกฤต อุดมลาภไพศาล
ชินกฤต อุดมลาภไพศาล

การทำงานในยุคดิจิทัลทุกวันนี้ผูกอยู่กับเรื่องของแอพพลิเคชั่น แพลตฟอร์ม และเครือข่ายสารสนเทศความเร็วสูง แม้กระทั่งระบบออกอากาศวิทยุโทรทัศน์

http://bit.ly/Z7sPgA

การ เปลี่ยนผ่านระบบออกอากาศบ้านเรา ก็ให้สาระความสำคัญอยู่ที่แพลตฟอร์ม อนาล็อกสู่ดิจิทัล ทั้งระบบความคมชัดปรกติ (Standard Definition) และความคมชัดสูง (High Definition) สาระสำคัญอย่างเนื้อหารายการ “Content is the King” กลับกลายเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง มีการจุดประกาย สร้างประเด็น ก่อให้เกิดความตระหนักแล้วก็เงียบหายไป แล้วหวนกลับมาใหม่เหมือนระลอกคลื่นเนื้อหา คุณภาพรายการจึงเสมือนสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญในลำดับรอง

ทว่ายังมี สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังดิจิทัลคอนเทนต์ (Content) อย่างการจัดการสารสนเทศสื่อดิจิทัลยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ถูกให้ความสำคัญในมุมมองที่เงียบงันของโลกดิจิทัลมีเดียสำหรับสังคมไทย ทั้งๆ ที่ สังคมยุคข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลถูกสร้างขึ้นทุกเวลาทุกวินาที ผ่านอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์พกพาที่ทำหน้าที่มากกว่าหนึ่งภารกิจงาน โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่ทำหน้าที่มากกว่าการใช้เป็นโทรศัพท์ ยังใช้เพื่อการถ่ายภาพ สื่อสารข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ การไหลบ่าของข้อมูลอันมหาศาล การจัดการกลับเป็นสิ่งที่ต้องบริหารจัดการอย่างยิ่งยวดข้อมูล (Data) เป็นภาษาละติน หมายถึง สิ่งที่ให้ (Given) เมื่อสู่ยุคของโลกดิจิทัล ข้อมูล (Data) คือสิ่งที่บันทึก การจัดการ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม ข้อมูลที่เกิดขึ้นอาจ จะอยู่ในรูปแบบของ คำพูด ความคิดเห็น การพูดคุยบนเว็บสื่อสังคมออนไลน์ การเช็คอินผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ การถ่ายภาพผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือแล้วอัพโหลด ก็ถือเป็นข้อมูล ดังนั้น จะเห็นว่ากิจกรรมทุกสิ่งอย่างในโลกดิจิทัลล้วนสร้างให้เกิดข้อมูลขึ้นการ เปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีมากเท่าไหร่ ยิ่งก่อให้เกิดข้อมูลดิจิทัลมากเท่านั้น

ข้อมูลดิจิทัล นับวันจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ การจัดการข้อมูลปริมาณมาก โดยใช้โครงสร้างการจัดเก็บไฟล์ในรูปแบบของแฟ้ม โฟลเดอร์ ตามโครงสร้างระบบจัดเก็บไฟล์ของคอมพิวเตอร์อาจจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หากเป็นข้อมูลเฉพาะบุคคล แต่คงไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เมื่อเป็นข้อมูลระบบองค์กร อาทิเช่น การค้นหาข้อมูลที่มีความเฉพาะเจาะจง จะมีความยากลำบาก และใช้เวลามากขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณข้อมูลที่มากขึ้น จึงเป็นที่มาของการที่จะต้องมีระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่ดี ระบบที่เรียกว่า “Digital Asset Management” (DAM) ในช่วงปีที่ผ่านมาประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึง การเพิ่มขึ้นของ DAM ประการหนึ่งก็มาจากการขับเคลื่อนก้าวข้ามไปสู่ยุคสื่อดิจิทัล (File-Based Media) อันเป็นสิ่งที่ทำให้การร่วมมือ หรือการค้นหาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ตัวแปรอื่นๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องการผลิตสื่อ และแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ต้องการพัฒนาประสิทธิภาพ และต้องการลดค่าใช้จ่าย

DAM (Digital Asset Management) เป็นความหมายกว้างๆ ครอบคลุมถึงการจัดการระดับองค์กร รูปแบบสื่อดิจิทัล ทั้งในแบบของรูปภาพดิจิทัล เอกสาร มีความแตกต่างกับ MAM (Media Asset Management) ซึ่ง เน้นไปทางด้านวีดิโอ และเสียง และเป็นระบบที่สำคัญยิ่งสำหรับองค์กรสื่อที่จะนำมาใช้ ตัวอย่างในการนำเอาระบบเหล่านี้มาใช้ในการทำงาน เช่น สถานีโทรทัศน์ ฝ่ายผลิตรายการ ถ่ายฟุตเทจรายการมา โหลดไฟล์ไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ แชร์ไฟล์ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิต ช่างตัดต่อ คนเขียนบท โปรดิวเซอร์ สามารถเข้าถึงไฟล์ เลือกรูปแบบไฟล์ที่ตนต้องการมาใช้งาน การค้นหาวีดิโอคลิปทำได้อย่างรวดเร็ว ย่นระยะเวลาในการทำงาน เมื่อทำงานเสร็จ จัดเก็บไฟล์รายการเข้าระบบ จัดตารางออกอากาศจากไฟล์รายการที่ทำเสร็จเรียบร้อยพร้อมออกอากาศ เหล่านี้เป็นการสร้างกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย เสริมความคล่องตัวในการทำงาน ลดความซ้ำซ้อนของงาน

แต่การก้าวกระโดด ของเทคโนโลยีไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เส้นเขตแดนโลกจริงและโลกเสมือนได้สลายหายไป การทำงานอยู่กับที่นั่งอยู่กับโต๊ะได้ถูกตัดออกจากโลกความเป็นจริง สู่โลกการทำงานเสมือนจริง ที่เราสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ คลาวด์ (Cloud) คือนิยามใหม่ที่ก้าวเข้ามา กิจกรรมบนคลาวด์เกิดขึ้นหลากลักษณะตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน สิ่งที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคย อย่างพื้นฐานที่สุดน่าจะเป็นการใช้เพื่อเป็นที่เก็บข้อมูล รูปภาพ คลิปวีดิโอ อย่าง Dropbox Youtube Sound Cloud หรือ Google Drive เป็นต้น กิจกรรมทางด้านสื่อ อย่างการผลิตรายการโทรทัศน์ การตัดต่อวีดิโอก็ก้าวเข้าไปสู่อาณาจักรของระบบคลาวด์ บุคลากรในทีมสามารถทำงานพร้อมกันจากสถานที่ต่างกัน ซอฟต์แวร์ที่ถูกปรับปรุงใหม่อยู่เสมอ คอมพิวเตอร์ที่ไม่ต้องการสมถนะสูงนักในการเข้าสู่ระบบ สร้างความรวดเร็วคล่องตัวในการทำงาน ปริมณฑลสาธารณะของการทำงานยิ่งเปิดกว้าง ปริมาณข้อมูล คอนเทนต์ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ระบบสารสนเทศการจัดการสื่อ (MAM) ยิ่งทวีบทบาทมากขึ้น จากระบบ MAM บนคอมพิวเตอร์เวิร์คสเตชั่น ก้าวกระโดดไปจัดการข้อมูลบน คลาวด์ การจัดการสื่อ คอนเทนต์มหึมาให้เป็นระบบ

สิ่ง เหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งที่ฉุกคิด สำหรับองค์กรสื่อที่ยังไม่ได้วางแผนการรองรับไว้ หรือมองว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญไปกว่าการลงทุนด้านการผลิต บุคลากร เพราะท้ายที่สุด คอนเทนต์ดี “การจัดการ” คอนเทนต์เยี่ยม คือมูลค่าที่สำคัญยิ่งสำหรับองค์กรสื่อ

ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ผลการสังเคราะองค์ความรู้จากงานวิจัย

Thursday, May 23rd, 2013

ชื่องานวิจัย “พฤติกรรมการเรียนที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดทำโครงงานระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์”
ประเภทการวิจัย การวิจัยในชั้นเรียน
ผู้วิจัย อาจารย์เกศริน อินเพลา
หน่วยงาน สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์
ผู้สนับสนุนทุนวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น
วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดทำโครงงานระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ของนักศึกษา
สรุปผลการวิจัย การศึกษาพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษาที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดทำโครงงานระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ (CPIS 412) มหาวิทยาลัยเนชั่น โดยใช้แบบสอบถามแบบ Rating Scale ตามวิธีของ Likert scale 5 ระดับ พบว่า พฤติกรรมการเรียนอยู่ในระดับน้อย การจัดการเวลาในการเรียนในระดับปานกลาง และมีความวิตกกังวลในระดับมากกับในการสอบป้องกันโครงงาน การมีสมาธิและการเอาใจใสต่อการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง กระบวนการรวบรวมข้อมูลและการกระตือรือร้นในการค้นหาความรู้ในระดับมาก การเลือกใจความสำคัญและการจดจำเนื้อหาที่สำคัญในระดับปานกลาง การใช้เทคนิคและเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยเหลือในการเรียนในระดับปานกลาง การทดสอบตนเอง การทบทวนและการเตรียมตัวในการเรียนในระดับปานกลาง และการเตรียมตัวสอบในระดับปานกลาง
ผลการสังเคราะห์งานวิจัย (องค์ความรู้จากการวิจัย)
การศึกษาพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษา ในรายวิชาโครงงานระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ (CPIS 412) มหาวิทยาลัยเนชั่น ได้องค์ความรู้ในภาพรวมด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการเรียนของนักศึกษา ดังนี้
องค์ความรู้ที่ได้
1.การเอาใจใส่ การบริหารจัดการเวลา และความกระตือรือร้นในการค้นคว้า นำเสนอความก้าวหน้า อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง
2.ความเข้าใจในเนื้อหา การเชื่อมโยงความคิดอย่างเป็นระบบ และความรู้ในการใช้โปรแกรม อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง
แนวทางในการแก้ปัญหา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถทำโดย
1.ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ให้นักศึกษาเห็นคุณค่าของการเรียนแต่ละรายวิชาและประโยชน์ที่จะได้รับหลังจากสำเร็จการศึกษารวมถึงการได้งานทำที่ดี และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในอนาคต
2.การสร้างแรงจูงใจในการเรียน เช่น การนำรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาเล่าถึงประสบการณ์การเรียน วิธีการเรียน
3.ชี้แจ้งให้นักศึกษาทราบถึงนโยบายในการจัดตารางเรียนตารางสอบของมหาวิทยาลัย และความสำคัญของการเรียนที่จะได้รับในแต่ละวิชา เพื่อให้นักศึกษาได้ปฏิบัติตามตารางเรียนของมหาวิทยาลัย
4.จัดกลุ่มติว เพื่อนสอนเพื่อน พี่สอนน้อง เพื่อไม่ให้นักศึกษาเกิดความวิตกกังวลในการเรียนและการสอบ และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษามากยิ่งขึ้น
5.จัดศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาด้านต่าง ๆ ของนักศึกษา หรือให้อาจารย์ที่ปรึกษาติดตามนักศึกษาที่มีปัญหา ให้เข้ามาขอคำปรึกษาและนำไปแก้ปัญหา เพื่อให้นักศึกษารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ
6.จัดอบรมเสริมทักษะด้านการรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลที่เชื่อมไปหาเหตุผลของหลักการและทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อให้นักศึกษาเกิดทักษะในการลำดับเนื้อหา ขั้นตอนการวิเคราะห์และเชื่อมโยงหาเหตุผล
7.ให้อาจารย์ผู้สอนกระตุ้นนักศึกษาขณะที่เรียน มีการให้ขีดเส้นข้อความที่สำคัญ หรือเน้นยำ เพื่อให้นักศึกษาได้ขีดเส้นข้อความที่สำคัญหรือโน้ตสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้นักศึกษาได้นำไปศึกษาทบทวน และค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป
8.จัดอบรมเสริมทักษะด้านเทคนิคและอุปกรณ์ช่วยเหลือทางการเรียน เช่น เทคนิคการสรุปความเกี่ยวกับบทเรียนอย่างเข้าใจด้วยตนเอง
9.ให้อาจารย์ผู้สอนสรุปการเรียนในแต่ละวิชาหลังจากที่สอนเสร็จแล้ว เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้กับนักศึกษาที่ยังไม่เข้าใจและนักศึกษาที่สามารถสรุปด้วยตนเองได้แล้วก็จะพิจารณาว่าสรุปตรงกับอาจารย์ที่สรุปหรือไม่
ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาวิจัย ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการทำวิจัยเรื่อง ทัศนคติในการเรียนของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
2. ควรมีการทำวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลให้นักศึกษามีสมาธิในการเรียนของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
3. ควรมีการทำวิจัยเรื่อง การศึกษายุทธวิธีในการเตรียมตัวสอบของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
4. ควรมีการทำวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลให้นักศึกษาเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตนในการเรียนของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
การใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน ทุกรายวิชา

ที่มจร.ลำปาง และอบรมระบบฐานข้อมูลสหกิจศึกษา

Tuesday, May 21st, 2013
ประชุมร่วมกับ วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง ในการประชุมวิสามัญของสถาบัน
ประชุมร่วมกับ วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง ในการประชุมวิสามัญของสถาบัน

21 พ.ค.56 13.00-14.30น. ร่วมประชุมกับ มจร.วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง นำเสนอโครงการวิจัย การพัฒนาระบบประเมินการเรียนการสอน และสิ่งสนับสนุน วันนี้พระครูเมตตาชวนคุยเรื่องระบบสารสนเทศต่าง ๆ และงานต่อเนื่องที่ทำกันมา วันนี้เป็นประชุมใหญ่วิสามัญของวิทยาลัยสงฆ์ ที่พร้อมหน้าพร้อมตา การไปครั้งนี้แลกมาด้วยการลาประชุมจากคณะฯ ที่กำลังคุยเข้มข้นต่อเนื่องตั้งแต่เช้า เรื่องผลปี 2555 และแผนปี 2556 แต่ในทีมคณะบอกว่าไปได้เลย

http://www.facebook.com/media/set/?set=a.526438530703616.132183.506818005999002

co-op database training
co-op database training

21 พ.ค.56 15.00น. เกือบบ่ายสาม กลับถึงมหาวิทยาลัยก็เข้าอบรมกับ อาจารย์เจนศิริ จันทร์ศิริ และอาจารย์ภูษิต ก้อนสุรินทร์ ออกรส ออกชาติ เพราะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องระบบฐานข้อมูลสหกิจศึกษา ทั้งสองท่านก็พูดเก่งครับ ก็เลยเป็นเวทีที่เน้นการแลกเปลี่ยนแบบสองทาง แทนที่จะเป็นการอบรมแบบฟังอย่างเดียว .. แต่มาไม่ทันเข้ากล้องพี่นิเวศน์ ที่เก็บภาพสวย ๆ ไปก่อนหน้านี้

co-op database training
co-op database training

อาจารย์เจนศิริ จันทร์ศิริ หัวหน้าสำนักงานบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยพายัพ คณะทำงานเครือข่ายส่งเสริมการพัฒนาสหกิจศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน และหัวหน้างานพัฒนาสหกิจศึกษาออนไลน์ และอาจารย์ภูษิต ก้อนสุรินทร์ หัว หน้างานเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ จัดโครงการพัฒนาสหกิจศึกษาออนไลน์ร่วมกับเครือข่ายส่งเสริมการพัฒนาสหกิจ ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน ครั้งที่ 1 โดยมีสถาบันเครือข่ายฯ เข้าร่วมทดสอบรวม 5 สถาบัน ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง, วิทยาลัยชุมชนแพร่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (ลำปาง) และมหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ 1 อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง เมื่อวันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.30 – 16.30
ข่าวโดยพี่นิเวศน์
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=463943940349363&set=a.232673853476374.55211.228245437252549

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น

Tuesday, May 7th, 2013

อาจารย์วราภร เรือนยศ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อให้การสนับสนุนในการจัดทำและเผยแพร่ผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เพื่อให้อาจารย์มีความรู้ ความเข้าใจในการรวบรวม คัดสรร วิเคราะห์ความรู้จากงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างแรงจุงในให้อาจารย์ผลิตผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ของตนเองเพิ่มขึ้น เตรียมความพร้อมและเตรียมผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ในการเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ

ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ

(1)ร้อยละของอาจารยืที่เข้าร่วมโครงการอบรม เรื่อง “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของเป้าหมาย
(2)ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการอบรม เรื่อง “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” ไม่ต่ำกว่า 3.5 จากคะแนน 5 ระดับ
ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ

ระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมอบรมโครงการในหัวข้อ “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นข้อพบว่าความรู้ความเข้าใจเรื่อง “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” ด้านความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ก่อน เข้าอบร่วมอบรมโครงการมีค่าเฉลี่ย 4.19 ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ หลัง เข้าร่วมโครงการ มีค่าเฉลี่ย 4.19 การบรรลุวัตถุประสงค์ของการเข้าร่วมโครงการ เรื่องผู้เข้าร่วมอบรมโครงการ ในหัวข้อ “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” มีค่าเฉลี่ย 4.06 ผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมกันกำเนิดแนวทางในการเตรียมความพร้อมของตนเองในการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น มีค่าเฉลี่ย 4.00 สามารถนำความรู้จากการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ไปใช้ในการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น มีค่าเฉลี่ย 4.19

ผลการประเมินผู้เข้าร่วมโครงการจากอาจารย์ มหาลัยเนชั่น 26 คน
คิดเป็นร้อยละ 100 ของเป้าหมายที่กำหนด
ผลการประเมินผู้เข้าร่วมโครงการดังนี้
มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 26 คน ผลการประเมินความพึงพอใจพบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด คือ 4.19 และ 4.16 ตามลำดับ
ถือว่าการดำเนินโครงการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

เรียบเรียงโดย สุทธินนท์  พรมพา 5308008

การศึกษาไทยเกือบบ๊วย ถ้าไม่เปลี่ยนอาจบ๊วย

Wednesday, April 10th, 2013

ตอนนี้หากถามว่าภูมิใจกับอันดับด้านการศึกษาของประเทศไทยในเวทีโลกหรือไม่ ก็คงไม่มีใครไปตอบว่าดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
http://bit.ly/17oaJI9

บุรินทร์ รุจจนพันธุ์

บุรินทร์ รุจจนพันธุ์

เพราะระบบการศึกษาของไทยอยู่อันดับที่ 37 จากทั้งหมด 40 ประเทศในปี 2555 จากผลการจัดอันดับโดยบริษัทด้านการศึกษา คือ เพียร์สัน (Pearson) และ อีไอยู (EIU = The Economist Intelligence Unit) ในทางกลับกันพบว่ากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยมีสถิติการเข้าถึงเครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊คเป็นอันดับหนึ่งในโลก เท่ากับ 12.7 ล้านคนจากทั้งหมด 7.8 ล้านคน มีบัญชีผู้ใช้เข้าถึงเกือบ 2 เท่าของจำนวนประชากร ก่อนถามคนไทยว่าภูมิใจหรือไม่กับการเป็นอันดับหนึ่ง ก็ต้องกลับไปทบทวนวรรณกรรมว่าสถิติแต่ละค่าเป็นตัวบ่งชี้ต่อการแผนพัฒนาประเทศในด้านใด แล้วการเข้าเฟซบุ๊คมากผิดปกติเช่นนี้จะทำให้การศึกษาของไทยพัฒนาไปกว่าเดิมหรือไม่ ถ้ามีผลเป็นปฏิกิริยาต่อกันจะเป็นแนวแปรผันหรือแนวผกผัน

เมื่อเข้าอยู่ในสนามประลองย่อมต้องเหลียวซ้ายแลขวา และย้อนดูตนเองไปพร้อมกับการชำเรืองดูคู่แข่งขัน เพราะระบบการศึกษาของเราอยู่ในอันดับเกือบบ๊วย แล้ว 5 อันดับแรกคือใคร พบว่าเบอร์หนึ่งคือ ฟินแลนด์ ตามด้วย เกาหลีใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ หลังผลการจัดอันดับออกมาแล้วพบว่ากระทรวงศึกษาธิการขยับในหลายเรื่อง อาทิเช่น ส่งหนังสือเวียนไปยังโรงเรียนให้ยกเลิกการบังคับนักเรียนชายตัดผมเกรียน นักเรียนหญิงตัดผมบ๊อบ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสั่งลดการบ้าน และหวังลดภาระนักเรียน เพื่อจะเน้นบูรณาการ ทั้งเนื้อหา เวลาเรียน การวัดผลประเมินผล และบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ไม่ให้ซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าถูกที่ ถูกทางแล้วใช่ไหม

รายงานของเพียร์สันในส่วนสรุปผู้บริหาร (Executive Summary) ได้เขียนคำแนะนำสำหรับผู้จัดทำนโยบายด้านการศึกษาทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งขอสรุปเป็นวลีสำคัญดังนี้ ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง สอนเด็กให้เลิศต้องสอนโดยครูที่เป็นเลิศ มีวัฒนธรรมที่ดีที่สนับสนุนการศึกษา พ่อแม่ต้องส่งเสริม สอนเรื่องที่นำไปใช้ในอนาคตได้ ซึ่ง 5 วลีนี้เป็นข้อเสนอในภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษา หลังจากอ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ ก็รู้สึกอื้ออึงในสมองซีกซ้ายเป็นคำถามว่ามีเรื่องใดแก้ไขได้เร็วที่สุดบ้าง เพราะทุกเรื่องล้วนเป็นปัญหาที่พบเห็นเป็นประจักษ์ แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าประเทศของเราไม่มีปัญหาดัง 5 ข้อนี้ เราก็คงไม่ได้ตำแหน่งเกือบบ๊วยเป็นแน่

สำหรับข้อที่ 3 ในคำแนะนำของเพียร์สันเป็นเรื่องกลางๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนทุกอาชีพ และทุกวัยอย่างแท้จริง เกี่ยวตรงคำว่าวัฒนธรรม ก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต รูปแบบของกิจกรรม ความสัมพันธ์ทางสังคม มุมมองต่อโลก และแนวการปฏิบัติของมนุษย์ ซึ่งวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษามีมากมาย อาทิเช่น อยากเรียนต้องได้เรียน สอบได้เป็นเรื่องตลกสอบตกเดี๋ยวก็สอบซ่อม จ่ายครบจบแน่ เชื่อในสิ่งที่เห็น เห็นแต่สิ่งที่อยากเชื่อ ชิงสุกก่อนห่าม ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ตั้งใจเรียนโตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน รีบเรียนให้จบนะลูกจะได้มาช่วยพ่อแม่ไถนา เรียนไปก็ตกงานจะตั้งใจเรียนไปทำไม เงินซื้อได้ทุกอย่างแม้แต่ปริญญา สาธุขอให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ช่วยลูกช้างให้สอบผ่านทีเถอะ หมอดูในทีวีทักมาว่าราศีไม่ดีสอบปลายภาคตกแน่ ปล่อยให้หนูจบเถอะไม่งั้นอาจารย์เจอดีแน่

การเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านการศึกษาของคนไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ดังคำว่า กรุงโรมไม่อาจสร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด ก็ไม่อาจพัฒนาการศึกษาให้สำเร็จได้ในปีเดียวฉันนั้น เพราะการเปลี่ยนวัฒนธรรมการศึกษาต้องเริ่มต้นจากการมีต้นแบบวัฒนธรรมที่ดีที่เป็นแบบอย่างได้ ถ้ายังไม่รู้ยังไม่มีวัฒนธรรมการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับทั้งสังคม ประเทศก็คงค่อยเดินค่อยคลานไปในความมืดโดยมีเป้าประสงค์ที่เลือนรางรออยู่ เพราะในสังคมไทยมีผู้คนที่เดินสวนทางกับวัฒนธรรมการศึกษาคุณภาพอยู่มากมาย โดยเฉพาะภาคเอกชนที่จะได้รับผลกระทบทันที ถ้าคนในสังคมเริ่มคิดเป็น ทำเป็น แล้วรู้จักเลือกอุปโภคบริโภคที่ไม่ได้ไปอิงกับค่านิยม ความเชื่อ ตามอิทธิพลของสื่อ ตามคนหมู่มาก หรือแฟชั่นที่ฟุ้งเฟ้อ

แหล่งข้อมูล

http://thelearningcurve.pearson.com/

http://www.thairath.co.th/content/edu/325982

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMU56ZzJPRFl5T0E9PQ==

http://www.voathai.com/content/best-education-systems-ss/1557918.html

http://www.thaiall.com/blogacla/admin/2176/

http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsr-th/population_thai.html

http://www.socialbakers.com/facebook-statistics/cities/

การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น

Tuesday, April 2nd, 2013

การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น

Posted on March 22, 2013 by 
 การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น โดย อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย

การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น โดย อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย

การสัมมนาในหัวข้อ การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น
- ความสำคัญของงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ
- บทความวิชาการและบทความวิจัย
- ประสบการณ์วิทยากร
- กุญแจสู่ความสำเร็จ

โดย อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
วันที่ 21 มีนาคม 2556 เวลา 13.30 – 15.30น.
ณ ห้อง 1203 อาคารบริหารธุรกิจ ม.เนชั่น

ส่วนประกอบของชื่อเรื่อง (Subject) ควรประกอบด้วย
คำว่า MIS (Acronym)
1. วิธีการ (Method)
2. จุดประสงค์ (Intention/Purpose)
3. ตัวอย่าง (Sample)

การเขียนบทคัดย่อ (Abstract) ควรประกอบด้วย
1. เกริ่นนำ (Introduction)
2. สิ่งที่ทำ (Method)
3. สรุปผล (Conclusion)

การเขียนบทนำ (Introduction) ควรประกอบด้วย
1. หลักการและเหตุผล (Rationale) หรือความเป็นมา (Background)
2. วัตถุประสงค์ (Objective)
3. ขอบเขตของเรื่อง (Scope)
4. คำจำกัดความหรือนิยามต่าง ๆ (Definition)

คาถาที่ฝากไว้ : Just do it
http://www.scribd.com/doc/131768793/

การส่งสารไปตามสื่อ social media

Friday, March 29th, 2013
blog
blog

บล็อก (Blog) คือ เครื่องมือเขียนบันทึก
ในบันทึกก็จะมีสารที่ต้องการสื่อ
แล้วภาพนี้แสดงให้เห็นว่า
สารนั้นสามารถส่งผ่านไปตามสื่อต่าง ๆ ได้หลายวิธี
โดยแต่ละสื่อก็จะมีเป้าหมาย และวิธีการที่แตกต่างกันไป
แต่สื่อทั้งหมดมีเป้าหมายที่การสร้างการรับรู้ต่อสารเดียวกัน

ปล. ภาพนี้เตรียมเล่าให้เจ้าของแหล่งท่องเที่ยวฟัง
แต่เทคนิคที่ผมใช้ประจำคือ repost

ผลประเมินการสอนของอาจารย์ (รุ่น 28 ก.พ.56 )

Friday, March 22nd, 2013
ผลประเมินการสอนของอาจารย์ (รุ่น 28 ก.พ.56 )

ผลประเมินการสอนของอาจารย์ (รุ่น 28 ก.พ.56 )

ประชาสัมพันธ์แก่อาจารย์
1. ผลประเมินการสอนของอาจารย์ อย่างไม่เป็นทางการเฉพาะคะแนนเฉลี่ยรวม
แสดงผลในระบบอินทราเน็ตดังภาพ เนื่องจากอาจารย์ต้องนำไปใช้ในการจัดทำมคอ.5 (ชั่วคราว)
ซึ่งเป็นคะแนนก่อนปิดระบบเมื่อวันที่ 28 ก.พ.56
2. คะแนนประเมินนี้อาจารย์ผู้สอนทราบแล้ว
จากการเข้าระบบประเมินตนเองในช่วงที่ผ่านมา และปิดระบบไปเมื่อ 28 ก.พ.56
แต่หัวหน้าสาขาที่อาจต้องช่วยสนับสนุน อ.พิเศษ
จัดทำ มคอ.5 ซึ่ง อ.พิเศษไม่ได้เข้าประเมินตนเองตามระบบ
จึงไม่ทราบคะแนนประเมินการสอนของตนเอง (อย่างไม่เป็นทางการ)
3. สำนักมาตรฐานหลักสูตรฯ แจ้งให้ปิดระบบในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2556
เนื่องจากยังมีนักศึกษาทะยอยแจ้งความจำนงขอเข้าดูผลการเรียนอยู่จำนวนหนึ่ง
4. ผลอย่างเป็นทางการ สำนักมาตรฐานหลักสูตรฯ จะจัดทำหลังปิดระบบประมาณ 1 สัปดาห์
แล้วส่งให้คณะวิชาเป็นกลไกใช้ขับเคลื่อนตามวัตถุประสงค์ของการประเมินเป็นลำดับต่อไป


ประชาสัมพันธ์แก่นักศึกษา

- สำหรับนักศึกษาที่ยังไม่เข้าดูผลการสอบของตนเองที่ประกาศแบบออนไลน์
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556 สามารถแจ้งความจำนงขอเข้าประเมินการสอนหลังกำหนด
ได้ที่สำนักมาตรฐานหลักสูตรฯ หรือ สำนักทะเบียนฯ ผ่าน social media หรือ office
ซึ่งระบบประเมินการสอนประจำภาคเรียนที่ 2 มีกำหนดปิดระบบ 28 มีนาคม 2556

จึงเรียนมาเพื่อทราบ