คู่มืออาจารย์ที่ปรึกษา

คู่มืออาจารย์ที่ปรึกษา – สำนักพัฒนานักศึกษา

โพสท์ใน ทั่วไป | ใส่ความเห็น

เส้นทางเด็กลำปาง เรียนการตลาดที่เนชั่น สอบติดทหารอากาศ

นายฐิตินันท์ ดำรงสิทธิ์ หรือพี่ฟลุค ของน้องนักศึกษาเนชั่น
บอกเล่าเรื่องราว กว่าจะสอบติดทหารอากาศ ไว้ในเฟสบุ๊ค
เค้าเล่าเฉพาะเส้นทางการสอบจนถึงที่หมาย ไม่ได้พูดถึงการเป็นนายกฯ
งานพิธีกรที่มูลนิธิโยนกและมหาวิทยาลัย หรือเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น
เรามาติดตามเส้นทางการสอบเป็นทหารอากาศดีกว่า
ว่า ถึงไหม ท้อไหม ถึงปลายทางฝันตรงไหน มาติดตามกันครับ
พบว่า บรรทัดสุดท้ายของบทความที่ฟลุคเขียนฝากไว้
คือ “อนาคตที่ดี มาจากการกระทำในปัจจุบันที่ดี

เรื่อง “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน
1 .เริ่มต้น
จากการตัดสินใจสมัครสอบแข่งขัน เพื่อเป็นทหารอากาศผ่านทางอินเทอร์เน็ต
ช่วงนั้นมีเวลาเตรียมตัวก่อนสอบ 1 เดือน
ผมซื้อหนังสือเตรียมสอบมาอ่าน และฝึกทำแบบฝึกหัดเป็นประจำทุกวัน
จนผมอ่าน และทำจนครบทุกหน้าภายในเวลา 1 สัปดาห์
หลังจากนั้นผมก็คิดว่าหนังสือที่อ่านเล่มเดียวนั้นคงยังไม่เพียงพอ
ผมจึงสั่งหนังสือแบบไฟล์ PDF มาอ่านผ่านมือถือ
ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์
ผมก็อ่านจบ และทำความเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด
ตลอดระยะเวลาที่อ่านหนังสือ
ผมก็รู้สึกท้อและขี้เกียจมาก
แต่ก็คิดว่า ถ้าเราไม่อ่านแล้วจะสมัครสอบเพื่ออะไร
อย่าเสียเวลาไปสอบเลย แล้วบอกกับตัวเองว่า “อย่ายอมแพ้”

2. ถึงวันสอบ
ผมเดินทางไปสอบที่ธรรมศาสตร์ รังสิตด้วยตัวเอง
ผมเดินทางจากลำปางถึงกรุงเทพ เวลา 6.30น.
ผมไปนั่งรอที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5 ชั่วโมง
เพราะผมสอบตอนเที่ยง
ระหว่างรอทุกคนที่มาสอบล้วนมีความหวัง และมีความมุ่งมั่น
ว่าตัวเองจะสอบผ่าน ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่ระหว่างรอผมก็เอาไฟล์หนังสือมาอ่าน
เพื่อไม่ให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
วันนั้นคนสอบเยอะมาก เยอะมากจนเราคิดว่าเราจะสอบผ่านรอบแรกมั้ย
ซึ่งเวลานั้น ผมก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด โดยจะไม่เสียใจ
เพราะผมตั้งใจทำมันดีที่สุดแล้ว

3. วันประกาศผลสอบรอบแรก
ผมสอบติด 1 ใน 18 คน จากตำแหน่งที่ผมสมัครสอบ
มีผู้เข้าสอบประมาณ 40,000 กว่าคน ผ่านรอบแรก3,000 กว่าคน
ซึ่งผมผ่านรอบแรกมาได้ก็รู้สึกภูมิใจ และตั้งเป้าหมายครั้งต่อไป
ว่าเราจะต้องสอบผ่านการทดสอบร่างกาย และการสัมภาษณ์

4. ก่อนการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
ผมมีเวลาเตรียมตัว 2 – 3 อาทิตย์ ผมซ้อมวิ่งระยะทาง 2.5 กม.
ดันพื้น ซิทอัพ เป็นประจำจนถึงทุกวันนี้
พอถึงวันสอบผมเดินทางไปสอบที่ สนามกีฬาจันทรุเบกษา กองทัพอากาศ
ผมไปรอตั้งแต่ตี 4 ได้คิวสอบที่ 43 ตอน 7 โมงเช้า
วันนั้นรู้สึกกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้
แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจสู้ในตอนนั้นก็คือ พ่อแม่
และได้กำลังใจที่ดีจากคนที่ผมรักนั่นก็คือ “ออม”
สุดท้ายผลการทดสอบก็น่าพึงพอใจในระดับหนึ่ง
ผมจะต้องสามารถผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกายได้
ผมเชื่อมั่นแบบนั้น
ผลการทดสอบ การวิ่ง 2.5 กม. เวลา 10.35 นาที
ดันพื้น 49 ครั้งต่อนาที ซิทอัพ 39 ครั้งต่อนาที
ผมทำดีที่สุดแล้ว ณ เวลานั้น

5. วันสัมภาษณ์
ผมเดินทางไปที่โรงเรียนนายทหารชั้นประทวน กองทัพอากาศ
เวลา 8.00 น. ผมเป็นคนสุดท้ายที่ได้สัมภาษณ์เวลา 16.00 น.
ในวันนั้นผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับนายทหารที่เคยสอบผ่านเมื่อปีที่แล้ว
นายทหารคนนั้นแนะนำ และชี้แนวทางการตอบคำถามสำหรับผม
ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก และทำให้ผมอาจจะได้เปรียบกว่าคนอื่น
แต่สุดท้ายแล้ว คำแนะนำก็เป็นเพียงแค่คำแนะนำ
ไม่ได้ใช้ในห้องสัมภาษณ์เลย ผมต้องมีสติแล้วตอบคำถามอย่างชัดเจน
ตอบได้ คือ ได้ ตอบไม่ได้ คือ ไม่ได้
ในห้องมีกรรมการทั้งหมด 3 ท่าน คำถามมีดังนี้
5.1 แนะนำตัวเอง
5.2 แนะนำเป็นภาษาอังกฤษ
5.3 คุณมีความสามารถพิเศษอะไร
5.4 โปรไฟล์ดีมาก เรายอมรับว่าคุณเก่งเกินไปสำหรับตำแหน่งที่คุณสมัคร
5.5 คุณจะอยู่อย่างไรคนเดียวในช่วงแรกที่ประจำการ
5.6 ทำไมคุณไม่สมัครตำแหน่งอื่น
5.7 ทำไมคุณถึงเลือกจังหวัดบรรจุ
ถ้าไปสามจังหวัดชายแดนใต้คุณจะทำอย่างไร
5.8 เงินเดือนน้อยทำอย่างไร
5.9 คุณจะใช้ความรู้ของคุณกับตำแหน่งอย่างไร
5.10 ข้อมูลของกองทัพอากาศ
5.11 คุณมีอะไรจะพูดใน 30 วินาทีสุดท้ายไหม
5.12 ครอบครัวของคุณทำงานอะไร
5.13 ทำไมคุณไม่ช่วยครอบครัวสานต่อธุรกิจ
5.14 ถ้าคุณสอบไม่ติดปีนี้คุณจะผิดหวังหรือไม่ แล้วจะทำอย่างไร
5.15 ถ้าคุณมีโอกาสสอบอีก คุณยังจะเลือกสอบตำแหน่งเดิมหรือไม่
5.16 ถ้าผู้บังคับบัญชา การศึกษาน้อยกว่าคุณ คุณจะยอมรับหรือไม่
5.17 ถ้าเพื่อนร่วมงานชวนคุณดื่ม จะทำอย่างไร
5.18 คุณเรียน รด มาไหม เป็นอย่างไรบ้าง มีผลงานมั้ย
5.18 คุณมีเชื้อสายจีนใช่มั้ย
คุณเดินทางมายังไง
5.19 ทำตามคำสั่ง ดันพื้น ยกเก้าอี้ลุกนั่ง ระเบียบแถว
เสียงดังฟังชัด การทวนคำสั่ง ถอดเสื้อ หันหน้า หันหลัง
*คนเก่งแบบคุณ เข้ามาทำงานตำแหน่งนี้แค่แปปเดียว
ก็ย้ายไปทำงานตำแหน่งที่อื่นที่ดีกว่า
นั่นก็หมายความว่ากองทัพจะต้องเปิดรับสมัครตำแหน่งนี้ เพื่อมาแทนที่คุณ
ซึ่งมันเสียงบประมาณ คุณจะทำให้เรามั่นใจได้อย่างไร
ว่าคุณจะไม่เป็นเช่นนั้น
พวกเรายอมรับความเก่งของคุณนะ แต่ทุกอย่างก็ต้องรวบรวมจากผลคะแนนทั้งหมด

6. การประกาศผลสอบรอบสอง
ประกาศผมการสอบสมรรถภาพร่างกายและการสัมภาษณ์
ปรากฎว่าผมสอบผ่าน ติด 1 ใน 4 คนสุดท้าย
และเป็น 1 ใน 665 คน ที่ทางกองทัพอากาศเปิดรับ ผมดีใจมาก
แต่ก็ยังไม่ดีใจถึงที่สุด เพราะเรายังต้องไปทดสอบความถนัดบุคคล และตรวจร่างกาย

7. วันทดสอบความถนัดบุคคลและวิภาววิสัย
ผมเดินทางจากลำปางไปกรุงเทพ สอบที่ มธ. รังสิต สอบ 7.30 น.
การสอบประเภทนี้ไม่ต้องอ่านหนังสือ
เพราะเป็นการสอบประเภทความจำ การรับรู้ เชิงเหตุผล การใช้ภาษา
และพฤติกรรม วันนั้นการสอบก็ผ่านไปด้วยดี

8. การตรวจร่างกาย
ผมได้ตรวจร่างกายที่กองเวชศาสตร์ป้องกัน
กรมแพทย์ทหารอากาศ ผมเดินทางถึงกรุงเทพตี 4
วันนั้นเกิดเหตุสุดวิสัยผมเกือบไปตรวจร่างกายไม่ทันเวลา
ผมนั่งแท็กซี่จากดอนเมืองไปกรมแพทย์ทหารอากาศ 7.00 น.
แต่เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน
ทำให้ผมต้องลงจากรถแท็กซี่
แล้ววิ่งจากบริเวณหอประชุมกานตรัตน์ไปยังกรมแพทย์ทหารอากาศ
สุดท้ายผมก็วิ่งไปทันการตรวจร่างกายในวันนั้น
ผมได้คิวตรวจที่ 119 จากการตรวจทั้งหมด 123
ระยะทางที่วิ่งก็ประมาณเกือบ 1 กม.

9. วันประกาศผมสอบรอบสุดท้าย
ผมสอบติดเป็นทหารอากาศอย่างเป็นทางการ

ตลอดระยะเวลาที่ผมสอบนั้น
ผ่านเรื่องราวหลายอย่าง ทั้งเจออุปสรรคมากมาย ต้องมีความตรงต่อเวลา
ต้องมีความอดทน ต้องมีความพยายาม
แต่อย่างไรแล้วเราก็ต้องสู้จนถึงที่สุด “อย่ายอมแพ้”
และที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ พ่อแม่ ที่คอยสนับสนุนผม
และคือคนที่ผมกลัวทำให้ผิดหวังที่สุด
คนที่คอยเคียงข้างและให้กำลังใจผมตลอดในเวลาที่ผมท้อนั่นก็คือ ออม
ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยเนชั่นทุกท่านที่ให้วิชาความรู้
ประสบการณ์หลาย ๆ อย่าง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมได้เอาไปใช้ได้จริง และทำให้ผมประสบความสำเร็จ
เพื่อน ๆ ที่คอยช่วยเหลืออย่างที่พักอาศัย
ช่วยในการเดินทางและให้กำลังใจผม

สุดท้ายนี้
ไม่มีอะไรได้มาอย่างงายดาย ทุกอย่างต้องแลกมาด้วยแรงกายแรงใจ
นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นการเข้ารับราชการทหารอากาศ
ผมจะไม่มีวันยอมแพ้อีกต่อไป
อนาคตที่ดี มาจากการกระทำในปัจจุบันที่ดี

โพสท์ใน การตลาด | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

แนวปฏิบัติการจัดเก็บเอกสารภายในและภายนอก

  

แนวปฏิบัติการจัดเก็บเอกสาร

ภายในและภายนอก

 

งานเลขานุการกลาง

มหาวิทยาลัยเนชั่น

งานสารบรรณ

งานสารบรรณ โดยในทางการปฏิบัติ งานสารบรรณเป็นงานที่เกี่ยวกับหนังสือ อาทิ การร่าง เขียน พิมพ์ จดจำ ทำสำเนา รับ ส่ง บันทึก โต้ตอบ จัดเก็บ ค้นหา และทำลาย ทั้งนี้ต้องเป็นระบบที่ให้ความสะดวกรวดเร็ว ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนและขอบข่ายของงานสารบรรณว่าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง เริ่มตั้งแต่

1.การผลิตหรือจัดทำเอกสาร (พิจารณา – คิด – ร่าง- เขียน ตรวจทาน สำเนา และเสนอลงนาม)

2.การส่ง (ตรวจสอบ – ลงทะเบียน – แจกจ่าย)

3.การรับ (ตรวจ – ลงทะเบียน – แจกจ่าย)

4.การเก็บรักษาและการยืม

5.การทำลาย

โดยอ้างอิงถึง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 กำหนดไว้ว่า หนังสือราชการ คือเอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ ได้แก่

1.หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ

2.หนังสือส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือที่มีไปถึงบุคคลภายนอก

3.หนังสือที่มีหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือที่บุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ

4.เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ

5.เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับชนิดของหนังสือ มี 4 ชนิด ได้แก่

5.1 หนังสือภายนอก

5.2 หนังสือภายใน

5.3 หนังสือสั่งการ(คณะ)

5.4 หนังสือประชาสัมพันธ์

และยังสามารถแบ่งแยกชั้นความเร่งด่วน หนังสือที่ต้องปฏิบัติให้เร็วมากขึ้น เป็นหนังสือที่งานสารบรรณต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็วเป็นพิเศษ ดังนี้

1.ด่วนที่สุด ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติในทันทีที่ได้รับหนังสือนั้น

2.ด่วนมาก ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยเร็ว

3.ด่วน ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเร็วกว่าปกติเท่าที่จะทำได้

1.ขั้นตอนการลงทะเบียนรับหนังสือ

หนังสือรับ คือ หนังสือที่ได้รับมาจากหน่วยงานภายนอก มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

1.จัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของหนังสือเพื่อดำเนินการก่อนหลัง

2.ประทับตรารับหนังสือที่มุมบนด้านขวาของหนังสือ โดยกรอก เลขรับ วัน เดือน ปี และเวลาที่รับเอกสารนั้นๆ

3.ลงทะเบียนรับหนังสือในบันทึกในคอมพิวเตอร์ตามแบบฟอร์มทะเบียนรับ โดยแยกเป็นทะเบียนรับภายใน และทะเบียนรับภายนอก

4.ลงทะเบียนรับด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ในกรณีเร่งด่วน การจัดแฟ้มเสนอหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา

 2.ขั้นตอนการเสนอหนังสือ

ขั้นตอนการเสนอหนังสือคือ การนำหนังสือที่ดำเนินการกระบวนการพิจารณาชั้นความเร่งด่วนเสร็จแล้วนำเสนอต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อการพิจารณา บันทึก สั่งการ ทราบและลงชื่อการเสนอไปตามสายการปฏิบัติงาน ตามลำดับผู้บังคับบัญชา โดยเจ้าหน้าที่ผู้รวบรวมเรื่องเสนอ และแยกหนังสือที่เสนอออกเป็นประเภทตามชั้นความลับ ความเร่งด่วน จัดลำดับว่าเป็นเรื่องที่ต้องสั่งการ พิจารณา หรือเพื่อทราบแล้วนำเสนอใส่แฟ้มเสนอตามหน่วยงาน ผู้บริหาร คณบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายที่ได้จัดไว้

  1. ขั้นตอนการส่งหนังสือ/จดหมายออก

หนังสือส่ง คือ เอกสารที่ส่งออกภายนอก โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ มีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

3.1.1.หนังสือภายนอก

3.1.1.1 ให้ตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน ของหนังสือ

3.1.1.2 บรรจุซองแล้วปิดผนึก จ่าหน้าซองถึงผู้รับและผู้ส่งให้ชัดเจน

3.1.2.หนังสือส่งภายใน

3.1.2.1 ให้ตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนของหนังสือ

3.2 ลงทะเบียนหนังสือ โดยการกรอกเลขทะเบียนส่ง จากหน่วยงานผู้ส่ง ถึงหน่วยงานผู้รับ ลายมือชื่อผู้รับ และวันที่รับหนังสือนั้น หากเป็นหนังสือเร่งด่วนจะส่งเอกสารผ่านระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจึงประสานงานทางโทรศัพท์ facebook line e-mail เพื่อตรวจสอบการรับหนังสืออีกครั้ง   

  1. การยืมหนังสือ

การยืมหนังสือที่ส่งเก็บแล้ว ให้ปฏิบัติดังนี้

4.1 ผู้ยืมต้องแจ้งให้ทราบว่าเรื่องที่ยืมนั้นจะนำไปใช้ในงานใด

4.2 ผู้ยืมจะมอบหลักฐานการยืมให้เจ้าหน้าที่เก็บ แล้วลงชื่อรับเรื่องที่ยืมไว้ในบัตรยืมหนังสือและให้เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมหลักฐานการยืมเรียงลำดับ วัน เดือน ปี ไว้เพื่อติดตามทวงถาม ส่วนบัตรยืมหนังสือนั้น ให้เก็บไว้แทนที่หนังสือที่ถูกยืมไป

4.3 การยืมหนังสือระหว่างหน่วยงาน ผู้ยืมและผู้อนุญาตให้ยืมต้องเป็นหัวหน้าหน่วยงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

4.4 การยืมหนังสือภายในหน่วยงานเดียวกัน ผู้ยืมและผู้อนุญาตยืมต้องเป็นหัวหน้าหน่วยงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายการให้บุคคลภายนอกยืมหนังสือ จะกะทำมิได้ เว้นแต่จะให้ดูเพื่อคัดลอกหนังสือ ทั้งนี้จะต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้างานหรือผู้ที่ได้รับหมายเท่านั้น

  1. การทำลายหนังสือ

งานสารบรรณได้จำแยกการทำลายเอกสารเป็น 3 ส่วนดังนี่

5.1 หนังสืองานประชาสัมพันธ์ทั่วระยะเวลาในการเก็บรักษา 1 ปี

5.2 หนังสืองานประชาสัมพันธ์ที่อ้างอิงเกี่ยวกับงาน เช่น เอกสารประกอบการพิจารณาต่าง ระยะเวลาในการเก็บรักษา 3 ปี

5.3 เอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับการเรียนการสอน เช่น ข้อสอบ ผลการเรียนฯ เป็นต้น ระยะเวลาในการเก็บรักษา 5 ปี

เมื่อผ่านระยะเวลาในการเก็บรักษางานสารบรรณจะดำเนินการทำลายเอกสารด้วยเครื่องตัดมือโยก

 

โพสท์ใน งานเลขานุการกลาง | ใส่ความเห็น

งานลงรายการบรรณานุกรม

http://doc.nation.ac.th/dataqa2560/Guidebook_Cataloging.pdf

โพสท์ใน การจัดการความรู้, งานหอสมุด | ใส่ความเห็น

แนวปฏิบัติการรับ-ส่งหนังสือของงานสารบรรณ (KM)

แนวปฏิบัติการรับ-ส่งหนังสือของงานสารบรรณ (KM)

ดาวน์โหลดเอกสาร

โพสท์ใน งานธุรการและสารบัญ | ใส่ความเห็น

การผลิตผลงานวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งทางวิชาการ คือ

สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ซึ่งดํารงตําแหน่งอาจารย์ และทําการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี หรือ สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่า ผู้นั้นต้องดํารงตําแหน่งอาจารย์ และทําการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี  หรือ สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือเทียบเท่า  ซึ่งดํารงตําแหน่งอาจารย์ และทําการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และพ้นระยะทดลองการปฏิบัติงาน อีกทั้งต้องมีผลงานทางวิชาการตามเกณฑ์การแต่งตั้งบุคคลให้ดํารงตําแหน่งทางวิชาการ

เกณฑ์ผลงานทางวิชาการเพื่อเข้าตำแหน่งทางวิชาการ ต่อไปนี้

1.  ผลงานแต่งหรือเรียบเรียง ตํารา หนังสือ หรือบทความทางวิชาการ ซึ่งมีคุณภาพดี และได้รับการเผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กําหนด

2.  ผลงานวิจัย ซึ่งมีคุณภาพดี และได้รับการเผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กําหนด ทั้งนี้ ไม่นับงานวิจัยที่ทําเป็นส่วนของการศึกษาเพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใดๆ

3.  ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น ซึ่งมีคุณภาพดี และได้รับการเผยแพร่ ตามเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กําหนด

4.  ผลงานวิชาการรับใช้สังคม ซึ่งมีคุณภาพดี โดยผลงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่ตามภาระงานซึ่งสถาบันอุดมศึกษาหรือคณะวิชาให้ความเห็นชอบ และได้รับการเผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กําหนด รวมทั้งได้รับการรับรองการใช้ประโยชน์ต่อสังคม โดยปรากฏผลที่สามารถประเมินได้เป็นรูปธรรม โดยประจักษ์ต่อสาธารณะ”

เกณฑ์การเผยแพร่ผลงานวิจัยพื่อเข้าตำแหน่งทางวิชาการ ดังนี้

  1. เผยแพร่ในรูปของบทความทางวิชาการในวารสารทางวิชาการ ทั้งนี้วารสารทางวิชาการนั้นอาจเผยแพร่เป็นรูปเล่มสิ่งพิมพ์หรือเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีกำหนดการเผยแพร่อย่างแน่นอนชัดเจน
  2. เผยแพร่ในหนังสือรวมบทความในรูปแบบอื่นที่มีการบรรณาธิการประเมินและตรวจสอบคุณภาพของบทความต่างๆ ในหนังสือนั้นแล้ว
  3. เผยแพร่ในหนังสือประมวลผลการประชุมทางวิชาการ (Proceedings) ของการประชุมทางวิชาการในระดับชาติหรือระดับนานาชาติ ที่มีการบรรณาธิการประเมินและตรวจสอบคุณภาพของบทความต่างๆ ที่นำเสนอนั้นแล้ว (เมื่อได้เผยแพร่ตามลักษณะข้างต้นและได้มีการพิจารณาประเมินคุณภาพของ “บทความทางวิชาการ” นั้นแล้ว การนำ “บทความทางวิชาการ” นั้น มาแก้ไขปรับปรุงหรือเพิ่มเติมส่วนใดส่วนหนึ่ง เพื่อนำมาเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และให้มีการประเมินคุณภาพ “บทความทางวิชาการ” นั้นอีกครั้งหนึ่งจะกระทำไม่ได้)

ลักษณะคุณภาพเกณฑ์การเผยแพร่ผลงานวิจัยพื่อเข้าตำแหน่งทางวิชาการ แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับดี : เป็นบทความทางวิชาการที่มีเนื้อหาสาระทางวิชาการถูกต้องสมบูรณ์และทันสมัย มีแนวคิดและการนำเสนอที่ชัดเจนเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ

ระดับดีมาก : ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดี โดยมีข้อกำหนดเพิ่มเติม ดังนี้

  1. มีการวิเคราะห์และเสนอความรู้หรือวิธีการที่ทันสมัยต่อความก้าวหน้าทางวิชาการและเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ
  2. สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือนำไปปฏิบัติได้

ระดับดีเด่น : ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดีมาก โดยมีข้อกำหนดเพิ่มเติม ดังนี้

  1. มีลักษณะเป็นงานบุกเบิกทางวิชาการและมีการสังเคราะห์จนถึงระดับที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ (Body of Knowledge) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
  2. มีการกระตุ้นให้เกิดความคิดและค้นคว้าต่อเนื่อง เป็นที่เชื่อถือและยอมรับในวงวิชาการหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในระดับชาติและ/หรือนานาชาติ

ผลงานทางวิชาการสำหรับการเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการทุกตำแหน่ง ต้องเป็นผลงานที่มีทิศทางการศึกษาหรือวิจัยตามกรณีใดกรณีหนึ่งหรือหลายกรณีตามความเหมาะสมของแต่ละสาขาวิชา ดังต่อไปนี้
1. สอดคล้องกับศักยภาพหรือทรัพยากรของแต่ละพื้นที่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์และการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ
2. เพื่อให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก
3. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
4. พัฒนาและส่งเสริมชุมชนหรือสังคมให้มีความเข้มแข็ง
5. ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงวิชาการ

โพสท์ใน KM:คณะสังคมศาสตร์ | ใส่ความเห็น

การสอนภาษาอังกฤษออนไลน์

การสอนภาษาอังกฤษออนไลน์
1. เตรียมความพร้อมก่อนสอนภาษาอังกฤษออนไลน์
1.1 สอบถามเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียน เพื่อให้ผู้สอนแนะนำ กำหนดกระบวนการ และวิธีการเรียนที่เหมาะกับตัวผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้
1.2 สำรวจผู้เรียน โดยเริ่มจากการทดสอบผู้เรียนจากการทดสอบคำศัพท์ระดับพื้นฐานไปจนถึงคำศัพท์ระดับยาก ทดสอบการเขียน การฟังและการพูดภาษาอังกฤษตามลำดับ
1.3 เมื่อทราบระดับของผู้เรียนแล้ว ผู้สอนจะแนะนำ กระบวนการ และวิธีการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ที่เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านทักษะภาษาอังกฤษได้

2. วิธีการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์
2.1 ผู้สอนแนะนำเว็บไซต์ วิธีการเข้าใช้งาน ขั้นตอนการเรียน หลักสูตรการเรียน และเวลาที่กำหนดในการเรียนตามโปรแกรมภาษาอังกฤษออนไลน์
2.2 ขณะที่ผู้เรียนได้เรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษออนไลน์ตามบทเรียนต่างๆ จากผู้สอน แล้วไม่เข้าใจเนื้อหาในการเรียนบ้างส่วนหรือในโปรแกรมอธิบายเนื้อหาการเรียนไม่มากพอ ผู้สอนควรแนะนำให้ผู้เรียนค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเพิ่มความเข้าใจมากขึ้น อย่างเช่น ถ้าในบทเรียนสอนเรื่อง Past Simple Tense ผู้เรียนสามารถหาเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ได้ตามที่ผู้สอนแนะนำ

3. ขั้นตอนการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์
3.1 เมื่อผู้เรียนได้โปรแกรมภาษาอังกฤษออนไลน์ที่เหมาะสมจากการแนะนำจากผู้สอนแล้ว ในโปรแกรมภาษาอังกฤษออนไลน์ส่วนใหญ่จะมีแบบทดสอบวัดระดับ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษในระดับที่เหมาะสม
3.2 ในโปรแกรมภาษาอังกฤษออนไลน์ส่วนใหญ่จะมีแบบฝึกหัดจากบทเรียนที่สามารถฝึกทำซ้ำๆ เพื่อเพิ่มทักษะ และยังมีบทเรียนมัลติมีเดีย โดยผู้เรียนจะได้ฝึกการฟัง การอ่าน การเขียน และการพูดภาษาอังกฤษที่ใช้กันจริงในทั่วโลก และยังมีระบบจดจำเสียงพูดหรือบันทึกเสียงผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนฝึกฝนและพัฒนาด้านภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
3.3 ผู้สอนสอบถามเนื้อหาการเรียนจากผู้เรียนเป็นระยะๆ เพื่อสอบถามความเข้าใจของเนื้อหา เนื่องจากการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ต้องมีวินัยในการเรียนเพราะเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองส่วนใหญ่ ผู้สอนจะมีบทบาทสำคัญในการอธิบายเนื้อหาในบทเรียนหากผู้เรียนไม่เข้าใจ ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนมีพื้นฐานภาษาอังกฤษและความเข้าใจในการเรียนแตกต่างกัน
3.4 ผู้สอนมีการทดสอบเนื้อหาการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์เป็นระยะๆ เช่นกัน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน
3.5 แนะนำผู้เรียนว่าไม่เพียงแต่การเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์เพียงอย่างเดียวที่จะฝึกฝนและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ ผู้เรียนควรไม่กลัวที่จะลองพูด เพราะคำคัพท์บางคำมีการออกเสียงที่คล้ายกัน แต่ให้ความหมายต่างกัน นอกจากนี้ผู้เรียนควรทำสิ่งรอบตัวให้เป็นความรู้ภาษาอังกฤษโดยการแสวงหาคำศัพท์ใหม่ ๆ จากการใช้ชีวิตประจำวัน แล้วลองจดบันทึกดูเพราะทุกๆ ที่คือ “แหล่งเรียนรู้” การจะพัฒนาและเก่งภาษาอังกฤษได้ก็อยู่ที่ตัวผู้เรียนเองเป็นส่วนใหญ่

โพสท์ใน KM:คณะสังคมศาสตร์ | ใส่ความเห็น

ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุและบริการ

ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุและบริการ
1. บุคลากรที่มีความประสงค์จะจัดซื้อวัสดุ/จ้างทำวัสดุ ทำบันทึกข้อความขอซื้อ/ขอจ้าง โดยเรียนหัวหน้าศูนย์/ผู้อำนวยการ/คณบดี/ ผ่านเจ้าหน้าที่พัสดุ ทั้งนี้ ในบันทึกข้อความดังกล่าวต้องประกอบไปด้วยข้อความหลัก ๆ ดังนี้
1.1 เหตุผล และความจำเป็นที่จะต้องใช้
1.2 วันที่ที่จำเป็นต้องใช้
1.3 รายการวัสดุ
1.4 ปริมาณวัสดุแต่ละรายการ
1.5 ราคา โดยประมาณ
1.6 แผนงาน/งาน/โครงการ รวมทั้งหมวดเงินที่จะใช้ในการเบิกจ่าย
1.7 ผู้ขอซื้อ/ขอจ้าง

2. หัวหน้าศูนย์/ผู้อำนวยการ/คณบดี/รองอธิการบดี อนุมัติแล้ว เจ้าหน้าที่พัสดุหน่วยงานดำเนินการสืบราคาวัสดุที่จะซื้อ/จ้าง โดยขอเอกสารต่าง ๆ จากผู้ขาย ดังนี้
2.1 ใบเสนอราคา ซึ่งใบเสนอราคาต้องมีข้อความที่สำคัญ ๆ ดังนี้
2.1.1 ชื่อ และที่อยู่ ของสถานประกอบการของผู้ขาย
2.1.2 ปริมาณของวัสดุ
2.1.3 ราคาของวัสดุ ทั้งที่เป็นตัวเลข และตัวอักษร โดยระบุด้วยว่า เป็นราคารวมภาษี หรือไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
2.1.4 กำหนดส่งของ ที่สัมพันธ์กับระยะเวลาที่ต้องการใช้พัสดุ
2.1.5 กำหนดยืนราคา
2.1.6 ลายมือชื่อ และชื่อ-ชื่อสกุล ของผู้เสนอราคา
2.1.7 ตรายาง (หากไม่มีตรายาง ให้เขียนรับรองว่า ไม่มีตรายาง)

2.2 รายละเอียดของวัสดุ (ถ้ามี)
3. เจ้าหน้าที่พัสดุ หรือผู้สืบราคา ลงลายมือชื่อผู้สืบราคาที่ใบเสนอราคา
4. เจ้าหน้าที่พัสดุ ดำเนินการรวบรวมใบเสนอราคา ทั้งนี้ การจัดซื้อเรื่องเดียวกัน หากเป็นวัสดุที่มียี่ห้อ/รุ่น ใบเสนอราคาของแต่ละรายต้องเป็นวัสดุที่มียี่ห้อ/รุ่นเดียวกัน เพื่อเป็นฐานเดียวกันในการเสนอราคา และพิจารณาราคา
5. เมื่อผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อ เจ้าหน้าที่พัสดุ ตรวจสอบการอนุมัติว่าอนุมัติให้ดำเนินการอย่างไร เช่น ทำเป็นสัญญา ทำเป็นข้อตกลง หรือทำเป็นใบสั่งซื้อ/สั่งจ้างทุกครั้ง ห้ามเว้นว่างไว้เด็ดขาด
6. เมื่อผู้ขาย/ผู้รับจ้าง ส่งมอบวัสดุแล้ว เจ้าหน้าที่พัสดุตรวจสอบใบส่งของ และเจ้าของงานมา ตรวจรับให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด
7. เจ้าหน้าที่พัสดุนำรายการสินค้ามาระบุในสต็อกสินค้า โดยแยกประเภทการการเบิกจ่ายวัสดุ เช่น วัสดุสำนักงาน และวัสดุงานบ้าน
8. หน่วยงานที่ขอซื้อ จัดทำใบขอเบิกวัสดุเพื่อนำไปใช้
9. ส่งเอกสารให้งานบัญชีเมื่อทำการตัดสต็อกเรียบร้อยแล้ว เพื่อตรวจสอบต่อไป

โพสท์ใน ทั่วไป | ใส่ความเห็น

การผลิตผลงานวิจัยให้เป็นไปตามเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ (ใหม่)

การผลิตผลงานวิจัยให้เป็นไปตามเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ (ใหม่)

โดย ผศ.บดินทร์ เดชาบูรณานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น

ตามที่ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศ ก.พ.อ. วันที่ 31 ตุลาคม 2560 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 1 ปี หลังจากประกาศ (1 พฤศจิกายน 2561) โดยสรุปดังนี้

สำหรับหลักการแล้ว ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับนี้มีความเข้มข้นมากขึ้น แต่ยื่นขอตำแหน่งได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น

1) อายุงานการเป็นอาจารย์ โดยมีวุฒิปริญญาตรี 6 ปี ปริญญาโท 4 ปี และ ปริญญาเอก 1 ปี และพ้นระยะทดลองการปฏิบัติงาน (ขอได้เร็วขึ้นกว่าเดิม)

2) ผลงานทางวิชาการ (เข้มขึ้นกว่าเดิม)

ตำแหน่ง ผศ. ประกอบด้วย วิจัย 2 เรื่อง (ดี) หรือวิจัย 1 เรื่องและผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น 1 รายการ (ดี) หรือวิจัย 1 เรื่อง และผลงานวิชาการรับใช้สังคม 1 เรื่อง (ดี) หรือวิจัย 1 เรื่อง และตำราหรือหนังสือ  1 เล่ม (ดี)

ตำแหน่ง รศ. ประกอบด้วย วิจัย 2 เรื่อง (ดี) หรือ วิจัย  1 เรื่อง และผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น 1 รายการ (ดี) หรือ วิจัย 1 เรื่อง และผลงานวิชาการ รับใช้สังคม 1 เรื่อง และตำราหรือหนังสือ 1 เล่ม (ดี)

ตำแหน่ง ศ. สำหรับการเสนอขอตำแหน่งในกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ ประกอบด้วย ตำราหรือหนังสือ 2 เล่ม และผลงานวิจัย 2 เรื่อง (ดีมาก) หรือตำราหรือหนังสือ 2 เล่ม ผลงานวิจัย 1 เรื่อง และผลงานวิชาการในลักษณะอื่นหรือผลงานวิชาการรับใช้สังคม 2 เรื่อง (ดีมาก) เป็นต้น (“ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ. รศ. และ ศ. พ.ศ. 2560 ,” 2561)

                        จากมุมมองของผู้เขียนเทคนิคการผลิตผลงานวิจัยสำหรับการขอตำแหน่งวิชาการตามเกณฑ์การประเมินตำแหน่งวิชาการแบบใหม่ ในกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ มีองค์ประกอบให้ผู้เสนอขอตำแหน่งได้พิจารณา ดังนี้

1)แสดงถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ ต้องเป็นงานวิจัยที่

ลงลึกในศาสตร์นั้นๆ และตรงกับสาขาวิชาของผู้ขอ ซึ่งจะช่วยให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาผลงานได้ตรงกับสาขาวิชา โดยไม่ต้องขอผลงานเพิ่มเติม

2)มีระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ ผู้เสนอขอตำแหน่งสามารถเลือกส่งผลงานได้ทั้ง

งานวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

3)ใช้การอ้างอิงที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งในปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลักใช้ตาม

ระบบ APA (6th Edition)

4)   ไม่คัดลอกผลงานผู้อื่น โดยจรรณยาบรรณของนักวิจัย ไม่ควรคัดลอกผลงานทาง

วิชาการ ผลงานวิจัย สิ่งพิมพ์ วิทยานิพนธ์ (Academic Plagiarism)

5)    หัวข้อน่าสนใจ  ซึ่งได้มาจากการอ่านเอกสาร ตำรา และการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เช่น กรณีงานวิจัยสำหรับการขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ การทบทวนวรรณกรรมจะช่วยให้เกิดประโยชน์ โดยทราบถึงช่องว่างและโอกาสที่จะต่อยอดความคิด รวมถึงมีความคิดริเริ่มเป็นผู้บุกเบิกในหัวข้อวิจัยใหม่ๆ ได้

6)  วิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ หรือเกิดประเกิดประโยชน์กับสังคม

7)  เผยแพร่ในวารสารวิชาการ ในฐานข้อมูล TCI  กลุ่ม 1 หรือ กลุ่ม 2

ตามเกณฑ์ ก.พ.อ. ผลงานวิจัยการขอตำแหน่ง ผศ. และ รศ. เผยแพร่ในฐานข้อมูล TCI  กลุ่ม 1 หรือ กลุ่ม 2 ก็ได้ สำหรับการขอตำแหน่ง ศ. สาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ต้องเป็นฐานข้อมูล TCI  กลุ่ม 1

(ทั้งนี้ผู้ขอตำแหน่งสามารถดูผลการประเมินคุณภาพวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI ได้ใน

http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/announcement_58.php)

 

รายการอ้างอิง

ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ. รศ. และ ศ.

พ.ศ. 2560. (2560, 1 พฤศจิกายน) วันที่เข้าถึงข้อมูล 14 มิถุนายน 2561,

แหล่งที่มา https://researchspaceblog.wordpress.com/2017/11/01/

โพสท์ใน KM:คณะนิเทศศาสตร์, การส่งเสริมอาจารย์ให้ได้รับตำแหน่งทางวิชาการ | ใส่ความเห็น

การดูแลรักษาบริเวณภูมิทัศน์ ให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ของมหาวิทยาลัยเนชั่น

http://doc.nation.ac.th/dataqa2560/KM_Landscape.pdf

โพสท์ใน การจัดการความรู้ | ใส่ความเห็น