Archive for the ‘คณะนิเทศศาสตร์’ Category

นักศึกษา ม.เนชั่น ชนะเลิศประกวดวีดิทัศน์สั้น เยาวชน ส่องภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านสายตาชาวต่างชาติ

Tuesday, December 20th, 2016
ชนะเลิศประกวดวีดิทัศน์สั้น

ชนะเลิศประกวดวีดิทัศน์สั้น

นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ นักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ ม.เนชั่น ได้รับรางวัลชนะเลิศ โครงการประกวดวีดิทัศน์สั้น เยาวชน ส่องภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านสายตาชาวต่างชาติ ซึ่งมีเยาวชนส่งผลงานเข้าประกวดกันมากมายกว่า 60 ทีมจากทั่วประเทศเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาและติดตามการส่งเสริมภาพลักษณ์และการคุ้มครองผลประโยชน์ไทยในต่างประเทศ ในคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

 

https://www.facebook.com/cfa.nla

 

โดยมีเยาวชนได้ส่งผลงานเข้าประกวดมากมายกว่า 60 ทีมจากทั่วประเทศสำหรับโครงการประกวดวีดิทัศน์สั้น เยาวชน ส่องภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านสายตาชาวต่างชาติ งานนี้ก็ได้มีนักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์  ม.เนชั่น ผ่านการคัดเลือก 9 ทีมสุดท้ายด้วย และล่าสุดผลการตัดสินก็ได้ออกมาแล้วว่า นักศึกษาม.เนชั่น ได้รับรางวัลชนะเลิศ อันดับที่ 1 โครงการประกวดวีดิทัศน์สั้น “เยาวชนส่องภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านสายตาชาวต่างชาติ”  โดยมี อ.ชินกฤต อุดมลาภไพศาล เป็นที่ปรึกษาผลงานสำหรับผลงานของน้องๆ ม.เนชั่นที่ส่งเข้าประกวดในครั้งนี้ มีชื่อว่า Foreigner eye และใช้ชื่อทีมว่า Kapook Creator  โดยมีสมาชิกในทีมทั้งหมด 5 คน

สมาชิกในทีม Kapook Creator ประกอบด้วย
1. กมลธร โกมารทัต
2. นุกูล ขำมิน
3. ทีปกร โอสายไทย
4. เปรมวิทย์ จิรธายีเรืองกิจ
5. อังควิภา อภิรักษ์ธนสิน

the winner

the winner

แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน คือ การมองจากสิ่งใกล้ตัว เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ชาวต่างชาติชื่นชอบ และนำมาสร้างสรรค์ต่อยอด เช่น ช้างไทย การนวด อาหารไทย ศิลปะมวยไทย  เป็นต้น โดยน้องๆได้ใช้เวลาวางแผนและสร้างสรรค์ผลงาน ประมาณ 2 สัปดาห์ ทุกคนตั้งใจกับผลงานชิ้นนี้และรู้สึกภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับมาก

สำหรับรางวัลที่ 2 ได้แก่  ทีม Uni Film  ม.เกษตรศาสตร์  รางวัลที่ 3 ทีม The girl with pink hair จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และรางวัลชมเชย 6 รางวัล ได้แก่ ม.หอการค้าไทย ส่วนรางวัลชมเชยอีก 5 รางวัลตกเป็นของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
http://www.nationtv.tv/main/program/nation-ent/378528044/

การเขียนบทความวิจัยอย่างไร จึงจะโดนใจบรรณาธิการ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ

Sunday, July 31st, 2016
ภาพโดย อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง

ภาพโดย อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง

ตามที่ได้ไปประชุมร่วมกับ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และ อ.ดร.ตะวันฉาย มิตรประชา
เรื่อง เขียนบทความวิจัยอย่างไร จึงจะโดนใจบรรณาธิการ
โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่
มีเรื่องราวจากเอกสารของท่านวิทยากร มาแบ่งปันดังนี้

นิยามศัพท์

บทความ หมายถึง งานเขียนประเภทร้อยแก้ว ซึ่งผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความคิด
และ/หรือ ข้อมูลข่าวสารไปยังผู้อ่านโดยใช้ตัวอักษรเป็นสื่อกลาง
ประเภทของบทความ
– บทความทั่วไป
– บทความกึ่งวิชาการ
– บทความทางวิชาการ
บทความทั่วไป หมายถึง งานเขียนที่มิได้มุ่งเน้นการให้ความรู้
หรือข้อเท็จจริงเชิงวิชาการ แต่มุ่งเน้นที่จะให้ความรู้ทั่วไป ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
หรือให้ข้อคิดแก่ผู้อ่าน เช่น บทความแสดงความคิดเห็น บทความเล่าอัตชีวประวัติ
บทความเล่าประสบการณ์การเดินทาง และบทความที่ให้ข้อคิดหรือปรัชญาชีวิต เป็นต้น
บทความกึ่งวิชาการ หมายถึง งานเขียนที่ผู้เขียนประสงค์จะให้ความรู้เชิงวิชาการ
แต่ไม่ลึกซึ้งถึงระดับองค์ความรู้หรือทฤษฎี เช่น บทความที่เป็นบทวิเคราะห์/วิพากษ์
และบทความสนับสนุนหลักการหรือแนวคิด เป็นต้น
บทความทางวิชาการ หมายถึง งานเขียนหรือความเรียงที่ผู้เขียนประสงค์จะสื่อองค์ความรู้
หรือข้อค้นพบใหม่ ๆ ทางวิชาการในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่น บทความวิจัย
บทความเสนอแนวคิด หลักการ และ/หรือแบบจำลอง เป็นต้น

ธรรมชาติของบทความทางวิชาการร
1. นำเสนอความรู้ที่ตั้งอยู่บนฐานวิชาการของสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง
2. ความรู้ที่นำเสนอต้องมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องมีแนวคิดหรือทฤษฎีสนับสนุน
3. เนื้อหาสาระที่นำเสนอต้องผ่านการประมวล หรือการสังเคราะห์ก่อนเรียบเรียงเชิงพรรณนาตามลำดับอย่างเหมาะสม
4. มีการวิเคราะห์ วิจารณ์ (ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ) บนพื้นฐานทักษะความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เขียน
5. มีการสรุปและอภิปรายผล รวมตลอดจนให้ข้อเสนอแนะที่จะนำไปสู่การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม

การเลือกประเด็นเพื่อเขียนบทความทางวิชาการ
1. เป็นประเด็นที่อยู่ในกรอบความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เขียน
2. เป็นประเด็นที่มีความแปลกใหม่ ทันสมัย และอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป หรือเป็นประเด็นเก่าที่ควรรู้แต่ถูกทิ้งลืม
3. เป็นประเด็นที่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical data) หรือมีแนวคิด ทฤษฎีสนับสนุน
4. เป็นประเด็นที่สามารถสร้างเสริมความรู้ และความแตกฉานทางวิชาการให้กับทั้งผู้เขียน และผู้อ่าน
5. เป็นประเด็นที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม/ประเทศชาติ

องค์ประกอบของบทความทางวิชาการ
1. ชื่อบทความ
2. ชื่อผู้เขียน
3. บทคัดย่อ และคำสำคัญ (Abstract และ Keywords)
4. บทนำ/ความนำ
5. เนื้อเรื่อง (สาระสำคัญ/ความรู้ที่ต้องการนำเสนอ)
6. บทสรุปและอภิปรายผล
7. เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรม

บทความวิจัย หมายถึง เอกสารความเรียงที่ได้มาจากการประมวลสรุป (Condensation & Digestion)
รายงานการวิจัย หรือวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา
ทั้งนี้บทความวิจัยมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ ดังนี้
– มีความยาวจำกัด จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมวิชาการหรือลงพิมพ์ในวารสารวิชาการ
– เป็นเอกสารที่มีความทันสมัย และทันต่อเหตุการณ์มากกว่ารายงานการวิจัย
ทั้งนี้เพราะผู้วิจัยสามารถเพิ่มเติมหรือตัดทอนบางส่วนของรายงานการวิจัยเพื่อการเผยแพร่ได้
– มีคุณภาพที่เป็นมาตรฐานมากกว่ารายงานการวิจัยเพราะต้องทำให้อยู่ใน format ที่เป็นที่ยอมรับตามหลักสากล

องค์ประกอบของบทความวิจัย
1. ชื่อเรื่อง
2. ชื่อผู้วิจัย
3. บทคัดย่อ/คำสำคัญ (Abstract/keywords)
4. บทนำ/ความนำ
5. วิธีดำเนินการวิจัย
6. ผลการวิจัย
7. อภิปรายผล
8. เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรม

ข้อแนะนำในการเขียนบทความวิจัย
1. ชื่อเรื่องสั้น กระทัดรัดได้ความหมาย (อาจระบุมิติและ/หรือลักษณะการวิจัยด้วยก็ได้)
2. บทคัดย่อเขียนให้กระชับแต่ครอบคลุมกระบวนการวิจัย
โดยปกติมีความยาวไม่เกิน 300 คำ(15 บรรทัด) มีการแบ่งย่อหน้าตามความเหมาะสม
3. บทนำ/ความนำ บ่งบอกถึงที่มาและความสำคัญของการวิจัย
(ทำไมจึงเลือกทำวิจัยเรื่องนี้ / ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร)
4. วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย
– ขอบเขตของการวิจัย (พื้นที่/ประชากร/เนื้อหา/เวลา)
– ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
– ข้อมูล และแหล่งของข้อมูล
– เครื่องมือ และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
– วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
5. ผลการวิจัย เขียนสรุปเรียงตามวัตถุประสงค์
6. อภิปรายผล
– อภิปรายเปรียบเทียบกับวรรณกรรมที่ทบทวน
– อภิปรายข้อค้นพบที่มีความพิเศษเฉพาะ
7. เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรม
แจงให้ครบตามที่อ้างอิง และเขียนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ข้อสังเกตสำหรับการเขียนบทความวิชาการ/บทความวิจัยที่ไม่ผ่านการคัดกรองเพื่อการเผยแพร่
1. ไม่ดำเนินการตามระเบียบหรือข้อกำหนดของวารสาร หรือที่ประชุม/สัมมนาวิชาการ
2. เนื้อหาสาระของบทความไม่สอดคล้องกับสาขาวิชาเฉพาะของวารสารหรือไม่ตรงกับ Theme
ของการประชุม/สัมมนาวิชาการ
3. บทความขาดความเป็นเอกภาพ (แต่ละองค์ประกอบไม่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน)
4. ขาดความชัดเจนในการนำเสนอ/ไม่ครบกระบวนการของการทำวิจัย
5. ไม่ได้ทำการประมวลสรุปเพื่อเขียนเป็นบทความ แต่นำเอาบทสุดท้ายมาปรับเขียน
6. โครงสร้างการเขียนไม่ดี ไม่เป็นไปตามลำดับ ขาดความเป็นเหตุเป็นผล
7. ขาดลีลาการเขียน (Writing style) ที่เป็นวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนวนภาษา
การแบ่งประโยค และการแบ่งวรรคตอน
8. สาระที่นำเสนอไม่ลึกซึ้ง และไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
9. ไม่ประณีต พิถีพิถันในการใช้ภาษา (ไม่คำนึงถึงหลักไวยากรณ์ พิมพ์ผิด สะกดผิด)
10. เป็นเพียงรายงานการศึกษา ขาดการวิเคราะห์ วิจารณ์ และ/หรือการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ

ข้อเสนอแนะเพื่อการเผยแพร่บทความ
1. สำรวจวารสารวิชาการ การประชุมสัมมนาวิชาการ ที่บทความที่เขียนสามารถนำไปเผยแพร่ได้
2. ศึกษาและทบทวนระเบียบและข้อกำหนดของวารสาร
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระ และรูปแบบของบทความ
3. วางแผนการเขียนบทความอย่างเป็นระบบ กำหนดโครงร่างและองค์ประกอบของบทความ
กรอบเวลาที่จะเขียน และเวลาที่จะเผยแพร่
4. การเขียนเป็นเรื่องของทักษะ ควรศึกษาหาความรู้ และเพิ่มพูนทักษะด้วยการฝึกเขียนบ่อย ๆ
และด้วยการอ่านบทความดี ๆ จากวารสารดี ๆ
5. ใช้ภาษาเขียนที่เป็นมาตรฐานทางวิชาการ ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์
6. ตรวจสอบและตรวจทานสิ่งที่ได้เขียนแล้วในบทความหลาย ๆ ครั้ง
เพื่อตัดทอน และ/หรือเพิ่มเติมสาระให้มีความถูกต้องและเหมาะสม
7. กรณีของบทความวิชาการ ต้องไม่ลืมส่วนที่เป็นบทวิเคราะห์ วิจารณ์ และการแสดงความคิดเห็น
บนพื้นฐานของหลักวิชาการ
8. กรณีของบทความวิจัย ต้อเป็นการเรียบเรียงในลักษณะของการประมวลสรุปจากรายงานการวิจัย
มิใช่การนำเอาบทสุดท้ายมานำเสนอ
9. หลักการเขียนบทความวิจัย ต้องพยายามยึดวัตถุประสงค์เป็นตัวตั้งเสมอ
10. นำเสนอเนื้อหาสาระโดยปราศจากอคติ ตรงไปตรงมา

เอกสารประกอบการค้นคว้า
– นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล ว่องวานิช, “การจัดทำรายงานวิชาการ บทความวิจัย และการอ้างอิง”, [ออนไลน์]
– รสริน พิมลบรรยวก์, “การเขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ”, [ออนไลน์]
– รัตนะ บัวสนธ์, “การเขียนบทความวิชาการและบทความวิจัย”, [ออนไลน์]

29 ก.ค.59 มีการอบรมโครงการ “อบรมและพัฒนานักวิจัย” ประจำปี 2559
หลักสูตร “การเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ”
จัดโดย เครือข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ร่วมกับ งานบริหารงานวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ณ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่
https://www.facebook.com/groups/thaiebook/658232967660858/
http://unrn.rac.oop.cmu.ac.th

อบรมการเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ

Friday, July 29th, 2016
การเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ

การเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ

29 ก.ค.59 มีการอบรมโครงการ “อบรมและพัฒนานักวิจัย” ประจำปี 2559
หลักสูตร “การเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ
จัดโดย เครือข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ร่วมกับ งานบริหารงานวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ณ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่

โครงการ "อบรมและพัฒนานักวิจัย" ประจำปี 2559

โครงการ “อบรมและพัฒนานักวิจัย” ประจำปี 2559

– เปิดงานโดย ศาสตราจารย์ ดร.สัญชัย จตุรสิทธา
ประธานเครือข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่

– หัวข้อเรื่อง เขียนบทความวิจัยอย่างไร จึงจะโดนใจบรรณาธิการ
โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ
คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

– หัวข้อเรื่อง เทคนิคการเขียนบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ
โดน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ
คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อดีตอาจารย์ National University of Singapore
https://www.facebook.com/groups/thaiebook/658232967660858/
http://unrn.rac.oop.cmu.ac.th

อ.ศิริอมร กาวีระ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ศิษย์โยนก รุ่น 4

อ.ศิริอมร กาวีระ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
ศิษย์โยนก รุ่น 4

พบ อ.ศิริอมร กาวีระ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
ศิษย์โยนก รุ่น 4 ถ่ายภาพร่วมกับ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และผม

“ความสำคัญและแนวคิดสำคัญในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติของคณะนิเทศศาสตร์”

Saturday, June 25th, 2016

จากพระราชบัญญัติการศึกษา พุทธศักราช 2544 ได้กล่าวในหมวดที่ 4 แนวการจัดการศึกษา

มาตรา ๒๒การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า  ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่า  ผู้เรียนมีความสำคัญ ที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ

มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย ต้องเน้น ความสำคัญ ทั้งความรู้คุณธรรมกระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

(๑). ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกับ
กระแสสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก เพราะงานของวิชาชีพสายนิเทศศาสตร์เป็นงานที่เกี่ยวกับความเป็นไปกระแสหลักที่ต้องยึดเอาไว บนพื้นฐานของจรรยาบรรณและศีลธรรมอันดีงาม รวมทั้งรักษาความเป็นชาติ ความจงรักภักดีต่อสถาบันทั้ง 3 อย่างเหนียวแน่น

(๒). ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจแลประสบการณ์   เรื่องการ จัดการการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

(๓). ความรู้เกี่ยวกับศาสนาศิลปวัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา

(๔). ความรู้และทักษะด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาเน้นการใช้ภาษาไทยอย่างงถูกต้อง

(๕). ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ได้มีกระบวนวิชาในหลักสูตรที่สนับสนุนและตอบสนองต่อกฎหมายการศึกษามาตรา ๒๒ และ มาตรา ๒๓ ได้แก่

หมวดวิชาศึกษาทั่วไป จำนวน 34 หน่วยกิต แบ่งออกเป็น

ก. กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์                          14 หน่วยกิต

ข. กลุ่มวิชาภาษา                                                                  11 หน่วยกิต

ค. กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์                              6 หน่วยกิต

ง. กลุ่มวิชาการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม                                          3 หน่วยกิต

มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะนิเทศศาสตร์ดำเนินการจัดการทั้งวิชาที่เน้นการปฏิบัติทั้งกลุ่มวิชาแกน อันได้แก่วิชา COMM 104การออกแบบนิเทศศิลป์เบื้องต้น  COMM201 การถ่ายภาพสำหรับนิเทศศาสตร์ COMM203 จิตวิทยาและทักษะการสื่อสาร รวมไปถึงกลุ่มวิชาชีพทางนิเทศศาสตร์ ดังต่อไปนี้ คือ

(๑). จัดเนื้อหาหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น กรณีของการเรียนร่วมกันระหว่างชั้นปี  ทางคณะนิเทศศาสตร์มีการแก้ปัญหาโดยการทำงานกลุ่มสำหรับช่วงแรก และทำงานเดี่ยวเพื่อฝึกฝนทักษะต่อไป

(๒). ฝึกทักษะ กระบวนการคิดการจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยอาจารย์ผู้สอนจะคิดโจทย์ในการปฏิบัติการเพื่อให้นักศึกษาได้แก้ปัญหา­­­ตลอดเวลาของการฝึกฝนทักษะวิชาชีพผ่านโครงการนักข่าวอาสา โครงการฝึกบิน ( ฝึกวิชาชีพเสริมทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกไปทำ สหกิจศึกษาหรือการฝึกงาน )

(๓). จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ทำได้คิดเป็นและทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง­­ จากกิจกรรมรายวิชา เช่น วิชา COMM104 การออกแบบนิเทศศิลป์เบื้องต้น วิชา COMM201 การถ่ายภาพสำหรับงานนิเทศศาสตร์ DITR301 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิตัล DITR302 การเขียนเพื่องานวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิตัล DITR303 การสื่อข่าวและการเป็นผู้ประกาศ DITR304 ความคิดสร้างสรรค์และการนำเสนอ DITR305 สุนทรียของการใช้ภาพและเสียงประกอบ ADPR302 การผลิตและการเขียนเพื่องานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ADPR306 การสร้างสรรค์งานโฆษณาและประชาสัมพันธ์  โดยนักศึกษาจะต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเตรียมการทำงานเนื่องจากก่อนจะลงมือทำชิ้นงานแต่ละชิ้น นักศึกษาต้องมีการนำเสนอข้อมูลและขั้นตอนของการปฏิบัติงานต่ออาจารย์ผู้สอนก่อน และเมื่อผ่านกระบวนการนี้ไปได้ จึงจะสามารถผลิตชิ้นงานได้ และเข้าสู่กระบวนการของ คิดได้ ทำเป็น

(๔). จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา ซึ่งแต่ละส่วนของโครงสร้างหลักสูตร
นั้นถูกออกแบบมาให้วิชาต่างๆสัมพันธ์กัน จึงทำให้นักศึกษาสามารถที่จะประกอบแต่ละวิชาไว้ด้วยกันและสามารถสร้างองค์ความรู้เพื่อไปตอบโจทย์ของวิชาอื่นๆได้ เช่น วิชา DITR301 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิตัล นักเรียนสามารถนำองค์ความรู้จากวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ DITR305 สุนทรียของการใช้ภาพและเสียง ADPR302 การผลิตและการเขียนเพื่องานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ADPR306 การสร้างสรรค์งานโฆษณาและประชาสัมพันธ์  มาประกอบกันได้ โดยมีวิชา DITR 304 ความคิดสร้างสรรค์และการนำเสนอ มาเสริมเป็นเทคนิกในการนำเสนอเพื่อให้อาจารย์ผู้สอนผ่านงานเพื่อไปผลิตรายการวิทยุ วิทยุโทรทัศน์ หรือ สื่อดิจิตัล ขั้นสูงต่อไปได้

(๕). ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ

(๖). จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือมืออาชีพในสาขาต่างๆทุกฝ่ายในเครือเนชั่นและพันธมิตร เพื่อร่วมกันพัฒนานักศึกษาของคณะนิเทศศาสตร์ให้มีศักยภาพดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติสามารถตอบสนองพระราชบัญญัติการศึกษาพุทธศักราช 2544 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

  1. แนวคิดสำคัญของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ

(๑). เป็นผสมผสานระหว่างวิชาการและวิชาชีพ โดยการจัดกิจกรรมในลักษณะกลุ่มปฏิบัติการที่เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรงจากการเผชิญสถานการณ์จริงและการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการกระทำ ( Learning by doing )

(๒). ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงฝึกค้นคว้า ฝึกลงมือทำ ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆ ฝึกการแก้ปัญหาด้วยตนเองและฝึกทักษะการเสาะแสวงหาความรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มและเดี่ยว

(๓). ผู้เรียนได้เรียนรู้ทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติตามแนวทางสายอาชีพเฉพาะทาง และเรียนรู้ความเป็นประชาธิปไตย โดยการแบ่งกลุ่มทำงานผู้สอนจะดำเนินการร่วมกับผู้เรียนแบ่งกลุ่มย่อย มอบให้ปฏิบัติกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น ศึกษาค้นคว้า แก้ไขปัญหา หรือปฏิบัติกิจกรรม ฯลฯ
(๔). เน้นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการทำงานร่วมกัน เพื่อทดสอบการทำงานร่วมกันแบบทีม การสอนแบบนี้ต้องดำเนินการอย่างมีหลักเกณฑ์คือ มีจุดประสงค์ของการทำงาน นักศึกษาจะต้องมีการกำหนดหน้าที่แต่ละคนให้แน่นอนและอาจารย์จะเป็นที่ปรึกษา เสนอแนะให้รู้ว่าจะหาความรู้ได้อย่างไร เมื่อไร ที่ใด
         การจัดการเรียนรู้ ที่เน้นการปฏิบัตินี้จะมีความเข้มข้นของสัดส่วนในการผสมผสานระหว่างวิชาการหรือทฤษฎีและวิชาชีพหรือปฏิบัติอยู่ที่ตัวเลข 50-50 จึงจะเป็นตัวเลขของความเข้มข้นทีลงตัวที่สุดและมีขั้นตอนดังนี้ คือ      

  1. ให้นักศึกษาเรียนรู้ในส่วนของวิชาการก่อนแล้วจึงลงมือปฏิบัติ
  2. เมื่อลงมือปฏิบัติก็จะมองเห็นปัญหา
  3. และเมื่อมองเห็นปัญหานักศึกษาก็จะหาหนทาในการแก้ไขด้วยตนเอง
  4. เมื่อตนเองแก้ไขไม่ได้ก็จะปรึกษากับผู้รู้ หรือ อาจารย์ผู้สอน
  5. นำคำสอนหรือคำแนะนำมาแก้ปัญหาโดยผ่านการวิเคราะห์ร่วมกัน
  6. เมื่อวิเคราะห์ปัญหาได้ นักศึกษาก็จะสามารถสังเคราะห์ได้
  7. เมื่อสังเคราะห์ได้ก็จะสามารถจำวิธีการแก้ปัญหาได้และเกิดความทรงจำ
  8. เมื่อกระบวนการทั้งหมดถูกนำมาผ่านการฝึกฝนอีกซ้ำๆก็จะเกิดความทรงจำที่ยั่งยืน

ในรายวิชาของการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติของคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยเนชั่น สามารถที่จะจำแนกส่วนต่างๆนั้น คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดอาจารย์เพื่อสอนในรายวิชาดังกล่าวแยกออกเป็นสองวิทยาเขต เอาไว้ดังนี้ คือ

    คณะนิเทศศาสตร์ วิทยาเขต บางนา ได้แก่

  1. อาจารย์สิทธิโชค โควาบุญพิทักษ์ ( นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (การสื่อสารเพื่อการพัฒนา) มหาวิทยาลัยรามคำแหง / นิเทศศาสตร์บัณฑิต (วิทยุโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  1. อาจารย์ชินกฤต อุดมลาภไพศาล (นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (การสื่อสารมวลชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีการศึกษา) เกียรตินิยมอับดับ1 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  2. อาจารย์รัตนาวดี ลำพาย ( พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การจัดการพัฒนาสังคม คณะพัฒนาสังคม นิด้า , ศิลปะศาสตร์บัณฑิต คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   คณะนิเทศศาสตร์ ศูนย์โยนก ลำปาง ได้แก่

  1. อาจารย์พิมพ์พธู พินทุเสนีย์ ( ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การสื่อสารพัฒนาการ) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  2. อาจารย์ปวิณรัตน์ แซ่ตั้ง (ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต และ มหาบัณฑิต สาขา เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม) Master of Science in Industrial Education (Industrial Design Technology) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  1. คุณสราวุธ เบี้ยจรัส เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษาชำนาญการ สอนเกี่ยวกับ การใช้อุปกรณ์สายวิชาชีพ ( นศบ.นิเทศศาสตร์บัณฑิต การโฆษณาประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ )

 

เอกสารอ้างอิง

http://www.moe.go.th/main2/plan/p-r-b42-01.htm

สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

การจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์และเน้นการปฏิบัติ. กรุงเทพฯ:ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

รายงานการวิจัยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

 

 

 

การประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้

Tuesday, June 7th, 2016

ในวันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดการประชุมทางไกลผ่าน VDO Conference ระหว่างศูนย์ลำปางและบางนาขึ้น ในหัวข้อเรื่อง “การประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้” 

เป็นการสรุปผลการจัดการความรู้ตลอดทั้งปีของแต่ละคณะและสำนัก ว่าเป้าหมายที่เกิดขึ้นในปีนี้สำเร็จมากน้อยเพียงใด หรือเกิดปัญหาอะไร และมีดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้ L ศูนย์ บางนา

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้ ศูนย์ บางนา

 

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้ศูนย์ ลำปาง

https://www.facebook.com/media/set/?set=oa.1171768656196148&type=1

 

 

นักศึกษานิเทศศาสตร์ เข้ารอบ 34 คนสุดท้าย นางสาวไทย

Thursday, June 2nd, 2016
ณธิดา ขลุ่ยภิรมย์รัตน์ เข้ารอบนางสาวไทย 2559

ณธิดา ขลุ่ยภิรมย์รัตน์ เข้ารอบนางสาวไทย 2559

https://www.facebook.com/nathida.kluiphiromrat
ทุก ๆ  ปีจะมีการประกวดนางสาวไทย ในประเทศไทย
http://www.missthailandofficial.com/
แล้วปีนี้นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเนชั่น
ที่ได้เข้ารอบ 34 คนสุดท้าย คือ
น้องแตงกวา นางสาวณธิดา ขลุ่ยภิรมย์รัตน์ (Nathida Kluiphiromrat)
นักศึกษานิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 2
มหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์เนชั่นบางนา

เชิญชวนชาวเนชั่น ให้กำลังใจในการประกวดนางสาวไทยปีนี้


เมื่อมีนาคม 2015 น้องแตงกว่าเข้ารอบ 25 คนสุดท้าย
ของการประกวด Miss Motor Show Thailand
https://www.facebook.com/MissMotorshowThailand/photos/t.100000432666727/789338437782795/

ณธิดา ขลุ่ยภิรมย์รัตน์

ณธิดา ขลุ่ยภิรมย์รัตน์

เข้ารอบนางสาวไทย 34 คนสุดท้าย
การประกวด นางสาวไทย 2559
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1195076070516804&set=a.385463871478032.97213.100000432666727

Nathida Kluiphiromrat ใน Missthailand2016

Nathida Kluiphiromrat ใน Missthailand2016

Nathida Kluiphiromrat ใน Missthailand2016

https://www.facebook.com/missthailandofficial/photos/a.275202056163519.1073741846.255567001460358/275202216163503/

อ.ภาคภูมิ เรืองสิร์กุล อาจารย์พิเศษคณะนิเทศศาสตร์ เปิดแกลอรี่ภาพถ่าย

Tuesday, May 31st, 2016
อดิศักดิ์ จำปางทอง ในลำปางฉายแวว

อดิศักดิ์ จำปางทอง ในลำปางฉายแวว

มองเห็นเป็นโอกาสของนักศึกษานิเทศศาสตร์ เพราะ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง แชร์ข่าวเปิดแกลอรี่ในกลุ่มเฟสเมื่อ 24 พ.ค.59 ว่า เชิญชวนชาวลำปางชื่นชมผลงาน ด้านความคิดสร้างสรรค์และงานศิลป์ ได้ไปชมงาน “ลำปางฉายแวว Art & Creative Zone” ซึ่งประกอบด้วยงาน Photo & Arts Gallery งาน Exhibition + กิจกรรม + Work shop และผลงานสาระนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สลับหมุนเวียนทุกสถาบัน ตลอดระยะเวลา 6 เดือน ณ ห้อง 318 ชั้น 3 เซ็นทรัลพลาซ่า ลำปาง .. เริ่มแล้ววันนี้!
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1141134959241263&set=gm.1153967784669090

ข้อความข้างต้น
ทำให้ผมพบว่า อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง ท่านไปเยี่ยมชมแกลอรี่ภาพถ่าย “ลำปางฉายแวว” มาแล้ว ที่เปิดโดย อ.ภาคภูมิ เรืองสิร์กุล (เต๋) อาจารย์และวิทยากรพิเศษที่มหาวิทยาลัยเนชั่น มีผลงานหลากหลายของศิลปินมากมาย ที่ยินดีรับผลงานของทุกสถาบัน ทั้งภาพถ่าย ภาพวาดสีน้ำมัน ภาพวาดสีอะคริลิค
แล้วผมก็ชอบชมอะไรสวย ๆ งาม ๆ ที่เป็นงานสร้างสรรค์ (Art & Creative)
แล้ว 29 พ.ค.59 ช่วงบ่ายแก่มากแล้ว ผมก็มีโอกาส เข้าไปชมแกลอรี่ที่สามารถรับชมได้ฟรี (Free Gallery) ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของเซ็นทรัลพลาซ่าลำปาง ชื่อห้อง “ลำปางฉายแวว”

อ.ภาคภูมิ เรืองสิร์กุล (เต๋)

อ.ภาคภูมิ เรืองสิร์กุล (เต๋)

รอบนี้ไปถ่ายภาพสวย ๆ ได้ถ่ายภาพมา 9 ใบ

อ.ภาคภูมิ เรืองสิร์กุล
http://thaiabc.com/lampangnet/admin/1981/

ผลงานกลุ่มซบแมวเซา
http://thaiabc.com/lampangnet/admin/1969/

@ลำปางฉายแวว
https://www.facebook.com/ลำปางฉายแวว-236748973363605/

@LmapangShineVAW
https://www.facebook.com/LampangShineVAW/

ทอล์คเจาะลึกการทำงานข่าวของสื่อมวลชน โดยผ่านสื่อภาพยนตร์ เรื่อง Spotlight คนคลั่งข่าว

Monday, February 15th, 2016

หน้าที่ของสื่อคือการแก้ไขความเลวร้ายของสังคม
เราต้องสร้างสังคมให้ดีขึ้น
เพื่อเรียกศรัทธากลับคืนมา เพราะสังคมคาดหวังจากเรา…
ข้อคิดดีๆที่คุณเกี๊ยง — นันทขว้าง สิรสุนทร นักวิจารณ์ภาพยนตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง
ฝากไว้ให้แก่เยาวชนชาวลำปาง จากการทอล์คเจาะลึกการทำงานข่าวของสื่อมวลชน
โดยผ่านสื่อภาพยนตร์ เรื่อง Spotlight คนคลั่งข่าว
กิจกรรมการเรียนรู้ดี ๆ นอกห้องเรียนของม.เนชั่น
ที่โรงภาพยนตร์ SF เซ็นทรัล พลาซา ลำปาง เมื่อ 15 ก.พ.59 ที่ผ่านมา

https://www.facebook.com/adisak.champathong/media_set?set=a.1079887572032669.1073741924.100000343096881

spot light กับ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และ คุณนันทขว้าง สิรสุนทร

spot light กับ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และ คุณนันทขว้าง สิรสุนทร

15 ก.พ.59 อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง ดำเนินรายการ
เสวนากับคุณนันทขว้าง สิรสุนทร นักวิจารณ์ภาพยนตร์
หลังฉายหนังเรื่อง Spot light ให้นักเรียน นักศึกษาในลำปางได้ชมในราคาพิเศษ
ที่ โรงภาพยนตร์ SF เซ็นทรัล ลำปาง ระหว่าง 12.30 – 16.00น.
เรื่องราวเป็นทีมข่าว Spot light ของหนังสือพิมพ์ The Boston Globe
ที่เข้าไปเจาะข่าวการละเมิดเพศของเด็กโดยบาทหลวงคาทอลิก
เป็นข่าวหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001
spot light

spot light

รวมภาพโดย คุณสราวุธ เบี้ยจรัส

มีประเด็นที่ฟังจากเวทีเสาวนามากมาย อาทิ
1. อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง บอกว่าลักษณะการทำข่าวของทีม Spot light
เป็นแบบ investigative reporting เป็นการรายงานจากการสืบสวน
2. หาข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้มารายงาน โดยไม่มีความเห็นส่วนตัว
ทีมนี้ต้องไม่มีการปักธง ต้องทำด้วยความเป็นกลาง และรายงานความจริง
คุณนันทขว้าง บอกว่าบางทีจะทำข่าว ต้องหาทีมใหม่เข้าไปเจาะข่าว
เพราะถ้าใช้ทีมที่คุ้นเคย อาจได้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง เข้าข้างแหล่งข่าวได้
อัลบั้มโดย นิเวศน์ อินติ๊บ

อัลบั้มโดย นิเวศน์ อินติ๊บ

https://www.facebook.com/media/set/?set=oa.1088729614526241
3. ข่าวเจาะลึกคดีบาทหลวงละเมิดเด็ก
ถูกบรรณาธิการคนใหม่ผู้มีสัญชาติญาณ เลือกเป็นประเด็นข่าวสำคัญ
เพราะเคยมีข่าวนี้ลงตีพิมพ์มาก่อน ทีมข่าวคนเดิมก็เคยรายงาน
แต่ไม่ให้ความสำคัญ จนบรรณาธิการคนใหม่
เห็นว่าให้ทีมหยิบมาขยาย เป็นพาดหัวได้
จึงเริ่มการสืบสวนอย่างจริงจัง
และห้องทำงานของ บก. มี นกฟลามิงโก
ที่ร้องแล้ว ร้องต่อ ๆ กันไป ขยายวงออกไป
4. มีการพูดถึง “กะแดะ ตอแหล” ของคนในสังคมไทย
อย่างกรณีหนังเรื่อง อาบัติ หรือ อาปัติ
ก็ถามว่าเป็นอะไร ยอมรับกันไม่ได้เหรอ
ว่าในสังคมของศาสนาพุทธ มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริง
เปลี่ยนชื่อหนังแล้วฉายได้ หมายความว่าไง ก็เรื่องเดิม
บ้านเมืองเราก็ไม่ยอมให้แตะต้องศาสนา
ทำไมต้องห้ามพระเล่นกีต้า
เห็นซื้อไอโฟน ซื้อหนังโป๊
5. ถ้านักข่าวกล้าตีแผ่น ใครจะกล้า backup
ก็มีสำนักพิมพ์ หรือบรรณาธิการคอยดูแล
ที่เครือเนชั่น หัวหน้าจะดูแลนักข่าว และดูแลเนื้อหาก่อนเผยแพร่
อย่างดีทุกคน ทุกเรื่อง ไม่ให้เกิดปัญหาตามมา
6. ยกตัวอย่างภาพยนตร์ All The President’s Men
ที่สองนักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์แหล่งข่าว แล้วถูกห้ามเผยแพร่
ห้ามจด ห้ามอัดเสียง ห้ามบันทึกด้วยวิธีใด ๆ
แต่สองนักข่าวใช้การจำข้อความในกระดาษ
แล้วผลัดกันออกไปจดข้อความในห้องน้ำ
จนได้ข้อมูลไปรายงานเรื่องประธานาธิบดีในที่สุด
จนมีชื่อเสียง และขึ้นมาเป็นนักข่าวระดับต้นในที่สุด
7. พูดถึงการวิจารณ์ภาพยนตร์อย่างตรงไปตรงมา
คุณนันทขว้าง บอก “ต้มยำ..”
ซึ่งคุณนันทขว้างบอกว่าเคยติดตามกองถ่ายไปออสเตรเลีย
แต่ให้ติดตามกองถ่ายไปต่างประเทศ ก็ไม่เกี่ยวกับการวิจารณ์หนัง
ที่ต้องวิจารณ์แบบตรงไปตรงมา จะวิจารณ์เอาใจผู้กำกับคนเดียว
แต่คนด่าทั้งประเทศไม่ได้ เพราะเป็นอาชีพที่ต้องตรงไปตรงมา
8. เล่าประสบการณ์การเป็นนักข่าว
ที่ต้องเจาะแหล่งข่าว เช่น
ร้านตัดผม ที่ขายบริการ แถวสุทธิสาร ก็ต้องปกป้องแหล่งข่าว
หรือปลอดตัวเป็นนักแข่งรถ แข่งพนันผู้หญิงที่ซ้อนท้าย
9. เล่าเรื่องการทำตลาดของ GTH
ที่บอกว่ามีการแบ่งทีมประชาสัมพันธ์ผ่าน social media อย่างเป็นระบบ
จะส่งข่าวออกไป แต่ไม่ทำช่วง  9.00 – 16.00
10. ปิดท้ายด้วยการเล่าเรื่องหนัง Shane, come back!
ที่มีม้าดำ กับมาขาว วิ่งลงมาจากภูเขา
แล้วเหยียบน้ำ ที่ทำให้ดูออกว่าใครดี และใครไม่ดี
หรือเรื่อง Titanic ที่มีปลาโลมา 2 ตัวว่ายน้ำนำเรือไป
ก็จะมีความหมายซ่อนอยู่
spot light ในโรงภาพยนตร์ SF ที่เซ็นทรัล ลำปาง

spot light ในโรงภาพยนตร์ SF ที่เซ็นทรัล ลำปาง

อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และคุณนันทขว้าง สิรสุนทร

อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และคุณนันทขว้าง สิรสุนทร

บันทึกบล็อกครั้งนี้ อาจตกหลงใจความสำคัญ หรือคลาดเคลื่อนบ้าง
เพราะใช้การจดจำเป็นหลักจากการฟังเสวนา

Mr.Hossein Farmani

Tuesday, March 25th, 2014
คุณโฮเซน ฟาร์มานี (Mr.Hossein Farmani)
ช่างภาพชื่อดังชาวอเมริกัน ภัณฑารักษ์ และเจ้าของห้องแสดงภาพ
มาบรรยายที่ห้องประชุม 4201 มหาวิทยาลัยเนชั่น
วันที่ 20 ธ.ค.56 เวลา 14.30-16.00
ตามความร่วมมือกับสถานทูตอเมริกาที่เชียงใหม่
นำทีมโดย Mr.Michael Heath กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา
ซึ่ง ดร.สุจิรา หาผล เป็นผู้สัมภาษณ์และแปลไทย
ในหัวข้อ Connecting the world through Photography
เกี่ยวกับเรื่องการถ่ายภาพ และความสำเร็จที่เขาทำได้ในฐานะช่างภาพ
และจะไปเปิดนิทรรศการภาพถ่าย ที่ห้างเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง
ในวันศุกร์ ที่ 20 ธ.ค.56 เวลา 14.00-17.00 น.
บันทึกคลิ๊ปโดย อ.ทิวากรณ์ กองแก้ว
ก่อนหน้านี้เคยฟัง
Jeffrey Blitz ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง spellbound ที่ ม.เนชั่น ลำปาง

ความท้าทายใหม่ สื่อยุคดิจิทัล

Friday, August 30th, 2013
convergence

convergence

ประเด็นความรับผิดของบรรณาธิการในสื่อยุคดิจิทัล
เป็นคล้ายพายุลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำเข้ามาโดยยังมิทันตั้งตัว

จักร์กฤษ เพิ่มพูน

จักร์กฤษ เพิ่มพูน

เพราะในขณะที่โลกการสื่อสารหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกนาที แต่กฎหมายที่ใช้บังคับ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ใช้มาแล้วไม่น้อยกว่า ครึ่งศตวรรษ อีกทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็ยังมีการใช้และตีความในทางที่ผิดๆ จนกระทั่งเรื่องของเฟซบุ๊ค และไลน์ซึ่งเป็นการสื่อสารส่วนบุคคล ถูกลากเข้าไปเป็นแพะรับบาปของผู้มีอำนาจด้วย

ความรับผิดชอบของสื่อมวลชนอาจจำแนกได้เป็นความรับผิดชอบ ในเชิงจริยธรรม และความรับผิดชอบในแง่กฎหมาย

กล่าวได้ว่า ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของจิตสำนึกนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เพราะหากมีจิตสำนึกในการนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล ด้วยความรับผิดชอบ และตระหนักรู้ถึงผลกระทบ ความเสียหาย ต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงของบุคคลอื่นแล้ว ก็จะมีผลในเรื่องของกฎหมายด้วย

บทบาทหน้าที่ในการแสวงหาข่าวสารและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารไปสู่ความรับรู้ของประชาชน จัดได้ว่าเป็นหน้าที่หลักของสื่อมวลชน แต่ในหลายครั้งมักก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นอยู่เสมอ

หลายคดีมีการฟ้องร้อง อีกหลายเรื่องไม่มีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีใดๆ สาเหตุอาจเกิดจากผู้เสียหายไม่ทราบถึงสิทธิในการเรียกร้อง หรือเยียวยาความเสียหาย หรือผู้เสียหายไม่ต้องการมีคดีความ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาด้านของสื่อมวลชนแล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจว่า หากสื่อมวลชนทราบว่า การกระทำของสื่อมวลชนเป็นการละเมิดหรือกระทบสิทธิของบุคคลอื่นซึ่งมีความผิดตามกฎหมายแล้ว เหตุใดจึงยังมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่เสมอ

เหตุผลดังกล่าว อาจตอบได้ทั้งในแง่ของธุรกิจ และการทำหน้าที่ในเชิงวิชาชีพ เช่น สื่อมวลชนต้องการขายข่าว ในฐานะที่สื่อมวลชนเป็นทั้งสถาบันสาธารณะ ที่มีจุดมุ่งหมายในเชิงอุดมการณ์ และสถาบันหรือองค์กรทางธุรกิจ ที่ต้องแสวงหากำไร

สื่อมวลชนต้องการที่จะตอบสนองความอยากรู้ อยากเห็น อันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ซึ่งก็ตอบโจทย์ในแง่ธุรกิจเช่นกัน สุดท้าย เนื่องจากสถานภาพความเป็น “บุคคลสาธารณะ” ของผู้ที่ตกเป็นข่าว ซึ่งสื่อมวลชนจะต้องทำหน้าที่ขุดคุ้ย ค้นหาความจริง วิพากษ์ วิจารณ์อย่างตรงไป ตรงมา เพื่อประโยชน์สาธารณะ นัยหนึ่งคือการทำหน้าที่ “หมาเฝ้าบ้าน” ไม่ว่าข่าวสาร ข้อมูลที่นำเสนอนั้นจะเข้าข่ายให้มีการฟ้องคดีฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ก็ตาม

มีคำถามสำคัญ หากต้องทำวิจัยเรื่องนี้ คือ

1. การเกิดขึ้นของสื่อยุคดิจิทัล ส่งผลต่อการทำงาน และความรับผิดชอบในทางกฎหมายของสื่อสารมวลชนอย่างไร โดยเฉพาะบุคคลที่ควรรับผิดชอบต่อการกระทำความผิดในคดีหมิ่นประมาท

2. การวินิจฉัย พิจารณา และพิพากษาคดีของศาลในคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับสื่อยุคดิจิทัล มีหลักการอย่างไร

3. ลักษณะการเติบโต ขยายตัวของสื่อยุคดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร

ตอบคำถามเร็วๆ โดยภาพรวมได้ว่า

การเกิดขึ้นของสื่อยุคดิจิทัล ส่งผลต่อการทำงานของสื่อรวดเร็วมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดช่องว่าง ในการตรวจสอบความถูกต้อง เป็นธรรมของข่าวสาร ข้อมูล เพื่อหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบที่จะเกิดกับบุคคลอื่น ในขณะที่หลักในการพิจารณา พิพากษาคดีของศาลนั้น ก็ยังคงมีประเด็นเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับสื่อในยุคดิจิทัล ซึ่งยังคงมีแนวโน้มในการใช้หลักกฎหมายเดิมตัดสินคดีความอยู่

ส่วนเรื่องการเติบโต ขยายตัวของสื่อยุคดิจิทัล ก็จะเปิดพื้นที่ให้เกิดการขยายตัวด้านตลาดแรงงานด้านสื่อ โดยที่สื่อก็ต้องมีทักษะในการทำงานที่เรียกว่า multimedia skills มากขึ้น

นี่มิใช่การพยากรณ์อนาคตสื่อยุคดิจิทัล แต่คือความท้าทายที่อยู่ตรงหน้านาทีนี้

โดย จักร์กฤษ เพิ่มพูล ในกรุงเทพธุรกิจ

http://bit.ly/16Zwi1U