Archive for the ‘คณะบริหารธุรกิจ’ Category

นวัตกรรมในสถานศึกษา.

Thursday, July 20th, 2017

นวัตกรรมในสถานศึกษา.
Innovation Management for Work Improvement and Service Excellence

จากการที่ศูนย์เนชั่นบางนามีจัดการอบรมบุคลากรภายใน เรื่องนวัตกรรมในสถานศึกษา.
โดยวิทยากรบรรยาย คือ อาจารย์ดร พยัต วุฒิรงค์ ณ ห้อง 601 มหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์เนชั่นบางนา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2560

วิทยากร พูดถึง นวัตกรรม Innovation ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้า แต่นวัตกรรม Innovation is about creating value for stakeholders by improving Product, Services, Processes, Marketing Methods, and Management Methods. เช่นนวัตกรรมของอีเกีย IKEA, นครชัยแอร์และ ธนาคารไทยพาณิชย์

นอกจากนี้ยังพูดถึง Kaizen ไคเซน ซึ่งเป็นวิธีการการบริหารจัดการแบบหนึ่ง หมายถึงปรัชญาการทำงานร่วมกันขององค์กร พฤติกรรมนิยมที่ปฏิบัติร่วมกันในองค์กร วัฒนธรรมองค์กร
หลักการของไคเซน มีหัวใจสำคัญอยู่ 5 ประการคือ
– Challenge ความท้าทาย
– Kaizen ไคเซน – การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
– เก็นจิ เก็นบุตซึ – การเข้าไปตรวจสอบหน้างานจริง
– Respect การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน
– Teamwork การทำงานเป็นทีม

สรุปได้ว่า ไคเซน คือการทำงานให้น้อยลงด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงานเสียใหม่ โดยสนับสนุนให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้น เป็นการทำเพื่อตัวเราเอง เพื่อให้เราสามารถทำงานของเราได้ง่ายและสะดวกสบายขึ้น ดังนั้นตนเองต้องเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเริ่มต้นทำไคเซน การทำไคเซนเป็นสิ่งที่ทำเพื่อตัวเองการบีบคอตนเองย่อมไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง

คนญี่ปุ่นชอบปรับปรุง ตัวเองตลอด

เคล็ดลับในการทำไคเซน
เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป
เน้นวิธีการมากกว่าสิ่งของ
ไม่ลงทุน หรือ ลงทุนน้อยมากๆ
ทำบ่อยๆ ทำต่อเนื่องทำทุกคน
เน้นคนที่คุ้นเคยกับงาน
อย่าหวังว่าจะสำเร็จ 100%
ใครๆก็ทำได้

จุดแรกคือยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ความพอใจเป็นศัตรูตัวสำคัญของไคเซน
โดยปกติของมนุษย์ มีความรักตัวเองมากกว่าองค์กรเสมอ หลักการที่สำคัญคือ เลิก ลด เปลี่ยน
เลิก – เรื่องที่ไม่มีความจำเป็น เรื่องที่ไม่ทำก็ได้ เรื่องที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้
ลด – การลงมือทำซ้ำ 2 – 3 หน การแก้ไข การทำใหม่ การตรวจสอบซ้ำๆ หลายครั้ง การลอกข้อความเดิม/การเขียนใหม่หลาย ๆ ครั้ง
เปลี่ยน – เปลี่ยนขั้นตอน ตำแหน่ง วิธีเตรียมงาน ขนาด วัสดุ วัตถุดิบ

คำถามว่าอะไรคือปัญหา
– ไม่รู้ว่ามีปัญหา
– รู้ว่ามีปัญหาแต่ไม่ยอมรับรู้
– รับว่ามีปัญหา และรับรู้ แต่ไม่ยอมแก้
– รับว่ามีปัญหาแต่เกี่ยงกัน (ไม่) แก้
– เจตนากลบปัญหา (เพราะตัวเองกลัวปัญหา)
– เจตนากลบปัญหา (เพราะนายไม่ชอบปัญหา)
– ปัญหาเรื้อรัง แก้แล้วไม่หาย ก็เลยไม่แก้ (แก้ปลายเหตุ)
– รู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่ยอมกล้าแก้ (เข้าเนื้อเปล่าๆ)
– มีปัญหาต้องแก้เป็นทีม (ทีมแตกเรื่อย/ทีมมีปัญหาเอง)
– ความรู้ด้านเทคนิคไม่พอในการแก้ปัญหา
– วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาไม่เป็น
– รู้ว่ามีปัญหาแต่กำหนดไม่ถูกว่าอะไรคือ ปัญหา
จะทำให้สำเร็จได้ต้อง ยอมรับก่อนว่ามีปัญหา และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาไปด้วยกันเป็นทีม เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองและทีม ลงมือปฏิบัติ ทบทวนแก้ไขใหม่ หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ และเริ่มกระบวนการดังกล่าวอีกครั้งโดยมีทัศนคติว่า การเปลี่ยนนั้นเพื่อทำให้ตัวเองทำงานน้อยลง

อิสระภาพทางการเงินไม่ใช่แค่ฝัน คุณก็ทำได้ค่ะ

Thursday, July 20th, 2017

จากการที่ศูนย์เนชั่นบางนามีจัดการอบรมภายใน เรื่องอิสระภาพทางการเงินไม่ใช่แค่ฝัน คุณก็ทำได้ค่ะ โดยวิทยากรบรรยาย คือ อาจารย์นนทิชา ศอศันสนีย ณ เอ็มเอเคเดมี่ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 โดยมีวัตถุประสงค์ให้อาจาร์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยมีอิสระภาพทางการเงิน ไม่เป็นหนี้

อิสระภาพทางการเงิน คนที่มีเงินเดือนสูง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนี้ จากสถิติพบว่า ยิ่งคนมีเงินเดือนสูง ยิ่งมีค่าใช้จ่ายมาก มีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นที่ทำให้เราต้องกู้หนี้ยืมสินจากคนอื่น โดยให้หมุนได้ก่อน อาจจะติดหนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยมาก ๆ

จุดที่ทำให้ว่าอะไรคืออิสระภาพทางการเงิน ไม่ใช่ว่ามีเงินเดือนมาก แต่เป็นการวางแผนทางการเงินจากเงินที่มีอยู่ และนำไปลงทุน

การลงทุนที่คุ้มที่สุดสำหรับคนที่เริ่มต้นทำงานที่มหาวิทยาลัยเนชั่น คือ

1.ออมเงินในสหกรณ์ โดยซื้อหุ้นเป็นรายเดือน สหกรณ์ออมทรัพย์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป ให้เงินปันผลปีละ 5 % ดังนั้น ถ้าคุณลงทุน 100,000 บาท จะได้ดอกเบี้ย 5,000 บาท มีเงิน 1,000 ลงทุนทุกเดือน โดยไม่ถอนออกมา 10 ปี คุณจะได้เงินล้าน ความพิเศษของดอกเบี้ยทบต้น (ตัวเลข 72) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการฝากเงินผ่านธนาคาร ออมทรัพย์ 0.25 %ประจำมากที่สุด 3.25%

  1. ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเนชั่น (Providence Fund) เมื่อออกจากงานจะได้มีเงินก้อน หากสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพน้อยกว่า 3 ปี แล้วออกจากงานได้เฉพาะเงินตัวเอง หากเป็นสมาชิก 3-5 ปี ได้ส่วนของตัวเอง และของบริษัท 50% และหากเป็นสมาชิก 5 ปีขึ้นไปได้ทั้งส่วนของตัวเองและบริษัท  100% ทั้งนี้แม้ว่าเราลาออกเองก็ได้เงินก้อนนี้อยู่ดี

เงินทองต้องวางแผน เรามีเวลาทำงาน แค่ 35 ปี แล้วเราต้องเอาเงินที่เราทำงาน 35 ปี ใข้ต่อจนเราตาย ยิ่งตอนนี้การแพทย์ก้าวหน้า คนอายุยืนมากขึ้น เราอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ เราอาจจะไม่ได้ตายตอนอายุ  70 อาจจะเป็น 80 90 แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนใช้ในการดำรงชีวิต ดังนั้นจึงต้องรีบเก็บตั้งแต่ตอนที่ทำงานได้

ชีวิตวัยทำงาน ก็มีซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่งงาน มีลูก ดังนั้นจึงต้องจัดสรรเงินให้เป็นส่วน ๆ เพื่อจะได้มีอิสระภาพทางการเงินอย่างแท้จริง

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณการ(Integrated Instruction)

Friday, April 28th, 2017

หลักการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นการสอนที่เชื่อมโยงความคิดรวบยอดหรือทักษะเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้โดยองค์รวม การเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงเนื้อหาสาระทั้งหลายเข้าด้วยกันอย่างมีความหมายและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ทำให้นักศึกษามีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กันและต่อเนื่องกับประสบการณ์ตรง เปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน ก่อให้เกิดความลึกซึ่งและเข้าใจในสิ่งที่เรียน สามารถกระตุ้นนักศึกษาให้เกิดความคิดและตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างความคิด
แนวทางปฎิบัติในการบูรณาการโดยใช้หัวข้อเรื่องเป็นแกน
1.เลือกหัวข้อหรือปัญหาที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
2.พิจารณาว่ามีเนื้อหาสาระจากวิชาใดที่เชื่อมโยงกับหัวข้อหรือปัญหานั้น
3.พิจารณาเลือกความคิดรวบยอดที่เกี่ยวข้องในแต่ละวิชาให้เหมาะสมกับนักศึกษา
4.วางแผนกิจกรรมที่จะให้นักศึกษาได้ปฎิบัติโดยใช้แผนผังความคิดเพื่อให้เห็นภาพการบูรณาการที่ชัดเจนขึ้น
(เอกสารอ้างอิง : รศ.สมชาย รัตนทองคำ (2556).เอกสารการอบรม วิธีการสอนและการเพิ่มประสิทธิภาพการสอน. มหาวิทยาลัยรามคำแหง)
ตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ
การบูรณาการ การสอนในวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้นักศึกษาได้รู้และเข้าใจการฝึกอบรม ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนการสอน สำหรับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ(Integrated Learning Management)ใช้กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความสนใจ ความสามารถของนักศึกษาโดยเชื่อมโยงสาระของศาสตร์ต่างๆให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ทักษะไปใช้ในการฝึกปฎิบัติได้ด้วยตนเอง
ข้อจำกัด
หากผู้เรียนมีจำนวนมาก หรือ รูปแบบการนำเสนอไม่น่าสนใจ และ ไม่มีการสรุปประเด็นอย่างชัดเจน จะทำให้ประสิทธิการสอนลดลงและต้องใช้เวลามาก
ข้อเสนอแนะ
ผู้นำเสนอต้องจับประเด็นเนื้อหาที่นำเสนอให้มีความชัดเจนและน่าสนใจ

บทความวิชาการ (Academic Article)

Friday, April 28th, 2017

บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นข้อเขียนเชิงสาระที่นำเสนอประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ด้านวิชาการ วิชาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หรือวิพากษ์ทัศนะหรือแนวคิดเดิม และหรือนำเสนอหรือเผยแพร่แนวคิดใหม่ บทความวิชาการเน้นการให้ความรู้และต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการ เอกสารอ้างอิง และเหตุผลที่พิสูจน์ได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน ซึ่งแนวทางการเขียนเนื้อเรื่องซึ่งเป็นสาระหลักของการเขียนบทความวิชาการ สามารถสรุปได้ดังนี้
การเขียนส่วนเนื้อเรื่องจะต้องใช้หลักวิชาการที่ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงในการเขียน ได้แก่ กรอบแนวความคิด (conceptual framework) ที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนจะต้องแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของเหตุที่นำไปสู่ผล (causal relationship) การอ้างอิงข้อมูลต่างๆ และร้อยเรียงเพื่อนำเสนอเรื่องที่เขียน การลำดับความ การบรรยาย วิธีการอ้างอิง สถิติและข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบเรื่องที่เขียน เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ
ในส่วนเนื้อหาสาระผู้เขียนควรคำนึงถึงประเด็นสำคัญๆ ดังต่อไปนี้
(1) การจัดลำดับเนื้อหาสาระ ผู้เขียนควรมีการวางแผนจัดโครงสร้างของเนื้อหาสาระที่จะนำเสนอ และจัดลำดับเนื้อหาสาระให้เหมาะสม การนำเสนอเนื้อหาสาระควรมีความต่อเนื่องกัน เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสาระนั้นได้โดยง่าย
(2) การเรียบเรียงเนื้อหา ในส่วนนี้ต้องอาศัยความสามารถในการใช้ภาษา รูปแบบการเขียน วิธีการนำเสนอ การนำเสนอเนื้อหาสาระให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย
(3) การวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ อย่างมีหลักการใช้ ทฤษฎี หรือมีหลักฐานอ้างอิงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความเป็นเหตุเป็นผลที่น่าเชื่อถือ มีการอ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปด้วยทรรศนะและมุมมองของผู้เขียน
(4) วิธีการนำเสนอ การนำเสนอเนื้อหาสาระให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วนั้นจำเป็นต้องใช้เทคนิคต่างๆ ในการนำเสนอเข้าช่วย เช่น การใช้สื่อประเภทภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟ เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง
รองศาสตราจารย์ ดร บุญทิพย์ สิริธรังศรี (2558). เอกสารประกอบการอบรม : เทคนิคการเขียนผลงานทางวิชาการ: บทความและตำรา.มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การเขียนบทความวิจัยอย่างไร จึงจะโดนใจบรรณาธิการ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ

Sunday, July 31st, 2016
ภาพโดย อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง

ภาพโดย อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง

ตามที่ได้ไปประชุมร่วมกับ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และ อ.ดร.ตะวันฉาย มิตรประชา
เรื่อง เขียนบทความวิจัยอย่างไร จึงจะโดนใจบรรณาธิการ
โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่
มีเรื่องราวจากเอกสารของท่านวิทยากร มาแบ่งปันดังนี้

นิยามศัพท์

บทความ หมายถึง งานเขียนประเภทร้อยแก้ว ซึ่งผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความคิด
และ/หรือ ข้อมูลข่าวสารไปยังผู้อ่านโดยใช้ตัวอักษรเป็นสื่อกลาง
ประเภทของบทความ
– บทความทั่วไป
– บทความกึ่งวิชาการ
– บทความทางวิชาการ
บทความทั่วไป หมายถึง งานเขียนที่มิได้มุ่งเน้นการให้ความรู้
หรือข้อเท็จจริงเชิงวิชาการ แต่มุ่งเน้นที่จะให้ความรู้ทั่วไป ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
หรือให้ข้อคิดแก่ผู้อ่าน เช่น บทความแสดงความคิดเห็น บทความเล่าอัตชีวประวัติ
บทความเล่าประสบการณ์การเดินทาง และบทความที่ให้ข้อคิดหรือปรัชญาชีวิต เป็นต้น
บทความกึ่งวิชาการ หมายถึง งานเขียนที่ผู้เขียนประสงค์จะให้ความรู้เชิงวิชาการ
แต่ไม่ลึกซึ้งถึงระดับองค์ความรู้หรือทฤษฎี เช่น บทความที่เป็นบทวิเคราะห์/วิพากษ์
และบทความสนับสนุนหลักการหรือแนวคิด เป็นต้น
บทความทางวิชาการ หมายถึง งานเขียนหรือความเรียงที่ผู้เขียนประสงค์จะสื่อองค์ความรู้
หรือข้อค้นพบใหม่ ๆ ทางวิชาการในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่น บทความวิจัย
บทความเสนอแนวคิด หลักการ และ/หรือแบบจำลอง เป็นต้น

ธรรมชาติของบทความทางวิชาการร
1. นำเสนอความรู้ที่ตั้งอยู่บนฐานวิชาการของสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง
2. ความรู้ที่นำเสนอต้องมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องมีแนวคิดหรือทฤษฎีสนับสนุน
3. เนื้อหาสาระที่นำเสนอต้องผ่านการประมวล หรือการสังเคราะห์ก่อนเรียบเรียงเชิงพรรณนาตามลำดับอย่างเหมาะสม
4. มีการวิเคราะห์ วิจารณ์ (ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ) บนพื้นฐานทักษะความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เขียน
5. มีการสรุปและอภิปรายผล รวมตลอดจนให้ข้อเสนอแนะที่จะนำไปสู่การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม

การเลือกประเด็นเพื่อเขียนบทความทางวิชาการ
1. เป็นประเด็นที่อยู่ในกรอบความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เขียน
2. เป็นประเด็นที่มีความแปลกใหม่ ทันสมัย และอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป หรือเป็นประเด็นเก่าที่ควรรู้แต่ถูกทิ้งลืม
3. เป็นประเด็นที่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical data) หรือมีแนวคิด ทฤษฎีสนับสนุน
4. เป็นประเด็นที่สามารถสร้างเสริมความรู้ และความแตกฉานทางวิชาการให้กับทั้งผู้เขียน และผู้อ่าน
5. เป็นประเด็นที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม/ประเทศชาติ

องค์ประกอบของบทความทางวิชาการ
1. ชื่อบทความ
2. ชื่อผู้เขียน
3. บทคัดย่อ และคำสำคัญ (Abstract และ Keywords)
4. บทนำ/ความนำ
5. เนื้อเรื่อง (สาระสำคัญ/ความรู้ที่ต้องการนำเสนอ)
6. บทสรุปและอภิปรายผล
7. เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรม

บทความวิจัย หมายถึง เอกสารความเรียงที่ได้มาจากการประมวลสรุป (Condensation & Digestion)
รายงานการวิจัย หรือวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา
ทั้งนี้บทความวิจัยมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ ดังนี้
– มีความยาวจำกัด จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมวิชาการหรือลงพิมพ์ในวารสารวิชาการ
– เป็นเอกสารที่มีความทันสมัย และทันต่อเหตุการณ์มากกว่ารายงานการวิจัย
ทั้งนี้เพราะผู้วิจัยสามารถเพิ่มเติมหรือตัดทอนบางส่วนของรายงานการวิจัยเพื่อการเผยแพร่ได้
– มีคุณภาพที่เป็นมาตรฐานมากกว่ารายงานการวิจัยเพราะต้องทำให้อยู่ใน format ที่เป็นที่ยอมรับตามหลักสากล

องค์ประกอบของบทความวิจัย
1. ชื่อเรื่อง
2. ชื่อผู้วิจัย
3. บทคัดย่อ/คำสำคัญ (Abstract/keywords)
4. บทนำ/ความนำ
5. วิธีดำเนินการวิจัย
6. ผลการวิจัย
7. อภิปรายผล
8. เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรม

ข้อแนะนำในการเขียนบทความวิจัย
1. ชื่อเรื่องสั้น กระทัดรัดได้ความหมาย (อาจระบุมิติและ/หรือลักษณะการวิจัยด้วยก็ได้)
2. บทคัดย่อเขียนให้กระชับแต่ครอบคลุมกระบวนการวิจัย
โดยปกติมีความยาวไม่เกิน 300 คำ(15 บรรทัด) มีการแบ่งย่อหน้าตามความเหมาะสม
3. บทนำ/ความนำ บ่งบอกถึงที่มาและความสำคัญของการวิจัย
(ทำไมจึงเลือกทำวิจัยเรื่องนี้ / ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร)
4. วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย
– ขอบเขตของการวิจัย (พื้นที่/ประชากร/เนื้อหา/เวลา)
– ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
– ข้อมูล และแหล่งของข้อมูล
– เครื่องมือ และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
– วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
5. ผลการวิจัย เขียนสรุปเรียงตามวัตถุประสงค์
6. อภิปรายผล
– อภิปรายเปรียบเทียบกับวรรณกรรมที่ทบทวน
– อภิปรายข้อค้นพบที่มีความพิเศษเฉพาะ
7. เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรม
แจงให้ครบตามที่อ้างอิง และเขียนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ข้อสังเกตสำหรับการเขียนบทความวิชาการ/บทความวิจัยที่ไม่ผ่านการคัดกรองเพื่อการเผยแพร่
1. ไม่ดำเนินการตามระเบียบหรือข้อกำหนดของวารสาร หรือที่ประชุม/สัมมนาวิชาการ
2. เนื้อหาสาระของบทความไม่สอดคล้องกับสาขาวิชาเฉพาะของวารสารหรือไม่ตรงกับ Theme
ของการประชุม/สัมมนาวิชาการ
3. บทความขาดความเป็นเอกภาพ (แต่ละองค์ประกอบไม่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน)
4. ขาดความชัดเจนในการนำเสนอ/ไม่ครบกระบวนการของการทำวิจัย
5. ไม่ได้ทำการประมวลสรุปเพื่อเขียนเป็นบทความ แต่นำเอาบทสุดท้ายมาปรับเขียน
6. โครงสร้างการเขียนไม่ดี ไม่เป็นไปตามลำดับ ขาดความเป็นเหตุเป็นผล
7. ขาดลีลาการเขียน (Writing style) ที่เป็นวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนวนภาษา
การแบ่งประโยค และการแบ่งวรรคตอน
8. สาระที่นำเสนอไม่ลึกซึ้ง และไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
9. ไม่ประณีต พิถีพิถันในการใช้ภาษา (ไม่คำนึงถึงหลักไวยากรณ์ พิมพ์ผิด สะกดผิด)
10. เป็นเพียงรายงานการศึกษา ขาดการวิเคราะห์ วิจารณ์ และ/หรือการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ

ข้อเสนอแนะเพื่อการเผยแพร่บทความ
1. สำรวจวารสารวิชาการ การประชุมสัมมนาวิชาการ ที่บทความที่เขียนสามารถนำไปเผยแพร่ได้
2. ศึกษาและทบทวนระเบียบและข้อกำหนดของวารสาร
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระ และรูปแบบของบทความ
3. วางแผนการเขียนบทความอย่างเป็นระบบ กำหนดโครงร่างและองค์ประกอบของบทความ
กรอบเวลาที่จะเขียน และเวลาที่จะเผยแพร่
4. การเขียนเป็นเรื่องของทักษะ ควรศึกษาหาความรู้ และเพิ่มพูนทักษะด้วยการฝึกเขียนบ่อย ๆ
และด้วยการอ่านบทความดี ๆ จากวารสารดี ๆ
5. ใช้ภาษาเขียนที่เป็นมาตรฐานทางวิชาการ ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์
6. ตรวจสอบและตรวจทานสิ่งที่ได้เขียนแล้วในบทความหลาย ๆ ครั้ง
เพื่อตัดทอน และ/หรือเพิ่มเติมสาระให้มีความถูกต้องและเหมาะสม
7. กรณีของบทความวิชาการ ต้องไม่ลืมส่วนที่เป็นบทวิเคราะห์ วิจารณ์ และการแสดงความคิดเห็น
บนพื้นฐานของหลักวิชาการ
8. กรณีของบทความวิจัย ต้อเป็นการเรียบเรียงในลักษณะของการประมวลสรุปจากรายงานการวิจัย
มิใช่การนำเอาบทสุดท้ายมานำเสนอ
9. หลักการเขียนบทความวิจัย ต้องพยายามยึดวัตถุประสงค์เป็นตัวตั้งเสมอ
10. นำเสนอเนื้อหาสาระโดยปราศจากอคติ ตรงไปตรงมา

เอกสารประกอบการค้นคว้า
– นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล ว่องวานิช, “การจัดทำรายงานวิชาการ บทความวิจัย และการอ้างอิง”, [ออนไลน์]
– รสริน พิมลบรรยวก์, “การเขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ”, [ออนไลน์]
– รัตนะ บัวสนธ์, “การเขียนบทความวิชาการและบทความวิจัย”, [ออนไลน์]

29 ก.ค.59 มีการอบรมโครงการ “อบรมและพัฒนานักวิจัย” ประจำปี 2559
หลักสูตร “การเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ”
จัดโดย เครือข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ร่วมกับ งานบริหารงานวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ณ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่
https://www.facebook.com/groups/thaiebook/658232967660858/
http://unrn.rac.oop.cmu.ac.th

การจัดการความรู้เรื่องการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ

Wednesday, June 22nd, 2016

เรียบเรียงจากการชุมคณะกรรมการวิชาการคณะบริหารธุรกิจ
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ณ ห้องคณบดี คณะบริหารธุรกิจ
เพื่อสนับสนุนการจัดการความรู้ในประเด็น “การผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ”
หลักในการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ
3.1. การใช้ประโยชน์จากเอกสารงานวิจัย
การค้นคว้าเอกสาร Concept Paper หรือ Concept Framework เป็นการค้นคว้าในขอบเขตที่สนใจโดยการรวบรวมข้อมูล สร้างกรอบแนวคิด จากองค์ความรู้ที่มี ในการนำไปสู่ประเด็นและ คำถามในการวิจัย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง Proposal ในการทำวิจัยขั้นต่อไป

3.2.การเผยแพร่บทความวิจัย
ในการเขียนบทความเพื่อเผยแพร่งานวิจัย จำเป็นต้องถ่ายทอดค้นข้อพบจากกระบวนการวิจัยที่ได้ดำเนินการ ทั้ง Output Outcome Impact ตลอดจน Product ของการวิจัยได้อะไร ใครใช้ประโยชน์อะไรและอย่างไร
ทั้งนี้การนำเสนอบทความวิจัย ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเนื้อหาวิจัยแยกได้เป็น
3.2.1 บทความที่แสดง Concept Paper
3.2.2 บทความที่แสดงการพัฒนา เครื่องมือ ประเภทวิธีวัด ตัวแปรในการวิจัย
3.2.3 บทความที่แสดงผลการวิจัยในเบื้องต้น (การวิจัยยังไม่เสร็จสมบูรณ์)
3.2..4บทความที่แสดงผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์

การจัดการความรู้เรื่องการจัดการเรียนการสอนตามกรอบ TQF

Wednesday, June 22nd, 2016

เรียบเรียงจากการชุมคณะกรรมการวิชาการคณะบริหารธุรกิจ
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ณ ห้องคณบดี คณะบริหารธุรกิจ
เพื่อสนับสนุนการจัดการความรู้ในประเด็น “การจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา แห่งชาติ ”

การเรียนรู้และมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
1.การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม การพัฒนาด้านนี้เกี่ยวข้องกับการผสมผสานความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เหมาะสมและปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตามกาลเทศะ ทัศนคติ และวุฒิภาวะในการตัดสินใจ ผลการเรียนรู้ด้านนี้ควรใช้ทุกโอกาสในการเสริมการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในทุกรายวิชาที่สอนรวมทั้งการจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม
2. การแสวงหาความรู้ ปัจจัยสำคัญ คือ การจัดภาพรวมอย่างกว้างๆ เกี่ยวกับการจัดโครงสร้างและเนื้อหาสาระในการเรียนการสอนไว้ล่วงหน้า และเมื่อมีข้อมูลใหม่เพิ่มขึ้นควรจะเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่จัดไว้นั้น และเชื่อมโยงกับความรู้เดิมของนักศึกษา
3. การพัฒนาทักษะทางปัญญา ปัจจัยสู่ความสำเร็จ คือ การพัฒนาความคิดรวบยอด รวมทั้งหลักการทางทฤษฏีและการฝึกปฏิบัติ การวิเคราะห์สถานการณ์และแก้ไขปัญหาต่างๆเป็นลำดับขั้นตอน และการประยุกต์ใช้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อเป็นการพัฒนาความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์
4. การพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ปัจจัยสู่ความสำเร็จ คือ การมีโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและได้รับข้อมูลป้อนกลับต่อผลการทำงานที่สร้างสรรค์ ข้อมูลป้อนกลับดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพสูงสุดถ้านักศึกษาได้วิเคราะห์พฤติกรรมของตนเอง
5. การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจัยสู่ความสำเร็จ คือ การจัดการสอนที่มีการฝึกปฏิบัติเป็นลำดับขั้นตอนตามที่วางแผนไว้พร้อมทั้งให้ข้อมูลย้อนกลับและคำแนะนำในการปรับปรุงทักษะที่จำเป็น

การประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้

Tuesday, June 7th, 2016

ในวันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดการประชุมทางไกลผ่าน VDO Conference ระหว่างศูนย์ลำปางและบางนาขึ้น ในหัวข้อเรื่อง “การประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้” 

เป็นการสรุปผลการจัดการความรู้ตลอดทั้งปีของแต่ละคณะและสำนัก ว่าเป้าหมายที่เกิดขึ้นในปีนี้สำเร็จมากน้อยเพียงใด หรือเกิดปัญหาอะไร และมีดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้ L ศูนย์ บางนา

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้ ศูนย์ บางนา

 

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้

บรรยากาศการประชุมถอดบทเรียนจากการจัดการความรู้ศูนย์ ลำปาง

https://www.facebook.com/media/set/?set=oa.1171768656196148&type=1

 

 

ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง

Wednesday, October 15th, 2014

8 เม.ย.59 ได้รับแจ้งจาก อ.ดร.ทันกวินท์   รัฐวัฒก์อังกูร
ว่า มหาวิทยาลัยเนชั่นได้หนังสือเรื่อง “แจ้งผลการจดทะเบียนที่ปรึกษาไทย
ที่ กค 0910/1050 จาก นายวิสุทธิ์ จันมณี ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ ปฏิบัติราชการแทน
ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ว่า
ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลังได้จดทะเบียนให้มหาวิทยาลัยเนชั่น
เป็นที่ปรึกษาระดับ B หมายเลข 4304 เรียบร้อยแล้ว
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2559 .. และมีอายุ 2 ปีนับจากวันจดทะเบียน
โดยค้นข้อมูลได้ที่ http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/ThaiConsult/mainframe/search
ค้นคำว่า “มหาวิทยาลัย” เมื่อ 8 เมษายน 2559 พบผลการสืบค้นทั้งสิ้น 128 รายการ

http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/ThaiConsult/mainframe/search#sthash.bFczslJe.dpuf

มหาวิทยาลัยเนชั่น มีเลขทะเบียนที่ปรึกษา คือ 4304

 

 

15 ต.ค.57 มีโอกาสพูดคุยกับ อ.นงลักษณ์ สุวรรณวิชิตกุล เรื่องการเป็นที่ปรึกษา
แล้วติดต่อกับส่วนราชการ มีรายละเอียดพอสมควร ผมก็จำได้ไม่ได้บ้าง
เพราะเคยสนใจ เมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว
มาค้นดูอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยเราพัฒนาไปเรื่อย ๆ ในทางที่ดีขึ้น

ที่ปรึกษาในศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง พบ มหาวิทยาลัยอยู่ 134 รายการ

ที่ปรึกษาในศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง พบ มหาวิทยาลัยอยู่ 134 รายการ

ความหมายของที่ปรึกษา
ที่ปรึกษาคือ ผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งอาจเป็นรายบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็น ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างสูง และมีความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ และความสามารถให้บริการที่ปรึกษา และเสนอแนะ ความรู้ทางวิชาการในสาขาต่างๆ อาทิ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ สังคม และการเมือง ทั้งนี้ รูปแบบการให้บริการประกอบด้วย การศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนโดยพิจารณาด้านเทคนิค เศรษฐกิจ การเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม การศึกษาสำรวจและออกแบบในรายละเอียดทางด้านวิศวกรมและสถาปัตยกรรม และการวางแผนและควบคุมการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานหลายๆ ด้าน โดยจำเป็นต้องใช้วิศวกรที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความรู้ความสามารถและ ประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางเทคนิค วิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการบริหาร เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อหาวิธีการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ว่าจ้าง
http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/12

ขั้นตอนการยื่นขอจดทะเบียนที่ปรึกษา
http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/21

registration flow

registration flow

หลักฐานที่ใช้ประกอบการยื่นจด/ต่อ/เพิ่มเติม/ปรับสถานะทะเบียนที่ปรึกษาไทย
สำหรับที่ปรึกษานิติบุคคล
1.หนังสือแสดงความประสงค์ขอจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษานิติบุคคลถึงผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจำนวน 1 ฉบับ ดาวน์โหลด ที่นี่
2. เอกสารประกอบกรณีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือบริษัท
– สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท (นายทะเบียนรับรองไม่เกิน 6 เดือน, ทุนจด    ทะเบียน 1 ล้านบาทขึ้นไป)
– สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ
– สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (นายทะเบียนรับรองไม่เกิน 6 เดือน)
– สำเนาเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท
– สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ.20)
– สำเนาใบประกอบวิชาชีพ สำเนาใบสมาชิกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษา หรือสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
– อื่นๆ
3. เอกสารประกอบกรณีองค์กรอื่นๆ เช่น มูลนิธิ สมาคม หรือสถาบันการศึกษา (ในกรณีที่เป็นมูลนิธิ จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นมูลนิธิประเภทใด เช่น มูลนิธิเพื่อการกุศล มูลนิธิเชิงพาณิชย์ หรือ อื่นๆ)
– พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กร/ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
– สำเนารายชื่อกรรมการ/คณะผู้ดำเนินการขององค์กร
– งบการเงิน
– รายงานประจำปี (Annual Report)
– สำเนาประจำตัวผู้เสียภาษีขององค์กร
– อื่นๆ
4. เอกสารประกอบโครงการ
– สำเนาหนังสือสัญญาว่าจ้างเป็นที่ปรึกษาที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดของลักษณะงานที่ทำ บุคลากรที่ดำเนินโครงการ จำนวนคน-เดือน (man-month) และอัตราค่าจ้าง ระยะเวลาดำเนินโครงการ และมูลค่าตามสัญญาจ้าง
– ถ้าโครงการยังไม่แล้วเสร็จ ทางศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาจะไม่พิจารณาโครงการนั้น
หมายเหตุ กรณีจดทะเบียนเพิ่มเติม หรือต่อทะเบียนการเป็นที่ปรึกษา ที่ปรึกษายื่นเอกสารโครงการเฉพาะที่เพิ่มเติมเท่านั้น
5. เอกสารบุคลากร
– รูปถ่าย 1 นิ้ว หน้าตรง จำนวน 1 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)
– สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้แทน
– สำเนาทะเบียนบ้าน
– ประวัติการทำงานโดยละเอียด (อย่างน้อยต้องระบุปี พ.ศ.)
– หลักฐานการศึกษา (ใบปริญญาบัตร หรือ Transcript)
6. การรับรองความถูกต้องของเอกสาร
– เอกสารทุกชนิด ทุกหน้า ต้องประทับตราบริษัท และรับรองความถูกต้องโดยผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลฯ จะไม่รับจดทะเบียน และจะดำเนินการลบรายชื่อที่ปรึกษาออกจากฐานข้อมูลที่ปรึกษา หากตรวจพบว่าที่ปรึกษาเสนอข้อมูลจดทะเบียนมาไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริง
7. เอกสารต้องเจาะใส่แฟ้ม 2 ห่วง
http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/22

บริการค้นที่ปรึกษาในศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง
พบว่ามีประเภทนิติบุคคล : มหาวิทยาลัย พบทั้งหมด 134 รายการ
http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/ThaiConsult/mainframe/search
ที่ปรึกษามี 4 สถานะ
1. สถานะ Active แสดงสถานะ สมาชิก
2. สถานะหมดอายุและไม่ได้ทำการต่อทะเบียนที่ปรึกษา หรือ Not Acitve
3. ต่ออายุที่ปรึกษา หรือ เพิ่มเติมโครงการ/ปรับสถานะ และยังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
4. สถานะถูกเพิกถอน

โครงการ กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว ประจำปี 2556

Saturday, November 9th, 2013

ติดตามงานของ อ.ธวัชชัย แสนชมภู กับ อ.วีระพันธุ์ แก้วรัตน์
เป็นโครงการเพื่อท้องถิ่นเหมือนกัน เชิงพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม
ชื่อโครงการ “บ้านไผ่ร่วมใจพัฒนา สร้างคุณค่าให้ยั่งยืน
นำนักศึกษากลุ่มใหญ่ ๆ ทำเรื่องขยะเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน

โครงการนี้ใช้ทีมเยอะ เพราะมีโครงการย่อยหลายโครงการ
1.โครงการ “รายจ่ายน้อยใช้สอยประหยัด”
2.โครงการ “เห็ดฟางจากเปลือกข้าวโพด ”
3.โครงการ “ดอกไม้สีขาว”
4.โครงการ “ผักสวนครัวในรั้วชุมชน”
5.โครงการ “ปุ๋ยมูลสัตว์และน้ำหมักจากพืช”

โดยหัวใจของงานนี้น่าจะเป็นการใช้สิ่งที่ไม่มีใครคิดว่ามีประโยชน์แล้ว
กลับมาใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือ เปลือกข้าวโพด
ที่สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางได้
.. ใจผมเรียกว่า นวัตกรรมเลยหละครับ

บ้านไผ่ร่วมใจพัฒนา สร้างคุณค่าให้ยั่งยืน

บ้านไผ่ร่วมใจพัฒนา สร้างคุณค่าให้ยั่งยืน

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.541939279216495.1073741887.228245437252549

.. ร่มใหญ่ของโครงการคือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง

บ้านไผ่ร่วมใจพัฒนา สร้างคุณค่าให้ยั่งยืน
บ้านไผ่ร่วมใจพัฒนา สร้างคุณค่าให้ยั่งยืน

โครงการ กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว ประจำปี 2556 ทีม CIM Nation – UA ได้ส่งโครงการเข้าร่วมโดยใช้ชื่อว่า “บ้านไผ่ร่วมใจพัฒนา สร้างคุณค่าให้ยั่งยืน” โดยมีแนวคิดว่า “จากเปลือกข้าวโพดไร้ราคา พัฒนาด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง หล่อเลี้ยงชีวิตชุมชนบ้านไผ่อย่างยั่งยืน” ซึ่งทีม CIM Nation UA ได้ใช้หลักการทฤษฎี องค์ความรู้ของแต่ละวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเนชั่น มาประกอบในการทำโครงการเพื่อให้ชุมชนหมู่ที่ 4 บ้านไผ่งาม หมู่ที่ 5 บ้านไผ่แพะและหมู่ที่ 6 บ้านไผ่ทอง ตำบลเมืองมาย อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบไปด้วย 5 โครงการย่อยในโครงการหลัก คือ 1.โครงการ “รายจ่ายน้อยใช้สอยประหยัด” 2.โครงการ “เห็ดฟางจากเปลือกข้าวโพด ”3.โครงการ “ดอกไม้สีขาว” 4.โครงการ “ผักสวนครัวในรั้วชุมชน” และ 5.โครงการ “ปุ๋ยมูลสัตว์และน้ำหมักจากพืช” ในการดำเนินโครงการได้น้อมนำพระราชดำริ เรื่อง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประสานกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยังยืน ของ John Elkington ผู้เขียนหนังสือ “Cannibals with forks: The Triple Bottle line of 21 th Century Business” (1977)

http://www.bizethics.ktb.co.th/home1.jsp