Archive for the ‘การบัญชี’ Category

รับรองคุณวุฒิเพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้ง

Tuesday, April 5th, 2011
รับรองวุฒิ จาก ก.ค.ศ

รับรองวุฒิ จาก ก.ค.ศ

ข่าวประชาสัมพันธ์ .. ตามที่มีหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เรื่องการรับรองคุณวุฒิเพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีรายชื่อคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยโยนก ที่ ก.ค.ศ รับรองเพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ศธ ๐๒๐๖.๖/๒๔๑ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๔ มีคุณวุฒิที่รับรอง 2 คุณวุฒิคือ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต  และบัญชีบัณฑิต รายละเอียดภาพเอกสาร

ไทยงัดมาตรการภาษีจูงใจ ดึงยักษ์ต่างชาติตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (ROH)

Tuesday, May 25th, 2010

ห่างหายจาก yonok blog ไปหลายเดือน ตอนนี้โยนกคงกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมการรับน้องใหม่ นึกย้อนไปถึงปี 35 ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ตอนนั้นผมเองก็กำลังจะเข้าเป็นนักศึกษาปี 1 yonok เหมือนกัน (พอได้ทุนกรมสามัญศึกษา คัดเลือกให้มาเรียนที่ yonok เตียก็ไม่ยอมให้ไปสอบที่ไหนเลย เกรงว่าถ้าเกิดสอบติดที่อื่นแล้วมาเรียนที่กรุงเทพฯ อาจจะไม่ปลอดภัย) เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ก็กลับมาระเบิดอีกครั้งในปีนี้ ปี 53 ผ่านไป 18 ปี แต่ประเทศไทยยังไปไหนได้ไม่ไกล วนเวียนอยู่ที่เดิม และมีทีท่าว่าจะหนักกว่าเดิมเสียอีก ไม่รู้จะแก้ได้ยังไง ก็คงต้องทำใจยอมรับมันไป แบบเซ็ง ๆ อย่างนี้หละนะ

เมื่อวานได้ยินทางการประกาศมาตราทางภาษี เพื่อจูงใจบริษัทต่างชาติให้มาเปิดสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (Regional Operation Headquarters- ROH) พอได้ยินได้แล้วนับว่าเป็นข่าวดีเลยครับ เพราะ campaign นี้ได้ประโยชน์จริง ๆ ให้แง่ของการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ การที่ประเทศของเรามีบริษัทยักษ์ใหญ่มาเปิด ROH ก็จะเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ เพราะผู้บริหารระดับสูงที่มานั่งประจำสำนักงานในไทย ก็จะมาใช้ facilities ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เช่าอาคารสำนักงาน, ที่พัก, โรงแรม, ทางเดินทางไม่ว่าจะเป็นทางรถ หรือ เครื่องบิน และที่สำคัญ คนไทยจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทเหล่านี้ด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของเราไปในตัว

ตอนผมเริ่มทำงานในหลาย ๆ บริษัท IBM, BMS, Excel อะไร ๆ ก็ต้องรออนุมัติจาก ROH ที่สิงคโปร์ เดียวก็บินไปประชุม, ไปอบรม คนเก่ง ๆ ดี ๆ ก็ถูกดึงไปทำงานที่สิงคโปร์กันหมด คนทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนขนเงินไปใช้จ่ายที่สิงคโปร์มากมาย ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์เติบโตจนเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียน ทีนี้หละนะ คงถึงตาประเทศไทยของเราบ้าง จะได้เป็น Hub หรือศูนย์กลางในทุกด้านจริง ๆ สาธุ………… โดยศักยภาพเป็นไปได้ครับ แต่เหตุการณ์แบบปี 35 หรือ 53 มันจะวนกลับมาอีกกี่รอบ ก็คงช่วยภาวนาว่าอย่าเกิดขึ้นอีกเลย

มาตราการทางภาษีคราวนี้ของเราเหนือกว่าประเทศคู่แข่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ หรือ มาเลเซีย ลองดู ตารางเปรียบเทียบได้เลย หวังใจว่า คงจะมีบริษัทต่างชาติเห็นประโยชน์และเข้ามาลงทุน อย่างน้อย บริษัทฯ ที่ผมทำงานอยู่ก็ได้ดำเนินการเปิด ROH ในไทยและก็คงได้ประโยชน์จากมาตราการนี้เช่นกัน

Tax incentives               Thailand(ROH)            Singapore (RHQ/IHQ)  Malaysia(OHQ)
                                                                                        

Income from                  Exempted 15 years            RHQ 15% (3+2 years)   Exempted 10 years
- Business                       -0% oversea income
- Royalties                      -10% local income                IHQ 0%, 5% or 10%
- Interest                                                                        5-20 years

Expat ROH employees  Reduce from 30% to 10% 10% 5 years Exampt, 3-5 years
                                          for 8 years if oversea
                                             income over 50%               Normal rate is 20%     Normal rate is 25%

Remarks;
ROH : Regional Operation Headquarters
RHQ : Regional Headquarters
IHQ : International Headquarter
OHQ : Operational Headquarters Company

Phiboon Buakhunngamcharoen
Group Financial Controller
Mermaid Drilling Ltd
BA, Yonok #5
MBA-Finance, NIDA Flex #4
EDP, Thammasat University

Tax Haven

Sunday, February 7th, 2010

ถ้าวันนี้เราลอง search ความหมายของคำว่า Tax haven ใน Wikipedia ก็จะเจอคำอธิบายว่า A tax haven is a country or territory where certain taxes are levied at a low rate or not at all.

จากข้อมูลของ U.S. National Bureau of Economic Research ประเมินว่า มี 15% ของประเทศในโลกนี้ เป็นประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่เรียกว่า Tax Haven ในอัตราที่แตกต่างกัน แต่ก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนใหญ่เป็นประเทศในเขตที่ไม่ค่อยมีทรัพยากรเป็นของตัวเองด้วย เลยต้องการดึงดูดเงินให้มาลงทุนด้วยจึงมีการดึงดูดโดยจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำ หรือ ไม่เก็บเลย เก็บแต่ค่าธรรมเนียมในการให้บริการเป็นรายได้ด้วยส่วนหนึ่ง

ทีนี้เราลองมาดูว่า Tax Haven มีที่ไหนในโลกนี้บ้าง

คาบสมุทรแคริเบี้ยน ได้แก่ บาฮามัส, เบอร์มิวด้า, เคย์แมน, ไอซ์แลนด์, บริติซ เวอร์จิ้น ไอส์แลนด์, ปานามา
ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ได้แก่ ยิบบรอลต้า และไซปรัส
ยุโรป ได้แก่ เนเธอร์แลนด์, ลิกเตนสไตน์ แอนโดร่า ลักเซมเบิร์ก และ โมนาโก
แปซิฟิก ได้แก่ ฮ่องกง, แวนนัวตู, นาอูรู หรือแม้กระทั่ง มาเลเซีย ประเทศใก้ล ๆ ไทยก็มีเหมือนกัน ก็ที่เกาะลาบัว ไงหละครับ

วันนี้ผมมาทำงานที่เกาะกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย อยากจะคุยเรื่องเกาะปลอดภาษีซะหน่อย เริ่มที่มาเลเซียก่อนเลยแหละกัน ถ้าดูตามแผนที่ เกาะลาบัว Labuan จะอยู่ใก้ล ๆ กับประเทศบรูไน เนื่องจากประเทศมาเลเซียต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ให้กระจายไปทางมาเลเซียตะวันออก (ดูตามแผนที่มาเลเซียแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่อยู่ภาคใต้ของไทย กับฝั่งประเทศบรูไน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นป่า เศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก) รัฐบาลก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีเงินลงทุนหมุนเวียนมาพื้นที่แถบนี้ ก็เลยตั้งเกาะลาบัวเป็นเขตสิทธิประโยชน์ทางภาษีพิเศษ ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะธุรกิจให้เช่าเพื่อการดำเนิน (Leasing)โดยมี option ให้เลือกว่าจะเสียภาษีในอัตรา 3% ของกำไรสุทธิ หรือเสียภาษีในอัตราคงที่ 20,000 ริงกิตต่อปี (ประมาณ 200,000 บาท)

ทำไมมาเลเซียจึงประกาศให้หมู่เกาะลาบัว เป็นเขตที่ให้สิทธิประโยชน์เฉพาะธุรกิจให้เช่าเพื่อการดำเนิน (Leasing) เพราะทะเลโดยรอบเกาะกว้างใหญ่ไพศาลมีแหล่งน้ำมันใต้ท้องทะเลมหาศาล มีบริษัทข้ามชาติเข้าให้บริการขุดเจาะน้ำมันมากมาย ซึ่งอุปกรณ์ที่นำมาใช้การขุดน้ำมัน จะต้องเช่ามาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรือขุดเจาะน้ำมัน หรืออุปกรณ์ชิ้นใหญ่ ๆ ประโยชน์ที่เกิดขึ้น ก็เป็นแบบ WIN-WIN เพราะผู้ประกอบการณ์ไม่ต้องเสียภาษีจากค่าเช่า มาเลเซียได้ประโยชน์จากที่บริษัทข้ามชาติเหล่านั้นเข้ามาเปิดบริษัท บนเกาะลาบัว ทำให้เกิดธุรกรรมทางการเงินมากมายบนเกาะนี้ สร้างงาน สร้างรายได้ และได้กระจายไปถึง รัฐซาราวัก-รัฐซาราวา ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ก็จะมีแหล่งงานใหม่ ๆ รองรับ ซึ่งผลประโยชน์ก็จะตกแก่ประชาชนของประเทศมาเลเซียโดยรวม

แต่สิ่งที่ผมกำลังเฝ้ารอ คือคำตัดสินของศาลไทยต่อกรณียึดทรัพย์ของตระกูลชินวัตร มูลค่า 76,000 ล้านบาท ประมาณปลายเดือนนี้ ซึ่งจะมีประเด็นที่ตระกูลชินวัตรไปการลงทุนที่หมู่เกาะบริติซ เวอร์จิ้น ซึ่งเป็นเกาะที่ให้สิทธิพิเศษทางภาษี Tax Haven เกี่ยวข้องด้วย คำวินิจฉัยของศาลจะเป็นเช่นไร จะต้องติดตามแบบห้ามกระพริบตา (แต่ขอแบบกระชับได้ไหมครับ ไม่ใช่อ่านวินิจฉัยเป็นชั่วโมง ๆ เหมือนกรณียุบพรรคไทยรักไทย สุดท้ายประชาชนก็งงว่า คำตัดสินคืออะไร)

Phiboon Buakhunngamcharoen
Group Financial Controller
Mermaid Drilling Ltd
BA, Yonok #5
MBA-Finance, NIDA Flex #4
EDP, Thammasat University

Good Corporate Governance

Tuesday, December 15th, 2009

Ten Commandment of Good Corporate Governance for Public Company’s  Board of Director. บัญญัติสิบประการสำหรับคณะกรรมการบริหารบริษัทมหาชน

1. Understanding the company businesses   เข้าใจธุรกิจของบริษัทฯ 

2. Understanding  all laws and regulations   เข้าใจทุกกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ

3. Acting  honestly and in good faith for the benefit of the company and shareholders as a whole  ปฏิบัติอย่างซี่อสัตย์ และด้วยความเชื่อถือที่แท้จริงต่อผลประโยชน์ของบริษัทฯและผู้ถือหุ้นโดยส่วนรวม

4. Equal access to the information มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน

5. Financial awareness มีความรอยรู้ในรายงานการเงิน   

6.  Establishing control system  สร้างระบบกำกับดูแล   

7. Being involved but independently in decision making  มีส่วนร่วมทุกการประชุมและอิสระในการตัดสินใจ

8. Executive and Management rewards must be linked with Performance  ผลตอบแทนผู้บริหารต้องได้ตามผลงาน

9. The Proper selection and role of Independent Directors  ให้โอกาสผู้ถือหุ้นส่วนน้อยได้เป็นกรรมการบริหารอิสระ 

10. Ethical and Self-Examining Board  เป็นกรรมการที่ยึดมั่นกับจรรยาบรรณและตรวจสอบตนเองเป็นนิจ

SET has created its own 15 corporate governance principles as a guidelines for listed companies implementation as follows.  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้วางหลักปฏิบัติเพื่อธรรมาภิบาลในบริษัท  15 ประการเพื่อการบริหารงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดอย่างโปร่งใสดังนี้:

1. ต้องมีการกำหนดนโยบาย “บรรษัทภิบาล”  

2. มีการให้ผู้ถือหุ้นได้ทราบถึงสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน           

3. คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

4. จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้น

5. มีการกำหนดวิสัยทัศน์และการชี้นำในการบริหารจัดการเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท

6. มีการปัองกันกำจัดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการขัดกัน

7. มีการส่งเสริมการดำเนินการตามจริยธรรมธุรกิจ

8. มีการถ่วงดุลอำนาจของกรรมการที่เป็นผู้บริหารและผู้ไม่ได้เป็น

9. มีการกระจายตำแหน่งรับผิดชอบอย่างเหมาะสม

10.มีการกำหนดโครงสร้างค่าจ้างกรรมการฯและผู้บริหารบริษัทอย่างเหมาะสม

11. มีการประชุมคณะกรรมการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ

12. มีคณะกรรมการบริหาร หรือดำเนินการตามความจำเป็น

13. มีระบบการกำกับและตรวจสอบภายในที่เหมาะสม

14. มีการรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทและข้อมูลที่จำเป็นโดยผู้บริหาร

15. มีการประสานสัมพันธ์กับผู้ลงทุนอย่างใกล้ชิด

 

นายนิยม   จันทกูล

15/12/2552

IFRS + AEC กับอนาคตนักบัญชีไทย

Tuesday, December 1st, 2009

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาประจำปีของบริษัท Pricewaterhousecoopers เรื่องการพัฒนาการรายงานการเงินประจำปี 2009 ที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ ประเด็นสำคัญในการสัมมนาในครั้งนี้คือ update ว่าขณะนี้ สภาวิชาชีพบัญชี มีความคืบหน้าในการปรับปรุงและมีความพร้อมเพียงใดในการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีไทย Thai Generally Accepted Accounting Principle หรือ ที่เรียกว่า Thai GAAP มาเป็น มาตรฐานสากล หรือที่เรียกว่า International Financial Reporting Standard IFRS เพื่อให้มาตรฐานบัญชีทุกอย่างรวมกันเป็นมาตรฐานเดียวทั่วโลก ซึ่งบางประเทศได้นำมาตรฐานนี้ไปใช้แล้ว เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กำหนดให้ทุกบริษัทต้องทำงบการเงินตาม IFRS ตั้งแต่ปี 2005

ในส่วนของประเทศไทยนั้น เราคงจะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการลงบัญชีสากลใหม่นี้ได้ยาก เนื่องจากเรายังต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และยังต้องแสดงให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่มาตรฐานเดียวกันกับหลักมาตรฐานสากลของโลก ซึ่งการที่ประเทศไทยจะนำมาตรฐานการลงบัญชีสากลใหม่นี้มาปฏิบัติสามารถเลือกทำได้ 2 วิธีคือ
1. ประกาศรับ IFRS เพื่อนำไปปฏิบัติเป็นมาตรฐานการบัญชี(Adoption approach)
2. พัฒนามาตรฐานการบัญชีของไทยให้มีรายละเอียดที่ครอบคลุม ลดความแตกต่างและทำให้สอดคล้องกับมาตรฐาน IFRS (Convergence approach) อย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นลำดับและต่อเนื่อง

ทางสภาวิชาชีพบัญชีได้กำหนดให้บริษัทไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องนำมาตรฐานฉบับใหม่นี้มาใช้ในปี 2011 และ 2013 ตามลำดับ ซึ่งนับเป็นความกังวลใจของนักบัญชีไทยในปัจจุบันมิใช่น้อยที่จะต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมกับความท้าทายครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ สำหรับบริษัทที่ผมทำงานในปัจจุบันได้ adopt IFRS มาใช้เป็นที่เรียบร้อยในบางส่วน เพราะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงค์โปร์

ประกอบกับ เหลืออีกแค่เพียง 6 ปี สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่รู้จักกันในนามอาเซียน จะเดินทางไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) ในปี 2015 ที่ชาติ สมาชิกทั้ง 10 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 550 ล้านคน จะรวมตัวกลายเป็นฐานตลาดเดียวกันทั้งสินค้า แรงงาน บริการ การลงทุน รวมถึงงานด้านบัญชีการเงินด้วย สามารถที่จะเคลื่อนย้ายระหว่างกันได้อย่างเสรี หมายถึงคนในประเทศอาเซียนสามารถเข้าไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนได้อย่างคล่องตัว

ผมฟังการสัมมนาในครั้งนี้ด้วยความกังวลใจอยู่ไม่น้อย ว่าเราจะผ่านก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดีเพียงไร เพราะพื้นฐานความพร้อมของบุคลากรในประเทศของเรา โดยเฉพาะนักศึกษาอนาคตชาติในปัจจุบัน จะสามารถต้านทานศักยภาพของคนในอาเซียนโดยเฉพาะ สิงค์โปร์ มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งกัมพูชาได้อย่างไร

ทำไม ผมถึงกล่าวถึงกัมพูชา เพราะผมเคยมีประสบการณ์สัมผัสโดยตรง ขณะที่ทำงานอยู่ บริษัท Bristal Myer Squibb ประมาณ 7 ปีแล้ว ในตำแหน่ง Business Analyst นักวิเคราะห์ธุรกิจ บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา บริษัทฯ ก็ส่งผมกับทีมงานของบริษัท Deloitte เข้าไปศึกษาช่องทางธุรกิจในเมืองพนมเปญกับเมืองเสียมเรียบ โดยจ้างนักศึกษามาเป็นล่ามเพื่อช่วยเหลือเวลาสนธนากับนักธุรกิจชาวกัมพูชา เชื่อไหมว่าผมทึ่งกับศักยภาพของนักศึกษาที่มาเป็นล่ามให้ผมมาก เขาพูดได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่
1. ภาษาเขมร okay เพราะเป็นภาษาประจำชาติ
2. ภาษาจีน okay เพราะครอบครัวเขาเป็นคนจีน
3. ภาษาไทย พูดได้ดีและคล่องแคล้ว เพราะ เขาดูโทรทัศน์ ข่าวสาร ต่าง ๆ จาก โทรทัศน์ของไทย
4. ภาษาฝรั่งเศส เพราะ ประเทศกัมพูชาเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส หลักสูตรการเรียนการสอนของเขาจำเป็นต้องมีภาษาฝรั่งเศสด้วย
5. ภาษาอังกฤษ เพราะ เป็นภาคบังคับในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่เขากำลังเรียนอยู่

ตอนนี้ไทยเรามีปัญหากับประเทศกัมพูชา ผมสังเกตเห็นจากข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ นักวิชาการระดับครูบาอาจารย์ออกมาแสดงความเห็นเชิงลบโดยไม่แคร์ คิดว่าประเทศกัมพูชา เป็นประเทศเล็กไม่มีศักยภาพ ใด ๆ ที่สู้กับประเทศไทยได้ อย่าประมาณไปนะครับ กัมพูชาอาจจะเป็นเหมือนประเทศสิงคโปร์ก็ได้ใครจะรู้ แต่ประเทศไทยหละ ผมว่าเรามีแต่ถอยหลังลงคลอง ทุกวัน ๆ

Phiboon Buakhunngamcharoen
Group Financial Controller
Mermaid Drilling Ltd

BA, Yonok #5
MBA, NIDA Flex #4
EDP, Thammasat University

การเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง #4

Friday, November 13th, 2009

เสริมสร้างจุดแข็งในฐานะนักธุรกิจ

          หลายๆ คนสามารถเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ แม้ในตอนเริ่มต้นเขาไม่ได้มีคุณสมบัติของนักธุรกิจที่ดีอย่างครบถ้วน ท่านสามารถแก้ไขจุดอ่อนของท่านและพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งได้ โดยการเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาแก้ไขลักษณะนิสัย

          พิจารณาการประเมินตนเองว่าคุณลักษณะข้อใดที่เป็นจุดอ่อนของท่านและท่านจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไข ถ้าท่านมีจุดอ่อนในเรื่องความชำนาญด้านเทคนิค ท่านอาจจะเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดความรู้และทักษะ หรือจ้างลูกจ้างที่มีความชำนาญ หรือหาหุ้นส่วนที่มีความชำนาญเรื่องนั้นๆ ถ้าท่านมีจุดอ่อนเรื่องการจัดการธุรกิจ ท่านอาจหาหนังสือมาอ่านหรือเข้ารับการอบรมหลักสูตรการบริหารธุรกิจซึ่งจะให้ความรู้พื้นฐานด้านการตลาด การขาย การคิดต้นทุน การวางแผน ฯลฯ ถ้าท่านขาดความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ท่านเลือกทำ ท่านอาจต้องหาหุ้นส่วนที่มีความรู้ ประสบการณ์ในธุรกิจประเภทนั้น ซึ่งจะให้คำปรึกษาแก่ท่านได้

ประเมินสถานการณ์เงินของท่าน

          นอกเหนือจากความชำนาญด้านธุรกิจแล้ว ท่านจำเป็นต้องมีเงินพอที่จะเริ่มทำธุรกิจ ถ้าท่านไม่มีเงินออมหรือทรัพย์สินที่จะใช้เป็นหลักทรัพย์ได้ โอกาสที่ท่านจะได้รับเงินกู้ จะน้อยมาก

          ในการเริ่มต้นธุรกิจ ท่านต้องมีเงินของท่านเองสำหรับใช้ลงทุนส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันท่านก็จะต้องมีเงินอีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน สำหรับครอบครัวและส่วนตัว ในระหว่างที่ยังไม่มีรายได้จากธุรกิจในตอนต้น

 ท่านผู้อ่านได้ประเมินจุดอ่อนของตนเองและสถานะการเงินของท่านอย่างไร ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กันได้ครับ

International Taxation

Thursday, October 29th, 2009

อาทิตย์นี้มาตรวจงานที่เมือง Balikpapan ประเทศอินโดนีเซีย เป็นเมืองอุตสาหกรรมด้านขุดเจาะน้ำมันทางทะเลครับ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะKalimantan เกาะเดียวกับ ประเทศบูรไน แต่อยูคนละฝั่ง น้ำทะเลที่นี่คนละเรื่องกับภูเก็ตบ้านเรา น้ำทะเลที่นี่เป็นสีโคลนครับ เพราะมีแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเลเต็มไปหมด จากฝั่งสามารถมองเห็นแท่นขุดเจาะน้ำมันได้เลย

ประเทศอินโดนีเซีย มีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะก๊าซและน้ำมันจำนวนมหาศาล และอดีตเคยเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC) เมือง Balikpapan เป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย เพราะมีบริษัทข้ามชาติเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นจำนวนมาก บริษัท Mermaid Drilling Ltd ซึ่งเป็นบริษัทที่ผมทำงานอยู่ปัจจุบัน เป็นบริษัทสัญชาติไทย แต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่สิงคโปร์ คล้าย ๆ กับ Thaibev นั่นหละครับ ผมเป็นพนักงานคนไทยรุ่นบุกเบิก รหัสพนักงาน MDL001 (มีเพื่อนหลายคนถามผมว่า บริษัททำธุรกิจขายของเล่นหรือตุ๊กตาหรือเปล่า ผมก็ได้แต่ทำน่างง ๆ ปกติชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องธุรกิจ Oil & Gas จะมีชื่อ เกี่ยวกับอะไร ๆ ในทะเล เช่น Shell, Pearl Oil เป็นต้น) บริษัทที่ผมทำงานอยู่ในปัจจุบัน ก็ทำธุรกิจมีเรือให้บริการขุดเจาะก๊าซและน้ำมันพร้อมกับวิศวกรผู้ชำนาญงาน ปัจจุบันทำงานให้ลูกค้าอยู่ในแถบ ๆ South East Asia ในฐานะที่ผมดูแลรับผิดชอบงานด้านการเงินและบัญชีทั้งหมดของกลุ่มบริษัท จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าหลักภาษีในแต่ละประเทศที่บริษัทเข้าไปประกอบธุรกิจ

วันนี้ผมขอแชร์ประสบการณ์และความรู้ด้านภาษีระหว่างประเทศที่พอมีอยู่บ้างมาแลกเปลี่ยนกันดูนะครับ ผมชอบการศึกษาเชิงเปรียบเทียบครับ เพราะทำให้เราได้รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ตำแหน่งไหนในตลาด ผมขอเริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล Corporate Income Tax เทียบกลุ่มประเทศใน South East Asia ก่อนเลยนะครับ

Corporate Income Tax

                                              2008             2009              2010
——————————————————————–
Indonesia                            30%                 28%                   25%
Malaysia*            20% or 26%    20% or 25%    20% or 25%
Singapore                           18%                  18%                    17%
Thailand                             30%                 30%                    30%
Vietnam                             28%                  25%                    25%

* Subject to Net Chargeable Income

จากตารางข้างบน ก็พอจะวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนของบริษัทอย่างคราว ๆ ได้นะครับว่า ประเทศไหนมีต้นทุนทางภาษีที่ถูกกว่ากัน เพราะ Corporate Income Tax ถือเป็น major cost ที่สำคัญตัวหนึ่งของบริษัทเลยนะครับ ลองคิดเล่น ๆ ดูนะครับว่า ถ้าเราทำธุรกิจแล้วมีกำไร ยกตัวอย่างสัก1,000,000 บาท เราอยากเสียภาษีให้รัฐเท่าไหร่ แน่นอนครับว่าเราก็คงอยากเสียภาษีในอัตราที่ต่ำที่สุดใช่ไม่ครับ ดังนั้นถ้าประเทศไหนสามารถกำหนดนโยบายภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งก็จะสามารถดึงดูให้บริษัทต่าง ๆ ไปลงทุนได้มากกว่า

หลายคนเรียน MBA อาจารย์ท่านก็พร่ำสอนเรื่อง ทำอย่างไรให้บริษัทของเรามีความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (Competitiveness)  แต่ถ้าเทียบดูจากตารางที่ผมเปรียบเทียบให้ข้างบน ผมว่าเราตายตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเลยครับ ประเทศต่าง ๆ ในแถบนี้ ซึ่งเป็นคู่แข่งเราทั้งนั้น มีอัตราภาษีที่ต่ำกว่าเราทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่ต่ำกว่า อย่างน้อยก็ 5% บางประเทศอย่างสิงค์โปร์ ต่ำกว่าเราถึง 13% แล้วเราจะแข่งกับชาวบ้านได้อย่างไรหละครับ

ผมมีโอกาสทำงานกับคนหลากหลายประเทศ ชาวต่างประเทศชอบเมืองไทยครับ เค้าว่า คนไทย nice อาหารไทยก็อร่อย ทะเลก็สวย แล้วอย่างไงครับ พอถึงเวลาตัดสินใจเลือกลงทุน คนทำธุรกิจก็ต้องเลือกประเทศที่ต้นทุนต่ำที่สุดเป็นหลักใช่ไหมครับ ที่จริงแล้วมันก็มีหลายปัจจัยในการตัดสินใจลงทุน ปัจจุบันประเทศไทยดราสู้คู่แข่งโดยเฉพาะเพื่อนบ้านไม่ค่อยได้ ไม่ใช่เราไม่ดี เพียงแต่ว่าเราปรับตัวเองไม่ทัน (หรือช้า) เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เราคงปฏิเสธทุนนิยมไม่ได้ เนื่องจากโลกมันหมุนไปทุกวัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ บริษัทที่ผมทำงานอยู่ทุกวันนี้ ผู้บริหารก็มี project ลงทุนตลอดเวลาไม่มีหยุด ถ้าหยุดก็หมายถึงบริษัทถอยหลังเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่แน่นอนที่สุดครับ การลงทุนใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เขาก็ไม่ได้เลือกลงทุนในเมืองไทยอีกต่อไป เพราะประเทศเรามีข้อจำกัดหลายอย่าง ส่วนหนึ่งผมคิดแล้วก็เศร้า……..แต่มาคิดอีกที เราก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา แต่ขอบอกว่าเหนื่อยครับพี่น้อง…………….สวัสดี

Phiboon Buakhunngamcharoen
Group Financial Controller
Mermaid Drilling Ltd

BA, Yonok #5
MBA, NIDA Flex #4
EPD, Thammasat University

นักบัญชี…..เพื่อนซี้…..ยันป้าย (ประโยคนี้โดน จริง ๆครับ)

Thursday, October 15th, 2009

ผมพิบูลย์ ศิษย์เก่าโยนก ขอเป็นส่วนหนึ่งของ YONOK Blog นะครับ

จากเด็กนิเทศศาสตร์ปี 1 มาเป็นเด็กบริหารฯ ปี 2 และจบการสาขาการบัญชีในที่สุด ชีวิตในวันนี้ก็วนเวียนอยู่ในสายงานบัญชีมาตลอด สนุก เหนื่อย เติบโต มั่นคง แข็งแรง ก็เพราะวิชาชีพนี้หละครับ

พอดีผมไปอ่านคอลัมภ์ นักบัญชี…..เพื่อนซี้…ยันป้าย ของหนังสือโลกวันนี้รายวัน เออใช่นะ นักบัญชีเป็นคู่ซี้ของผู้บริหารจริง ๆ ทุกวันนี้ก็ยุ่งอยู่กับแต่กับนาย และก็นาย เมื่อก่อนตอนทำงานอยู่ที่ IBM ผมสังเกตเห็นว่า ผู้บริหารคนไหนที่มีศักยภาพที่จะเป็น MD บริษัทก็จะส่งไปอบรมสำนักงานใหญ่ที่อเมริกา กลับมาไม่นานก็ได้ promote เป็น CFO และก็ไม่นานเช่นกัน ก็ได้ promote เป็น MD

ก็ต้องยอมรับนะครับวิชาชีพบัญชีเป็นอาชีพหนึ่งที่มีงานรับรองสูง แต่ก็มีความกดดันในงานสูงเช่นกันครับ นักบัญชีมืออาชีพ ก็ต้องเป็นผู้มีความรู้ ทั้งงานบัญชี การเงิน กฎหมาย ภาษี รายละเอียดของธุรกิจที่บริษัทประกอบกิจการ เพราะผลลัพธ์ทางธุรกิจ จะถูกแสดงในรูปของตัวเลข หรืองบการเงินนั่นเอง  และคนที่จะต้องตอบคำถามเป็นคนแรก ๆ จากผู้บริหาร ก็คือ นักบัญชี (กดดันไม๊คร๊าบ) เพราะฉะนั้น นักบัญชี จึงเป็นผู้ที่จะต้องรอบรู้ในธุรกิจที่บริษัททำอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถ้าเรามองในมุมกลับกัน นักบัญชีนั่นแหละครับเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ เพราะเป็นหน่วยงานเดียวที่จะต้องเข้าใจในธุรกิจอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะวิเคราะห์ที่มาที่ไปของตัวเลขได้

ประสบการณ์ที่ผ่านมาในหลายธุรกิจ IT, Manufactory, Consumer product, Supply Chain และปัจจุบันทำงานอยู่ในธุรกิจ Oil & Gas แต่ละธุรกิจมี Key Success Factor ที่แตกต่างกัน แต่นักบัญชีสามารถประยุกต์ ศาสตร์ที่เป็นวิชาชีพของตัวเองให้เข้ากับธุรกิจที่เราทำอยู่ได้ หรือแม้แต่คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวถ้ามีความรู้ความเข้าใจในงานบัญชีแล้วหละก็ธุรกิจก็ เงินที่บริษัทหามาได้จะไม่มีทางรั่วไหลเลยครับ

ถึงแม้หน่วยงานบัญชีจะไม่ใช่เป็นหน่วยงานที่หารายได้ให้กับบริษัทฯ แต่ก็เป็นหน่วยงานที่ป้องกันไม่ให้เงินของบริษัทรั่วไหลโดยไม่มีประโยชน์ บางครั้งก็ช่วยบริษัทลดค่าใช้จ่าย เช่น การวางแผนภาษี, การต่อรองดอกเบี้ยกับธนาคาร เป็นต้น

 

Phiboon Buakhunngamcharoen            

Group Financial Controller                                                 BA (accounting), Yonok # 5

Mermaid Drilling Ltd                                                             MBA (Finance), NIDA – Flex # 4

                                                                                                        EDP, Thammasat University

เรียนบัญชีไม่มีตกงาน

Tuesday, April 28th, 2009

ตอนนี้นักศึกษาบัญชีหลักสูตรต่อเนื่อง รหัส 50 กำลังยุ่งอยู่กับการทำ Project บัญชีและงบการเงิน ผลของตัวเอกสารเสร็จแล้ว 7 คน (จาก 19 คน) แต่ยังไม่ผ่านการทดสอบการตอบคำถาม  แต่..ที่น่าตื่นเต้นคือว่ามีนักศึกษาได้งานแล้ว 2 (ใน7) คน (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่จบนะคร้าบบ) ว้าวววว ตื่นเต้นตื่นเต้น ข้อมูล ณ 28 เม.ย. 52