Archive for the ‘KM:การเรียนการสอนและวิจัย’ Category

นวัตกรรมในสถานศึกษา.

Thursday, July 20th, 2017

นวัตกรรมในสถานศึกษา.
Innovation Management for Work Improvement and Service Excellence

จากการที่ศูนย์เนชั่นบางนามีจัดการอบรมบุคลากรภายใน เรื่องนวัตกรรมในสถานศึกษา.
โดยวิทยากรบรรยาย คือ อาจารย์ดร พยัต วุฒิรงค์ ณ ห้อง 601 มหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์เนชั่นบางนา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2560

วิทยากร พูดถึง นวัตกรรม Innovation ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้า แต่นวัตกรรม Innovation is about creating value for stakeholders by improving Product, Services, Processes, Marketing Methods, and Management Methods. เช่นนวัตกรรมของอีเกีย IKEA, นครชัยแอร์และ ธนาคารไทยพาณิชย์

นอกจากนี้ยังพูดถึง Kaizen ไคเซน ซึ่งเป็นวิธีการการบริหารจัดการแบบหนึ่ง หมายถึงปรัชญาการทำงานร่วมกันขององค์กร พฤติกรรมนิยมที่ปฏิบัติร่วมกันในองค์กร วัฒนธรรมองค์กร
หลักการของไคเซน มีหัวใจสำคัญอยู่ 5 ประการคือ
– Challenge ความท้าทาย
– Kaizen ไคเซน – การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
– เก็นจิ เก็นบุตซึ – การเข้าไปตรวจสอบหน้างานจริง
– Respect การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน
– Teamwork การทำงานเป็นทีม

สรุปได้ว่า ไคเซน คือการทำงานให้น้อยลงด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงานเสียใหม่ โดยสนับสนุนให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้น เป็นการทำเพื่อตัวเราเอง เพื่อให้เราสามารถทำงานของเราได้ง่ายและสะดวกสบายขึ้น ดังนั้นตนเองต้องเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเริ่มต้นทำไคเซน การทำไคเซนเป็นสิ่งที่ทำเพื่อตัวเองการบีบคอตนเองย่อมไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง

คนญี่ปุ่นชอบปรับปรุง ตัวเองตลอด

เคล็ดลับในการทำไคเซน
เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป
เน้นวิธีการมากกว่าสิ่งของ
ไม่ลงทุน หรือ ลงทุนน้อยมากๆ
ทำบ่อยๆ ทำต่อเนื่องทำทุกคน
เน้นคนที่คุ้นเคยกับงาน
อย่าหวังว่าจะสำเร็จ 100%
ใครๆก็ทำได้

จุดแรกคือยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ความพอใจเป็นศัตรูตัวสำคัญของไคเซน
โดยปกติของมนุษย์ มีความรักตัวเองมากกว่าองค์กรเสมอ หลักการที่สำคัญคือ เลิก ลด เปลี่ยน
เลิก – เรื่องที่ไม่มีความจำเป็น เรื่องที่ไม่ทำก็ได้ เรื่องที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้
ลด – การลงมือทำซ้ำ 2 – 3 หน การแก้ไข การทำใหม่ การตรวจสอบซ้ำๆ หลายครั้ง การลอกข้อความเดิม/การเขียนใหม่หลาย ๆ ครั้ง
เปลี่ยน – เปลี่ยนขั้นตอน ตำแหน่ง วิธีเตรียมงาน ขนาด วัสดุ วัตถุดิบ

คำถามว่าอะไรคือปัญหา
– ไม่รู้ว่ามีปัญหา
– รู้ว่ามีปัญหาแต่ไม่ยอมรับรู้
– รับว่ามีปัญหา และรับรู้ แต่ไม่ยอมแก้
– รับว่ามีปัญหาแต่เกี่ยงกัน (ไม่) แก้
– เจตนากลบปัญหา (เพราะตัวเองกลัวปัญหา)
– เจตนากลบปัญหา (เพราะนายไม่ชอบปัญหา)
– ปัญหาเรื้อรัง แก้แล้วไม่หาย ก็เลยไม่แก้ (แก้ปลายเหตุ)
– รู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่ยอมกล้าแก้ (เข้าเนื้อเปล่าๆ)
– มีปัญหาต้องแก้เป็นทีม (ทีมแตกเรื่อย/ทีมมีปัญหาเอง)
– ความรู้ด้านเทคนิคไม่พอในการแก้ปัญหา
– วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาไม่เป็น
– รู้ว่ามีปัญหาแต่กำหนดไม่ถูกว่าอะไรคือ ปัญหา
จะทำให้สำเร็จได้ต้อง ยอมรับก่อนว่ามีปัญหา และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาไปด้วยกันเป็นทีม เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองและทีม ลงมือปฏิบัติ ทบทวนแก้ไขใหม่ หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ และเริ่มกระบวนการดังกล่าวอีกครั้งโดยมีทัศนคติว่า การเปลี่ยนนั้นเพื่อทำให้ตัวเองทำงานน้อยลง

การดำเนินงานจากการจัดการความรู้ (KM) : ประเด็นด้านการพัฒนางานวิจัย

Sunday, October 16th, 2016

ผลการดำเนินงานจากการจัดการความรู้ (KM) : ประเด็นด้านการพัฒนางานวิจัย

เรื่อง การพัฒนาแนวทางการสร้างผลงานวิจัยในชุมชนสำหรับอาจารย์ใหม่

 

โดย  อาจารย์ ธณกฤษ  หมื่นก้อนแก้ว และ รศ.ดร.สุดารัตน์  สิทธิสมบัติ**

Tacit Knowledge**วิทยากรผู้สอนหลักสูตรการพัฒนานักศึกวิจัยหน้าใหม่ในชุมชน โครงการลูกไก่ แม่ไก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิทยากรผู้สอนหลักสูตรการพัฒนานักศึกวิจัยหน้าใหม่ในชุมชน โครงการลูกไก่ แม่ไก่ ในการทำ KM และการสร้างผลงานวิจัยในชุมชน

 

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

 

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ

 

เนื้อหา (Content) : การทำวิจัยในชุมชนเป็นงานวิจัยที่มีการทำงานในเชิงของการมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเน้นการให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการวิจัยด้วยตนเองเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานวิจัย นำไปดำเนินงานในการพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถพึ่งพิงตนเองได้เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัย ซึ่งการทำงานวิจัยในชุมชนมีรูปแบบของการทำวิจัยที่หลากหลาย เช่น การทำวิจัยเชิงพรรณนา การทำวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ การทำวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการทำวิจัยในชุมชนจะใช้รูปแบบของการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก และอาจมีการรูปแบบของการวิจัยเชิงปริมาณร่วมด้วย ดังนั้นผู้ที่ทำวิจัยจึงต้องมีทักษะ และเข้าใจในวิธีการ และกระบวนการในการทำวิจัยในชุมชนให้ถูกต้อง และเหมาะสมเสียก่อน ซึ่งอาจจะถูกพัฒนาทักษะในแนวทางต่างๆ ประกอบด้วย

– การส่งอาจารย์หน้าใหม่ไปพัฒนาความรู้ และทักษะการทำงานวิจัยในชุมชน จากหน่วยงาน องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านนี้ โดยเฉพาะ รวมถึงให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นที่ปรึกษาในการทำงานวิจัยในชุมชน และเป็นแหล่งงบประมาณในการสนับสนุนการทำงานด้วย เพื่อที่จะทำให้อาจารย์ได้รับการพัฒนาทักษะ และประสบการณ์ผ่านการทำงานวิจัยได้อย่างถูกต้อง และมีคุณภาพมากที่สุด

– การพัฒนาอาจารย์หน้าใหม่ในการทำวิจัยในชุมชน โดยการสรรหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยในชุมชนมาเป็นที่ปรึกษาในการทำงานวิจัย และแนะนำกระบวนการทำงานวิจัยในชุมชนให้แก่อาจารย์ รวมถึงการของบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกที่สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสามารถดำเนินงานวิจัยในชุมชุนได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้ให้คำปรึกษาในการทำงานที่ดี ซึ่งจะทำให้อาจารย์ได้รับการพัฒนาประสบการณ์ในการทำวิจัยที่ดีร่วมด้วย

–  การพัฒนาอาจารย์หน้าใหม่ในการทำวิจัย โดยการให้อาจารย์หน้าใหม่มาเป็นผู้ร่วมวิจัย และถ่ายทอดวิธีการ และกระบวนการทำวิจัย ผ่านการทำงานวิจัย ซึ่งอาจารย์หน้าใหม่จะได้เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ของการทำงานจากคณะผู้ดำเนินงานวิจัย ทั้งนี้งานวิจัยที่ร่วมดำเนินการจะต้องมีขนาดของงานวิจัยที่หลากหลาย และที่สำคัญต้องเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง และมีกระบวนการวิจัยที่ถูกต้อง เพื่อให้อาจารย์หน้าใหม่ได้เรียนรู้ และได้พัฒนาทักษะการทำงานวิจัยในชุมชนอย่างเหมาะสม และนำไปใช้ในการสร้างสรรค์งานวิจัยในชุมชนด้วยตนเองได้ต่อไป

 

** ข้อควรระวังคือ งานวิจัยในชุมชน เป็นงานที่ทำงานร่วมกับชุมชนเป็นหลัก ดังนั้นผู้ทำการวิจัยควรมีทักษะในการเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับบริบทของชุมชน วัฒนธรรมชุมชน กิจกรรมต่างๆ ของชุมชน รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่สำคัญในชุมชนนั้นๆ เป็นอย่างดีเสียก่อน อีกทั้งต้องชี้แจงวิธีการ ประโยชน์ และการนำผลที่ได้จากการทำงานวิจัยไปใช้ให้ชุมชนได้เข้าใจ ซึ่งจะทำให้การทำงานวิจัยดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพต้องเป้าหมายของการทำงานวิจัยนั้นๆ

 

ซึ่งจากการดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอาจารย์ใหม่ โดยส่งเสริมอาจารย์สร้างงานวิจัยในชุมชน เพื่อขอรับทุนสนับสนุนการวิจัย และมีอาจารย์ในคณะ 1 ท่าน คือ อาจารย์นิภรดา ยาวิราช ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห้งชาติ ในงานวิจัย เรื่องการพัฒนาชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการตนเองจังหวัดลำปาง

budget-for-community-research_59

การพัฒนาแนวทางการนิเทศงานวิชาฝึกประสบการณ์สร้างเสริมวิชาชีพสาธารณสุข สำหรับอาจารย์ใหม่

Sunday, October 16th, 2016

ผลการดำเนินงานการจัดการความรู้ (KM) : ประเด็นการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน

เรื่อง การพัฒนาแนวทางการนิเทศงานวิชาฝึกประสบการณ์สร้างเสริมวิชาชีพสาธารณสุข

สำหรับอาจารย์ใหม่

 

โดย  อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์**

Tacit Knowledge**อาจารย์ผู้สอนหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์บัณทิต (สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์) คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น และเป็นวิทยากร ในการทำ KM และการเขียนบทความทางวิชาการ

 

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

 

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Desired State): อาจารย์นิเทศงานใหม่ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

 

เนื้อหา (Content) : กระบวนการนิเทศงานนักศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีลักษณะการดำเนินงาน ที่ใช้ในการกำกับ ติดตาม ให้คำแนะนำ การวัดผล และประเมินผลผู้ฝึกปฏิบัติ หรือนักศึกษา โดยให้ผู้มีความรู้และประสบการณ์ อันประกอบด้วย อาจารย์ ครูพี่เลี้ยง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน เป็นผู้ใช้กระบวนการดังกล่าว สำหรับการประเมินองค์ความรู้ ทักษะ รวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้จากศาสตร์และศิลป์ที่ได้เรียนรู้มาของนักศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งบัณฑิตที่มีคุณภาพ และสามารถนำองค์ความรู้ หรือทักษะที่ได้จากการเรียนและการฝึกปฏิบัติงาน มาใช้ในการทำงานในสาขาวิชาชีพนั้นได้อย่างเต็มความสามารถ การนำกระบวนการนิเทศงานมาใช้งาน ผู้นิเทศจึงต้องมีความเข้าใจในวิธีการดำเนินการเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากดำเนินงานตามกระบวนการไม่ถูกต้อง หรือเหมาะสมแล้ว อาจทำให้นักศึกษา หรือผู้ฝึกปฏิบัติ มีคุณภาพ และความสามารถในการทำงานในสาขาวิชาชีพนั้นได้อย่างไม่เต็มความสามารถเท่าที่ควร ซึ่งรูปแบบของการนิเทศงานในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์จะจำแนกออกเป็น ระดับต่างๆ อันประกอบด้วย

– ระดับที่ 1 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ และการสุขาภิบาลมาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของกลุ่มคนไม่มีความเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

– ระดับที่ 2 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันควบคุมโรค อันได้แก่ การป้องกันควบคุมโรคติดต่อ และโรคไม่ติดต่อ การป้องกันควบคุมงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และการป้องกันควบคุมงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพที่ดี ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

– ระดับที่ 3 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษา และการฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยจากโรค ในกลุ่มคนที่มีความเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพดีขึ้น ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

ทั้งนี้ ข้อควรระวังในการนำรูปแบบการนิเทศงานทั้ง 3 ระดับมาใช้ในการดำเนินงานนั้น ผู้นิเทศงานต้องสามารถจำแนกระดับของบุคคล ครอบครัว และชุมชน ได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ในการนิเทศระดับใด เพื่อเป็นการป้องกันการผิดพลาดในการใช้กระบวนการนิเทศงาน ที่ไม่ถูกต้องกับระดับการฝึกปฏิบัติ

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการความรู้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำเป็นคู่มือสำหรับการฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์สำหรับนักศึกษาเป็นระดับต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์ที่นิเทศงานสามารถดำเนินการนิเทศได้อย่างถูกต้อง และมีคุณภาพต่อการจัดการเรียนการสอน 

manual-wil-1_58

การกรอกเกรดลงระบบฐานข้อมูลงานทะเบียน

Friday, May 27th, 2016

KM 

เรื่อง การกรอกเกรดลงระบบฐานข้อมูลงานทะเบียน http://register.nation.ac.th/nationu/login.php

27 พฤษภาคม 59

จากการที่ศูนย์เนชั่นบางนามีนโยบายให้อาจารย์แต่ละท่านเป็นผู้กรอกเกรดลงระบบฐานข้อมูลงานทะเบียน แทนการส่งเกรดในระบบเดิม จนถึงปัจจุบันศูนย์เนชั่นบางนาได้ใช้ระบบการกรอกเกรดเป็นเวลากว่า 2 ปี เราพบปัญหาว่าทุกครั้งที่มีการกรอกเกรดลงระบบอาจารย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่จะไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไร จึงสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ในการกรอกเกรดได้

โดยดิฉันขอสรุปขั้นตอนดังนี้

  1. อาจารย์ประจำวิชาจัดทำเกรดของนักศึกษาให้เป็นไปตาม มคอ. ว่าในรายวิชานี้มีการตัดเกรดแบบใด อิงเกณฑ์ อิงกลุ่ม โดยเป็นไปตาม เกณฑ์การวัดประเมินผลการเรียน (การตัดเกรด) มหาวิทยาลัยเนชั่น เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2555
  2. อาจารย์ประจำวิชาเข้าร่วมการประชุมพิจารณาเกรด โดยที่ศูนย์เนชั่นบางนาแยกออกเป็น การตัดเกรด กลุ่ม GE คณะนิเทศศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ โดยวิธีการประชุมพิจารณาเกรดจะไม่กล่าวถึงในที่นี้
  3. อาจารย์ประจำวิชานำเสนอว่า ตนเองตัดเกรดนักศึกษาแบบใด เป็นไปตาม มคอ.อย่างไร เมื่อที่ประชุมมีมติอย่างไร ก็จะเริ่มกระบวนการกรอกเกรดลงระบบฐานข้อมูลงานทะเบียน
  4. เมื่ออาจารย์กรอกเกรดเรียบร้อย พริ้นรายงานเกรดส่งคณะวิชา เพื่อส่งต่อให้งานทะเบียนส่งเกรดให้กับทางลำปางต่อไป

วิธีการกรอกเกรดลงระบบฐานข้อมูลงานทะเบียน

  1. เข้าไปในระบบ เลือกบันทึกผลการเรียนรายวิชา เลือกวิชาที่จะกรอก คลิ๊ก กรอกเกรด ไอคอน ดินสอ เพื่อกรอกเกรดนักศึกษารายบุคคล ใส่คะแนน และเลือกเกรดของนักศึกษา ระบบจะบันทึกอัตโนมัติ
  2. ออกจากหน้ากรอกเกรด Download file Excel 1 รายชื่อนักศึกษาเป็นภาษาไทย 2 รายชื่อนักศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเมื่ออาจารย์กรอกเกรดนักศึกษาแล้ว ไฟล์นี้จะมีเกรดนักศึกษาแล้ว
  3. อาจารย์กรอกคะแนนดิบลงในไฟล์ Excel โดยอาจจะ copy & paste มาจากไฟล์คะแนนของอาจารย์ได้ ซึ่งจะต้อง save ไฟล์ในรูปแบบ Excel workbook ระบบจะ Save file ในรูปแบบ Webpage
  4. แก้ไข font ทั้งหมด ในรูปแบบ Th Saraban PSK 16 ปรับรูปแบบหน้าให้สวยงาม
  5. พริ้นใบปะหน้าเกรด โดยคลิ๊ก ไอคอน พริ้นเตอร์ ใส่ช่วงคะแนนแต่ละเกรด
  6. พริ้น ใบปะหน้า และใบรายงานเกรดนักศึกษาให้ คณบดี กรรมการสอบไล่ ลงนาม ก่อนส่งเกรดทั้งหมดให้งานทะเบียนลำปาง

คู่มือการใช้ระบบทะเบียนออนไลน์สำหรับอาจารย์

การกรอกเกรด ตั้งแต่หน้า 24 เป็นต้นไป

http://doc.nation.ac.th/roongrut/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C.pdf

ความรู้เรื่องโอ่งชีวิต และความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมาย

Tuesday, May 10th, 2016
โอ่งชีวิต

โอ่งชีวิต – ภาพโดย อ.วิเชพ ใจบุญ

 

โอ่งชีวิต หรือโอ่งเศรษฐกิจ
คือ เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจของชุมชน หรือบุคคล
ว่ามีสิ่งใดเป็นรายรับ สิ่งใดเข้ามาเป็นประโยชน์ หรือเข้ามาสนับสนุนชุมชน
และมีสิ่งใดเป็นรายจ่าย สิ่งใดรั่วไหลออกไป หรือเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย
หากรู้ที่มาของรายรับ และที่ไปของรายจ่าย ก็จะเป็นข้อมูลในการจัดการ
ด้วยการเพิ่มรายรับ และลดรายจ่ายต่อไป
อาทิ นักศึกษาใช้โอ่งชีวิตช่วยวิเคราะห์รายรับ รายจ่าย ด้านการศึกษาของตนเอง

จิรายุ คำแปงเชื้อ

จิรายุ คำแปงเชื้อ

จิรายุ คำแปงเชื้อ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง โอ่งชีวิต ว่า
โอ่งชีวิต เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์
สำหรับโอ่งชีวิตเป็นเครื่องมีที่มีประโยชน์สามารถนำไปใช้กับชุมชนก็ได้ ใช้กับตนเองก็ได้
เพื่อที่เราจะได้รู้รายรับที่เข้ามาและรายจ่ายที่ออกไปและเงินออมของเรา
ในภาพประกอบไปด้วย ก็อกน้ำเปรียบเหมือนรายรับที่เข้ามาของเดือนนั้น
โอ่งเปรียบเหมือนเงินเก็บของเราในเดือนนั้น
และรอยรั่วเปรียบเหมือนรายจ่ายที่ออกไปในเดือนนั้น
สำหรับผมก็อยากจะรู้ว่ารายรับที่ผมได้มาทำไมมันไม่พอใช้ ผมก็ได้มาเยอะนะ(ต่อเดือน)
ผมก็เลยเขียนรายจ่าย ตรงรอยรั่วนั้นลงไป ทำให้ผมได้รู้เลย
ทำไมรายจ่ายของผมถึงไม่พอ เพราะผมไปใช้ในเรื่องไร้สาระนั้นเอง แถมใช้ไปเยอะด้วย
อาทิเช่น แทงบอล เที่ยว กินเหล้า ซื้อรองเท้า ซื้อเสื้อผ้า ฯลฯ
ผมก็เลยตัดการใช้จ่ายบางรายการออกไปและลดการใช้จ่ายบางรายการดู
ผมนี้ตกใจเลย เงินที่ได้มาเหลือเยอะขนาดนี้เลยหรือนี้
ถ้าผมทำอย่างนี้บ่อย ๆ ผมอาจจะมีโอ่งใบเล็ก ๆ ที่รองรอยรั่ว เปรียบเหมือนเงินออมนั้นเอง
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจากคุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

ความรู้เรื่องแผนที่ความคิด และความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมาย

Tuesday, May 10th, 2016
mind map

mind map – ภาพโดย อ.วิเชพ ใจบุญ

แผนที่ความคิด (Mind Map)
คือ แผนผัง (Diagram) ที่ใช้แสดงแนวความคิดของมนุษย์ที่เชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ จากจุดศูนย์กลาง
แล้วแตกแขนงออกไปเหมือนเส้นประสาทในสมองของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกัน
โดยที่แผนที่ความคิดถูกสร้างขึ้นมา เพื่อใช้เป็นจุดกำเนิด หรือการเริ่มต้นในการทำงานต่าง ๆ
การเขียนแผนที่ความคิดจะมีโครงสร้างและแนวความคิดแตกต่างกันออกไป
ขึ้นอยู่ว่าจะนำมาเขียนในประเด็นอะไร
อาทิ นักศึกษาใช้เล่าเรื่อง programmer

อ้างอิงจาก บทความแผนที่ความคิดของ ดร.อาณัติ รัตนถิรกุล
ที่ http://www.arnut.com/b/node/286
ซึ่ง อ.วิเชพ ใจบุญ ได้แบ่งปันมาในกลุ่มเฟสบุ๊ค

พิทยา กานต์อาสิญจ์

พิทยา กานต์อาสิญจ์

พิทยา กานต์อาสิญจ์ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง Mind Mapping ว่า
Mind Mapping เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ดี และกว้างมากในการเขียนแผนผังความคิดที่ไม่มีขอบเขต
สามารถที่จะเขียนเรื่องราวได้จากหัวข้อเดียว
แล้วขยายเป็นรากแยกออกไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดที่จะจำกัดความคิดของเราได้
แต่ต้องมีความรู้ด้านนั้น ๆ เพื่อเขียนออกมาเป็นเรื่องราว
ถ้าหากไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้านนั้นจริง ๆ ควรไปศึกษาสิ่งที่ต้องการเขียนออกมาก่อน
ไม่งั้นจะไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้เลย ถึงจะชอบเรื่องนั้น ๆ มากก็ตามครับ
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจากคุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

ความรู้เรื่องต้นไม้ชุมชน และความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมาย

Tuesday, May 10th, 2016
community tree

community tree – ภาพโดย อ.วิเชพ ใจบุญ

ต้นไม้ชุมชน คือ เครื่องมือวิเคราะห์ชุมชน
โดยแบ่งต้นไม้ออกเป็นส่วน ๆ ที่มีหน้าที่สัมพันธ์กัน
แล้วเปรียบเทียบว่าแต่ละส่วนของต้นไม้ก็เหมือนแต่ละส่วนของชุมชน
และให้คนในชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ว่าแต่ละส่วนที่ชุมชนมีนั้นมีอะไรบ้าง
ประกอบด้วย
1. ราก – ประวัติ วัฒนธรรม รากเหง้า
2. ลำต้น – ทรัพยากร
3. กิ่ง – เครือข่ายในชุมชน
4. ใบ – ผู้นำหาอาหารมาหล่อเลี้ยงทั้งต้น
5. ผล – สิ่งที่เจริญงอกงาม โดดเด่นได้จากองค์ประกอบข้างต้น

บางครั้งอาจพบการเปลี่ยนจากต้นไม้ชุมชนเป็นต้นไม้ปัญหา
เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา โดยแบ่งรากเป็นสาเหตุ ลำต้นเป็นปัญหา และผลเป็นผลกระทบ

วรวัช ไชยธิ

วรวัช ไชยธิ

วรวัช ไชยธิ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง ต้นไม้ชุมชน ว่า
เรื่อง ต้นไม้ชุมชน เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์
ในเรื่องของรายละเอียด ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลง หรือ สิ่งใหม่ที่เกิดกับชุมชน
แบ่งความสัมพันธ์ได้ 5 ส่วน คือ ราก ลำต้น กิ่ง ใบ ผล
1.ราก คือ ประวัติศาสตร์ รากเหง้า ของชุมชน
2.ลำต้น คือ ทรัพยาการที่ล่อเลี่ยงชุมชน
3.กิ่ง คือ ระบบความมสัมพันธ์ในชุมชน
4.ใบ คือ ผู้นำของชุมชน
5.ผล คือ ผลกำไรจากการประกอบอาชีพในชุมชน
5 ส่วนนี้มีความสัมพันธ์กันจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
และสามารถบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของแต่ละส่วนในชุมชนนั้น ๆ ได้
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจากคุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

ณัฐชนน แก้วตัน

ณัฐชนน แก้วตัน

ณัฐชนน แก้วตัน แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง ต้นไม้ชุมชน ว่า
ต้นไม้ชุมชน เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์
ในเรื่องของวัฒนธรรมประเพณีหรือวิถีชีวิตของคนในชุมชน
ซึ่งจะแบ่งความสัมพันธ์ออกเป็น 5 ส่วน
คือ ส่วนของราก ลำต้น กิ่ง ใบ และผล ซึ่ง ส่วนต่างๆ มีความหมายดังนี้
1. ราก เปรียบเสมือนประวัติศาสตร์
2. ลำต้น เปรียบเสมือนวัฒนธรรมประเพณี
3. กิ่ง เปรียบเสมือนวิถีชีวิต
4. ใบ เปรียบเสมือนผู้นำชุมชน
5. ผล เปรียบเสมือนความเปลี่ยนแปลงในชุมชน
ซึ่ง 5 ส่วนนี้ หมายถึง การสืบทอดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
หรือการเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบันนั่นเอง
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจากคุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

ความรู้เรื่อง Body Scan และความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมาย

Tuesday, May 10th, 2016
body scan

body scan – ภาพโดย อ.วิเชพ ใจบุญ

ตรวจเช็คร่างกาย (Body Scan)
คือ เครื่องมือวิเคราะห์ที่สามารถประยุกต์ใช้กับประเด็นต่าง ๆ
โดยเปรียบเทียบประเด็นที่สนใจก็เหมือนกับร่างกายมนุษย์
สามารถแบ่งหมวดหมู่ให้สอดคล้องกับร่ายกาย
อาจแบ่งเป็น 2 ซีกให้ซีกซ้ายเป็นปัญหา และซีกขวาเป็นแนวทางแก้ไข
หรือแบ่งเป็นหัว มือ หัวใจ ร่างกาย และเท้า
ว่าแต่ละส่วนเชื่อมโยงกับประเด็นที่สนใจอย่างไร
อาทิ ให้น.ศ.มองสถานศึกษาเป็นร่างกาย แล้วฝึกวิเคราะห์

นรภัทร นรศักดิ์

นรภัทร นรศักดิ์

นรภัทร นรศักดิ์ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง Body Scan ว่า
Body Scan หรือเราเรียกว่า ตุ๊กตาชุมชน คือ เครื่องมือวิเคราะห์ปัญหาของคนกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งเราใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มคน
ได้จากการวาดรูปตุ๊กตาขึ้นมาและนำส่วนบางส่วนในร่างกายมาเปรียบเทียบ
เช่น
1. หัว คือ สมองคน ความคิดของคน หรือ ความเชื่อ
2. มือ คือ การบริโภค ความสะอาด
3. ร่างกาย คือ ด้านสุขภาพของร่างกาย เช่น โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น
4. หัวใจ คือ ด้านจิตใจอารมณ์ ความอ่อนไหว เป็นต้น
5. เท้า คือ เหมือนการเดิน เราก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้า การมีเป้าหมายเป็นของตัวเอง
ทั้งหมดนี้คือ ส่วนในร่างกายของตุ๊กตาชุมชน
เราจะแบ่งครึ่งคือจะมีเส้นแบ่งตรงกลางผ่าตัวของตุ๊กตาชุมชนตั้งแต่หัวจนถึงเท้า
ฝั่งซ้าย เราจะวิเคราะห์เชิง ปัญหาคนในกลุ่ม ในแต่ละส่วนของร่างกายตุ๊กตาชุมชน
ฝั่งขวา เราจะวิเคราะห์เชิง วิธีแก้ไข้ปัญหาในแต่ละส่วนของร่างกายตุ๊กตาชุมชน
เราสามารถนำตุ๊กตาชุมชน ไปปรับใช้ได้หลายระดับ
เช่น คนในครอบครัว กลุ่มเด็กนักเรียน กลุ่มนักศึกษาในมหาลัย
กลุ่มเพื่อนในที่ทำงาน เราสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายกลุ่มชน
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจากคุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

วสันต์ ศรีโชติ

วสันต์ ศรีโชติ

วสันต์ ศรีโชติ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง Body Scan ว่า
Body Scan เป็นเครื่องมือทางการคิดวิเคราะห์รูปแบบหนึ่ง
โดย เชื่อมโยง ลักษณะ สรีระร่างกาย
แบ่ง หมวดหมู่ตามการใช้งานให้สอดคล้อง กับ พฤติกรรม
ซึ่งแบ่ง กระบวนการ วิเคราะห์ เป็น 2 แบบ คือ สภาพปัญหา และ การแก้ไข
สรีระที่แบ่งนั้น ประกอบไปด้วย 5 ปัจจัย คือ หัว มือ หัวใจ ร่างกาย เท้า เป็นต้น
องค์ประกอบ ของปัญหาที่กล่าวมานั้น ยกตัวอย่างได้ คือ ตุ๊กตา มหาวิทยาลัยเนชั่น
ซึ่งจะทำการยก ปมปัญหา ที่เกี่ยวกับ นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยเนชั่น มีแบบแผนดังนี้
1.ส่วนหัว (Head) สภาพปัญหา ความเชื่อ ทัศนคติ
ผมยกหัวข้อการช่วยเหลือและพึ่งพาตัวเอง เพราะการมาเรียนหนังสือ
มักจะมาเรียนตามเพื่อน หากเพื่อนไม่เรียนเราก้อไม่ไป อย่างนี้เป็นต้น
การแก้ไข ผมใช้หัวข้อ ธรรมะ เข้ามามีบทบาทกับ วิถีชีวิตของตน
หัวข้อคือ อฺตตาหิ อฺตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
ควรช่วยเหลือตนเอง ก่อน จะขอความช่วยเหลือกับผู้อื่น
2. ส่วนมือ (Hand) การบริโภค นักศึกษาจะใช้ภาชนะที่ไม่สะอาดเป็นส่วนใหญ่
สังเกตจากสภาพแวดล้อม ที่ไม่เอื้อต่อการบริโภค และไม่รอบคอบในการทำความสะอาด
ภาชนะก่อนรับประทานอาหาร นำมาซึ่งพาหะ และโรคภัยไข้เจ็บ
การแก้ไขปัญหา ทำความสะอาดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
เช่น สก๊อตไบท์ ที่บีบจนแห้งหลังการใช้งาน น้ำยาล้างจาน และเมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว
ควรเช็ด กับผ้าสะอาดให้แห้ง และเก็บไว้ในสถานที่ ที่ถ่ายเท
การใช้ช้อนส้อมของร้านอาหาร จะมีน้ำร้อน ให้เรานำช้อนส้อมไปลวกก่อนใช้งาน เป็นต้น
3.ส่วนหัวใจ (Heart) อารมณ์ สุขภาพจิต จิตใจ อ่อนไหว รู้สึกท้อ
ต่อการเรียน กดดัน ขาดกำลังใจ อยากมีคนรัก
การแก้ไขปัญหา สร้างกำลังใจจากคนรอบข้าง จากครอบ ครัว จากพ่อแม่
นอกเหนือ จากเวลาเรียน ทำกิจกรรมผ่อนคลาย ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง
คนรัก ควรมีในแบบที่วางตัวเหมาะสม เป็นเพื่อนใจที่ดีต่อกัน
ผลักดัน ให้สำเร็จ ต่อความมุ่งหมาย เป็นต้น
4. ส่วนร่างกาย (Body) สุขภาพ ด้านร่างกาย และ ด้านต่าง ๆ
การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ความอ่อนแอของร่างกาย ความเกียจคร้านต่อการออกกำลังกาย
สภาพอากาศ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว การปรับสภาพร่างกาย
การแก้ไขปัญหา รับประทานหาร ที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกาย
เช่น ผัก นม ผลไม้ เป็นต้น การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ การเตรียมพร้อมต่อโรคภัยไข้เจ็บ
ควรซื้อยา มาเผื่อไว้ที่ห้อง เช่น พารา ลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวดท้อง
หากไม่สบาย กินดัก ก่อนจะ ไม่ทันการ เพราะ ผลเสียที่ตามมา มีหลายอย่างนัก
5. ส่วนเท้า (Foot) จุดมุ่งหมาย การเดินไปข้างหน้า
จุดหมายที่ไม่แน่นอน อนาคตที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่เรียนไม่สอดคล้องกับ อาชีพที่เลือกในอนาคต สับสนตนเอง
การแก้ไข กำหนดชีวิต และเป้าหมายของตนให้ชัดเจน
โดยเลือก จากสิ่งที่ชอบ เลือกและรักที่จะเรียน อย่างมีความสุข
เมื่อเป้าหมายมีแนวโน้มไปทางที่เรามุ่งหวังตั้งใจ
อะไรหลาย ๆ อย่างจะยิ่งชัดเจนและเด่นชัดขึ้น
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจากคุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

ความตระหนักต่อความเป็นส่วนตัวของนักเรียนมัธยมปลาย (Privacy)

Thursday, November 12th, 2015

วิทยากรได้เล่าเรื่องการจัดการความรู้ในประเด็น  “การผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ
จากการแลกเปลี่ยนตามเนื้อหาในบทความเรื่อง “Information Ethics and Behaviors of Upper Secondary Students Regarding the Use of Computers and The Internet” โดย อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย  และ อ.เกศริน อินเพลา ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “จริยธรรมทางสารสนเทศ และพฤติกรรมของนักเรียนระดับมัธยมปลายที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต” โดยวิทยากรชวนแลกเปลี่ยน แล้วได้สรุปว่ามีนักเรียนระดับมัธยมปลายในลำปาง ร้อยละ 41.8 ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และมีถึงร้อยละ 34.8 ที่ใช้อินเทอร์เน็ต การเข้าใจถึงพฤติกรรมของนักเรียนมัธยมปลายจะช่วยในการจัดทำแผนรณรงค์รับนักศึกษาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น การจัดกิจกรรมบริการวิชาการแก่เยาวชน และการปรับหลักสูตรและรายวิชาให้รองรับนักเรียนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้ดีขึ้น

แล้วยังนำความรู้เรื่องพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่ตามแนวคิด PAPA (Privacy, Accuracy, Property, Accessibility) มาปรับใช้ในการผลิตบัณฑิตให้มีคุณธรรมจริยธรรม สอดรับกับมาตรฐานผลการเรียนรู้กลาง คือ การผลิตบัณฑิตให้มีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งมาตรฐานนี้มีทั้งหมด 5 ด้าน

1) คุณธรรม จริยธรรม (Morality and Ethics)

2) ความรู้ (Knowledge development)

3) ทักษะทางปัญญา (Intellectual development)

4) ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (Interpersonal relationship and responsibility)

5) ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Mathematical analytical thinking, communication skills, and information technology skills)

 

ซึ่งจากผลสำรวจนักเรียนระดับมัธยมปลายทั้ง 3 ชั้นในจังหวัดลำปางจำนวน 1450 ตัวอย่าง ทำให้ทราบว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมายใช้ Facebook มากถึงร้อยละ 96.7 รองลงมาใช้ Youtube ร้อยละ 66.1 ใช้ Line ร้อยละ 61.6 ใช้ Twitter ร้อยละ 47.2 ใช้ WhatsApp ร้อยละ 28.0 และอื่น ๆ ร้อยละ 10.6 แล้วผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ประเด็นจริยธรรมทั้ง 4 คือ ความถูกต้อง ความเป็นเจ้าของ และการเข้าถึงมีความสัมพันธ์กับทัศนคติการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต (ยอมรับสมมติฐาน) แต่ความเป็นส่วนตัวมีความสัมพันธ์กับทัศนคติการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตน้อย หรือไม่มีความสัมพันธ์กัน (ไม่ยอมรับสมมติฐาน) แสดงว่านักเรียนให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวน้อยกว่าประเด็นอื่น

สรุปได้ว่าปัจจุบันนักเรียนระดับมัธยมปลายยังขาดความตระหนักในเรื่องการควบคุมความเป็นส่วนตัว และไปแสดงความเห็นในเครือข่ายสังคมอย่างไม่ระมัดระวัง ยังมีทัศนคติพึงระวังต่อความเป็นส่วนตัวไม่มากเท่าที่ควร ดังนั้นในกระบวนการผลิตบัณฑิตของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงควรเพิ่มเนื้อหาที่จะสอนนักศึกษาในรายวิชา แล้วยกตัวอย่างปัญหาเรื่องของความตระหนักต่อความเป็นส่วนตัวให้มากขึ้น ซึ่ง ผศ.บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ เห็นว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ดีแล้วนำไปปรับใช้สอนนักศึกษา และจัดทำเว็บเพจ http://www.thaiall.com/ethics ที่ให้ข้อมูลเรื่องความเป็นส่วนตัวในเครือข่ายสังคม และนำเสนอกรณีปัญหาที่ต้องพึงระวังสำหรับการแบ่งปันข้อมูลที่เป็นส่วนตัว

กระบวนการเสนอผลงานวิชาการเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

Thursday, November 12th, 2015

พบรายงานว่า  ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในคณะวิชา เพื่อค้นหาแนวปฏิบัติที่ดีที่อยู่ในตัวบุคคล
ซึ่งมีการจัดการความรู้ เรื่อง “การนำเสนอผลงานวิชาการระดับนานาชาติ
ซึ่งวิทยากรเลือกกรณีตัวอย่างด้วยการนำเสนอผ่านผลงานวิชาการที่ได้ตีพิมพ์เรื่อง Information Ethics and Behaviors of Upper Secondary Students Regarding the Use of Computers and The Internet ในวารสาร Journal of Information Ethics  ซึ่งเป็นผลงานที่ทำร่วมกับ อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย ในการนำเสนอผลงานครั้งนี้
มีกระบวนการโดยสรุป ดังนี้
– อาจารย์ทำวิจัยแล้วเสร็จ และมีผลงานที่พร้อมสำหรับการตีพิมพ์เป็นบทความวิชาการ
– ศึกษา และเลือก e-Journal หรือ Journal ที่สนใจจากห้องสมุด และตรงกับสาขาวิชาของผู้วิจัย
– บอกรับวารสาร (Subscriptions) ที่สนใจกับสาขาวิชา
เช่น Journal of Information Ethics
แล้วอ่านเพื่อทบทวนวรรณกรรม และศึกษาวารสาร ซึ่งเงื่อนไขของวารสารที่น่าสนใจ มีดังนี้
วารสารตีพิมพ์ 2 ครั้งต่อปี คือ ฤดูใบไม้ผลิ (spring) และ ฤดูใบไม้ร่วง (fall)
วารสารมีเฉพาะ hard copy ค่าสมาชิกต่อปีคือ $120 สำหรับสถาบันการศึกษา หรือ $40 สำหรับบุคคล
ถ้าอยู่นอกสหรัฐอเมริกาต้องบวกเพิ่ม $20
– ศึกษาเงื่อนไขการส่ง Journal ว่าส่งที่ไหน มีรูปแบบการเขียนอย่างไร
ที่ http://www.mcfarlandbooks.com/customers/journals/journal-of-information-ethics/
โดยเขียนจดหมายถึงบรรณาธิการ 4 – 6 หน้า ส่วนบทความมีขนาด 10 – 25 หน้า
โดย Style การเขียนทั้งเรื่อง General Instructions, Content, Style, Documentation
สามารถเข้าไปอ่านได้ในเว็บไซต์ และศึกษาได้จากบทความที่เคยตีพิมพ์ในวารสารที่บอกรับมา
– เมื่อเขียนบทความตาม Style ที่กำหนดแล้ว ก็ส่งไปให้กับบรรณาธิการ เพื่อพิจารณาส่งให้ peer reviewer
– เมื่อ peer reviewer ก็จะอ่าน และมีข้อเสนอแนะมาให้แก้ไข
เมื่อแก้ไขแล้ว ก็ส่งกลับไปให้พิจารณาปรับแก้ และส่งกลับไปใหม่
ทำเช่นนี้จนกว่า peer reviewer จะให้ผ่าน
– มีหนังสือตอบรับจากวารสาร และวารสารบางฉบับมีค่าตอบแทนให้กับผู้เขียน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนด้านการวิจัย คือ สนับสนุนให้บุคลากรเข้าร่วมอบรมการใช้งานระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย แล้วนำผลงานเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล และเปิดให้มีการนำมาพิจารณาปรับใช้สำหรับแต่ละคนต่อไป โดยมีเว็บไซต์อยู่ที่ http://it.nation.ac.th/research