Archive for the ‘Uncategorized’ Category

การดูแลรักษาบริเวณภูมิทัศน์ให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

Wednesday, July 27th, 2016

เอกสาร KM_งานภูมิทัศน์

มาตรฐานการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ

Monday, June 27th, 2016

นโยบายวช. ด้านมาตรฐานการวิจัย และรูปแบบและวิธีการเผยแพร่ผลงานวิจัย

          ดร.จินตนาภา โสภณ ที่ปรึกษาด้านการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้บรรยายสรุปในประเด็นดังต่อไปนี้

-วิสัยทัศน์ วช.

-พันธกิจ วช. (จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัย จัดทำมาตรฐานและแนวทางในการวิจัยของประเทศ)

-โครงสร้าง วช.

หน่วยงานที่สำคัญหน่วยงานหนึ่ง คือ กองมาตรฐานการวิจัย หน้าที่ของกองมาตรฐานการวิจัย ที่สำคัญคือ การกำหนดมาตรฐานการวิจัยของประเทศ และส่งเสริม สนับสนุนการวิจัย

-ปัญหา อุปสรรคของงานวิจัย

  1. นโยบาย
  2. งบประมาณ
  3. หน่วยงาน
  4. จำนวนและคุณภาพนักวิจัย
  5. มาตรฐานการวิจัย
  6. การบูรณาการงานวิจัย
  7. การบริหารจัดการและการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

 

-ก่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานการวิจัย

จะให้ความสำคัญเฉพาะจรรยาบรรณในการทำวิจัย ขาดการกำหนดมาตรฐานการวิจัย ขาดระบบและกลไก ตลอดจนไม่มีความเป็นสากล

-หลังการปฏิรูประบบมาตรฐานการวิจัย : มีการกำหนด

  1. มาตรฐานที่เกี่ยวกับการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
  2. มาตรฐานการวิจัยในมนุษย์
  3. มาตรฐานเรื่องความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ
  4. มาตรฐานการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ
  5. มาตรฐานการวิจัยด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ
  6. ระบบมาตรฐานการนำส่งข้อมูลของโครงการวิจัยที่เสนอขอรับงบประมาณ (NRPM > NRMS)

 

-นโยบายด้านมาตรฐานการวิจัย

  1. พัฒนากระบวนการการจัดทำมาตรฐาน
  2. พัฒนากระบวนการขับเคลื่อน
  3. พัฒนากลไกในการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง
  4. พัฒนามาตรฐานการวิจัยเพิ่มขึ้น

 

-รูปแบบและวิธีการเผยแพร่ผลงานวิจัย

  1. ประชุมวิชาการ
  2. เผยแพร่ในรูปแบบโปสเตอร์
  3. นำเสนอในวารสารวิชาการ

จะนำเสนอในรูปแบบใดก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญคือ จะต้องมีการนำไปใช้ประโยชน์ในชุมชน ซึ่งกรณีนำเสนอผลงานฯ อาจแบ่งออกได้ ดังนี้

  1. สิ่งตีพิมพ์ปฐมภูมิ
  2. สิ่งตีพิมพ์ทุติยภูมิ
  3. สิ่งตีพิมพ์ตติยภูมิ
  4. คู่มือ พจนานุกรม
  5. ตำรา

ในการพิจารณาว่าสิ่งพิมพ์/วารสารเป็นวารสารวิชาการหรือไม่ ดูจาก

  1. มีบทความวิชาการประกอบอย่างน้อยครึ่งหน้า
  2. กรณีเป็นข่าวหรือเป็นการวิจารณ์หนังสือ ต้องมีสาระในเชิงวิชาการ
  3. มีศัพท์ทางเทคนิค
  4. มีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง
  5. มีหมายเลข
  6. มีการตรวจแก้ไขโดยผู้ทรงคุณวุฒิในศาสตร์สาขานั้นๆ
  7. มีบทคัดย่อ/บทนำ/บทวิจารณ์/บทสรุป
  8. มีรายการเอกสารอ้างอิง
  9. อยู่ใน TCI List

การเขียนบทความวิชาการมักพบความบกพร่อง ดังนี้

  1. ยาวเกินไป
  2. ไม่แม่นข้อมูล
  3. บรรยายไม่กระจ่าง
  4. บกพร่องด้านภาษา
  5. ใช้ภาพประกอบอย่างฟุมเฟือย

– โครงสร้างบทความวิชาการ

– การเตรียมความพร้องก่อนเขียนและส่งบทความวิชาการ

– การเลือกวารสารเพื่อการตีพิมพ์

การนำข้อมูลเผยแพร่ในระบบ TNRR

          นายชัยยุทธ ชัยสิทธิ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนามาตรฐานการวิจัย กองมาตรฐานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) บรรยายในประเด็น ดังนี้

– บทบาทของ วช. เกี่ยวกับการให้ทุน

  1. เป็นผู้ประเมิน
  2. เป็นแหล่งทุน

2.1 งบวิจัยมุ่งเป้า

2.2 งบการจัดการความรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัยและนวัตกรรม

2.3 ทุนบัณฑิตศึกษา

2.4 ทุนพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย (แม่ไก่-ลูกไก่)

– ระบบบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (NRMS) ขยายขอบเขตมาจาก NRPM และ TNRR

  1. Proposal Assessment

ประกาศทุน > ยื่นข้อเสนอ > ตรวจสอบ > ประเมิน > แจ้งผล

  1. Ongoing and Monitoring

นำเข้าจัดสรรงบประมาณ > เบิกจ่าย > รายงานความก้าวหน้า > ส่งรายงาน

  1. Research Evaluation

รายงาน/ผลิตภัณฑ์

– การจัดการโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ

– คลังข้อมูลงานวิจัยไทย (TNRR : www.TNRR.in.th)

– ประโยชน์ของ TNRR

  1. มีระบบฐานข้อมูลแบบบูรณาการ
  2. ลดความซ้ำซ้อนของโครงการวิจัย
  3. มีข้อมูลสำหรับฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ได้
  4. ฝ่ายบริหารสามารถมองภาพรวมงานวิจัยของทั้งประเทศได้
  5. นักวิเคราะห์สามารถมองเห็นรายได้ที่จะเกิดขึ้นได้

-เครือข่ายองค์การบริหารงานวิจัยแห่งชาติ

  1. วช.
  2. สกว.
  3. สวทช.
  4. สวก.
  5. สวรส.
  6. สวทน.
  7. สกอ.

การเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ

          ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายสรุปประเด็นได้ดังนี้

-สังคมไทยต้องเปลี่ยนผู้เรียนจากการเป็น “ผู้บริโภค”(ความรู้) ไปเป็น “ผู้ผลิต”(ความรู้)

ที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุนทางการศึกษาสูงที่สุดในอาเซียน แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างผู้เรียนให้มีความสามารถในการผลิตความรู้

-จริยธรรมสูงกว่ากฎหมาย

นักวิจัยทุกคนต้องตระหนักในเรื่องจริยธรรมในการทำวิจัย การทำวิจัยนั้นไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือมากหรือพิเศษ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องบันทึกให้ถูกต้อง และอาจารย์ทุกคนต้องทำงานวิจัย เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ งานวิจัยเพื่อสังคมนั้นสามารถนำมาขอตำแหน่งทางวิชาการได้ แต่งานวิจัยเพื่อสังคมหรืองานวิจัยใดๆก็ตามที่เป็นงานบริการวิชาการจะนำงานนั้นๆมาขอตำแหน่งทางวิชาการไม่ได้ หากต้องการนำงานนั้นๆมาขอตำแหน่งทางวิชาการต้องนำงานบริการวิชาการนั้นมาเขียนเป็นบทความวิชาการ เผยแพร่ และมีการนำไปใช้ประโยชน์ จึงจะสามารถนำมาขอตำแหน่งทางวิชาการได้ ดังนั้น จึงต้องแยกระหว่าง “วิชาการ” กับ “วิชาชีพ” “วิชาการ”นำมาขอตำแหน่งทางวิชาการได้ “วิชาชีพ”นำมาขอตำแหน่งทางวิชาการไม่ได้

-การทำงานวิจัยให้มีคุณภาพ

 ต้องมีความอดทน ซื่อสัตย์ กตัญญู

อดทน : งานวิจัยเป็นเรื่องใช้เวลา

ซื่อสัตย์ : ผลได้อย่างไร ต้องเป็นอย่างนั้น

กตัญญู : ต้อง acknowledge ผู้ที่เกี่ยวข้อง

-จริยธรรมในยุคดิจิตอล

 ปัจจุบันงานวิจัยเผยแพร่ทางสื่อดิจิตอล ทำให้การเผยแพร่มีความรวดเร็วมาก การนำเสนอความรู้จึงต้องมีหลักฐานและต้องไม่ละเมิดผู้อื่น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการทำวิจัยในยุคดิจิตอลก็คือ

  1. แพร่กระจายได้รวดเร็ว
  2. Conflict of interest
  3. ต้องแยกระหว่าง belief กับ knowledge

-ความซื่อสัตย์ จริยธรรมและงานวิจัย

  1. Fabrication

ในงานวิจัยถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก เพราะเป็นการ make up ข้อมูลงานวิจัย เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองและประโยชน์ในการตรวจสอบ นักวิจัยจึงจำเป็นต้องมี Log book หรือสมุดบันทึก เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่ามีการทำวิจัยจริง โดยการแก้ไขใดๆในสมุดบันทึกจะต้องไม่ใช้น้ำยาลบคำผิดแต่ให้ขีดฆ่าและเซ็นต์กำกับเพื่อให้เห็นร่องรอยการแก้ไข และเห็นข้อมูลก่อนการแก้ไข

  1. Falsification

หมายถึง การดัดแปลงข้อมูลหรือการแก้ไขข้อมูล ตัวเลข ทำไม่ได้ การนำรูปของผู้อื่นมาใช้ จะนำมาตกแต่ง ดัดแปลงไม่ได้ เว้นแต่เป็นการใส่ลูกศร หรือสิ่งจำเป็นอื่นๆ หรือเพิ่มเติมตัวหนังสือ การใช้ภาพของผู้อื่ต้องขออนุญาตและได้รับอนุญาตแล้วจึงจะสามารถนำมาใช้ได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นภาพที่เจ้าของให้สิทธิในการนำไปทำซ้ำได้ก็จะสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต (ตรวจสอบได้โดยการ search ไปที่คำว่า “สิทธิในการใช้งาน”)

  1. Plagiarism

หมายถึง Stealing another’s work หรือการขโมยงานของผู้อื่น เน้นการลอกงานของผู้อื่น วิทยากรมองว่าประเด็นที่ 3 นี้ร้ายแรงน้อยกว่า 1และ 2

– ปัจจุบันมีวารสารที่ออกมาหลอกลวงจำนวนมาก ผู้ที่ประสงค์จะเผยแพร่ผลงานวิจัยและงานวิชาการควรพิจารณาให้ดี ไม่ว่าจะเป็น Phantom of conference หรือ วารสารที่อยู่ใน Beall’s list

 

“ความสำคัญและแนวคิดสำคัญในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติของคณะนิเทศศาสตร์”

Saturday, June 25th, 2016

จากพระราชบัญญัติการศึกษา พุทธศักราช 2544 ได้กล่าวในหมวดที่ 4 แนวการจัดการศึกษา

มาตรา ๒๒การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า  ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่า  ผู้เรียนมีความสำคัญ ที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ

มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย ต้องเน้น ความสำคัญ ทั้งความรู้คุณธรรมกระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

(๑). ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกับ
กระแสสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก เพราะงานของวิชาชีพสายนิเทศศาสตร์เป็นงานที่เกี่ยวกับความเป็นไปกระแสหลักที่ต้องยึดเอาไว บนพื้นฐานของจรรยาบรรณและศีลธรรมอันดีงาม รวมทั้งรักษาความเป็นชาติ ความจงรักภักดีต่อสถาบันทั้ง 3 อย่างเหนียวแน่น

(๒). ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจแลประสบการณ์   เรื่องการ จัดการการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

(๓). ความรู้เกี่ยวกับศาสนาศิลปวัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา

(๔). ความรู้และทักษะด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาเน้นการใช้ภาษาไทยอย่างงถูกต้อง

(๕). ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ได้มีกระบวนวิชาในหลักสูตรที่สนับสนุนและตอบสนองต่อกฎหมายการศึกษามาตรา ๒๒ และ มาตรา ๒๓ ได้แก่

หมวดวิชาศึกษาทั่วไป จำนวน 34 หน่วยกิต แบ่งออกเป็น

ก. กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์                          14 หน่วยกิต

ข. กลุ่มวิชาภาษา                                                                  11 หน่วยกิต

ค. กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์                              6 หน่วยกิต

ง. กลุ่มวิชาการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม                                          3 หน่วยกิต

มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะนิเทศศาสตร์ดำเนินการจัดการทั้งวิชาที่เน้นการปฏิบัติทั้งกลุ่มวิชาแกน อันได้แก่วิชา COMM 104การออกแบบนิเทศศิลป์เบื้องต้น  COMM201 การถ่ายภาพสำหรับนิเทศศาสตร์ COMM203 จิตวิทยาและทักษะการสื่อสาร รวมไปถึงกลุ่มวิชาชีพทางนิเทศศาสตร์ ดังต่อไปนี้ คือ

(๑). จัดเนื้อหาหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น กรณีของการเรียนร่วมกันระหว่างชั้นปี  ทางคณะนิเทศศาสตร์มีการแก้ปัญหาโดยการทำงานกลุ่มสำหรับช่วงแรก และทำงานเดี่ยวเพื่อฝึกฝนทักษะต่อไป

(๒). ฝึกทักษะ กระบวนการคิดการจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยอาจารย์ผู้สอนจะคิดโจทย์ในการปฏิบัติการเพื่อให้นักศึกษาได้แก้ปัญหา­­­ตลอดเวลาของการฝึกฝนทักษะวิชาชีพผ่านโครงการนักข่าวอาสา โครงการฝึกบิน ( ฝึกวิชาชีพเสริมทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกไปทำ สหกิจศึกษาหรือการฝึกงาน )

(๓). จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ทำได้คิดเป็นและทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง­­ จากกิจกรรมรายวิชา เช่น วิชา COMM104 การออกแบบนิเทศศิลป์เบื้องต้น วิชา COMM201 การถ่ายภาพสำหรับงานนิเทศศาสตร์ DITR301 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิตัล DITR302 การเขียนเพื่องานวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิตัล DITR303 การสื่อข่าวและการเป็นผู้ประกาศ DITR304 ความคิดสร้างสรรค์และการนำเสนอ DITR305 สุนทรียของการใช้ภาพและเสียงประกอบ ADPR302 การผลิตและการเขียนเพื่องานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ADPR306 การสร้างสรรค์งานโฆษณาและประชาสัมพันธ์  โดยนักศึกษาจะต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเตรียมการทำงานเนื่องจากก่อนจะลงมือทำชิ้นงานแต่ละชิ้น นักศึกษาต้องมีการนำเสนอข้อมูลและขั้นตอนของการปฏิบัติงานต่ออาจารย์ผู้สอนก่อน และเมื่อผ่านกระบวนการนี้ไปได้ จึงจะสามารถผลิตชิ้นงานได้ และเข้าสู่กระบวนการของ คิดได้ ทำเป็น

(๔). จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา ซึ่งแต่ละส่วนของโครงสร้างหลักสูตร
นั้นถูกออกแบบมาให้วิชาต่างๆสัมพันธ์กัน จึงทำให้นักศึกษาสามารถที่จะประกอบแต่ละวิชาไว้ด้วยกันและสามารถสร้างองค์ความรู้เพื่อไปตอบโจทย์ของวิชาอื่นๆได้ เช่น วิชา DITR301 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิตัล นักเรียนสามารถนำองค์ความรู้จากวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ DITR305 สุนทรียของการใช้ภาพและเสียง ADPR302 การผลิตและการเขียนเพื่องานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ADPR306 การสร้างสรรค์งานโฆษณาและประชาสัมพันธ์  มาประกอบกันได้ โดยมีวิชา DITR 304 ความคิดสร้างสรรค์และการนำเสนอ มาเสริมเป็นเทคนิกในการนำเสนอเพื่อให้อาจารย์ผู้สอนผ่านงานเพื่อไปผลิตรายการวิทยุ วิทยุโทรทัศน์ หรือ สื่อดิจิตัล ขั้นสูงต่อไปได้

(๕). ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ

(๖). จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือมืออาชีพในสาขาต่างๆทุกฝ่ายในเครือเนชั่นและพันธมิตร เพื่อร่วมกันพัฒนานักศึกษาของคณะนิเทศศาสตร์ให้มีศักยภาพดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติสามารถตอบสนองพระราชบัญญัติการศึกษาพุทธศักราช 2544 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

  1. แนวคิดสำคัญของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ

(๑). เป็นผสมผสานระหว่างวิชาการและวิชาชีพ โดยการจัดกิจกรรมในลักษณะกลุ่มปฏิบัติการที่เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรงจากการเผชิญสถานการณ์จริงและการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการกระทำ ( Learning by doing )

(๒). ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงฝึกค้นคว้า ฝึกลงมือทำ ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆ ฝึกการแก้ปัญหาด้วยตนเองและฝึกทักษะการเสาะแสวงหาความรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มและเดี่ยว

(๓). ผู้เรียนได้เรียนรู้ทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติตามแนวทางสายอาชีพเฉพาะทาง และเรียนรู้ความเป็นประชาธิปไตย โดยการแบ่งกลุ่มทำงานผู้สอนจะดำเนินการร่วมกับผู้เรียนแบ่งกลุ่มย่อย มอบให้ปฏิบัติกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น ศึกษาค้นคว้า แก้ไขปัญหา หรือปฏิบัติกิจกรรม ฯลฯ
(๔). เน้นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการทำงานร่วมกัน เพื่อทดสอบการทำงานร่วมกันแบบทีม การสอนแบบนี้ต้องดำเนินการอย่างมีหลักเกณฑ์คือ มีจุดประสงค์ของการทำงาน นักศึกษาจะต้องมีการกำหนดหน้าที่แต่ละคนให้แน่นอนและอาจารย์จะเป็นที่ปรึกษา เสนอแนะให้รู้ว่าจะหาความรู้ได้อย่างไร เมื่อไร ที่ใด
         การจัดการเรียนรู้ ที่เน้นการปฏิบัตินี้จะมีความเข้มข้นของสัดส่วนในการผสมผสานระหว่างวิชาการหรือทฤษฎีและวิชาชีพหรือปฏิบัติอยู่ที่ตัวเลข 50-50 จึงจะเป็นตัวเลขของความเข้มข้นทีลงตัวที่สุดและมีขั้นตอนดังนี้ คือ      

  1. ให้นักศึกษาเรียนรู้ในส่วนของวิชาการก่อนแล้วจึงลงมือปฏิบัติ
  2. เมื่อลงมือปฏิบัติก็จะมองเห็นปัญหา
  3. และเมื่อมองเห็นปัญหานักศึกษาก็จะหาหนทาในการแก้ไขด้วยตนเอง
  4. เมื่อตนเองแก้ไขไม่ได้ก็จะปรึกษากับผู้รู้ หรือ อาจารย์ผู้สอน
  5. นำคำสอนหรือคำแนะนำมาแก้ปัญหาโดยผ่านการวิเคราะห์ร่วมกัน
  6. เมื่อวิเคราะห์ปัญหาได้ นักศึกษาก็จะสามารถสังเคราะห์ได้
  7. เมื่อสังเคราะห์ได้ก็จะสามารถจำวิธีการแก้ปัญหาได้และเกิดความทรงจำ
  8. เมื่อกระบวนการทั้งหมดถูกนำมาผ่านการฝึกฝนอีกซ้ำๆก็จะเกิดความทรงจำที่ยั่งยืน

ในรายวิชาของการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติของคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยเนชั่น สามารถที่จะจำแนกส่วนต่างๆนั้น คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดอาจารย์เพื่อสอนในรายวิชาดังกล่าวแยกออกเป็นสองวิทยาเขต เอาไว้ดังนี้ คือ

    คณะนิเทศศาสตร์ วิทยาเขต บางนา ได้แก่

  1. อาจารย์สิทธิโชค โควาบุญพิทักษ์ ( นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (การสื่อสารเพื่อการพัฒนา) มหาวิทยาลัยรามคำแหง / นิเทศศาสตร์บัณฑิต (วิทยุโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  1. อาจารย์ชินกฤต อุดมลาภไพศาล (นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (การสื่อสารมวลชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีการศึกษา) เกียรตินิยมอับดับ1 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  2. อาจารย์รัตนาวดี ลำพาย ( พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การจัดการพัฒนาสังคม คณะพัฒนาสังคม นิด้า , ศิลปะศาสตร์บัณฑิต คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   คณะนิเทศศาสตร์ ศูนย์โยนก ลำปาง ได้แก่

  1. อาจารย์พิมพ์พธู พินทุเสนีย์ ( ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การสื่อสารพัฒนาการ) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  2. อาจารย์ปวิณรัตน์ แซ่ตั้ง (ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต และ มหาบัณฑิต สาขา เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม) Master of Science in Industrial Education (Industrial Design Technology) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  1. คุณสราวุธ เบี้ยจรัส เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษาชำนาญการ สอนเกี่ยวกับ การใช้อุปกรณ์สายวิชาชีพ ( นศบ.นิเทศศาสตร์บัณฑิต การโฆษณาประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ )

 

เอกสารอ้างอิง

http://www.moe.go.th/main2/plan/p-r-b42-01.htm

สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

การจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์และเน้นการปฏิบัติ. กรุงเทพฯ:ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

รายงานการวิจัยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

 

 

 

แนะนำ – พิมพ์พธู

Friday, June 10th, 2016

พิมพ์พธู พินทุเสนีย์ Chrysanthemum

ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์

เริ่มการสอนอย่างจริงจังหลังจากเป็นอาจารย์พิเศษและอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่หลายที่

บรรยากาศในการเรียนการสอนของที่นี่เป็นไปอย่างขลุกขลักบ้างในช่วงต้น

อาจจะเป็นเพราะกำลังผสมผสานระหว่างวิชาชีพกับวิชาการ ทั้งเรื่องภาษา และ ความคาดหวัง

แต่ในที่สุดก็เริ่มจะผ่านไปด้วยดีหลังจากการสอบกลางภาคผ่านไป เริ่มเข้าใจเด็กๆมากขึ้น

ให้อภัยเด็กมากขึ้น จนกระทั่งผ่านฤดูการสอบปลายภาคของเทอม 1 ผ่านไปได้ด้วยดี

ทั่งเด็กและอาจารย์

เทคนิคการทวนสอบ

Tuesday, August 4th, 2015

คู่มือทวนสอบรายวิชา-ตาม มคอ.1 มคอ.2 และ มคอ.3

 

การทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ หมายถึงกระบวนการหาหลักฐานด้วยวิธีการใด ๆ เช่น การสังเกต การตรวจสอบ การประเมิน การสัมภาษณ์ ฯลฯ เพื่อยืนยันหรือสนับสนุนว่า นักศึกษาทุกคนมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาตรงตามมาตรฐานผลการเรียนรู้เป็นอย่างน้อย ซึ่งอาจได้ผลจากการประเมินข้อสอบว่าครอบคลุมมาตรฐานผลการเรียนรู้ การให้คะแนนตรงตามความเป็นจริง การให้ข้อมูลย้อนกลับของผู้สำเร็จการศึกษา การประสบความสำเร็จในการทำงานของผู้สำเร็จการศึกษา

กลยุทธ์โดยทั่วไปที่ใช้ในการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ ได้แก่ การตรวจสอบคะแนนจากกระดาษคำตอบข้อสอบของนักศึกษา และงานที่มอบหมาย การประเมินหลักสูตรโดยนักศึกษาและผู้สำเร็จการศึกษา การประเมินคณะวิชาและหลักสูตรโดยบุคลากรภายนอก และการรายงานเกี่ยวกับทักษะของบัณฑิตโดยผู้ใช้บัณฑิต ให้อธิบายกระบวนการที่ใช้ในการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา ตามมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละรายวิชา เช่น ทวนสอบจากคะแนนข้อสอบ หรืองานที่มอบหมาย หรือประเมินหลักสูตรจากผู้เกี่ยวข้อง

ดังนั้นสิ่งที่แต่ละหลักสูตรจะต้องทำ คือ ให้คณาจารย์ผู้สอนทุกท่าน มีการบันทึกการสอนของตนในรายวิชาที่ตนสอนทุกครั้ง ตั้งแต่เทคนิคที่อาจารย์ใช้ในการสอน ตัวอย่างที่ยกให้นักศึกษา ปฏิกิริยาของผู้เรียน รวมถึงบันทึกหลักการเหตุผลของอาจารย์ในการออกข้อสอบ แนวคำตอบ วิธีการตรวจข้อสอบ เกณฑ์การให้คะแนน

คณะวิชา จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการวิชาการ เพื่อตรวจสอบแลกเปลี่ยนปัญหา กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พิจารณาเกณฑ์การวัดและประเมินผลของนักศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง กรณีในรายวิชาที่มีผู้สอนหลายท่าน เมื่อสอนให้อาจารย์ผู้ร่วมสอนท่านอื่น ๆ เข้าสังเกตการสอนร่วมด้วยตาม มคอ.3 เพื่อช่วยตรวจสอบ แก้ไข

ทั้งนี้ คณะวิชา และหลักสูตรต้องจัดให้มีการประชุมก่อนการจัดการเรียนการสอนเพื่อพิจารณาแนวทางการจัดการเรียนการสอน มีการประชุมระหว่างการสอน และหลังการสอน โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องของแต่ละวิชา (เช่นอาจารย์ผู้สอนนอกคณะ) มาประชุมก่อนสอน ระหว่างสอน และหลังการสอน และมีการจัดการความรู้ แลกเปลี่ยน การติดตามและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

รุ่งรัตน์ ธนบดีธาดา

รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยเพื่อชุมชน

Friday, July 25th, 2014

สรุปผลการสังเคราะห์งานวิจัย
โดยภาพรวมจากการสังเคราะห์งานวิจัยเพื่อชุมชนที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการในระหว่าง ปีการศึกษา 2553-2556 ในประเด็น “รูปแบบแนวทางการเสนอเพื่อขอรับทุนสนับสนุนงานวิจัยเพื่อชุมชน”
เพื่อให้ทุกภาคส่วนของท้องถิ่นและชุมชน ผนึกกำลังองค์ความรู้ช่วยเหลือผู้ผลิต OTOP โดยการเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมสู่ตลาดภายนอกและตลาดสากล โดยผลิตภัณฑ์ยังคงเอกลักษณ์ของชุมชนไว้ เริ่มดำเนินการดำเนินการ2553-2556 จากผลการดำเนินงาน โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge – based OTOP : KBO) จังหวัดลำปาง ประจำปี 2557 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยได้รับมอบหมายจาก สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดลำปาง ให้มหาวิทยาลัยเนชั่น เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำนวน 4 กลุ่ม คือ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านร่องเห็ด ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง , กลุ่มเย็บผ้าบ้านหนองเหียง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง , กลุ่มทอผ้าประดิษฐ์บ้านผาช่อ ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง , กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านนาปราบ ต.นายาง อ.สบปราบ จ.ลำปาง , และทางจังหวัดได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเนชั่น ดำเนิน การต่อยอดโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge – based OTOP : KBO) จังหวัดลำปาง ประจำปี 2557 ไปถึงปี 2558 เพื่อให้องค์ความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้บูรณาการครบทุกอำเภอ ภายใต้การบริหารงานของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำปาง

โครงการอบรมพัฒนาหลักสูตรการสื่อสาร CSR ระดับอุดมศึกษา

Thursday, June 5th, 2014

ชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม/สัมมนาภายนอก

1. อาจารย์วนิดา วินิจจะกูล

  2. อาจารย์ดรรชกร ศรีไพศาล

หัวข้อเรื่อง           โครงการอบรมพัฒนาหลักสูตรการสื่อสาร CSR ระดับอุดมศึกษา

หน่วยงานที่จัด       คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

วัน/เวลา              วันที่ 11-13 กรกฎาคม 2556

สถานที่จัด            สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และศึกษาดูงานจังหวัดสระบุรี

  1. เนื้อหาสาระของการฝึกอบรม/สัมมนา สรุปได้ดังนี้

การดำเนินงานด้าน CSR ขององค์กรต่างๆ กำลังถือว่าเป็นที่นิยมเพราะเป็นเหมือนกระแสที่ใครไม่ทำก็จะดูเหมือนไม่ได้เป็นคน/องค์กรที่ดีของสังคม แต่ความไม่เข้าใจหลักการ CSR ที่แท้ ทำให้ทั้งผู้บริหารและผู้รับผิดชอบงานด้านนี้ มองการทำ CSR เท่ากับการทำกิจกรรมจิตอาสา หรือการบริจาคข้าวของเงินทอง แต่ไม่ได้มองที่กระบวนการผลิตหรือกิจกรรมทางธุรกิจที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วหันมาปรับปรุงไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่ดีต่อส่วนรวม

ปัญหาความเข้าใจข้างต้น ทำให้วงการวิชาการนิเทศศาสตร์ต้องหันมาศึกษาปรากฎการณ์นี้อย่างแท้จริง และเริ่มวางกระบวนการให้ CSR ที่แท้เกิดขึ้นได้จริง เพราะว่าผู้ที่รับผิดชอบกิจกรรมด้านนี้ ส่วนใหญ่จบการศึกษาจากคณะทางการสื่อสารนี่เอง คณาจารย์ที่สอนทางด้านนี้จึงได้มาระดมสมองกัน ว่าจะออกแบบกระบวนการเรียนการสอนอย่างไร ให้นักศึกษาได้เข้าใจหลักการที่ถูกต้องและปรับใช้ได้เหมาะสมในการทำงานจริง

รูปแบบต่างๆ ที่นำเสนอกันขึ้นมา มีทั้งการเปิดเป็นสาขาวิชา การเปิดรายวิชา การออกแบบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การทำกรณีศึกษา การจัดศึกษาดูงาน การเชื่อมประสานเครือข่าย เป็นต้น

สำหรับการเยี่ยมชมกิจการ แดลี่ฟาร์ม ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ทำให้เห็นกระบวนการ CSR ที่เกิดขึ้นได้จริงและมีกำไรอยู่เลี้ยงตัวเองได้อย่างดี แต่กระบวนการต่างๆ ก็ต้องอาศัยผู้ที่มีใจรักสิ่งแวดล้อมและสังคมจริงๆ แต่หากเกิดขึ้นได้แล้ว ก็จะเป็นจุดขายทางการตลาดได้เป็นอย่างดี

2. ประโยชน์ที่ท่านสามารถนำมาใช้กับการปฏิบัติงานได้ ดังนี้

–        นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เกิดการรวมตัวกันของคณาจารย์ที่สนใจด้าน CSR ซึ่งปรับตัวส่วนหนึ่งมาจากงานด้านการประชาสัมพันธ์ การสื่อสารเพื่อการพัฒนา เป็นต้น จึงทำให้เห็นแนวโน้มที่ดีของการพัฒนาวงการการสื่อสารที่เชื่อมต่อกันได้ดีระหว่างสถาบันวิชาการกับภาคธุรกิจ

–        กิจกรรมด้าน CSR แม้อาจจะมีการเรียกชื่อต่างๆ กันไป ตามแนวคิดที่หลากหลาย แต่ก็ยังคงความสำคัญต่อภาคธุรกิจ ซึ่งภาควิชาการไม่อาจละเลยได้ คณาจารย์จึงควรปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลาให้เท่าทันหรือก้าวนำทิศทาง และปรับปรุงมาสอนนักศึกษาต่อไป

3. ความเห็น/ข้อเสนอแนะอื่นๆ

มหาวิทยาลัยเนชั่นมีจุดได้เปรียบด้านความชื่อเสียงด้านการผลิตรายการทีวีวิทยุและอื่นๆ แต่ในด้านงานประชาสัมพันธ์ หรืองานด้านอื่นที่ใกล้เคียงแต่มีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น Branding ทางมหาวิทยาลัยยังขาดอาจารย์ที่เชี่ยวชาญและขาดองค์ความรู้ รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นมหาวิทยาลัยและระดับคณะ จึงควรส่งเสริมอาจารย์ให้ได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายภายนอกเพิ่มขึ้น

โครงการอบรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามพรานริเวอร์ไซด์ และบริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซส ซิ่งส์ จำกัด

Thursday, June 5th, 2014

ชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม/สัมมนาภายนอก

1. อาจารย์วนิดา วินิจจะกูล

2. อาจารย์ดรรชกร ศรีไพศาล

หัวข้อเรื่อง           โครงการอบรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามพรานริเวอร์ไซด์

และบริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซส ซิ่งส์ จำกัด

หน่วยงานที่จัด       คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

วัน/เวลา              วันที่ 21-22 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สถานที่จัด        โรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ และ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซส ซิ่งส์ จำกัด

  1. เนื้อหาสาระของการฝึกอบรม/สัมมนา สรุปได้ดังนี้

สวนสามพราน เปิดตัวใหม่กับทายาทรุ่นที่ 2 ในชื่อ โรสกาเด้นท์ ริเวอร์ไซด์ ในรูปแบบของแนวคิด วิถีไทยริมสายน้ำ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใส่ใจดูแลธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม และ สังคมโดยรอบ เพื่ออนาคตของธุรกิจที่ยั่งยืน โดยใช้ CSR เป็นเครื่งมือหลัก และ ใช้โรสกาเด้นท์ เป็นจุดศูนย์กลางในการดำเนิธุรกิจ พร้อมกับการพัฒนาสังคมโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชน และ ชนบท การส่งเสริมวิชาชีพ ให้เป็นเกษตรปลอดสารพิษ อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ได้อย่างสมดุล

บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซส ซิ่งส์ จำกัด   ผู้นำด้านนวัตรกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย  เป็น ผู้มอบ “คุณค่า” ด้านโภชนาการให้แก่คนทั่วโลก  และยังเป็นผู้สร้างสรรค์โครงการดีๆ จากจิตสำนึกของคน อำพลฟูดส์ เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่มุ่งหวังเพื่อเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริม และเปลี่ยนแปลงสังคมรวมถึงสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น

จุดสำคัญของทั้ง 2 องค์กร อยู่ที่การใช้ CSR ที่มาจากความสำนึกรับผิดชอบ ผสานไปกับการสื่อสาร เพื่อให้ทุกคนในองค์กรได้ร่วมมือร่วมใจ และ ให้สังคมเกิดการยอมรับ และร่วมมือร่วมใจ

ต้องมีการวางแผนที่ทำ CSR บนพื้นฐานความต้องการ และความพร้อมขององค์ว่า ว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือทางไหนได้บ้างตามกำลังความสามารถให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือไม่กระทบเลย และมีพัฒนาการไปสู่ความยั่งยืนให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

 

  1. ความเห็น/ข้อเสนอแนะอื่นๆ

–        มหาวิทยาลัยเนชั่นมีจุดได้เปรียบด้านความชื่อเสียงด้านการผลิตรายการทีวีวิทยุและอื่นๆ แต่ในด้านงานประชาสัมพันธ์ หรืองานด้านอื่นที่ใกล้เคียงแต่มีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น Branding ทางมหาวิทยาลัยยังขาดอาจารย์ที่เชี่ยวชาญและขาดองค์ความรู้ รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นมหาวิทยาลัยและระดับคณะ จึงควรส่งเสริมอาจารย์ให้ได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายภายนอกเพิ่มขึ้น

–        ควรมีการจัดทำ CSR ของมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดพัฒนาการทั้งการเรียน การสอน และการนำไปใช้ จริงอย่างเต็มรูปแบบ

แบ่งปันจากการสัมมนาเรื่อง “เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน”

Thursday, June 5th, 2014

 middle

 

ชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม/สัมมนาภายนอก

1. อาจารย์ดรรชกร ศรีไพศาล

  2. อาจารย์สวรัย นัยนานนท์

หัวข้อเรื่อง  เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน

หน่วยงานที่จัด บริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)

วัน/เวลา วันที่ 20 สิงหาคม 2556 เวลา 08.30-17.00 น.

สถานที่จัด ห้องโลตัส ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์

1. เนื้อหาสาระของการฝึกอบรม/สัมมนา สรุปได้ดังนี้

นิสัยที่จำเป็นในการเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ประสบความสำเร็จ

1. มีความสุขกับการลงทุน

2. ใช้เงินเยี่ยงทาส

3. กล้าตัดสินใจ

4. คิดบวกกับการลงทุน

5. อดทน

6. อย่าพยายามคาดการณ์ทิศทางตลาด

7. อย่าเชื่อคำแนะนำของผู้อื่น

8. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพราะกว่าหุ้นที่ดีที่เราลงทุนจะออกดอกออกผลใช้เวลานาน เราต้องรักษาสุขภาพไว้ใช้เงินนั้น

สิ่งที่ต้องดูว่าหุ้นตัวไหนดีหรือไม่ดี

1. กำไรต่อหุ้น (Earnings per Share, EPS) ต้องเติบโตสม่ำเสมอ

2. อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin, GPM) = (รายได้ – ต้นทุน)/รายได้คงที่หรือเพิ่มขึ้น

3. ค่าใช้จ่ายจากการขายและการบริหารต่อรายได้ (Selling and Administration Expenses, SG&A to Sales)ลดลง แสดงว่าแบรนด์สินค้าแข็งแกร่ง ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเยอะ

4. ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (Interest Expenses to EBIT)ลดลงและอยู่ในระดับต่ำ หากไม่มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเลยยิ่งดี แสดงให้เห็นถึงการเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งหนี้สิน

5. หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (Interest Bearing Debt to Equity) ต่ำและลดลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงว่าการเงินแข็งแกร่ง และจะไม่มีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

6. อัตราส่วนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity, ROE) เป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น

ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ROE สูง P/E และ P/BV ก็จะสูงด้วยไม่ควรซื้อขายที่ P/E สูงกว่า ROE หากเกินแสดงว่าแพง

7. ผู้บริหารเป็นคนดี มีหลักการ

 

โดยหลักการทั้ง 7 ข้อ ต้องดูกัน 10 ปี เพราะจะผ่านวิกฤติใหญ่ๆ มาเรียบร้อยแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง

การจัดการเงินเพื่อให้มีกำลังในการซื้อหุ้นตลอดเวลา

ทฤษฎี 50:50 ของเบนจามิน เกรแฮม

ลงทุนในหุ้น : ลงทุนสินทรัพย์ที่ใกล้เคียงเงินสด เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market) หรือ กองทุนตราสารหนี้= 50:50

หากหุ้นขึ้น ขายหุ้นมาซื้อกองทุนสภาพคล่อง เพื่อให้สัดส่วนกลับมาเป็น 50:50

หากหุ้นตก ขายกองทุนสภาพคล่องมาซื้อหุ้น ให้เป็น 50:50 เหมือนเดิม

อาจปรับเพิ่มหุ้นเป็น 70% หากต้องการเสี่ยงเพิ่ม แต่ต้องมีเงินสดติดตัวเพื่อซื้อหุ้นไว้เสมอ

ควรลงทุนในหุ้นเดือนละ 10,000 บาท เริ่มตอนอายุ 40 ปี เมื่อเกษียณจะมีเงิน 10 ล้านบาท โดยมีผลตอบแทนที่ 12% ซึ่งเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้จากตลาดหุ้น

2. ประโยชน์ที่ท่านสามารถนำมาใช้กับการปฏิบัติงานได้ ดังนี้

แนวคิดด้านการลงทุนในหุ้น จะช่วยสนับสนุนให้หมั่นคิดหาหนทางที่บริหารเงินให้งอกเงย เพื่อเป็นการวางรากฐานและหลักประกันให้กับตนเองและครอบครัวในอนาคตด้วยความไม่ประมาท และนำมาปรับสอนใช้ในหน้าที่อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ให้สัมพันธ์ได้กับหลายวิชา ซึ่งสามารถต่อยอดไปถึงมุมมองด้านการขาย และ การสื่อสารการตลาด ให้รู้เท่าทันกับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

3. ความเห็น/ข้อเสนอแนะอื่นๆ

มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมให้บุคคลากร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมอบรมสัมมนาในหลักสูตรระยะยาว  ซึ่งเป็นการช่วยเปิดมุมมองความคิด และสามารถปรับปรุงตนเองให้เท่าทันสถานการณ์ มีความรอบรู้ในการชี้แนะต่อนักศึกษา และเชื่อมโยงศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน เป็นการบูรณาการการเรียนรู้ที่สำคัญ

เรื่องเล่าจาก “โครงการอบรม เทคนิคการเขียนแผนการตลาดให้ได้ชัยชนะ”

Thursday, June 5th, 2014

อาจารย์ดรรชกร ศรีไพศาล และ อาจารย์สวรัย นัยนานนท์ จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์เนชั่นบางนา ได้ พานักศึกษา

คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 และ นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจชั้นปีที่ 2 เข้าร่วม  “โครงการอบรม เทคนิคการเขียนแผนการตลาดให้ได้ชัยชนะ” จัดโดย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 ณ ห้องสยามมกุฎราชกุมาร อาคารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี ซอยศูนย์วิจัย

download

 

1.เนื้อหาสาระของการฝึกอบรม/สัมมนา สรุปได้ดังนี้

บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ OISHI โดยนายอนิรุทธิ์ มหธร  รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม นายสุธี ธรรมสิทธิ์บูรณ์   ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม ร่วมกับสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย โดย นางสาวอินทุ์อร สวัสดิ์อธิคม   ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เชิญชวนนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 ทั่วประเทศ ร่วมส่งไอเดียการตลาดนอกกรอบในการประกวดแผนการตลาดระดับประเทศ J-MAT Award ครั้งที่ 23 ประจำปี 2556 กับโจทย์สร้างสรรค์กลยุทธ์เครื่องดื่มชายอดนิยมให้ครองใจวัยทีน  ภายใต้หัวข้อ “สุดยอดชาเขียว…มัดใจวัยว้าวุ่น” ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพฯ พร้อมด้วยทุนการศึกษาและผลิตภัณฑ์โออิชิรวมกว่า 500,000 บาท

อธิบายถึงข้อมูลของ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และผลิตภัณฑ์ เพื่อให้นักศึกษาที่ร่วมโครงการได้รู้และเข้าใจในองค์กร และ ผลิตภัณฑ์

และได้แนะนำรายละเอียดการทำแผนการตลาด ว่าแต่ละส่วนมีความสำคัญอย่างไร

1. สถานการณ์ทางการตลาดในปัจจุบัน

2. การวิเคราะห์โอกาสจากสถานการณ์การตลาด

3. วัตถุประสงค์

4. กลยุทธ์ทางการตลาดวิเคราะห์ STP

5. แผนการดำเนินงานเพื่อให้ที่รู้จัก

6. แผนการเงิน

7. แผนควบคุมการปฏิบัติงานเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขให้ตรงความค้องการลูกค้ามากขึ้น และยังมีแผนการงานเงินสำรองกรณีฉุกเฉินต่างๆ รวมถึงให้ความสำคัญกับสินค้าเสริมอื่นๆ

การทำแผนการตลาดสำหรับธุรกิจเพื่อเป็นแนวทางและสร้างความราบรื่นในการทำธุรกิจ มุมมองทางการตลาดและไหวพริบก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่บรรดานักศึกษาควรฝึกไว้ เพราะทุกอย่างอาจไม่ได้เป็นไปตามแผนเสมอไป การหัดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงเป็นทักษะที่ต้องมีควบคู่ไปกับวางแผน

2. ประโยชน์ที่นักศึกษาสามารถนำมาใช้กับการการเรียนการสอนได้ ดังนี้

นักศึกษาบริหารธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 และ นักศึกษานิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ยังไม่ได้เรียนวิชาแผนการตลาด แต่นักศึกษาทั้ง 2 คณะจะเข้าใจถึงความสำคัญของการวางแผนก่อนดำเนินการ วิธีการวางแผนที่ดี เพื่อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในวิชา การวางแผนการตลาด ในชั้นปีที่ 3 ของนักศึกษาบริหารธุรกิจ และ เพื่อประโยชน์ด้านมุมมองของการตลาด ที่ช่วยส่งเสริมนักนิเทศศาสตร์ ในการเรียนวิชาโทได้เป็นอย่างดี

3. ความเห็น/ข้อเสนอแนะอื่นๆ

เป็นการเตรียมลับสมอง และ สร้างสรรค์ไอเดียการตลาดนอกกรอบกันให้เต็มที่ และเพื่อสนับสนุนให้นักศึกษารู้และเข้าใจ การวางแผนการตลาด เป็นอีกกลยุทธ์ ที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ เพราะการเดินหน้าลุยทำธุรกิจแบบไม่มีการวางแผนก็มีสิทธิเกิดความผิดพลาด หรืออาจเกิดผลดีต่อธุรกิจน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับเวลาและทรัพยากรที่ลงทุนไป ความสำคัญของการทำแผนการตลาดจึงอยู่ที่การดูความเป็นไปของธุรกิจในตลาดที่เรากำลังจะลงไปแข่งขัน ทำความเข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเราเอง โอกาสและความเสี่ยง และการกำหนดกลยุทธ์ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลดีและผลกำไรสูงสุด

2014-06-05_182335 2014-06-05_182401