Archive for the ‘KM:เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ’ Category

โครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”

Wednesday, May 1st, 2013
อาจารย์ ดร.สุจิรา หาผล และคณะกรรมการกิจกรรมนักศึกษา สหกิจศึกษา และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ร่วมกันจัดทำโครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษา ประจำปีการศึกษา 2555
มีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานสหกิจศึกษาของมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และร่วมกันกำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสู่สหกิจศึกษาให้ดียิ่งขึ้น
km co-op

km co-op

อนึ่ง การทำโครงการดังกล่าว ยังเป็นการเตรียมพร้อมในการรับการประเมินคุณภาพภายนอกจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ประจำปีการศึกษา 2555 ทั้งทางด้านการพัฒนาสถาบันสู่สถาบันการเรียนรู้ ด้านระบบการพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน และด้านระบบและกลไกการพัฒนาสัมฤทธิผลการเรียนรู้ตามคุณลักษณะของบัณฑิต ชี้วัดความสำเร็จของโครงการจากคณาจารย์และสังคมศาสตร์เข้าร่วมโครงการตามวันและเวลาดังกล่าว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
ผลการประเมินความพึงพอใจ ผู้เข้าร่วมโครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”  สามารถสรุปได้ดังนี้
(1) หลังการเข้าร่วมโครงการผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกิจศึกษาและแนวทางการดำเนินงานสหกิจศึกษามากขึ้น อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 63.60 เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกิจศึกษาก่อนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 54.50 โดยผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันว่าโครงการนี้ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสหกิจศึกษาให้ดียิ่งขึ้น ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 63.60 อีกเช่นกัน
(2) จากการเข้าร่วมโครงการนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เห็นว่า ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ในการ
ปฏิบัติงานด้านสหกิจศึกษาได้ ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 72.70
(3) ด้านวิทยากรในการเสวนา ผู้เข้าร่วมโครงการมีความเห็นว่าการถ่ายทอดของวิทยากรนั้น อยู่ในระดับมากและมากที่สุด คิดเป็นร้อยละที่เท่ากันคือ 45.50 โดยเห็นว่าวิทยากรสามารถอธิบายเนื้อหาได้ชัดเจน
และตรงประเด็น รวมทั้งการตอบคำถามของวิทยากรนั้น อยู่ในระดับมากที่สุดเท่ากันคือ คิดเป็นร้อยละ 54.50
(4) ด้านวิทยากรในการทำ KM Workshop ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นว่าการถ่ายทอดของวิทยากรในการทำ workshop นั้น อยู่ในระดับปานกลางและมากในร้อยละที่เท่ากันคือ 45.50 โดยวิทยากรมีการเชื่อมโยงเนื้อหาสู่การทำ workshop นั้น อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 54.50
(5) ด้านระยะเวลาในการทำ workshop นั้น ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 54.50
ผลการประเมินความสำเร็จของโครงการ
(1) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ได้แนวทางการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสู่สหกิจศึกษา ในรูปแบบคู่มือการปฏิบัติงานสหกิจศึกษาของคณะ
(2) มีคณาจารย์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เข้าร่วมโครงการจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 84.62 ของเป้าหมายที่กำหนด
(3) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์บรรลุตัวบ่งชี้งานประกันคุณภาพการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ผลการดำเนินงานโครงการถือว่า บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.564684180212384.139685.506818005999002
เรียบเรียงโดย สุทธินนท์ พรมพา 5308008

ผลการสังเคราะห์งานวิจัย เรื่อง e-doc กับ sar evidence

Friday, April 19th, 2013

ชื่องานวิจัย
การพัฒนาระบบเชื่อมโยงแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์ระดับบุคคลกับระบบอ้างอิงหลักฐาน
ตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และภายนอก
กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง

ประเภทการวิจัย
การวิจัยประยุกต์

ผู้วิจัย
หัวหน้าโครงการ ผศ.บุรินทร์  รุจจนพันธุ์

หน่วยงาน
สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ

ผู้สนับสนุนทุนวิจัย
มหาวิทยาลัยเนชั่น

วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อพัฒนาโปรแกรมให้บุคลากร และคณะวิชาจัดเก็บข้อมูลการประเมินตนเอง รองรับการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งภายใน และภายนอก และเพื่อให้ผู้ประเมินตรวจสอบหลักฐานเพื่อการประกันคุณภาพได้อย่างพอใจ

สรุปผลการวิจัย
การวัดความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบที่มีการบูรณาการระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ จากระดับบุคคลสู่คณะวิชาและเกณฑ์ประเมินคุณภาพการศึกษา ได้ใช้แบบสำรวจความพึงพอใจ พบว่า การส่งข้อมูลเข้าตามเกณฑ์คุณภาพทั้งภายในและภายนอกยังไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะมีจำนวนเอกสารเข้าสู่ระบบไม่มากพอ เนื่องจากขาดระบบและกลไกในระดับคณะวิชาที่จะขับเคลื่อนบุคลากรให้เข้าใช้งานระบบฐานข้อมูลตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับคณะวิชา ดังนั้นผู้ประเมินจึงไม่สามารถตรวจสอบเอกสารจากระบบฐานข้อมูลได้ จึงมีระดับความพึงพอใจในระดับปานกลาง จึงสรุปได้ว่าการพัฒนาระบบเชื่อมโยงแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับระบบต่าง ๆ ยังจำเป็นต้องอาศัยนโยบายของผู้บริหารที่จะกำกับติดตามให้มีหลักฐานตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกที่ชัดเจน

ผลการสังเคราะห์งานวิจัย (องค์ความรู้จากการวิจัย)
มหาวิทยาลัยควรดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่สนับสนุนคณะวิชา รองรับเกณฑ์ภายใน และภายนอก ในแต่ละปีการศึกษา เพื่อรอรับการประเมินจากผู้ประเมิน โดยเชื่อมโยงเข้ากับระบบแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ เพื่อเสริมการใช้งานระบบฐานข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษาของ สกอ. และ สมศ. (http://www.cheqa.mua.go.th) นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยและคณะวิชา ควรมีระบบและกลไกในการขับเคลื่อนให้อาจารย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักและให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการบันทึกข้อมูลการประเมินตนเองอย่างครบถ้วน

ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาวิจัย
ข้อเสนอแนะ คือ ให้พัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่เชื่อมโยงหลักฐานตามเกณฑ์ทั้งภายในและภายนอก แล้วตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ทั้งระดับบุคคล ระดับคณะวิชา และระดับมหาวิทยาลัย  และเสนอให้คณะวิชาจัดทำระบบและกลไกในการกำกับติดตามการใช้งานระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร คณะวิชา และหน่วยงานสนับสนุนอย่างเข้าใจ

การใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
ทุกรายวิชา

กิจกรรมรับน้อง ม.เนชั่น

Friday, August 24th, 2012

กิจกรรมรับน้อง
คุณสุรพล นครชัย นายกสโมสรนักศึกษา ปีการศึกษา 2555 ได้ประมวลภาพกิจกรรมรับน้อง มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง โดยสโมสรนักศึกษา ร่วมกับสำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

สอนอย่างมีสไตล์…แบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น

Tuesday, May 1st, 2012
สอนอย่างมีสไตล์...แบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น
สอนอย่างมีสไตล์…แบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น
สอนอย่างมีสไตล์…แบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น
โดย สุดถนอม  รอดสว่าง (31 มีนาคม 2555)
หากใครถามว่า เทคนิคการสอนที่ดีเป็นอย่างไร คำตอบนั้นอาจมีหลายแนวทาง สำหรับเทคนิคการสอนอีกแนวทางหนึ่งที่ดิฉันมาแบ่งปันในครั้งนี้ ได้มาจากการไปฟังบรรยายพิเศษของคุณสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น กรุ๊ป และคนต้นแบบของนักสื่อสารมวลชนเมืองไทย เรื่อง “ทิศทางสื่อ ทิศทางวารสารศาสตร์”  ในงานสัมมนายุทธศาสตร์เพื่ออนาคตวารสารศาสตร์ ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการประชุมเครือข่ายนักวิชาการและวิชาชีพสื่อมวลชน ประจำปี 2555  โดยจัดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา การไปร่วมงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้ความรู้ มุมมองใหม่ เกี่ยวกับสถานการณ์ที่นักวิชาชีพสื่อมวลชนกำลังเผชิญอยู่ ยังได้เห็นวิธีการบรรยายที่เรียบง่าย แต่น่าติดตาม ซึ่งดิฉันคิดว่าเราสามารถนำมาปรับใช้เป็นเทคนิคการสอนตามแบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น ได้ดังนี้
ประการแรก อาจารย์ต้องทำการบ้าน จากเนื้อหาที่คุณสุทธิชัยพูด สะท้อนให้เห็นว่าได้เตรียมพร้อมในเรื่องที่จะพูดเป็นอย่างดี  มีการวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง และตีโจทย์แตกว่า ต้องพูดเรื่องอะไร ประเด็นไหนบ้าง พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบและวิธีการนำเสนอเพื่อให้การบรรยายน่าติดตาม
ประการที่สอง กำหนดวิธีการเล่าเรื่องและลำดับเนื้อหาที่จะพูด  คุณสุทธิชัย เริ่มการบรรยายด้วยการพูดถึงประเด็นปัญหาที่นักวิชาชีพสื่อมวลชนกำลังประสบอยู่ โดยเปรียบปัญหาเทียบเท่ากับ Perfect Storm ที่นักเดินเรือจะบังคับเรือไปข้างหน้าก็ไม่รู้ทาง จะถอยก็ถอยไม่ได้ หากนักวิชาชีพสื่อมวลชนจะออกจาก Perfect Storm นี้ได้ ก็ต้องมีการปรับตัว (Adapt) พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และวางแผนการปฏิบัติงานในอนาคต หลังจากที่อธิบายให้เข้าใจประเด็นปัญหาแล้ว คุณสุทธิชัยได้ตั้งคำถามนำก่อนที่จะอธิบายขยายความ และยกตัวอย่าง เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจชัดเจนขึ้น หากไม่กำหนดประเด็น และลำดับเนื้อหา วิธีการเล่าเรื่อง ผู้สอนอาจจะบรรยายวกวน ไม่น่าสนใจได้
นอกจากนี้ ต้องมีลูกเล่น  ดิฉันเชื่อว่าเสน่ห์ของการบรรยายหรือการสอนที่ดีนั้น คือ ลูกเล่นหรืออารมณ์ขันของผู้บรรยาย หากมีเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่ไม่มีลูกเล่นผู้ฟังก็เบื่อได้ ด้วยความเก๋าของอดีตพิธีกรดำเนินรายการข่าวที่มีจุดเด่นด้วยลีลาการสัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้การบรรยายมีสีสัน และสะกดผู้ฟังได้ตลอด โดยคุณสุทธิชัยเริ่มบรรยายจากการถามผู้ฟังว่าจะให้บรรยายแบบ twitter หรือบรรยายแบบเล่าข่าว หลังจากนั้นก็ประกาศว่าจะบรรยายพิเศษตามลักษณะของการเล่น twitter ที่พิมพ์ข้อความได้เพียงสั้นๆ แค่ 140 ตัวอักษร และเริ่มต้นบรรยายพร้อมสรุปจบการบรรยายอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที ก่อนที่จะมีหน้าม้ายกมือขอให้บรรยายเพิ่ม และเปลี่ยนเป็นการบรรยายแบบเล่าข่าวแทน  อย่างไรก็ตาม ลูกเล่นที่กล่าวถึงนั้น ไม่ใช่แค่เพียงลีลาการพูด คำคม อารมณ์ขันของผู้บรรยายเท่านั้น แต่หมายรวมถึงข้อมูลอ้างอิง รูปภาพ คลิปวีดิโอที่หลากหลาย ซึ่งคุณสุทธิชัยได้นำมาใช้ประกอบการบรรยายอีกด้วย
ประการสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ได้แก่ เนื้อหา หากลีลาดี แต่ไม่มีประเด็นที่ใหม่ น่าสนใจ และน่าเชื่อถือแล้ว การบรรยายหรือการสอนนั้นก็จะไม่ประสบความสำเร็จ
สำหรับเนื้อหาที่คุณสุทธิชัย บรรยายถึงทิศทางสื่อ ทิศทางวารสารศาสตร์ นั้น คุณสุทธิชัยมองว่าเทคโนโลยีเปลี่ยน ดังนั้นเราควรจะต้องมาทบทวน หาแนวทางใหม่ที่จะสอนนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่ ให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานข่าว เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ทันเหตุการณ์ และที่สำคัญสามารถผลิตข่าวที่มีคุณภาพได้  โดยในการกำหนดอนาคตของการเรียนการสอนวารสารศาสตร์นั้น คุณสุทธิชัยเสนอว่า ผู้สอนต้องตอบคำถาม 3 ข้อ ให้ได้ก่อนว่าเราจะ สอนใคร สอนอะไร และสอนทำไม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
สอนใคร ในมุมมองของคุณสุทธิชัย หยุ่น คำว่า “สอนใคร” หมายความว่า “เราจะสอนให้เป็นอะไร”  โดยคุณสุทธิชัยได้กำหนดบัญญัติ 5 ประการ สำหรับการเป็นคนข่าวยุคใหม่ ดังนี้
1. เป็นนักวิเคราะห์ข่าวดิจิทัลทุก Platform โดยนักข่าวสามารถหาข้อมูลมาทำข่าว และบรรณาธิกรข่าวได้ทุกแบบไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งสามารถตัดต่อรายการเองได้
2. เป็น Curator ของ Content ทุกรูปแบบ ในกรณีนี้ Curator น่าจะหมายถึงผู้สะสม และเสาะหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการทำข่าว ซึ่งไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องแสวงหาข้อมูลใหม่เสมอ โดยใช้ Social Media ในการหาข้อมูล
3. เป็น Julian Assange แห่ง Wikileaks หมายความว่า คนข่าวรุ่นใหม่ ควรเป็นนักเจาะข่าว สามารถล้วงความลับที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงได้ แต่เป็นความลับที่เป็นประโยชน์ เป็น Public Interest ซึ่งในโลกดิจิทัลมีวิธีการเจาะข่าวหลายแบบ นักข่าวต้องรู้วิธีล้วงข้อมูลลับ โดยใช้ Social Media มาช่วยในการทำข่าวและนำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนรู้
4. เป็น Multimedia User หรือ นักสื่อสารกับมวลชนผ่านทุกสื่อ Online สามารถใช้เครื่องมือทุกอย่างทำข่าวได้
5. เป็น Entrepreneur Journalist กล่าวคือ สามารถเป็นเจ้าของสื่อ เนื่องจาก Social Media จะทำให้ระบบนายทุนสื่อหายไป เพราะคนมีช่องทางในการสื่อสารมากขึ้น และสามารถสร้างช่องหรือทำรายการของตนเองผ่าน YouTube โดยผู้เสพสื่อไม่จำเป็นต้องรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อหลัก เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เสมอไป  ดังนั้น โอกาสในการเป็นผู้ประกอบการจึงมีให้กับทุกคน
สอนอะไร ในอนาคตอาจารย์ผู้สอนควรเน้นสอนแนวทาง หรือวิธีการให้นักศึกษาเป็นคนข่าวยุคใหม่ โดยควรสอน ดังนี้
1. สอนความมุ่งมั่นทุ่มเท (Passion) ในการทำงาน เพื่อความยุติธรรม และความเป็นธรรมของสังคม
2. สอนคิดให้เป็น (Critical Thinking) ผู้สอนต้องสอนให้นักศึกษาสามารถแยกแยะเหตุผล โฆษณาชวนเชื่อ และอารมณ์ได้ โดยควรสอนให้คิดวิเคราะห์ ไม่นำอารมณ์มากำหนดว่าอะไรดีหรือเลว
3. สอนเขียนหนังสือให้เป็น (Clear, Focused writing) เพราะถ้านักศึกษาสื่อภาษาไม่ได้ จะรายงานข่าวไม่ได้
4. สอนจริยธรรม (Ethics) ผู้สอนควรสร้างค่านิยมตั้งแต่เริ่มเรียนว่าภารกิจหลักของนักข่าวไม่ใช่แค่วิ่งหาข่าว แต่ต้องทำให้สังคมดีขึ้น ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน นักข่าวก็จะคงอยู่ได้ถ้าหากมีคุณธรรม
5. สอนทักษะการใช้ New Media ทุกประเภท
6. สอน Short – Form และ Long – Form Journalism โดยเฉพาะการเขียนข่าวแบบ Long – Form Journalism ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์ มีเหตุผล มีประเด็น แสดงความคิดเห็น พร้อมหาข้อมูลอ้างอิงประกอบเพื่อให้น่าสนใจ และต้องเขียนได้ทั้งในมิติสั้น ยาว ลึก
7. สอนการใช้ Social Media for Investigative Reporting หรือการรายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน หากใช้ Social Media เป็น จะสามารถระดมความคิด และข้อมูลจากคนจำนวนมาก (Crowd Sourcing) เพื่อนำมาใช้ในการรายงานข่าวเชิงลึกได้
8. สอนสร้างหนังโดยใช้ Smartphone เนื่องจากปัจจุบัน Smartphone ได้ปลดแอกสื่อแล้ว หากนักข่าวมีโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียวก็สามารถถ่ายคลิป ทำข่าว ตัดต่อและส่งข่าวได้
สอนทำไม คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ แต่โดนใจทุกคนก็คือ สอนให้นักศึกษาทุกคนเป็นบุคลากรที่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ปิดท้ายด้วยคำถามชวนคิด ว่า “แล้วใครจะสอนครู?” แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปในประเด็นนี้ อย่างน้อยการบรรยายพิเศษครั้งนี้ คุณสุทธิชัย หยุ่น ก็ได้ทำหน้าที่เป็นคนสอนครูตัวเล็กๆ อย่างดิฉัน ให้ Adapt … Not to Die in a Perfect Storm.

การเขียนและการประเมินมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่ดี

Tuesday, May 1st, 2012

17 ส.ค.54 ดร.สุจิรา หาผล ได้แบ่งปันประสบการณ์จากการไปร่วมประชุมเรื่อง “กรอบมาตรฐานคุณวุฒิ : การเขียนและการประเมินมาตรฐานการเรียนรู้ที่ดี” ณ โรงแรมโลตัส ปางสวนแก้ว จังหวัดเชียงใหม่  ระหว่าง 7 – 8 กรกฎาคม 2554 มีผู้ร่วมประชุม 5 ท่าน ได้แก่ ดร.สุจิรา หาผล  อ.แดน กุลรูป  อ.คงศักดิ์ ตุ้ยสืบ อ.สกุลศักดิ์ อินหล้า  และนางสาวเรณู  อินทะวงศ์ โดยนำเสนอความหมายของ AQF (Australian Qualification Framework) เปรียบเทียบกับ TQF (Thailand Qualification Framwork) ที่มาของมาตรฐานการเรียนรู้ 5 ด้าน คือ 1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม 2) ด้านความรู้ 3) ด้านทักษะทางปัญญา 4) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และ 5) ด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  ซึ่งสรุปประเด็นที่นำเสนอในเวทีมีดังนี้
1. Australian Qualification Framework
2. AQF Levels & Qualification types
3. AQF Levels
4. Good Learning Outcomes
5. Writing Good Outcome Statements
6. TQF Learning Domains
จากรายงานการประชุม การจัดการความรู้ระดับมหาวิทยาลัยโยนก
เมื่อ 17 สิงหาคม 2554

ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Monday, April 2nd, 2012

cu-cas & tqf
cu-cas & tqf

21 ก.ค.54 มีโอกาสเข้ารับฟังการบรรยายเรื่อง “ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” หัวข้อเปรียบเทียบ TQF กับ CU-CAS โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ คุณลักษณะบัณฑิตพึงประสงค์ (เดินทางกับคุณเรณู ฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัย ไปประชุมครึ่งวัน) ซึ่งเป็นระบบที่จุฬาฯ พัฒนาขึ้น ใช้เป็นกรอบมาตรฐานของจุฬาฯ ต่อมา สกอ.เปิดช่องให้ทุกมหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาระบบของตนเองที่ต่างไปจาก มคอ.1-7 ได้ แต่ถ้ามีการตรวจสอบ ต้องให้ข้อมูลได้ครบถ้วน ซึ่งระบบ cu-cas มีความสมบูรณ์มาก โดยแบบฟอร์ม และระบบถูกพัฒนาควบคู่กันไป มีตัวอย่างฟอร์มดังนี้
- Course Specification (CU-CS)
- Course Specification (CU-CS)
- Program Curriculum Mapping (CU-PCM)
- Department Curriculum Mapping (CU-DCM)
- E-portfolio (CU-EP)
- Faculty Course Evaluation (CU-FCE)
- Faculty Course Evaluation (CU-FCE)
- Student Course Evaluation (CU-SCE)
- Department Report (CU-DR)
- Program Report (CU-PR)
- Subject Report (CU-SR)
- Faculty Report (CU-FR)

ต่อมา 23 มี.ค.55 มีโอกาสได้ฟัง ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา อาจารย์จากจุฬาฯ นำเสนอเรื่องนี้ที่เชียงใหม่ ในงาน “อุดมศึกษากับการพัฒนาประเทศไทย” ก็ยิ่งเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ว่าอัตลักษณ์ และมาตรฐานการเรียนรู้นั้น มีที่มา ที่ไป อย่างไร
http://www.scribd.com/doc/87611391

เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา

Tuesday, June 14th, 2011
ดร.วิยดา เหล่มตระกูล

ดร.วิยดา เหล่มตระกูล

14 มิ.ย.54 เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา มี อ.ดร.วิยดา เหล่มตระกูล และ อ.พงษ์วัชร ฟองกันทา เป็นวิทยากร มีเนื้อหาในการอบรม 4 เรื่อง ได้แก่
1) หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
2) การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3) การสร้างเครื่องมือวัดด้านคุณลักษณะ
4) การสร้างเครื่องมือวัดภาคปฏิบัติ
สอดรับกับ มคอ : กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualifications Framework for Higher Education, TQF:HEd)

องค์ประกอบของผลการเรียนรู้ตามแนวคิดและทฤษฎีของบลูม (Benjamin S. Bloom, 1956 อ้างอิงถึงใน ศิริชัย กาญจนวาสี, 2540) มีดังนี้
1) ด้านพุทธพิสัย (Cognitive Domain) เป็นการเรียนรู้ด้านความรู้ความเข้าใจและความคิด เป็นความสามารถทางสถิปัญญา ซึ่งมี 6 ระดับ ดังนี้ (1) ความรู้ความจำ (Knowledge) (2) ความเข้าใจ (Comprehension) (3) การนำไปใช้ (Application) (4) การวิเคราะห์ (Analysis) (5) การสังเคราะห์ (Syntehsis) (6) การประเมินผล (Evaluation)
2) ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นการเรียนรู้ด้านอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งมี 5 ระดับ ดังนี้ (1) การรับรู้หรือการใส่ใจต่อสิ่งเร้า (Receiving or Attending) (2) การตอบสนอง (Responding) (3) การเห็นคุณค่า (Valuing) (4) การจัดระบบค่านิยม (Organization) (5) การแสดงลักษณะตามค่านิยม (Characterization)
3) ด้านทักษะพิสัย  (Psychomotor domain/skill domain) เป็นการเรียนรู้ด้านความชำนาญ หรือทักษะในการปฏิบัติ ซึ่งมี 7 ระดับ ดังนี้ (1) การรับรู้ของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Perception) (2) ความพร้อมที่จะปฏิบัติ (Set) (3) การปฏิบัติตามข้อแนะนำ (Guided Response) (4) การปฏิบัติจนเป็นนิสัย (Mechanism) (5) การปฏิบัติที่สลับซับซ้อน (Complex overt response) (6) การปรับเปลี่ยนการปฏิบัติ (Adaption) (7) การสร้างปฏิบัติการใหม่ (Origination)

มีโอกาสฝึกปฏิบัติสร้างเครื่องมือวัด แบ่งเป็น 3 ด้าน
1) ด้านพุทธพิสัย มีประเด็นวัดผล 6 ด้านคือ (1) ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด (2) ความเข้าใจ (Comprehend) (3) การประยุกต์ (Application) (4) การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้ (5) การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่ (6) การประเมินค่า ( Evaluation)
2) ด้านจิตพิสัย จะมีองค์ประกอบที่ใช้วัด 3 ส่วนคือ เป้าหมาย (Target) ทิศทาง (Direction) และความเข้มข้น (Intensity)
3) ด้านทักษะพิสัย จะมีจุดประสงค์ปลายทางได้ 3 แบบ คือ การปฏิบัติ (performance) กระบวนการ (process) ผลผลิต (product) และวัดได้ 2 แบบคือวัดภาพรวม และวัดองค์ประกอบ
หมายเหตุ. มีบทเรียนที่ได้จากการอบรมมากมาย แต่ขอสรุปสั้น ๆ ไว้เพียงเท่านี้ครับ

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Saturday, September 4th, 2010

4 ก.ย.53 พบงานวิจัยของ 2 เรื่องที่น่าสนใจ และผมนำไปอ้างอิงในงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง “ศึกษาการมอบหมายงานกลุ่มในการจัดทำสื่อวีดีทัศน์ประกอบการสอนการใช้โปรแกรม Powerpoint ในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น (COMP 100)” ที่ผมทำร่วมกับ อ.อัศนีย์ ณ น่าน คือ งานวิจัยของ อ.จันทร์จิรา เมธาจิโนทัย และของ อ.วินทฎา วิเศษศิริกุล มีประเด็นสรุปจากบทคัดย่อได้ดังนี้

จันทร์จิรา เมธาจิโนทัย (2549) ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง เจตคติและความสนใจของนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 2 ที่มีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ นำเสนอว่า พื้นฐานของเจตคติและความสนใจทางการเรียนของสัมพันธ์กับการจัดรูปแบบและวิธี การสอนที่หลากหลาย ทําให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและกระตือรือร้นต่อการเรียนรู้ เพราะการสอนโดยเน้นเนื้อหาทฤษฎีที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียนจะทำ ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย และสนใจกับเนื้อหาในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงควรจัดวิธีการเรียนการสอนที่ไม่ซ้ำรูปแบบเดิม ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นและเร้าความสนใจของผู้เรียน

วินทฎา วิเศษศิริกุล (2546) ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ระดับ ปวส. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจวิทยาลัยเทคนิคนครนายก โดยการจับคู่ดูแลกัน นำเสนอ ผลการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจชั้น ปวส.1 ห้อง 2 ปีการศึกษา 2545 ต่อเนื่ องชั้น ปวส.2 ปีการศึกษา 2546 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ พบว่าผลการทดลองจับคู่ดูแลนักศึกษาที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำโดยเพื่อนที่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ทำให้นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จากเดิมร้อยละ 100 แต่ผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงแล้วมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจาก เดิมร้อยละ 90.90

เนื่องจากการจับคู่ดูแลกัน ทำให้ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แนะแนว และทบทวนบทเรียนทั้งในระหว่างเรียน และหลังเลิกเรียนแล้วนั่นเอง

ผลการสังเคราะห์ความรู้จากการจัดการความรู้

Sunday, April 11th, 2010

1) อาจารย์อติชาต  ให้รายละเอียดว่าวิชาโครงงานระบบสารสนเทศที่ตนเองมีหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานั้นมีกระบวนการคือ นักศึกษาได้เข้ามาขอคำปรึกษาโดยแต่ละคนมีกรณีศึกษางานในภาคธุรกิจเฉพาะบุคคลที่แตกต่างกันไป เป็นการเรียนที่อิงพัฒนาการของผู้เรียนอย่างชัดเจน นักศึกษาต้องนำเอกสารมาแสดงความก้าวหน้าในการค้นคว้า และนำเสนออย่างเข้าใจ หากมีความพร้อมก็จะขอรับการสอบหัวข้อจากคณะกรรมการ ถ้าหัวข้อผ่านแล้วก็จะพัฒนาโปรแกรม แล้วนำโปรแกรมมานำเสนอขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา เมื่องานสำเร็จตามนโยบายที่เคยกำหนดไว้และอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นว่ามีความพร้อม นักศึกษาก็จะขอสอบกับคณะกรรมการสอบป้องกันเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งนักศึกษาได้ค้นคว้าในหัวข้อที่ตนเองสนใจ เมื่อสำเร็จการศึกษาก็จะสามารถไปสมัครงานและตอบคำถามผู้สัมภาษณ์ได้อย่างชัดเจน เพราะเคยลงมือปฏิบัติด้วยตนเองมาแล้ว
2) อาจารย์ศศิวิมล ให้ความคิดเห็นว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยสนับสนุนให้อาจารย์ได้ทำวิจัยในชั้นเรียน สนับสนุนให้ออกไปบริการวิชาการ และนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอน แต่ยังมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่มากนักขอรับการสนับสนุน ส่วนในคณะวิทย์ฯ ยังไม่มีอาจารย์ที่สนใจ หากเป็นไปได้ในภาคเรียนที่ 2 หรือปีการศึกษาต่อไปควรมีแผนให้อาจารย์ขอรับการสนับสนุน แล้วนำมาพัฒนาการเรียนการสอนในลำดับต่อไป ซึ่งเรื่องนี้มีผลต่อการประกันคุณภาพการศึกษา หากในคณะมีระบบและกลไกการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมก็จะดียิ่ง เพราะจะสอดรับกับการประกันคุณภาพของคณะ และของมหาวิทยาลัยไปพร้อมกัน
3) อาจารย์วิเชพ เล่าว่าในฐานะที่ตนเองมีหน้าที่เป็นคณะกรรมการผู้สอบโครงงานนักศึกษาเห็นด้วยกับกระบวนการที่อาจารย์อติชาต หาญชาญชัยนำเสนอ  แต่มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือนักศึกษายังขาดวินัยในการทำงาน มาพบอาจารย์ที่ปรึกษาน้อยไป หรือไม่เข้าไปพบหน่วยงานทางธุรกิจอย่างจริงจัง จึงเก็บรายละเอียดได้ไม่ครบ ทำให้ไม่เข้าใจระบบงานมากพอที่จะนำกลับมาเขียนข้อเสนอ เมื่อสอบหัวข้อก็ตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการไม่ได้ เมื่อสอบถามจากนักศึกษาแล้วก็ได้ข้อมูลว่าอาจารย์ที่ปรึกษายังคุมวินัยของนักศึกษาไม่เข้มงวด บางคนบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาไม่สนใจ ไม่มีเวลาให้ หรือให้มาสอบโดยไม่ให้คำปรึกษาอย่างจริงจัง เป็นปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคล แต่การมีระบบสอบสองชั้นคือสอบหัวข้อ และสอบป้องกันก็ทำให้คัดกรองนักศึกษาที่มีคุณภาพได้ หากสอบไม่ผ่านก็ต้องให้นักศึกษากลับไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ ทำให้การทำโครงงานมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ และเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา
4) อาจารย์ทนงศักดิ์ เล่าว่าการสอนวิชาคอมพิวเตอร์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ใช้เทคนิค การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small – Group Discussion) ซึ่งนักศึกษาที่ชื่อกร มาเล่าว่าตนเองเปลี่ยนไปจากการที่ไม่กล้าพูด ขี้อาย ไม่กล้าทักเพื่อน ก็ทำให้ตนมีเพื่อน กล้าเป็นผู้นำ เพราะกิจกรรมแบบนี้จัดขึ้นบ่อย ทำให้มีโอกาสเปลี่ยนกันเป็นหัวหน้ากลุ่มและออกมานำเสนอหน้าชั้น ส่วนนักศึกษาที่ชื่อปราง บอกว่าประทับใจในการเข้ากิจกรรมกลุ่ม เพราะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน การเรียนตามตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นกว่า
5) อาจารย์เกศริน  เล่าว่านักศึกษาชอบการเรียนด้วย กรณีศึกษา (Case Studies) มีนักศึกษาชื่อดุล มาเล่าว่าชอบเรียนวิชาอีคอมเมอร์ซ เพราะลองนำความรู้จากในชั้นเรียนไปทำเว็บไซต์ขายกระเป๋าหนังทำมือเผยแพร่สินค้าทางอินเทอร์เน็ตแล้วมียอดสั่งซื้อจากอินเทอร์เน็ตเดือนละหลายหมื่นบาท ถ้าไม่ได้เห็นกรณีตัวอย่างการใช้เว็บไซต์ tarad.com ก็คงไม่ทำให้เขามั่นใจและเข้าใจมากพอที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ นอกจากนี้ยังสังเกตว่าในระหว่างเรียนนายดุล ตั้งใจเรียนเพิ่มขึ้นจากช่วงแรกที่เรียนแนวคิดพื้นฐาน ก็มักจะนั่งหลับบ่อย แต่เมื่อได้เรียนกรณีศึกษาแล้ว นายดุลก็ไม่เคยนั่งหลับอีกเลย เพราะเห็นประโยชน์ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ใช้ในธุรกิจครอบครัวของตนได้อย่างแท้จริง

ออกแบบE-learning คืออะไร

Saturday, March 20th, 2010

E-learning  สำหรับทุกท่าน
คลิก http://www.rmutphysics.com/CHARUD/oldnews/259/259.htm

E-learning

            E-learning คืออะไร ข้อดี  LMS คืออะไร  ลักษณะสำคัญของ

                                               E-learning   คลิกค่ะ 

ตัวอย่างที่นำมาให้ชม…คือ


Search engine

เครื่องมือที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูล

 คลิกค่ะ


Search Engine
เครื่องมือในการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

Search Engine คืออะไร

เราลองมานึกดูว่า เว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลกมีมากมายเพียงใด หนึ่งล้านเว็บ พันล้านเว็บ หรือล้านล้านเว็บ คงเป็นการยากที่จะทราบได้ว่ามีเว็บอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด และยิ่งยากไปกว่านั้นคือจะค้นหาเว็บที่เราต้องการได้อย่างไร และนั่นคือที่มาของ Search Engine เครื่องมือดีๆ ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

Search Engine เป็นเครื่องมือหรือโปรแกรมในการค้นหาเว็บต่างๆ โดยมีการเก็บ รายชื่อเว็บไซต์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของเว็บไซต์และนำมาจัดเก็บไว้ใน server เพื่อให้สามารถค้นหาและแสดงผลได้สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บาง search engine อาจไม่ได้มีการเก็บข้อมูลใน server ของตัวเอง แต่อาจอาศัยข้อมูลจากเจ้าของ server นั้นๆ

ตัวอย่าง Search Engine ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น sanook.com, siamguru.com, google.com, yahoo.com, msn.com, altavista.com, search.com เป็นต้น

วิธีการค้นหา
เพียงพิมพ์คำที่เราต้องการค้นหา หรือที่เราเรียกว่า Key Word และกดปุ่ม Search

ประโยชน์ที่ได้รับจาก Search Engine

  • ค้นหาเว็บที่ต้องการได้สะดวก รวดเร็ว
  • สามารถค้นหาแบบเจาะลึกได้ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, ข่าว, MP3 และอื่นๆ อีกมากมาย
  • สามารถค้นหาจากเว็บไซต์เฉพาะทาง ที่มีการจัดทำไว้ เช่น download.com เว็บไซต์เกี่ยวกับข้อมูลและซอร์ฟแวร์ เป็นต้น
  • มีความหลากหลายในการค้นหาข้อมูล
  • รองรับการค้นหา ภาษาไทย

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาในรูปแบบของ Search Bar ที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าผ่านเว็บไซต์ Search Engine เหล่านั้นโดยตรงแล้ว ตัวอย่าง Search Bar ที่ขอแนะนำ เช่น Google Search Bar, Yahoo Search Bar เป็นต้น สำหรับรายละเอียดให้คลิกเข้าไปอ่านและ download ได้ที่ Search Bar


Information system

ระบบสารสนเทศ

    คือการใช้งานคอมพิวเตอร์ในการทำงานประจำ  ตามขั้นตอน  และวิธีการทำงานของหน่วยงาน หรือองค์กร  

 คลิกค่ะ


หน่วยประมวลผลกลาง

Microprocessor

    ประกอบด้วย หน่วยคำนวณ  หรือตรรกกะ ฯลฯ

 คลิกค่ะ


   
    เรื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์

ใบงาน
ใบคำตอบ
ใบคำตอบ 1
ใบความรู้ เรื่อง “เครื่องคอมพิวเตอร์”

       องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
      
หน่วยรับข้อมูลเข้า
       หน่วยประมวลผลกลาง
      
หน่วยความจำหลัก
     
หน่วยความจำรอง
       หน่วยส่งออก
แบบทดสอบหลังเรียน