Archive for the ‘KM:เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ’ Category
โครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”
Wednesday, May 1st, 2013ผลการสังเคราะห์งานวิจัย เรื่อง e-doc กับ sar evidence
Friday, April 19th, 2013ชื่องานวิจัย
การพัฒนาระบบเชื่อมโยงแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์ระดับบุคคลกับระบบอ้างอิงหลักฐาน
ตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และภายนอก
กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง
ประเภทการวิจัย
การวิจัยประยุกต์
ผู้วิจัย
หัวหน้าโครงการ ผศ.บุรินทร์ รุจจนพันธุ์
หน่วยงาน
สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
ผู้สนับสนุนทุนวิจัย
มหาวิทยาลัยเนชั่น
วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อพัฒนาโปรแกรมให้บุคลากร และคณะวิชาจัดเก็บข้อมูลการประเมินตนเอง รองรับการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งภายใน และภายนอก และเพื่อให้ผู้ประเมินตรวจสอบหลักฐานเพื่อการประกันคุณภาพได้อย่างพอใจ
สรุปผลการวิจัย
การวัดความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบที่มีการบูรณาการระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ จากระดับบุคคลสู่คณะวิชาและเกณฑ์ประเมินคุณภาพการศึกษา ได้ใช้แบบสำรวจความพึงพอใจ พบว่า การส่งข้อมูลเข้าตามเกณฑ์คุณภาพทั้งภายในและภายนอกยังไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะมีจำนวนเอกสารเข้าสู่ระบบไม่มากพอ เนื่องจากขาดระบบและกลไกในระดับคณะวิชาที่จะขับเคลื่อนบุคลากรให้เข้าใช้งานระบบฐานข้อมูลตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับคณะวิชา ดังนั้นผู้ประเมินจึงไม่สามารถตรวจสอบเอกสารจากระบบฐานข้อมูลได้ จึงมีระดับความพึงพอใจในระดับปานกลาง จึงสรุปได้ว่าการพัฒนาระบบเชื่อมโยงแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับระบบต่าง ๆ ยังจำเป็นต้องอาศัยนโยบายของผู้บริหารที่จะกำกับติดตามให้มีหลักฐานตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกที่ชัดเจน
ผลการสังเคราะห์งานวิจัย (องค์ความรู้จากการวิจัย)
มหาวิทยาลัยควรดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่สนับสนุนคณะวิชา รองรับเกณฑ์ภายใน และภายนอก ในแต่ละปีการศึกษา เพื่อรอรับการประเมินจากผู้ประเมิน โดยเชื่อมโยงเข้ากับระบบแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ เพื่อเสริมการใช้งานระบบฐานข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษาของ สกอ. และ สมศ. (http://www.cheqa.mua.go.th) นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยและคณะวิชา ควรมีระบบและกลไกในการขับเคลื่อนให้อาจารย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักและให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการบันทึกข้อมูลการประเมินตนเองอย่างครบถ้วน
ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาวิจัย
ข้อเสนอแนะ คือ ให้พัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่เชื่อมโยงหลักฐานตามเกณฑ์ทั้งภายในและภายนอก แล้วตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ทั้งระดับบุคคล ระดับคณะวิชา และระดับมหาวิทยาลัย และเสนอให้คณะวิชาจัดทำระบบและกลไกในการกำกับติดตามการใช้งานระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร คณะวิชา และหน่วยงานสนับสนุนอย่างเข้าใจ
การใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
ทุกรายวิชา
กิจกรรมรับน้อง ม.เนชั่น
Friday, August 24th, 2012กิจกรรมรับน้อง
คุณสุรพล นครชัย นายกสโมสรนักศึกษา ปีการศึกษา 2555 ได้ประมวลภาพกิจกรรมรับน้อง มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง โดยสโมสรนักศึกษา ร่วมกับสำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
สอนอย่างมีสไตล์…แบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น
Tuesday, May 1st, 2012การเขียนและการประเมินมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่ดี
Tuesday, May 1st, 2012ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Monday, April 2nd, 201221 ก.ค.54 มีโอกาสเข้ารับฟังการบรรยายเรื่อง “ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” หัวข้อเปรียบเทียบ TQF กับ CU-CAS โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ คุณลักษณะบัณฑิตพึงประสงค์ (เดินทางกับคุณเรณู ฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัย ไปประชุมครึ่งวัน) ซึ่งเป็นระบบที่จุฬาฯ พัฒนาขึ้น ใช้เป็นกรอบมาตรฐานของจุฬาฯ ต่อมา สกอ.เปิดช่องให้ทุกมหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาระบบของตนเองที่ต่างไปจาก มคอ.1-7 ได้ แต่ถ้ามีการตรวจสอบ ต้องให้ข้อมูลได้ครบถ้วน ซึ่งระบบ cu-cas มีความสมบูรณ์มาก โดยแบบฟอร์ม และระบบถูกพัฒนาควบคู่กันไป มีตัวอย่างฟอร์มดังนี้
- Course Specification (CU-CS)
- Course Specification (CU-CS)
- Program Curriculum Mapping (CU-PCM)
- Department Curriculum Mapping (CU-DCM)
- E-portfolio (CU-EP)
- Faculty Course Evaluation (CU-FCE)
- Faculty Course Evaluation (CU-FCE)
- Student Course Evaluation (CU-SCE)
- Department Report (CU-DR)
- Program Report (CU-PR)
- Subject Report (CU-SR)
- Faculty Report (CU-FR)
ต่อมา 23 มี.ค.55 มีโอกาสได้ฟัง ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา อาจารย์จากจุฬาฯ นำเสนอเรื่องนี้ที่เชียงใหม่ ในงาน “อุดมศึกษากับการพัฒนาประเทศไทย” ก็ยิ่งเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ว่าอัตลักษณ์ และมาตรฐานการเรียนรู้นั้น มีที่มา ที่ไป อย่างไร
http://www.scribd.com/doc/87611391
เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา
Tuesday, June 14th, 201114 มิ.ย.54 เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา มี อ.ดร.วิยดา เหล่มตระกูล และ อ.พงษ์วัชร ฟองกันทา เป็นวิทยากร มีเนื้อหาในการอบรม 4 เรื่อง ได้แก่
1) หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
2) การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3) การสร้างเครื่องมือวัดด้านคุณลักษณะ
4) การสร้างเครื่องมือวัดภาคปฏิบัติ
สอดรับกับ มคอ : กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualifications Framework for Higher Education, TQF:HEd)
องค์ประกอบของผลการเรียนรู้ตามแนวคิดและทฤษฎีของบลูม (Benjamin S. Bloom, 1956 อ้างอิงถึงใน ศิริชัย กาญจนวาสี, 2540) มีดังนี้
1) ด้านพุทธพิสัย (Cognitive Domain) เป็นการเรียนรู้ด้านความรู้ความเข้าใจและความคิด เป็นความสามารถทางสถิปัญญา ซึ่งมี 6 ระดับ ดังนี้ (1) ความรู้ความจำ (Knowledge) (2) ความเข้าใจ (Comprehension) (3) การนำไปใช้ (Application) (4) การวิเคราะห์ (Analysis) (5) การสังเคราะห์ (Syntehsis) (6) การประเมินผล (Evaluation)
2) ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นการเรียนรู้ด้านอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งมี 5 ระดับ ดังนี้ (1) การรับรู้หรือการใส่ใจต่อสิ่งเร้า (Receiving or Attending) (2) การตอบสนอง (Responding) (3) การเห็นคุณค่า (Valuing) (4) การจัดระบบค่านิยม (Organization) (5) การแสดงลักษณะตามค่านิยม (Characterization)
3) ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor domain/skill domain) เป็นการเรียนรู้ด้านความชำนาญ หรือทักษะในการปฏิบัติ ซึ่งมี 7 ระดับ ดังนี้ (1) การรับรู้ของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Perception) (2) ความพร้อมที่จะปฏิบัติ (Set) (3) การปฏิบัติตามข้อแนะนำ (Guided Response) (4) การปฏิบัติจนเป็นนิสัย (Mechanism) (5) การปฏิบัติที่สลับซับซ้อน (Complex overt response) (6) การปรับเปลี่ยนการปฏิบัติ (Adaption) (7) การสร้างปฏิบัติการใหม่ (Origination)
มีโอกาสฝึกปฏิบัติสร้างเครื่องมือวัด แบ่งเป็น 3 ด้าน
1) ด้านพุทธพิสัย มีประเด็นวัดผล 6 ด้านคือ (1) ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด (2) ความเข้าใจ (Comprehend) (3) การประยุกต์ (Application) (4) การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้ (5) การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่ (6) การประเมินค่า ( Evaluation)
2) ด้านจิตพิสัย จะมีองค์ประกอบที่ใช้วัด 3 ส่วนคือ เป้าหมาย (Target) ทิศทาง (Direction) และความเข้มข้น (Intensity)
3) ด้านทักษะพิสัย จะมีจุดประสงค์ปลายทางได้ 3 แบบ คือ การปฏิบัติ (performance) กระบวนการ (process) ผลผลิต (product) และวัดได้ 2 แบบคือวัดภาพรวม และวัดองค์ประกอบ
หมายเหตุ. มีบทเรียนที่ได้จากการอบรมมากมาย แต่ขอสรุปสั้น ๆ ไว้เพียงเท่านี้ครับ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
Saturday, September 4th, 20104 ก.ย.53 พบงานวิจัยของ 2 เรื่องที่น่าสนใจ และผมนำไปอ้างอิงในงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง “ศึกษาการมอบหมายงานกลุ่มในการจัดทำสื่อวีดีทัศน์ประกอบการสอนการใช้โปรแกรม Powerpoint ในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น (COMP 100)” ที่ผมทำร่วมกับ อ.อัศนีย์ ณ น่าน คือ งานวิจัยของ อ.จันทร์จิรา เมธาจิโนทัย และของ อ.วินทฎา วิเศษศิริกุล มีประเด็นสรุปจากบทคัดย่อได้ดังนี้
จันทร์จิรา เมธาจิโนทัย (2549) ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง เจตคติและความสนใจของนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 2 ที่มีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ นำเสนอว่า พื้นฐานของเจตคติและความสนใจทางการเรียนของสัมพันธ์กับการจัดรูปแบบและวิธี การสอนที่หลากหลาย ทําให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและกระตือรือร้นต่อการเรียนรู้ เพราะการสอนโดยเน้นเนื้อหาทฤษฎีที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียนจะทำ ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย และสนใจกับเนื้อหาในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงควรจัดวิธีการเรียนการสอนที่ไม่ซ้ำรูปแบบเดิม ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นและเร้าความสนใจของผู้เรียน
วินทฎา วิเศษศิริกุล (2546) ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ระดับ ปวส. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจวิทยาลัยเทคนิคนครนายก โดยการจับคู่ดูแลกัน นำเสนอ ผลการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจชั้น ปวส.1 ห้อง 2 ปีการศึกษา 2545 ต่อเนื่ องชั้น ปวส.2 ปีการศึกษา 2546 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ พบว่าผลการทดลองจับคู่ดูแลนักศึกษาที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำโดยเพื่อนที่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ทำให้นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จากเดิมร้อยละ 100 แต่ผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงแล้วมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจาก เดิมร้อยละ 90.90
เนื่องจากการจับคู่ดูแลกัน ทำให้ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แนะแนว และทบทวนบทเรียนทั้งในระหว่างเรียน และหลังเลิกเรียนแล้วนั่นเอง
ผลการสังเคราะห์ความรู้จากการจัดการความรู้
Sunday, April 11th, 20101) อาจารย์อติชาต ให้รายละเอียดว่าวิชาโครงงานระบบสารสนเทศที่ตนเองมีหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานั้นมีกระบวนการคือ นักศึกษาได้เข้ามาขอคำปรึกษาโดยแต่ละคนมีกรณีศึกษางานในภาคธุรกิจเฉพาะบุคคลที่แตกต่างกันไป เป็นการเรียนที่อิงพัฒนาการของผู้เรียนอย่างชัดเจน นักศึกษาต้องนำเอกสารมาแสดงความก้าวหน้าในการค้นคว้า และนำเสนออย่างเข้าใจ หากมีความพร้อมก็จะขอรับการสอบหัวข้อจากคณะกรรมการ ถ้าหัวข้อผ่านแล้วก็จะพัฒนาโปรแกรม แล้วนำโปรแกรมมานำเสนอขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา เมื่องานสำเร็จตามนโยบายที่เคยกำหนดไว้และอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นว่ามีความพร้อม นักศึกษาก็จะขอสอบกับคณะกรรมการสอบป้องกันเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งนักศึกษาได้ค้นคว้าในหัวข้อที่ตนเองสนใจ เมื่อสำเร็จการศึกษาก็จะสามารถไปสมัครงานและตอบคำถามผู้สัมภาษณ์ได้อย่างชัดเจน เพราะเคยลงมือปฏิบัติด้วยตนเองมาแล้ว
2) อาจารย์ศศิวิมล ให้ความคิดเห็นว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยสนับสนุนให้อาจารย์ได้ทำวิจัยในชั้นเรียน สนับสนุนให้ออกไปบริการวิชาการ และนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอน แต่ยังมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่มากนักขอรับการสนับสนุน ส่วนในคณะวิทย์ฯ ยังไม่มีอาจารย์ที่สนใจ หากเป็นไปได้ในภาคเรียนที่ 2 หรือปีการศึกษาต่อไปควรมีแผนให้อาจารย์ขอรับการสนับสนุน แล้วนำมาพัฒนาการเรียนการสอนในลำดับต่อไป ซึ่งเรื่องนี้มีผลต่อการประกันคุณภาพการศึกษา หากในคณะมีระบบและกลไกการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมก็จะดียิ่ง เพราะจะสอดรับกับการประกันคุณภาพของคณะ และของมหาวิทยาลัยไปพร้อมกัน
3) อาจารย์วิเชพ เล่าว่าในฐานะที่ตนเองมีหน้าที่เป็นคณะกรรมการผู้สอบโครงงานนักศึกษาเห็นด้วยกับกระบวนการที่อาจารย์อติชาต หาญชาญชัยนำเสนอ แต่มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือนักศึกษายังขาดวินัยในการทำงาน มาพบอาจารย์ที่ปรึกษาน้อยไป หรือไม่เข้าไปพบหน่วยงานทางธุรกิจอย่างจริงจัง จึงเก็บรายละเอียดได้ไม่ครบ ทำให้ไม่เข้าใจระบบงานมากพอที่จะนำกลับมาเขียนข้อเสนอ เมื่อสอบหัวข้อก็ตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการไม่ได้ เมื่อสอบถามจากนักศึกษาแล้วก็ได้ข้อมูลว่าอาจารย์ที่ปรึกษายังคุมวินัยของนักศึกษาไม่เข้มงวด บางคนบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาไม่สนใจ ไม่มีเวลาให้ หรือให้มาสอบโดยไม่ให้คำปรึกษาอย่างจริงจัง เป็นปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคล แต่การมีระบบสอบสองชั้นคือสอบหัวข้อ และสอบป้องกันก็ทำให้คัดกรองนักศึกษาที่มีคุณภาพได้ หากสอบไม่ผ่านก็ต้องให้นักศึกษากลับไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ ทำให้การทำโครงงานมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ และเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา
4) อาจารย์ทนงศักดิ์ เล่าว่าการสอนวิชาคอมพิวเตอร์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ใช้เทคนิค การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small – Group Discussion) ซึ่งนักศึกษาที่ชื่อกร มาเล่าว่าตนเองเปลี่ยนไปจากการที่ไม่กล้าพูด ขี้อาย ไม่กล้าทักเพื่อน ก็ทำให้ตนมีเพื่อน กล้าเป็นผู้นำ เพราะกิจกรรมแบบนี้จัดขึ้นบ่อย ทำให้มีโอกาสเปลี่ยนกันเป็นหัวหน้ากลุ่มและออกมานำเสนอหน้าชั้น ส่วนนักศึกษาที่ชื่อปราง บอกว่าประทับใจในการเข้ากิจกรรมกลุ่ม เพราะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน การเรียนตามตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นกว่า
5) อาจารย์เกศริน เล่าว่านักศึกษาชอบการเรียนด้วย กรณีศึกษา (Case Studies) มีนักศึกษาชื่อดุล มาเล่าว่าชอบเรียนวิชาอีคอมเมอร์ซ เพราะลองนำความรู้จากในชั้นเรียนไปทำเว็บไซต์ขายกระเป๋าหนังทำมือเผยแพร่สินค้าทางอินเทอร์เน็ตแล้วมียอดสั่งซื้อจากอินเทอร์เน็ตเดือนละหลายหมื่นบาท ถ้าไม่ได้เห็นกรณีตัวอย่างการใช้เว็บไซต์ tarad.com ก็คงไม่ทำให้เขามั่นใจและเข้าใจมากพอที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ นอกจากนี้ยังสังเกตว่าในระหว่างเรียนนายดุล ตั้งใจเรียนเพิ่มขึ้นจากช่วงแรกที่เรียนแนวคิดพื้นฐาน ก็มักจะนั่งหลับบ่อย แต่เมื่อได้เรียนกรณีศึกษาแล้ว นายดุลก็ไม่เคยนั่งหลับอีกเลย เพราะเห็นประโยชน์ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ใช้ในธุรกิจครอบครัวของตนได้อย่างแท้จริง
ออกแบบE-learning คืออะไร
Saturday, March 20th, 2010E-learning สำหรับทุกท่าน
คลิก http://www.rmutphysics.com/CHARUD/oldnews/259/259.htm
E-learning

E-learning คืออะไร ข้อดี LMS คืออะไร ลักษณะสำคัญของ
E-learning คลิกค่ะ ![]()
ตัวอย่างที่นำมาให้ชม…คือ
Search engine
เครื่องมือที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูล

Search Engine
เครื่องมือในการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
Search Engine คืออะไร
เราลองมานึกดูว่า เว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลกมีมากมายเพียงใด หนึ่งล้านเว็บ พันล้านเว็บ หรือล้านล้านเว็บ คงเป็นการยากที่จะทราบได้ว่ามีเว็บอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด และยิ่งยากไปกว่านั้นคือจะค้นหาเว็บที่เราต้องการได้อย่างไร และนั่นคือที่มาของ Search Engine เครื่องมือดีๆ ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
Search Engine เป็นเครื่องมือหรือโปรแกรมในการค้นหาเว็บต่างๆ โดยมีการเก็บ รายชื่อเว็บไซต์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของเว็บไซต์และนำมาจัดเก็บไว้ใน server เพื่อให้สามารถค้นหาและแสดงผลได้สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บาง search engine อาจไม่ได้มีการเก็บข้อมูลใน server ของตัวเอง แต่อาจอาศัยข้อมูลจากเจ้าของ server นั้นๆ
ตัวอย่าง Search Engine ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น sanook.com, siamguru.com, google.com, yahoo.com, msn.com, altavista.com, search.com เป็นต้น

วิธีการค้นหา
เพียงพิมพ์คำที่เราต้องการค้นหา หรือที่เราเรียกว่า Key Word และกดปุ่ม Search
ประโยชน์ที่ได้รับจาก Search Engine
- ค้นหาเว็บที่ต้องการได้สะดวก รวดเร็ว
- สามารถค้นหาแบบเจาะลึกได้ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, ข่าว, MP3 และอื่นๆ อีกมากมาย
- สามารถค้นหาจากเว็บไซต์เฉพาะทาง ที่มีการจัดทำไว้ เช่น download.com เว็บไซต์เกี่ยวกับข้อมูลและซอร์ฟแวร์ เป็นต้น
- มีความหลากหลายในการค้นหาข้อมูล
- รองรับการค้นหา ภาษาไทย
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาในรูปแบบของ Search Bar ที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าผ่านเว็บไซต์ Search Engine เหล่านั้นโดยตรงแล้ว ตัวอย่าง Search Bar ที่ขอแนะนำ เช่น Google Search Bar, Yahoo Search Bar เป็นต้น สำหรับรายละเอียดให้คลิกเข้าไปอ่านและ download ได้ที่ Search Bar
Information system
ระบบสารสนเทศ

คือการใช้งานคอมพิวเตอร์ในการทำงานประจำ ตามขั้นตอน และวิธีการทำงานของหน่วยงาน หรือองค์กร
หน่วยประมวลผลกลาง
Microprocessor

ประกอบด้วย หน่วยคำนวณ หรือตรรกกะ ฯลฯ
เรื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์





