Archive for the ‘KM:เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ’ Category

ตกม้าตายเรื่องฟอนต์ (itinlife586)

Sunday, January 15th, 2017

font

เริ่มต้นตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องแฟนเดย์ ก็ยิงประโยคเด็ด คุณเคยรู้สึกเป็นหมาเหมือนผมไหมครับ ตามมาด้วย เป็นหมารับใช้ด้านไอที และ ไม่ต้องขอบคุณก็ได้ครับ สมัยนี้เด็กประถมเค้าก็ทำได้กันหมดแล้ว รู้สึกว่าที่พระเอกเทียบตัวเองเป็นหมา อาจเทียบกับนางเอกที่เป็นเครื่องบินก็ได้ เพราะนางเอกดูงดงามสูงส่งเหมือนเครื่องบิน แต่พระเอกดูต่ำต้อยเหมือนหมา ก็ไม่รู้ว่าคนไอทีทั่วไปจะคิดว่าตนเองเป็นอะไร เวลาที่คนในองค์กรสนใจ มักเป็นเวลาที่มีปัญหา หากไม่มีปัญหาก็ไม่เรียกหา แล้ววันหนึ่งก็มีเพื่อนส่งแฟ้มมาสอบถามเรื่องสีตัวอักษรในเอกสารที่ต้องการเผยแพร่

แฟ้มเวิร์ด (DOC) และแฟ้มพีดีเอฟ (PDF) ที่ส่งมามีหลายสิบหน้า แต่ละหน้ามี 1 กล่องข้อความ (Text Box) เป็นเนื้อหา ทำให้การจัดหน้าในแต่ละหน้า เป็นอิสระออกจากกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนแจ้งว่าต้องเปลี่ยนสีทั้งเอกสารเป็นสีดำ เพราะกดเลือกทั้งหมด (Ctrl-A) แล้วไม่เปลี่ยน เนื่องจากการใช้กล่องข้อความจะต้องเข้าไปปรับสีในแต่ละกล่อง แนวคิดการใช้กล่องข้อความในแฟ้มเอกสารแบบนี้มักใช้กับการออกแบบหน้าของนิตยสารที่แต่ละหน้ามีรูปแบบแตกต่างกัน ระหว่างปรับสีในเครื่องของผม ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องช่องไฟ และแท็บ จึงช่วยจัดใหม่เล็กน้อย ก่อนส่งออกเป็นแฟ้มพีดีเอฟ เพื่อนำไปใช้ หลังเสร็จงานแล้วส่งที่ปรับแก้กลับไปให้เพื่อน แล้วเค้าก็โทรกลับมาถามว่าทำไมตัวเลขไม่เป็นเลขไทย กลับเป็นเลขอาราบิก ไม่เหมือนต้นฉบับ

กลับไปตรวจสอบในรายละเอียดของแฟ้ม พบว่า แฟ้มต้นฉบับใช้ฟอนต์ TH NiramitIT๙ ซึ่งเป็นเหตุให้ผมพลาด เพราะเครื่องของผมไม่มีฟอนต์นี้ เวลาเพื่อนจัดทำเอกสาร แล้วใช้ฟอนต์ข้างต้น จะพิมพ์เลขอาราบิก หรือเลขไทย ก็จะเห็นเป็นเลขไทย แต่เวลาส่งแฟ้มนี้ให้ใคร ที่ไม่ติดตั้งฟอนต์นี้ก็จะมองเห็นว่าเป็นเลขอาราบิก หรือเลขไทย สรุปว่าการทำเอกสารที่ต้องส่งให้ใครเค้าเห็นเลขไทยเหมือนเราทำได้ 2 วิธี คือ วิธีแรก พิมพ์เลขไทยทั้งหมด ไม่พิมพ์สลับไปมาระหว่างเลขอาราบิกและเลขไทย วิธีที่สอง พิมพ์สลับไปมาผ่านฟอนต์ข้างต้น แต่ถ้าส่งแฟ้มเวิร์ดไปให้ใคร ต้องแจ้งว่าใช้ฟอนต์ข้างต้น เพราะผู้รับอาจตกม้าตายเหมือนผมที่ไม่ได้ติดตั้งฟอนต์ไทยสำหรับแปลงเลขไทย

http://www.scdc5.forensic.police.go.th/fonts.htm

https://www.youtube.com/watch?v=OPp2CoLdXcc

“ความสำคัญและแนวคิดสำคัญในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติของคณะนิเทศศาสตร์”

Saturday, June 25th, 2016

จากพระราชบัญญัติการศึกษา พุทธศักราช 2544 ได้กล่าวในหมวดที่ 4 แนวการจัดการศึกษา

มาตรา ๒๒การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า  ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่า  ผู้เรียนมีความสำคัญ ที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ

มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย ต้องเน้น ความสำคัญ ทั้งความรู้คุณธรรมกระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

(๑). ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกับ
กระแสสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก เพราะงานของวิชาชีพสายนิเทศศาสตร์เป็นงานที่เกี่ยวกับความเป็นไปกระแสหลักที่ต้องยึดเอาไว บนพื้นฐานของจรรยาบรรณและศีลธรรมอันดีงาม รวมทั้งรักษาความเป็นชาติ ความจงรักภักดีต่อสถาบันทั้ง 3 อย่างเหนียวแน่น

(๒). ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจแลประสบการณ์   เรื่องการ จัดการการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

(๓). ความรู้เกี่ยวกับศาสนาศิลปวัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา

(๔). ความรู้และทักษะด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาเน้นการใช้ภาษาไทยอย่างงถูกต้อง

(๕). ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ได้มีกระบวนวิชาในหลักสูตรที่สนับสนุนและตอบสนองต่อกฎหมายการศึกษามาตรา ๒๒ และ มาตรา ๒๓ ได้แก่

หมวดวิชาศึกษาทั่วไป จำนวน 34 หน่วยกิต แบ่งออกเป็น

ก. กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์                          14 หน่วยกิต

ข. กลุ่มวิชาภาษา                                                                  11 หน่วยกิต

ค. กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์                              6 หน่วยกิต

ง. กลุ่มวิชาการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม                                          3 หน่วยกิต

มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะนิเทศศาสตร์ดำเนินการจัดการทั้งวิชาที่เน้นการปฏิบัติทั้งกลุ่มวิชาแกน อันได้แก่วิชา COMM 104การออกแบบนิเทศศิลป์เบื้องต้น  COMM201 การถ่ายภาพสำหรับนิเทศศาสตร์ COMM203 จิตวิทยาและทักษะการสื่อสาร รวมไปถึงกลุ่มวิชาชีพทางนิเทศศาสตร์ ดังต่อไปนี้ คือ

(๑). จัดเนื้อหาหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น กรณีของการเรียนร่วมกันระหว่างชั้นปี  ทางคณะนิเทศศาสตร์มีการแก้ปัญหาโดยการทำงานกลุ่มสำหรับช่วงแรก และทำงานเดี่ยวเพื่อฝึกฝนทักษะต่อไป

(๒). ฝึกทักษะ กระบวนการคิดการจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยอาจารย์ผู้สอนจะคิดโจทย์ในการปฏิบัติการเพื่อให้นักศึกษาได้แก้ปัญหา­­­ตลอดเวลาของการฝึกฝนทักษะวิชาชีพผ่านโครงการนักข่าวอาสา โครงการฝึกบิน ( ฝึกวิชาชีพเสริมทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกไปทำ สหกิจศึกษาหรือการฝึกงาน )

(๓). จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ทำได้คิดเป็นและทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง­­ จากกิจกรรมรายวิชา เช่น วิชา COMM104 การออกแบบนิเทศศิลป์เบื้องต้น วิชา COMM201 การถ่ายภาพสำหรับงานนิเทศศาสตร์ DITR301 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิตัล DITR302 การเขียนเพื่องานวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิตัล DITR303 การสื่อข่าวและการเป็นผู้ประกาศ DITR304 ความคิดสร้างสรรค์และการนำเสนอ DITR305 สุนทรียของการใช้ภาพและเสียงประกอบ ADPR302 การผลิตและการเขียนเพื่องานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ADPR306 การสร้างสรรค์งานโฆษณาและประชาสัมพันธ์  โดยนักศึกษาจะต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเตรียมการทำงานเนื่องจากก่อนจะลงมือทำชิ้นงานแต่ละชิ้น นักศึกษาต้องมีการนำเสนอข้อมูลและขั้นตอนของการปฏิบัติงานต่ออาจารย์ผู้สอนก่อน และเมื่อผ่านกระบวนการนี้ไปได้ จึงจะสามารถผลิตชิ้นงานได้ และเข้าสู่กระบวนการของ คิดได้ ทำเป็น

(๔). จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา ซึ่งแต่ละส่วนของโครงสร้างหลักสูตร
นั้นถูกออกแบบมาให้วิชาต่างๆสัมพันธ์กัน จึงทำให้นักศึกษาสามารถที่จะประกอบแต่ละวิชาไว้ด้วยกันและสามารถสร้างองค์ความรู้เพื่อไปตอบโจทย์ของวิชาอื่นๆได้ เช่น วิชา DITR301 การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิตัล นักเรียนสามารถนำองค์ความรู้จากวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ DITR305 สุนทรียของการใช้ภาพและเสียง ADPR302 การผลิตและการเขียนเพื่องานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ADPR306 การสร้างสรรค์งานโฆษณาและประชาสัมพันธ์  มาประกอบกันได้ โดยมีวิชา DITR 304 ความคิดสร้างสรรค์และการนำเสนอ มาเสริมเป็นเทคนิกในการนำเสนอเพื่อให้อาจารย์ผู้สอนผ่านงานเพื่อไปผลิตรายการวิทยุ วิทยุโทรทัศน์ หรือ สื่อดิจิตัล ขั้นสูงต่อไปได้

(๕). ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ

(๖). จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือมืออาชีพในสาขาต่างๆทุกฝ่ายในเครือเนชั่นและพันธมิตร เพื่อร่วมกันพัฒนานักศึกษาของคณะนิเทศศาสตร์ให้มีศักยภาพดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติสามารถตอบสนองพระราชบัญญัติการศึกษาพุทธศักราช 2544 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

  1. แนวคิดสำคัญของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ

(๑). เป็นผสมผสานระหว่างวิชาการและวิชาชีพ โดยการจัดกิจกรรมในลักษณะกลุ่มปฏิบัติการที่เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรงจากการเผชิญสถานการณ์จริงและการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการกระทำ ( Learning by doing )

(๒). ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงฝึกค้นคว้า ฝึกลงมือทำ ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆ ฝึกการแก้ปัญหาด้วยตนเองและฝึกทักษะการเสาะแสวงหาความรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มและเดี่ยว

(๓). ผู้เรียนได้เรียนรู้ทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติตามแนวทางสายอาชีพเฉพาะทาง และเรียนรู้ความเป็นประชาธิปไตย โดยการแบ่งกลุ่มทำงานผู้สอนจะดำเนินการร่วมกับผู้เรียนแบ่งกลุ่มย่อย มอบให้ปฏิบัติกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น ศึกษาค้นคว้า แก้ไขปัญหา หรือปฏิบัติกิจกรรม ฯลฯ
(๔). เน้นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการทำงานร่วมกัน เพื่อทดสอบการทำงานร่วมกันแบบทีม การสอนแบบนี้ต้องดำเนินการอย่างมีหลักเกณฑ์คือ มีจุดประสงค์ของการทำงาน นักศึกษาจะต้องมีการกำหนดหน้าที่แต่ละคนให้แน่นอนและอาจารย์จะเป็นที่ปรึกษา เสนอแนะให้รู้ว่าจะหาความรู้ได้อย่างไร เมื่อไร ที่ใด
         การจัดการเรียนรู้ ที่เน้นการปฏิบัตินี้จะมีความเข้มข้นของสัดส่วนในการผสมผสานระหว่างวิชาการหรือทฤษฎีและวิชาชีพหรือปฏิบัติอยู่ที่ตัวเลข 50-50 จึงจะเป็นตัวเลขของความเข้มข้นทีลงตัวที่สุดและมีขั้นตอนดังนี้ คือ      

  1. ให้นักศึกษาเรียนรู้ในส่วนของวิชาการก่อนแล้วจึงลงมือปฏิบัติ
  2. เมื่อลงมือปฏิบัติก็จะมองเห็นปัญหา
  3. และเมื่อมองเห็นปัญหานักศึกษาก็จะหาหนทาในการแก้ไขด้วยตนเอง
  4. เมื่อตนเองแก้ไขไม่ได้ก็จะปรึกษากับผู้รู้ หรือ อาจารย์ผู้สอน
  5. นำคำสอนหรือคำแนะนำมาแก้ปัญหาโดยผ่านการวิเคราะห์ร่วมกัน
  6. เมื่อวิเคราะห์ปัญหาได้ นักศึกษาก็จะสามารถสังเคราะห์ได้
  7. เมื่อสังเคราะห์ได้ก็จะสามารถจำวิธีการแก้ปัญหาได้และเกิดความทรงจำ
  8. เมื่อกระบวนการทั้งหมดถูกนำมาผ่านการฝึกฝนอีกซ้ำๆก็จะเกิดความทรงจำที่ยั่งยืน

ในรายวิชาของการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติของคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยเนชั่น สามารถที่จะจำแนกส่วนต่างๆนั้น คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดอาจารย์เพื่อสอนในรายวิชาดังกล่าวแยกออกเป็นสองวิทยาเขต เอาไว้ดังนี้ คือ

    คณะนิเทศศาสตร์ วิทยาเขต บางนา ได้แก่

  1. อาจารย์สิทธิโชค โควาบุญพิทักษ์ ( นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (การสื่อสารเพื่อการพัฒนา) มหาวิทยาลัยรามคำแหง / นิเทศศาสตร์บัณฑิต (วิทยุโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  1. อาจารย์ชินกฤต อุดมลาภไพศาล (นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (การสื่อสารมวลชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีการศึกษา) เกียรตินิยมอับดับ1 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  2. อาจารย์รัตนาวดี ลำพาย ( พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การจัดการพัฒนาสังคม คณะพัฒนาสังคม นิด้า , ศิลปะศาสตร์บัณฑิต คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   คณะนิเทศศาสตร์ ศูนย์โยนก ลำปาง ได้แก่

  1. อาจารย์พิมพ์พธู พินทุเสนีย์ ( ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การสื่อสารพัฒนาการ) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  2. อาจารย์ปวิณรัตน์ แซ่ตั้ง (ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต และ มหาบัณฑิต สาขา เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม) Master of Science in Industrial Education (Industrial Design Technology) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  1. คุณสราวุธ เบี้ยจรัส เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษาชำนาญการ สอนเกี่ยวกับ การใช้อุปกรณ์สายวิชาชีพ ( นศบ.นิเทศศาสตร์บัณฑิต การโฆษณาประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ )

 

เอกสารอ้างอิง

http://www.moe.go.th/main2/plan/p-r-b42-01.htm

สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

การจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์และเน้นการปฏิบัติ. กรุงเทพฯ:ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

รายงานการวิจัยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

 

 

 

การเปลี่ยนระบบในการตรวจกระดาษคำตอบ NTU English Progress Test

Friday, May 27th, 2016

KM ศูนย์เนชั่นบางนา

เรื่อง การเปลี่ยนระบบในการตรวจกระดาษคำตอบ NTU English Progress Test

จากการที่ศูนย์เนชั่นบางนามีนโยบายให้มีการปรับระบบในการตรวจข้อสอบ  NTU English Progress Test ใหม่ เพื่อให้มีความสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ลดภาระงานและค่าใช้จ่าย และเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ดิฉัน จึงได้เปลี่ยนวิธีการจากการตรวจด้วยมือ เป็นการตรวจด้วยเครื่องสแกนแทน และทำการออกแบบกระดาษข้อสอบขึ้นมาใหม่

โดยดิฉันขอสรุปขั้นตอนสั้นๆและข้อแนะนำดังนี้

  1. โปรแกรมที่ใช้มีดังนี้ Form Scanner, XnConvert, GhostScript, Excel
  2. นำกระดาษคำตอบที่ได้เข้าเครื่องแสกน ให้บันทึกไฟลล์ในรูปแบบตระกูล .JPEG หากบันทึกเป็น .PDF ไฟลล์ให้นำมา convert กับโปรแกรม XnConvert ก่อน
  3. นำไฟลล์ภาพมา convert กับโปรแกรม Form Scanner และ export ออกมาเป็น Excel ไฟลล์
  4. สร้างสูตรและเฉลยใน Excel อีกไฟลล์ และนำคำตอบที่ export มาจากโปรแกรม Form Scanner มาวางลงในไฟลล์เฉลย จากนั้นทำการค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง และบันทึกผล

ข้อแนะนำในการใช้กระดาษคำตอบเพื่อตรวจด้วยเครื่องสแกน

  1. ผู้เข้าสอบเขียนรายละเอียดทุกส่วนในกระดาษคำตอบ
  2. ผู้เข้าสอบและกรรมการคุมสอบไม่ขีดเขียนสิ่งอื่นใดนอกจากที่ระบุ ลงในกระดาษคำตอบ,ให้ปั๊มเลขที่นั่งสอบภายในกรอกที่กำหนดให้
  3. หากจำเป็นต้องมีการเซ็นต์กำกับการขาดสอบของนักศึกษาในกระดาษคำตอบ ห้ามไม่ให้ลายเซ็นต์เลยออกนอกกรอบของกระดาษคำตอบที่กำหนด
  4. แนะนำให้ใช้ปากกาลูกลื่นสีดำ เท่านั้นในการทำข้อสอบ
  5. ระบายวงกลมทุกวงที่ต้องการ (รหัสนักศึกษา, คำตอบทุกข้อ) ให้ดำเต็มวง
  6. ถ้าต้องการแก้ไข ให้ใช้หมึกลบคำผิดลบให้สะอาดก่อน จึงระบายวงใหม่ (ในหนึ่งข้อ ระบายได้เพียง 1 วงกลมเท่านั้น)

 

อ.ฑิเตชา พรมสุ (อ.กี้)

ทักษะที่นักเรียนจำต้องเรียนรู้วันที่เพื่อเติบโตในวันหน้า

Thursday, March 17th, 2016

บทบาทครู
มีตัวอย่างให้เห็นใน Social Media
แล้วผมก็ชอบติดตาม อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง
เพราะท่านมักจะแชร์ประเด็นความรู้
ให้ข้อคิดที่มีประโยชน์
ได้รู้จักท่านแล้วรู้สึกดี ท่านมองอะไรเป็นบวก
ทำให้รู้สึกดี ช่วยกระตุ้มต่อมคิดบวกของผมเสมอ
ครั้งนี้ท่านแชร์มาในกลุ่มของมหาวิทยาลัย เรื่อง
“16 ทักษะที่นักเรียนจำต้องเรียนรู้วันที่เพื่อเติบโตในวันหน้า”
จึงได้นำไปเล่าให้นักศึกษาฟังครับ .. ว่าพวกเขาควรมีทักษะอะไรบ้าง
http://www.weforum.org/agenda/2016/03/21st-century-skills-future-jobs-students

 

skill

[การรู้พื้นฐาน Foundational Literacies]
1. การอ่านออกเขียนได้ (Literacy)
2. การรู้คิดคำนวณ (Numeracy
3. การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy)
4. การรู้ไอซีที (ICT literacy)
5. การรู้การเงิน (Financial literacy)
6. การรู้วัฒนธรรม และพลเมือง (Cultural and civic literacy)
[สมรรถนะ Competencies]
7. การคิดเชิงวิพากษ์ และแก้ปัญหา (Critical thinking/problem-solving)
8. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
https://www.facebook.com/wiriyah
9. การสื่อสาร (Communication)
10. การร่วมมือ (Collaboration)
[ลักษณะนิสัย Character Qualities]
11. อยากรู้อยากเห็น (Curious)
12. ริเริ่ม (Initiative)
13. มุ่งมั่น/อดทน (Persistence/grit)
14. ปรับตัวได้ (Adaptability)
15. ผู้นำ (Leadership)
16. เข้าสังคมและตระหนักในวัฒนธรรม (Social and Cultural awareness)

แรงบันดาลใจ ของนักศึกษากลุ่มนิเทศศาสตร์

Monday, October 7th, 2013

แรงบันดาลใจ ของนักศึกษากลุ่มนิเทศศาสตร์
3.1 ความรักกับมิตรภาพ (มิตรภาพระหว่างกัน)
หลายคนให้นิยามของความรักไว้ต่างๆนานา “ความรักคือการให้” “ความรักเป็นสิ่งสวยงาม” “ความรักคือความซื่อสัตย์” รักคือการให้ และอีกมากมาย แต่หากความรักไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ เมื่อความรักต้องสิ้นสุดลง มันก็สร้างความเจ็บปวดให้กับคนเรา
ความรัก คือสิ่งที่สวยงาม มีอยู่ทุกที่ ที่เราไป
แต่บางคนอาจจะมองว่า “ความรัก”
เป็นสิ่งเจ็บปวดเมื่อเราเสียมันไป
และความเจ็บปวดนั่นแหละที่จะทำให้ “ใจ” ของเรา
เข็มแข็งขึ้น และสามารถเดินไปข้างได้
อย่าเก็บเรื่องราเก่า ๆ มาผูกมัดตัวเราเอาไว้
แค่เก็บมันเป็นความทรงจำที่สวยงาม หรือบทเรียน
แค่นั้นก็พอแล้ว สำหรับหัวใจดวงน้อย ๆ ดวงนี้
1.    ภัทรีพันธ์   มะโนพฤษ์
2.    กันต์กนิษฐ์  สท้านไตรภพ
3.    นภสินธุ  นิตย์ใหม่
4.    อิทธิกร  ขุนนราศัย
5.    กรกนก  เผือกใจแผ้ว
6.    อิทธิกร   ยิ้มละมัย

3.3 กลุ่มหนุ่มพเนจร (ไปเลี้ยงสุนัขที่วัด)
แรงบันดาลใจนี้มาจากศิลปินคนหนึ่ง ที่มีใจเป็นจิตอาสา เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อสังคม
1.    วรวุฒิ  กิตติอภิญญา
2.    กิตติ  กิติรส
3.    รัฐโรจน์  กุลธีรประเสริฐ
4.    ภีรศีลป์  ชมพูลาว

3.4 ความพยายาม (ตกแล้วเริ่มต้นใหม่)
ทุกความพยายามอาจไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จ แต่ทุกความสำเร็จต้องอาศัยความพยายาม คนทุกคนเกิดมาจะต้องพบกับความทุกข์กันทุกคน แต่จะผ่านความทุกข์นั้นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้าง ถ้ามีความพยายามเราก็สามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ ขอเพียงอย่าท้อให้กับอุปสรรค และความทุกข์ที่ผ่านเข้ามา เพราะความทุกข์อยู่กับเราไม่นาน เมื่อเกิดควาทุกข์ขึ้นก็ให้ลุกขึ้นสู้ เพียงเราปรับตัวให้มีความสุขกับมัน ไม่คิดมาก ไม่ว่าจะทุกข์ในเรื่องตกงาน อกหัก หรือเรื่องใดก็ตาม เราก็จะสามารถผ่านความทุกข์ต่าง ๆ เหล่านั้นไปได้
1.    วรวรรณ นาควิโรจน์
2.    มธุรส วงศ์แก้วมูล
3.    ภัทรพีร์ กรัณย์ไท
4.    ฉัฏฐมี วนชยางค์กูล

3.5 หายใจเพื่อตัวเอง (คบหาและเปลี่ยนใจ)
บางครั้งคนเราก็จำเป็นต้องเจ็บปวดเพื่อให้เราเติบโตขึ้น
จำเป็นต้องล้มเหลว เพื่อแลกกับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่
เพราะบทเรียนที่มีค่าที่สุดในชีวิต
คือบทเรียนที่แลกมาด้วยความเจ็บปวด
บางครั้งการลบใครบางคนออกไปจากชีวิต
ก็ทำให้เรามีที่ว่างสำหรับคนที่ดีกว่า
1.    ฐิติยา ธรรมสอน
2.    วีรภัทร อภัยกาวี
3.    สุชาวลี ทาจันทร์
4.    ญาณิศา สิริกุลขจร
5.    ณัฐภัทร บุญอุ้ม
6.    เบ็ญจา พรมเปียง
7.    มณีรัตน์ หลากสุขถม

3.6 ความสำเร็จเป็นผลของความพยายาม (กลุ่ม dance)
ถ้าคนเราเปรียบความสำเร็จเป็นเหมือนเส้นชัยนั้น
เราก็จะเปรียบความพยายามเป็นตัวช่วยระหว่างทาง ความพยายามสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์ทุกคนสามารถก้าวผ่านอุปสรรค ระหว่างทางไปได้ เพียงใจของเราเข้มแข็งและไม่ย่อท้อ แม้บางครั้งจะมีล้มไปบ้าง แต่เราก็สามารถลุกขึ้นมาได้ใหม่ เพียงแค่จิตใจเรานั้น พยายามก็พอแล้ว
1.    สุภิญญา ปาปุ๊ดปลูก
2.    รันติญา ธรรมศรีใจ
3.    ธนพัทธ อาสนเวช
4.    ธนิดา วรธงไชย
5.    ศิริกมล หลี้แซม
6.    พฤกษา คนเที่ยง

3.7 แรงบันดาลใจ (สาวเหนือ)
คลิ๊ปนี้แสดงให้เห็นว่ายังมีบุคคลอีกหลายคน หลายกลุ่มที่มีฐานะยากจน ขาดแคลน ด้อยโอกาส จึงต้องทนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการเพื่อครอบครัว คนที่รัก ถึงแม้ว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใดก็ต้องทำ ซึ่งอาจจะเปรียบได้ว่า เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลในทั้งด้านการใช้ชีวิตเพื่อความอยู่รอด และเป็นกำลังใจให้ผู้ที่สิ้นหวังได้เห็นว่าชีวิตของคนเราไม่แน่นอนเสมอไป จงใช้ชีวิตให้คุ้มค่าด้วยความไม่ประมาท
1.    นัคนันท์ นัคพันธ์
2.    พิชัยยุทธ สุดใจ
3.    พิมชนก วังอ้าย
4.    สุรัชยากร พานิชย์
5.    ไอริน นาขัยลอง
6.    ธิดารัตน์ คงงาม

แรงบันดาลใจ ของนักศึกษากลุ่มบัญชี กับตลาด

Monday, October 7th, 2013

แรงบันดาลใจ ของนักศึกษากลุ่มบัญชี กับตลาด

1.1 avenue (3เรื่องมิตรภาพ)
แรงบันดาลใจของกลุ่มเราคือ เราเคยคิดว่าเวลาที่เราผิดหวัง ท้อแท้เราไม่มีใคร ไม่มีใครอยู่กับเรา แต่ที่จริงแล้วมีมากมายเราไม่เห็นเอง เพราะเรามัวแต่อยู่กับตัวเองจมอยู่กับความผิดพลาดไม่สนใจคนที่อยู่รอบตัวเรา แล้วเราก็จะเคลียดอยู่คนเดียว นี่เป็นประสบการณ์จริงของเพื่อนในกลุ่มเรา เราจริงเอามาเป็นแรงบันดาลใจเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่าอย่าลืมว่าเรายังมี เขาเหล่านั้นเสมอที่คอยอยู่เคียงข้าเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน แฟน หรือครอบครัว จงอย่าลืม
1.    ธนวัฒน์  ศรีหรั่งไพโรจน์
2.    จารุภา  ดวงจันทร์
3.    จันทร์จิรา  วงศ์แก้ว
4.    วิไลพร  แก้ววงศ์ษา

1.2 Story name is “Success”
Video clip นี้สื่อให้เห็นถึงความพยายาม ความอดทน ความเพียร และความตั้งใจ ที่จะตั้งใจเรียนหนังสือ เหมือนกับคำว่า “เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”
1.    ฐิตินันท์ ดำรงสิทธิ์
2.    รัฐกฤษ จารุวิทยานันท์
3.    ภูษิต ภูมมะภูติ
4.    พิษณุพงษ์ อุทัยบุรม
5.    รัชภาคย์ ดวงแก้ว
6.    ปรีชา ชมพูกุล
7.    ดวง  ชีพรม
http://www.youtube.com/watch?v=A59r1IVdhH0

1.3 ทางกลับบ้าน (เรียนให้จบ)
อยากสื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรู้สึกของเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ได้ก้าวมาใช้ชีวิตในเมือง ซึ่งอาจจะรู้สึกท้อแท้ รู้สึกเหนื่อยบ้าง ได้เจอกับผู้คนมากมายแต่จะมีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา ความจริงใจจากผู้คนมากมายสุดท้ายไม่มีความหมาย เพราะโลกที่มันลวงหลอก      มันช่างโหดร้าย บางครั้งมันก็เหนื่อยเกินกว่าที่เราจะแบกความหวังของใครไว้ แต่ถ้ามันคือความหวังและความสุขของพ่อและแม่ เราเลือกที่จะแบกมันไว้ไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อไหร่ที่นึกถึงผู้มีพระคุณ แม้หนทางมันยังห่างไกลก็จะไม่ถอดใจ และจะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง …
1.    ทิชากร ใจเปี้ย
2.    มยุรีย์  สีมา
3.    พิชชาวดี  วงค์บุตร
4.    ปิยะภรณ์  ทิพยมณฑล
5.    เกศินี  นันตาเครือ

1.4 เธอคือแรงบันดาลใจ (รุ่นพี่แนะนำ)
วีดีโอนี้สื่อให้เห็นว่ามีนักศึกษา 2 คน มีความพยายาม และอยากเรียนหนังสือให้เก่งเหมือนรุ่นพี่คนหนึ่ง จึงได้เข้าไปถาม จากนั้นก็ได้ทำตามคำแนะนำด้วยความพยายามและตั้งใจ จึงได้ประสบความสำเร็จ
1.    ชลิดา มุระดา
2.    ปารณีย์  โกเมศ
3.    รัตติยากร รอดทุกข์
4.    ณัฐพิมพ์ จุลพันธ์

1.5 ถ้าฉันผอม จะสวยให้ดู (ลดหุ่น)
การที่เราต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ด้วยความพยายาม มุ่งมั่น ตั้งใจ ทำกับมันอย่างเต็มที่ที่สุดความสามารถไม่ท่อถอยกับอุปสรรคที่ มากระทบจิตใจ เหมือนกับผู้หญิงคนที่ต้องการจะลดน้ำหนักเธอพยายามที่จะหักห้ามใจกับขนมที่แสนอร่อย และหันมาทานผลไม้ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อวันหนึ่งเธอหวังว่าเธอจะรูปร่างที่ดีและผอมกว่านี้ ด้วยความพยายามและความตั้งใจของเธอ เธอจึงประสบความสำเร็จ ตามที่ตนได้ปรารถนาไว้…
1.    เนตรนภา   อินตะเป็ง
2.    วิภาวดี    สุทธิปัญโญ
3.    วาทินี     กติกา
4.    น้ำฝน     ลีลาลักษณ์
5.    สุธาทิพย์  มีคุณ
6.    ชนาภรณ์  นามะยอม
7.    เจนจิรา    ใจงำเมือง

1.6 เด็กติดเกม
ในปัจจุบันมีเด็กจำนวนมากที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับคอมพิวเตอร์ ในการเล่นเกมส์ ติดเฟสบุ๊ค จนทำให้ผลการเรียนเสีย ดังตัวอย่างในวีดีโอที่เรานำเสนอไป ที่เขาทำให้พ่อต้องเสียใจที่ได้ส่งลูกมาเรียน แต่ลูกกลับติดเกมส์ กลายเป็นคนก้าวร้าว ผลการเรียนตกต่ำ เมื่อเขาเห็นพ่อเสียใจและล้มป่วย เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะกลับตัว กลับใจมาตั้งใจเรียนหนังสือและทำคะแนนให้ดีเท่าเพื่อนๆ เมื่อเขามีความพยายาม มุ่งมั่น จึงทำให้เขาสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนได้
1.    จรินทร์ทิพย์   สัทธาพล
2.    สุวนันท์   สุวรรณกาศ
3.    นัฐสิมา    แสงเพชร
4.    จุฑารัตน์  ชุติมาเทวินทร์
5.    จีระพงศ์  จันทร์ลอน

โครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”

Wednesday, May 1st, 2013
อาจารย์ ดร.สุจิรา หาผล และคณะกรรมการกิจกรรมนักศึกษา สหกิจศึกษา และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ร่วมกันจัดทำโครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษา ประจำปีการศึกษา 2555
มีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานสหกิจศึกษาของมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และร่วมกันกำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสู่สหกิจศึกษาให้ดียิ่งขึ้น
km co-op

km co-op

อนึ่ง การทำโครงการดังกล่าว ยังเป็นการเตรียมพร้อมในการรับการประเมินคุณภาพภายนอกจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ประจำปีการศึกษา 2555 ทั้งทางด้านการพัฒนาสถาบันสู่สถาบันการเรียนรู้ ด้านระบบการพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน และด้านระบบและกลไกการพัฒนาสัมฤทธิผลการเรียนรู้ตามคุณลักษณะของบัณฑิต ชี้วัดความสำเร็จของโครงการจากคณาจารย์และสังคมศาสตร์เข้าร่วมโครงการตามวันและเวลาดังกล่าว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
ผลการประเมินความพึงพอใจ ผู้เข้าร่วมโครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”  สามารถสรุปได้ดังนี้
(1) หลังการเข้าร่วมโครงการผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกิจศึกษาและแนวทางการดำเนินงานสหกิจศึกษามากขึ้น อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 63.60 เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกิจศึกษาก่อนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 54.50 โดยผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันว่าโครงการนี้ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสหกิจศึกษาให้ดียิ่งขึ้น ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 63.60 อีกเช่นกัน
(2) จากการเข้าร่วมโครงการนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เห็นว่า ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ในการ
ปฏิบัติงานด้านสหกิจศึกษาได้ ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 72.70
(3) ด้านวิทยากรในการเสวนา ผู้เข้าร่วมโครงการมีความเห็นว่าการถ่ายทอดของวิทยากรนั้น อยู่ในระดับมากและมากที่สุด คิดเป็นร้อยละที่เท่ากันคือ 45.50 โดยเห็นว่าวิทยากรสามารถอธิบายเนื้อหาได้ชัดเจน
และตรงประเด็น รวมทั้งการตอบคำถามของวิทยากรนั้น อยู่ในระดับมากที่สุดเท่ากันคือ คิดเป็นร้อยละ 54.50
(4) ด้านวิทยากรในการทำ KM Workshop ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นว่าการถ่ายทอดของวิทยากรในการทำ workshop นั้น อยู่ในระดับปานกลางและมากในร้อยละที่เท่ากันคือ 45.50 โดยวิทยากรมีการเชื่อมโยงเนื้อหาสู่การทำ workshop นั้น อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 54.50
(5) ด้านระยะเวลาในการทำ workshop นั้น ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 54.50
ผลการประเมินความสำเร็จของโครงการ
(1) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ได้แนวทางการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสู่สหกิจศึกษา ในรูปแบบคู่มือการปฏิบัติงานสหกิจศึกษาของคณะ
(2) มีคณาจารย์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เข้าร่วมโครงการจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 84.62 ของเป้าหมายที่กำหนด
(3) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์บรรลุตัวบ่งชี้งานประกันคุณภาพการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ผลการดำเนินงานโครงการถือว่า บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.564684180212384.139685.506818005999002
เรียบเรียงโดย สุทธินนท์ พรมพา 5308008

ผลการสังเคราะห์งานวิจัย เรื่อง e-doc กับ sar evidence

Friday, April 19th, 2013

ชื่องานวิจัย
การพัฒนาระบบเชื่อมโยงแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์ระดับบุคคลกับระบบอ้างอิงหลักฐาน
ตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และภายนอก
กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง

ประเภทการวิจัย
การวิจัยประยุกต์

ผู้วิจัย
หัวหน้าโครงการ ผศ.บุรินทร์  รุจจนพันธุ์

หน่วยงาน
สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ

ผู้สนับสนุนทุนวิจัย
มหาวิทยาลัยเนชั่น

วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อพัฒนาโปรแกรมให้บุคลากร และคณะวิชาจัดเก็บข้อมูลการประเมินตนเอง รองรับการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งภายใน และภายนอก และเพื่อให้ผู้ประเมินตรวจสอบหลักฐานเพื่อการประกันคุณภาพได้อย่างพอใจ

สรุปผลการวิจัย
การวัดความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบที่มีการบูรณาการระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ จากระดับบุคคลสู่คณะวิชาและเกณฑ์ประเมินคุณภาพการศึกษา ได้ใช้แบบสำรวจความพึงพอใจ พบว่า การส่งข้อมูลเข้าตามเกณฑ์คุณภาพทั้งภายในและภายนอกยังไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะมีจำนวนเอกสารเข้าสู่ระบบไม่มากพอ เนื่องจากขาดระบบและกลไกในระดับคณะวิชาที่จะขับเคลื่อนบุคลากรให้เข้าใช้งานระบบฐานข้อมูลตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับคณะวิชา ดังนั้นผู้ประเมินจึงไม่สามารถตรวจสอบเอกสารจากระบบฐานข้อมูลได้ จึงมีระดับความพึงพอใจในระดับปานกลาง จึงสรุปได้ว่าการพัฒนาระบบเชื่อมโยงแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับระบบต่าง ๆ ยังจำเป็นต้องอาศัยนโยบายของผู้บริหารที่จะกำกับติดตามให้มีหลักฐานตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกที่ชัดเจน

ผลการสังเคราะห์งานวิจัย (องค์ความรู้จากการวิจัย)
มหาวิทยาลัยควรดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่สนับสนุนคณะวิชา รองรับเกณฑ์ภายใน และภายนอก ในแต่ละปีการศึกษา เพื่อรอรับการประเมินจากผู้ประเมิน โดยเชื่อมโยงเข้ากับระบบแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ เพื่อเสริมการใช้งานระบบฐานข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษาของ สกอ. และ สมศ. (http://www.cheqa.mua.go.th) นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยและคณะวิชา ควรมีระบบและกลไกในการขับเคลื่อนให้อาจารย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักและให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการบันทึกข้อมูลการประเมินตนเองอย่างครบถ้วน

ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาวิจัย
ข้อเสนอแนะ คือ ให้พัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่เชื่อมโยงหลักฐานตามเกณฑ์ทั้งภายในและภายนอก แล้วตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ทั้งระดับบุคคล ระดับคณะวิชา และระดับมหาวิทยาลัย  และเสนอให้คณะวิชาจัดทำระบบและกลไกในการกำกับติดตามการใช้งานระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร คณะวิชา และหน่วยงานสนับสนุนอย่างเข้าใจ

การใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
ทุกรายวิชา

กิจกรรมรับน้อง ม.เนชั่น

Friday, August 24th, 2012

กิจกรรมรับน้อง
คุณสุรพล นครชัย นายกสโมสรนักศึกษา ปีการศึกษา 2555 ได้ประมวลภาพกิจกรรมรับน้อง มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง โดยสโมสรนักศึกษา ร่วมกับสำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

สอนอย่างมีสไตล์…แบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น

Tuesday, May 1st, 2012
สอนอย่างมีสไตล์...แบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น
สอนอย่างมีสไตล์…แบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น
สอนอย่างมีสไตล์…แบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น
โดย สุดถนอม  รอดสว่าง (31 มีนาคม 2555)
หากใครถามว่า เทคนิคการสอนที่ดีเป็นอย่างไร คำตอบนั้นอาจมีหลายแนวทาง สำหรับเทคนิคการสอนอีกแนวทางหนึ่งที่ดิฉันมาแบ่งปันในครั้งนี้ ได้มาจากการไปฟังบรรยายพิเศษของคุณสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น กรุ๊ป และคนต้นแบบของนักสื่อสารมวลชนเมืองไทย เรื่อง “ทิศทางสื่อ ทิศทางวารสารศาสตร์”  ในงานสัมมนายุทธศาสตร์เพื่ออนาคตวารสารศาสตร์ ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการประชุมเครือข่ายนักวิชาการและวิชาชีพสื่อมวลชน ประจำปี 2555  โดยจัดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา การไปร่วมงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้ความรู้ มุมมองใหม่ เกี่ยวกับสถานการณ์ที่นักวิชาชีพสื่อมวลชนกำลังเผชิญอยู่ ยังได้เห็นวิธีการบรรยายที่เรียบง่าย แต่น่าติดตาม ซึ่งดิฉันคิดว่าเราสามารถนำมาปรับใช้เป็นเทคนิคการสอนตามแบบฉบับสุทธิชัย หยุ่น ได้ดังนี้
ประการแรก อาจารย์ต้องทำการบ้าน จากเนื้อหาที่คุณสุทธิชัยพูด สะท้อนให้เห็นว่าได้เตรียมพร้อมในเรื่องที่จะพูดเป็นอย่างดี  มีการวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง และตีโจทย์แตกว่า ต้องพูดเรื่องอะไร ประเด็นไหนบ้าง พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบและวิธีการนำเสนอเพื่อให้การบรรยายน่าติดตาม
ประการที่สอง กำหนดวิธีการเล่าเรื่องและลำดับเนื้อหาที่จะพูด  คุณสุทธิชัย เริ่มการบรรยายด้วยการพูดถึงประเด็นปัญหาที่นักวิชาชีพสื่อมวลชนกำลังประสบอยู่ โดยเปรียบปัญหาเทียบเท่ากับ Perfect Storm ที่นักเดินเรือจะบังคับเรือไปข้างหน้าก็ไม่รู้ทาง จะถอยก็ถอยไม่ได้ หากนักวิชาชีพสื่อมวลชนจะออกจาก Perfect Storm นี้ได้ ก็ต้องมีการปรับตัว (Adapt) พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และวางแผนการปฏิบัติงานในอนาคต หลังจากที่อธิบายให้เข้าใจประเด็นปัญหาแล้ว คุณสุทธิชัยได้ตั้งคำถามนำก่อนที่จะอธิบายขยายความ และยกตัวอย่าง เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจชัดเจนขึ้น หากไม่กำหนดประเด็น และลำดับเนื้อหา วิธีการเล่าเรื่อง ผู้สอนอาจจะบรรยายวกวน ไม่น่าสนใจได้
นอกจากนี้ ต้องมีลูกเล่น  ดิฉันเชื่อว่าเสน่ห์ของการบรรยายหรือการสอนที่ดีนั้น คือ ลูกเล่นหรืออารมณ์ขันของผู้บรรยาย หากมีเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่ไม่มีลูกเล่นผู้ฟังก็เบื่อได้ ด้วยความเก๋าของอดีตพิธีกรดำเนินรายการข่าวที่มีจุดเด่นด้วยลีลาการสัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้การบรรยายมีสีสัน และสะกดผู้ฟังได้ตลอด โดยคุณสุทธิชัยเริ่มบรรยายจากการถามผู้ฟังว่าจะให้บรรยายแบบ twitter หรือบรรยายแบบเล่าข่าว หลังจากนั้นก็ประกาศว่าจะบรรยายพิเศษตามลักษณะของการเล่น twitter ที่พิมพ์ข้อความได้เพียงสั้นๆ แค่ 140 ตัวอักษร และเริ่มต้นบรรยายพร้อมสรุปจบการบรรยายอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที ก่อนที่จะมีหน้าม้ายกมือขอให้บรรยายเพิ่ม และเปลี่ยนเป็นการบรรยายแบบเล่าข่าวแทน  อย่างไรก็ตาม ลูกเล่นที่กล่าวถึงนั้น ไม่ใช่แค่เพียงลีลาการพูด คำคม อารมณ์ขันของผู้บรรยายเท่านั้น แต่หมายรวมถึงข้อมูลอ้างอิง รูปภาพ คลิปวีดิโอที่หลากหลาย ซึ่งคุณสุทธิชัยได้นำมาใช้ประกอบการบรรยายอีกด้วย
ประการสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ได้แก่ เนื้อหา หากลีลาดี แต่ไม่มีประเด็นที่ใหม่ น่าสนใจ และน่าเชื่อถือแล้ว การบรรยายหรือการสอนนั้นก็จะไม่ประสบความสำเร็จ
สำหรับเนื้อหาที่คุณสุทธิชัย บรรยายถึงทิศทางสื่อ ทิศทางวารสารศาสตร์ นั้น คุณสุทธิชัยมองว่าเทคโนโลยีเปลี่ยน ดังนั้นเราควรจะต้องมาทบทวน หาแนวทางใหม่ที่จะสอนนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่ ให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานข่าว เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ทันเหตุการณ์ และที่สำคัญสามารถผลิตข่าวที่มีคุณภาพได้  โดยในการกำหนดอนาคตของการเรียนการสอนวารสารศาสตร์นั้น คุณสุทธิชัยเสนอว่า ผู้สอนต้องตอบคำถาม 3 ข้อ ให้ได้ก่อนว่าเราจะ สอนใคร สอนอะไร และสอนทำไม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
สอนใคร ในมุมมองของคุณสุทธิชัย หยุ่น คำว่า “สอนใคร” หมายความว่า “เราจะสอนให้เป็นอะไร”  โดยคุณสุทธิชัยได้กำหนดบัญญัติ 5 ประการ สำหรับการเป็นคนข่าวยุคใหม่ ดังนี้
1. เป็นนักวิเคราะห์ข่าวดิจิทัลทุก Platform โดยนักข่าวสามารถหาข้อมูลมาทำข่าว และบรรณาธิกรข่าวได้ทุกแบบไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งสามารถตัดต่อรายการเองได้
2. เป็น Curator ของ Content ทุกรูปแบบ ในกรณีนี้ Curator น่าจะหมายถึงผู้สะสม และเสาะหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการทำข่าว ซึ่งไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องแสวงหาข้อมูลใหม่เสมอ โดยใช้ Social Media ในการหาข้อมูล
3. เป็น Julian Assange แห่ง Wikileaks หมายความว่า คนข่าวรุ่นใหม่ ควรเป็นนักเจาะข่าว สามารถล้วงความลับที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงได้ แต่เป็นความลับที่เป็นประโยชน์ เป็น Public Interest ซึ่งในโลกดิจิทัลมีวิธีการเจาะข่าวหลายแบบ นักข่าวต้องรู้วิธีล้วงข้อมูลลับ โดยใช้ Social Media มาช่วยในการทำข่าวและนำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนรู้
4. เป็น Multimedia User หรือ นักสื่อสารกับมวลชนผ่านทุกสื่อ Online สามารถใช้เครื่องมือทุกอย่างทำข่าวได้
5. เป็น Entrepreneur Journalist กล่าวคือ สามารถเป็นเจ้าของสื่อ เนื่องจาก Social Media จะทำให้ระบบนายทุนสื่อหายไป เพราะคนมีช่องทางในการสื่อสารมากขึ้น และสามารถสร้างช่องหรือทำรายการของตนเองผ่าน YouTube โดยผู้เสพสื่อไม่จำเป็นต้องรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อหลัก เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เสมอไป  ดังนั้น โอกาสในการเป็นผู้ประกอบการจึงมีให้กับทุกคน
สอนอะไร ในอนาคตอาจารย์ผู้สอนควรเน้นสอนแนวทาง หรือวิธีการให้นักศึกษาเป็นคนข่าวยุคใหม่ โดยควรสอน ดังนี้
1. สอนความมุ่งมั่นทุ่มเท (Passion) ในการทำงาน เพื่อความยุติธรรม และความเป็นธรรมของสังคม
2. สอนคิดให้เป็น (Critical Thinking) ผู้สอนต้องสอนให้นักศึกษาสามารถแยกแยะเหตุผล โฆษณาชวนเชื่อ และอารมณ์ได้ โดยควรสอนให้คิดวิเคราะห์ ไม่นำอารมณ์มากำหนดว่าอะไรดีหรือเลว
3. สอนเขียนหนังสือให้เป็น (Clear, Focused writing) เพราะถ้านักศึกษาสื่อภาษาไม่ได้ จะรายงานข่าวไม่ได้
4. สอนจริยธรรม (Ethics) ผู้สอนควรสร้างค่านิยมตั้งแต่เริ่มเรียนว่าภารกิจหลักของนักข่าวไม่ใช่แค่วิ่งหาข่าว แต่ต้องทำให้สังคมดีขึ้น ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน นักข่าวก็จะคงอยู่ได้ถ้าหากมีคุณธรรม
5. สอนทักษะการใช้ New Media ทุกประเภท
6. สอน Short – Form และ Long – Form Journalism โดยเฉพาะการเขียนข่าวแบบ Long – Form Journalism ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์ มีเหตุผล มีประเด็น แสดงความคิดเห็น พร้อมหาข้อมูลอ้างอิงประกอบเพื่อให้น่าสนใจ และต้องเขียนได้ทั้งในมิติสั้น ยาว ลึก
7. สอนการใช้ Social Media for Investigative Reporting หรือการรายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน หากใช้ Social Media เป็น จะสามารถระดมความคิด และข้อมูลจากคนจำนวนมาก (Crowd Sourcing) เพื่อนำมาใช้ในการรายงานข่าวเชิงลึกได้
8. สอนสร้างหนังโดยใช้ Smartphone เนื่องจากปัจจุบัน Smartphone ได้ปลดแอกสื่อแล้ว หากนักข่าวมีโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียวก็สามารถถ่ายคลิป ทำข่าว ตัดต่อและส่งข่าวได้
สอนทำไม คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ แต่โดนใจทุกคนก็คือ สอนให้นักศึกษาทุกคนเป็นบุคลากรที่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ปิดท้ายด้วยคำถามชวนคิด ว่า “แล้วใครจะสอนครู?” แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปในประเด็นนี้ อย่างน้อยการบรรยายพิเศษครั้งนี้ คุณสุทธิชัย หยุ่น ก็ได้ทำหน้าที่เป็นคนสอนครูตัวเล็กๆ อย่างดิฉัน ให้ Adapt … Not to Die in a Perfect Storm.