Archive for the ‘คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ’ Category

การพัฒนาแนวทางการสร้างผลงานวิจัยในชุมชนสำหรับอาจารย์ใหม่

Saturday, July 29th, 2017

เรื่อง การพัฒนาแนวทางการสร้างผลงานวิจัยในชุมชนสำหรับอาจารย์ใหม่

โดย อาจารย์ ธณกฤษ หมื่นก้อนแก้ว และ รศ.ดร.สุดารัตน์ สิทธิสมบัติ**

Tacit Knowledge**วิทยากรผู้สอนหลักสูตรการพัฒนานักศึกวิจัยหน้าใหม่ในชุมชน โครงการลูกไก่ แม่ไก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิทยากรผู้สอนหลักสูตรการพัฒนานักศึกวิจัยหน้าใหม่ในชุมชน โครงการลูกไก่ แม่ไก่ ในการทำ KM และการสร้างผลงานวิจัยในชุมชน

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ

เนื้อหา (Content) : การทำวิจัยในชุมชนเป็นงานวิจัยที่มีการทำงานในเชิงของการมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเน้นการให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการวิจัยด้วยตนเองเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานวิจัย นำไปดำเนินงานในการพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถพึ่งพิงตนเองได้เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัย ซึ่งการทำงานวิจัยในชุมชนมีรูปแบบของการทำวิจัยที่หลากหลาย เช่น การทำวิจัยเชิงพรรณนา การทำวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ การทำวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการทำวิจัยในชุมชนจะใช้รูปแบบของการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก และอาจมีการรูปแบบของการวิจัยเชิงปริมาณร่วมด้วย ดังนั้นผู้ที่ทำวิจัยจึงต้องมีทักษะ และเข้าใจในวิธีการ และกระบวนการในการทำวิจัยในชุมชนให้ถูกต้อง และเหมาะสมเสียก่อน ซึ่งอาจจะถูกพัฒนาทักษะในแนวทางต่างๆ ประกอบด้วย

– การส่งอาจารย์หน้าใหม่ไปพัฒนาความรู้ และทักษะการทำงานวิจัยในชุมชน จากหน่วยงาน องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านนี้ โดยเฉพาะ รวมถึงให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นที่ปรึกษาในการทำงานวิจัยในชุมชน และเป็นแหล่งงบประมาณในการสนับสนุนการทำงานด้วย เพื่อที่จะทำให้อาจารย์ได้รับการพัฒนาทักษะ และประสบการณ์ผ่านการทำงานวิจัยได้อย่างถูกต้อง และมีคุณภาพมากที่สุด

– การพัฒนาอาจารย์หน้าใหม่ในการทำวิจัยในชุมชน โดยการสรรหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยในชุมชนมาเป็นที่ปรึกษาในการทำงานวิจัย และแนะนำกระบวนการทำงานวิจัยในชุมชนให้แก่อาจารย์ รวมถึงการของบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกที่สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสามารถดำเนินงานวิจัยในชุมชุนได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้ให้คำปรึกษาในการทำงานที่ดี ซึ่งจะทำให้อาจารย์ได้รับการพัฒนาประสบการณ์ในการทำวิจัยที่ดีร่วมด้วย

– การพัฒนาอาจารย์หน้าใหม่ในการทำวิจัย โดยการให้อาจารย์หน้าใหม่มาเป็นผู้ร่วมวิจัย และถ่ายทอดวิธีการ และกระบวนการทำวิจัย ผ่านการทำงานวิจัย ซึ่งอาจารย์หน้าใหม่จะได้เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ของการทำงานจากคณะผู้ดำเนินงานวิจัย ทั้งนี้งานวิจัยที่ร่วมดำเนินการจะต้องมีขนาดของงานวิจัยที่หลากหลาย และที่สำคัญต้องเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง และมีกระบวนการวิจัยที่ถูกต้อง เพื่อให้อาจารย์หน้าใหม่ได้เรียนรู้ และได้พัฒนาทักษะการทำงานวิจัยในชุมชนอย่างเหมาะสม และนำไปใช้ในการสร้างสรรค์งานวิจัยในชุมชนด้วยตนเองได้ต่อไป

** ข้อควรระวังคือ งานวิจัยในชุมชน เป็นงานที่ทำงานร่วมกับชุมชนเป็นหลัก ดังนั้นผู้ทำการวิจัยควรมีทักษะในการเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับบริบทของชุมชน วัฒนธรรมชุมชน กิจกรรมต่างๆ ของชุมชน รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่สำคัญในชุมชนนั้นๆ เป็นอย่างดีเสียก่อน อีกทั้งต้องชี้แจงวิธีการ ประโยชน์ และการนำผลที่ได้จากการทำงานวิจัยไปใช้ให้ชุมชนได้เข้าใจ ซึ่งจะทำให้การทำงานวิจัยดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพต้องเป้าหมายของการทำงานวิจัยนั้นๆ

ซึ่งจากการดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอาจารย์ใหม่ โดยส่งเสริมอาจารย์สร้างงานวิจัยในชุมชน เพื่อขอรับทุนสนับสนุนการวิจัย และมีอาจารย์ในคณะ 1 ท่าน คือ อาจารย์นิภรดา ยาวิราช ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ในงานวิจัย เรื่องการพัฒนาชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการตนเองจังหวัดลำปาง

การพัฒนาแนวทางการนิเทศงานวิชาฝึกประสบการณ์สร้างเสริมวิชาชีพสาธารณสุข สำหรับอาจารย์ใหม่

Saturday, July 29th, 2017

ผลการดำเนินงานการจัดการความรู้ (KM) : ประเด็นการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน

เรื่อง การพัฒนาแนวทางการนิเทศงานวิชาฝึกประสบการณ์สร้างเสริมวิชาชีพสาธารณสุขสำหรับอาจารย์ใหม่

โดย อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์**

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Desired State): อาจารย์นิเทศงานใหม่ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

เนื้อหา (Content) : กระบวนการนิเทศงานนักศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีลักษณะการดำเนินงาน ที่ใช้ในการกำกับ ติดตาม ให้คำแนะนำ การวัดผล และประเมินผลผู้ฝึกปฏิบัติ หรือนักศึกษา โดยให้ผู้มีความรู้และประสบการณ์ อันประกอบด้วย อาจารย์ ครูพี่เลี้ยง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน เป็นผู้ใช้กระบวนการดังกล่าว สำหรับการประเมินองค์ความรู้ ทักษะ รวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้จากศาสตร์และศิลป์ที่ได้เรียนรู้มาของนักศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งบัณฑิตที่มีคุณภาพ และสามารถนำองค์ความรู้ หรือทักษะที่ได้จากการเรียนและการฝึกปฏิบัติงาน มาใช้ในการทำงานในสาขาวิชาชีพนั้นได้อย่างเต็มความสามารถ การนำกระบวนการนิเทศงานมาใช้งาน ผู้นิเทศจึงต้องมีความเข้าใจในวิธีการดำเนินการเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากดำเนินงานตามกระบวนการไม่ถูกต้อง หรือเหมาะสมแล้ว อาจทำให้นักศึกษา หรือผู้ฝึกปฏิบัติ มีคุณภาพ และความสามารถในการทำงานในสาขาวิชาชีพนั้นได้อย่างไม่เต็มความสามารถเท่าที่ควร ซึ่งรูปแบบของการนิเทศงานในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์จะจำแนกออกเป็น ระดับต่างๆ อันประกอบด้วย

– ระดับที่ 1 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ และการสุขาภิบาลมาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของกลุ่มคนไม่มีความเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

– ระดับที่ 2 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันควบคุมโรค อันได้แก่ การป้องกันควบคุมโรคติดต่อ และโรคไม่ติดต่อ การป้องกันควบคุมงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และการป้องกันควบคุมงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพที่ดี ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

– ระดับที่ 3 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษา และการฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยจากโรค ในกลุ่มคนที่มีความเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพดีขึ้น ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

ทั้งนี้ ข้อควรระวังในการนำรูปแบบการนิเทศงานทั้ง 3 ระดับมาใช้ในการดำเนินงานนั้น ผู้นิเทศงานต้องสามารถจำแนกระดับของบุคคล ครอบครัว และชุมชน ได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ในการนิเทศระดับใด เพื่อเป็นการป้องกันการผิดพลาดในการใช้กระบวนการนิเทศงาน ที่ไม่ถูกต้องกับระดับการฝึกปฏิบัติ

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการความรู้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำเป็นคู่มือสำหรับการฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์สำหรับนักศึกษาเป็นระดับต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์ที่นิเทศงานสามารถดำเนินการนิเทศได้อย่างถูกต้อง และมีคุณภาพต่อการจัดการเรียนการสอน

 

การดำเนินงานจากการจัดการความรู้ (KM) : ประเด็นด้านการพัฒนางานวิจัย

Sunday, October 16th, 2016

ผลการดำเนินงานจากการจัดการความรู้ (KM) : ประเด็นด้านการพัฒนางานวิจัย

เรื่อง การพัฒนาแนวทางการสร้างผลงานวิจัยในชุมชนสำหรับอาจารย์ใหม่

 

โดย  อาจารย์ ธณกฤษ  หมื่นก้อนแก้ว และ รศ.ดร.สุดารัตน์  สิทธิสมบัติ**

Tacit Knowledge**วิทยากรผู้สอนหลักสูตรการพัฒนานักศึกวิจัยหน้าใหม่ในชุมชน โครงการลูกไก่ แม่ไก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิทยากรผู้สอนหลักสูตรการพัฒนานักศึกวิจัยหน้าใหม่ในชุมชน โครงการลูกไก่ แม่ไก่ ในการทำ KM และการสร้างผลงานวิจัยในชุมชน

 

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

 

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ

 

เนื้อหา (Content) : การทำวิจัยในชุมชนเป็นงานวิจัยที่มีการทำงานในเชิงของการมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเน้นการให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการวิจัยด้วยตนเองเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานวิจัย นำไปดำเนินงานในการพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถพึ่งพิงตนเองได้เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัย ซึ่งการทำงานวิจัยในชุมชนมีรูปแบบของการทำวิจัยที่หลากหลาย เช่น การทำวิจัยเชิงพรรณนา การทำวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ การทำวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการทำวิจัยในชุมชนจะใช้รูปแบบของการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก และอาจมีการรูปแบบของการวิจัยเชิงปริมาณร่วมด้วย ดังนั้นผู้ที่ทำวิจัยจึงต้องมีทักษะ และเข้าใจในวิธีการ และกระบวนการในการทำวิจัยในชุมชนให้ถูกต้อง และเหมาะสมเสียก่อน ซึ่งอาจจะถูกพัฒนาทักษะในแนวทางต่างๆ ประกอบด้วย

– การส่งอาจารย์หน้าใหม่ไปพัฒนาความรู้ และทักษะการทำงานวิจัยในชุมชน จากหน่วยงาน องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านนี้ โดยเฉพาะ รวมถึงให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นที่ปรึกษาในการทำงานวิจัยในชุมชน และเป็นแหล่งงบประมาณในการสนับสนุนการทำงานด้วย เพื่อที่จะทำให้อาจารย์ได้รับการพัฒนาทักษะ และประสบการณ์ผ่านการทำงานวิจัยได้อย่างถูกต้อง และมีคุณภาพมากที่สุด

– การพัฒนาอาจารย์หน้าใหม่ในการทำวิจัยในชุมชน โดยการสรรหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยในชุมชนมาเป็นที่ปรึกษาในการทำงานวิจัย และแนะนำกระบวนการทำงานวิจัยในชุมชนให้แก่อาจารย์ รวมถึงการของบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกที่สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสามารถดำเนินงานวิจัยในชุมชุนได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้ให้คำปรึกษาในการทำงานที่ดี ซึ่งจะทำให้อาจารย์ได้รับการพัฒนาประสบการณ์ในการทำวิจัยที่ดีร่วมด้วย

–  การพัฒนาอาจารย์หน้าใหม่ในการทำวิจัย โดยการให้อาจารย์หน้าใหม่มาเป็นผู้ร่วมวิจัย และถ่ายทอดวิธีการ และกระบวนการทำวิจัย ผ่านการทำงานวิจัย ซึ่งอาจารย์หน้าใหม่จะได้เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ของการทำงานจากคณะผู้ดำเนินงานวิจัย ทั้งนี้งานวิจัยที่ร่วมดำเนินการจะต้องมีขนาดของงานวิจัยที่หลากหลาย และที่สำคัญต้องเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง และมีกระบวนการวิจัยที่ถูกต้อง เพื่อให้อาจารย์หน้าใหม่ได้เรียนรู้ และได้พัฒนาทักษะการทำงานวิจัยในชุมชนอย่างเหมาะสม และนำไปใช้ในการสร้างสรรค์งานวิจัยในชุมชนด้วยตนเองได้ต่อไป

 

** ข้อควรระวังคือ งานวิจัยในชุมชน เป็นงานที่ทำงานร่วมกับชุมชนเป็นหลัก ดังนั้นผู้ทำการวิจัยควรมีทักษะในการเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับบริบทของชุมชน วัฒนธรรมชุมชน กิจกรรมต่างๆ ของชุมชน รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่สำคัญในชุมชนนั้นๆ เป็นอย่างดีเสียก่อน อีกทั้งต้องชี้แจงวิธีการ ประโยชน์ และการนำผลที่ได้จากการทำงานวิจัยไปใช้ให้ชุมชนได้เข้าใจ ซึ่งจะทำให้การทำงานวิจัยดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพต้องเป้าหมายของการทำงานวิจัยนั้นๆ

 

ซึ่งจากการดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอาจารย์ใหม่ โดยส่งเสริมอาจารย์สร้างงานวิจัยในชุมชน เพื่อขอรับทุนสนับสนุนการวิจัย และมีอาจารย์ในคณะ 1 ท่าน คือ อาจารย์นิภรดา ยาวิราช ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห้งชาติ ในงานวิจัย เรื่องการพัฒนาชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการตนเองจังหวัดลำปาง

budget-for-community-research_59

การพัฒนาแนวทางการนิเทศงานวิชาฝึกประสบการณ์สร้างเสริมวิชาชีพสาธารณสุข สำหรับอาจารย์ใหม่

Sunday, October 16th, 2016

ผลการดำเนินงานการจัดการความรู้ (KM) : ประเด็นการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน

เรื่อง การพัฒนาแนวทางการนิเทศงานวิชาฝึกประสบการณ์สร้างเสริมวิชาชีพสาธารณสุข

สำหรับอาจารย์ใหม่

 

โดย  อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์**

Tacit Knowledge**อาจารย์ผู้สอนหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์บัณทิต (สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์) คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น และเป็นวิทยากร ในการทำ KM และการเขียนบทความทางวิชาการ

 

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

 

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Desired State): อาจารย์นิเทศงานใหม่ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

 

เนื้อหา (Content) : กระบวนการนิเทศงานนักศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีลักษณะการดำเนินงาน ที่ใช้ในการกำกับ ติดตาม ให้คำแนะนำ การวัดผล และประเมินผลผู้ฝึกปฏิบัติ หรือนักศึกษา โดยให้ผู้มีความรู้และประสบการณ์ อันประกอบด้วย อาจารย์ ครูพี่เลี้ยง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน เป็นผู้ใช้กระบวนการดังกล่าว สำหรับการประเมินองค์ความรู้ ทักษะ รวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้จากศาสตร์และศิลป์ที่ได้เรียนรู้มาของนักศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งบัณฑิตที่มีคุณภาพ และสามารถนำองค์ความรู้ หรือทักษะที่ได้จากการเรียนและการฝึกปฏิบัติงาน มาใช้ในการทำงานในสาขาวิชาชีพนั้นได้อย่างเต็มความสามารถ การนำกระบวนการนิเทศงานมาใช้งาน ผู้นิเทศจึงต้องมีความเข้าใจในวิธีการดำเนินการเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากดำเนินงานตามกระบวนการไม่ถูกต้อง หรือเหมาะสมแล้ว อาจทำให้นักศึกษา หรือผู้ฝึกปฏิบัติ มีคุณภาพ และความสามารถในการทำงานในสาขาวิชาชีพนั้นได้อย่างไม่เต็มความสามารถเท่าที่ควร ซึ่งรูปแบบของการนิเทศงานในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์จะจำแนกออกเป็น ระดับต่างๆ อันประกอบด้วย

– ระดับที่ 1 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ และการสุขาภิบาลมาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของกลุ่มคนไม่มีความเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

– ระดับที่ 2 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันควบคุมโรค อันได้แก่ การป้องกันควบคุมโรคติดต่อ และโรคไม่ติดต่อ การป้องกันควบคุมงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และการป้องกันควบคุมงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพที่ดี ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

– ระดับที่ 3 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษา และการฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยจากโรค ในกลุ่มคนที่มีความเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพดีขึ้น ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

ทั้งนี้ ข้อควรระวังในการนำรูปแบบการนิเทศงานทั้ง 3 ระดับมาใช้ในการดำเนินงานนั้น ผู้นิเทศงานต้องสามารถจำแนกระดับของบุคคล ครอบครัว และชุมชน ได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ในการนิเทศระดับใด เพื่อเป็นการป้องกันการผิดพลาดในการใช้กระบวนการนิเทศงาน ที่ไม่ถูกต้องกับระดับการฝึกปฏิบัติ

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการความรู้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำเป็นคู่มือสำหรับการฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์สำหรับนักศึกษาเป็นระดับต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์ที่นิเทศงานสามารถดำเนินการนิเทศได้อย่างถูกต้อง และมีคุณภาพต่อการจัดการเรียนการสอน 

manual-wil-1_58

โครงการต้นกล้าสา’สุข กิจกรรมสร้างขวัญและกำลังใจให้พี่น้องสาธารณสุขศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2556

Monday, July 21st, 2014

OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA

โครงการต้นกล้าสา’สุข กิจกรรมสร้างขวัญและกำลังใจให้พี่น้องสาธารณสุขศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2556

 

หน่วยงานที่รับผิดชอบ  คณะกรรมการนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปีการศึกษา 2556

 

ผู้รับผิดชอบโครงการ 

นางสาวพัชรี  แก้วแก้ง                                                                                      ประธานโครงการ

คณะกรรมการนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ                                         คณะกรรมการ

 

ลักษณะโครงการและกิจกรรม

1. ปลูกฝังให้นักศึกษารู้จักสืบสานศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย และลักษณะนิสัยด้านกีฬาที่ดีและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้อื่น

2. กิจกรรมนันทนาการ เพื่อสร้างความสามัคคี และสัมพันธภาพที่ดีแก่รุ่นพี่และรุ่นน้อง

 

ระยะเวลาดำเนินโครงการ

25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

 

สถานที่

1. ลานเอนกประสงค์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

2. อัฒจันทร์ ริมอ่างเก็บน้ำ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง (Amphitheater)

 

ผู้เข้าร่วมโครงการ

1. นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 1                  จำนวน            19         คน

2. นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 2                 จำนวน            17         คน

3. นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 3                 จำนวน            28         คน

4. นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 4                 จำนวน            28         คน

5. บุคลากรประจำคณะสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์              จำนวน              5         คน

                                รวมทั้งสิ้น                                                   จำนวน         97          คน

 

การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

ตารางที่ 1 ค่าความเฉลี่ยความพึงพอใจในการเข้าร่วมโครงการต้นกล้าสา’สุข กิจกรรมสร้างขวัญและกำลังใจให้พี่น้องสาธารณสุขศาสตร์

 

รายงานการประเมิน ความพึงพอใจ
ค่าเฉลี่ย ร้อยละ
1. การดำเนินกิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 4.56 91.2
  1. มีความตระหนักถึงความสำคัญของการสืบสานศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย
4.56 91.2
  1. มีความตระหนักถึงการสร้างขวัญและกำลังใจ
4.53 90.6
  1. รูปแบบของกิจกรรมที่จัดมีความเหมาะสม
4.53 90.6
  1. ความเหมาะสมของระยะเวลาการจัดกิจกรรม
4.50 90
  1. ความพึงพอใจต่อกิจกรรมในภาพรวม
4.59 91.8
  1. ความเหมาะสมของสถานที่จัดกิจกรรมทั้งหมด
4.54 90.8
  1. การกระจายข้อมูลข่าวสารของกิจกรรม
4.47 89.4
รวม 4.53 90.7

จากตารางที่ 1 พบว่า ค่าเฉลี่ยและร้อยละความพึงพอใจโดยรวมของนักศึกษามีความพึงพอใจระดับมาก คือ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 คิดเป็นร้อยละ 80 ซึ่งบรรลุเป้าหมายของโครงการที่ตั้งไว้ คือ มีร้อยละความพึงพอใจเท่ากับ ร้อยละ 80 ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ความพึงพอใจในกิจกรรมภาพรวมมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ มีค่าเฉลี่ย 4.59 คิดเป็นร้อยละ 91.8 รองลงมา คือ การดำเนินกิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และมีความตระหนักถึงความสำคัญของการสืบสานศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย มีค่าเฉลี่ย 4.56 คิดเป็นร้อยละ 91.2

 

ข้อเสนอแนะในการดำเนินโครงการครั้งต่อไป

  1. เป็นโครงการที่ดี สานสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง มีความอบอุ่น สนุกสนาน น่าตื่นเต้น และมีความน่าสนใจ เป็นวัฒนธรรมอันดีงามที่รุ่นน้องสามารถนำไปใช้ในครั้งต่อไป และอยากให้จัดกิจกรรมเป็นประจำทุกปี
  2. ควรมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรมให้มากกว่าหรือนานกว่านี้
  3. ควรเป็นกิจกรรมที่ให้รุ่นพี่กับรุ่นน้องร่วมทำกิจกรรมด้วยกันอย่างเต็มที่
  4. ควรมีกิจกรรมพื้นบ้านให้มากกว่านี้

 

โครงการการหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม

Monday, July 21st, 2014

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

วัณโรค   เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ   ซึ่งสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วทำให้วัณโรคกลับมาเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขอีก จากรายงานของ  กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับองค์การอนามัยโลกเมื่อปี 2013 พบว่า วัณโรคยังเป็นปัญหาแพร่ระบาดทั่วโลก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตปีละกว่า 1.7 ล้านคน องค์การอนามัยโลกจัดให้ไทยเป็น 1 ใน 22 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคในระดับรุนแรงซึ่งคาดว่าขณะนี้มีผู้ป่วยทั้งรายเก่าและใหม่ประมาณ 110,000 รายโดยมีรายใหม่เพิ่มปีละประมาณ 86,000 ราย และเสียชีวิตประมาณ 9,800 รายสำคัญที่สุดต้องเร่งจัดการปัญหาให้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดคือเชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนานและดื้อยารุนแรงซึ่งจะทำให้การใช้งบประมาณเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาสิ้นเปลืองกว่าเชื้อวัณโรคทั่วไป 50-100 เท่าองค์อนามัยโลกประมาณการว่าประเทศไทยน่าจะมีผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานและวัณโรคดื้อยารุนแรงประมาณ 2,000 รายและอาจแพร่เชื้อชนิดนี้ไปสู่คนอื่นได้อีก

ด้วยสภาวะแวดล้อมของชุมชนบ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบล กล้วยแพะ อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง ซึ่งมีประชาชนประกอบอาชีพเสริมคือมัดหอมกระเทียม จากข้อมูลประชากรที่ได้มาทั้งหมดคือ1,492 คนพบว่าในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคจำนวน16 คน  โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ  ปีพ.ศ.2552 จำนวน 4 คน คิดเป็นอัตรา 86.52  ปี พ.ศ.2553 จำนวน 4 คน คิดเป็นอัตรา 86.52  ปี พ.ศ.2554 จำนวน 2 คน คิดเป็นอัตรา 134.04  ปี  พ.ศ.2555 จำนวน 2 คน คิดเป็นอัตรา 134.04  ปี พ.ศ.2556 จำนวน 4 คน คิดเป็นอัตรา 86.52 (อัตราประชากรต่อแสน)

ดังนั้นเพื่อสร้างความตระหนักในระดับชุมชนและร่วมกันส่งเสริมป้องกันปัญหาของวัณโรคให้ลดน้อยลงทางกลุ่มจึงได้จัดทำและดำเนินการโครงการหยุดยั้งวัณโรคเพื่อป้องกันและควบคุมวัณโรคในกลุ่มอาชีพผู้มัดหอมกระเทียมไม่ให้แพร่กระจายและติดต่อผู้อื่นต่อไป

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ในแง่ของการปฏิบัติตัวเพื่อการป้องกันโรควัณโรคและสร้างความตระหนักในอันตรายของโรควัณโรค

ผู้รับผิดชอบโครงการ

  1. นายปรัชญา           มาวงค์วัน       5306008
  2. นายเอนก              อัครนันท์        5306009
  3. นางสาวเบญจมาศ  ตันวงศ์          5306020
  4. นางสาวจันทร์เพ็ญ  สุทธิพันธ์        5306025

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยเนชั่น

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ

อาจารย์ พฤกษ์ศราวุธ      จักสวย

ขอบเขตการศึกษา

ผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม จำนวน 71 คน ชุมชนบ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบล กล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. มีผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาการหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม ร้อยละ 80

 

วิธีดำเนินการ

ขั้นเตรียมการ

1.การวางแผนกำหนดโครงการ

2.ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการ แบ่งหน้าที่แต่ละฝ่าย

3.เขียนโครงการเสนอต่ออาจารย์พี่เลี้ยงในแหล่งฝึก

4.ประชุมติดตามงานแต่ละฝ่ายหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข และนำเสนออีกครั้ง

ขั้นตอนดำเนินการในชุมชน

1.การวางแผนกำหนดโครงการ

ศึกษาข้อมูลระบาดวิทยาย้อนหลังจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยพบว่าโรคระบาดลำดับแรกคือ โรคอุจจาระร่วง อันดับที่สองคือ โรควัณโรค เหตุผลที่เลือกที่จะทำโครงการเกี่ยวกับโรควัณโรคเพราะ ในช่วงนั้นโรควัณโรคกับกำลังมีการระบาดและผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียม ทางกลุ่มเราจึงเลือกทำโครงการที่จะรณรงค์ให้ความรู้ในเรื่องของโรควัณโรคแก่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม จึงทำให้เกิดโครงการการหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียมแบบครบวงจร

เมื่อได้หัวข้อโครงการแล้ว ทางกลุ่มเราจึงต้องออกสำรวจบุคคลที่ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียมว่าเสี่ยงต่อการเกิดโรคใดบ้าง เช่น โรควัณโรค  ผู้สูงอายุ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน/ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยเพื่อที่จะได้ค้นหาบุคคลที่ป่วยเป็นโรควัณโรคในขณะนั้น

ขั้นเตรียมการ

1.ประชุมกลุ่ม

2.วางแผนจัดทำโครงการ

2.การให้ความรู้

โรควัณโรค  เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ   ซึ่งสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อที่ปอด การตรวจเสมหะของผู้ป่วยโดยการย้อมเสมหะพบเชื้อหรือเพาะเชื้อขึ้น ผู้ป่วยเป็นวัณโรคปอดมักมีอาการและอาการแสดง คือ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์โดยที่มีหรือไม่มีไข้ ไอเป็นเลือด หรือมีภาพถ่ายรังสีทรวงอกเข้าได้กับวัณโรคและตรวจไม่พบสาเหตุอื่นๆ ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์

ด้วยสภาวะแวดล้อมของชุมชนบ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบล กล้วยแพะ อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง ซึ่งมีประชาชนประกอบอาชีพเสริมคือมัดหอมกระเทียม จากข้อมูลประชากรที่ได้มาทั้งหมดคือ1,492 คนพบว่าในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคจำนวน16 คน

อาการของวัณโรค

1. ไอ ระยะแรกๆ ไอแห้งๆ ไอนานกว่า 2 อาทิตย์

2. ไข้ เป็นอาการตั้งแต่เริ่มแรกและมีความสำคัญที่จะชี้ถึงความรุนแรงของโรคเมื่อเป็นน้อยๆ ไข้ไม่สูง มักมีไข้ตอนบ่าย แต่ถ้าได้พักผ่อนมากๆ

3. อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรงเล็กน้อย

4. น้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะในรายที่โรคกำลังเป็นมากขึ้น หรือรุนแรงมักจะผอมซีด

5. มีเหงื่อออกผิดปกติในตอนกลางคืน อาจจะมีตั้งแต่ระยะเริ่มเป็นวัณโรคโดยเฉพาะระยะที่มีไข้

6. เบื่ออาหาร บางรายพบว่า การย่อยอาหารไม่ปกติ โดยผู้ป่วยจะให้ประวัติว่ามีท้องเสียบ่อยๆ มีคลื่นไส้อาเจียน

7. ไอมีเลือดปน (Hemoptysis) เลือดมักออกเวลาไอ อาจออกเพียงเล็กน้อยบางครั้งออกเป็นเลือดสดๆ

การรักษา

ผู้ป่วยวัณโรคที่ไม่ได้รักษาจะมีอัตราการตาย ร้อยละ 40-60 ปัจจุบันมีวิธีการรักษาวัณโรคระยะสั้น โดยการให้ยารักษาควบคู่กันไปหลายขนาน หากรักษาครบกำหนดจะมีอัตราหายร้อยละ 90 การรักษาจะใช้ร่วมกันหลายชนิดโดยให้ INH, Rifampicine 6 เดือน และให้ Ethambutal,pyracinamide 2 เดือนแรก ผู้ป่วยที่มีรายได้น้อยก็สามารถไปรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยของรัฐเมื่อรักษาไป 2-3 สัปดาห์ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่าตัดสินใจหยุดยาเองเป็นอันขาด การกินยาไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดยาก่อนกำหนดจะทำให้เชื้อโรคดื้อยาการรักษาวัณโรคที่ดื้อยา ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อดื้อยาไปสู่ผู้อื่น จะต้องใช้ยา 18-24 เดือนโดยใช้ยาที่เชื้อไม่ดื้อยาอย่างน้อย3 ชนิด

ขั้นเตรียมการ

1.ทำการศึกษาข้อมูลทางระบาดวิทยาโรควัณโรคย้อนหลัง 5 ปี ของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกล้วยม่วง

2.ทำการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

3.การประชาสัมพันธ์

เนื้อหาโปสเตอร์ขั้นตอนการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

1.ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่หน้ากากอนามัย

2.ใช้ด้านสีเข้มอยู่ด้านนอก โดยให้ขอบลวดอยู่บนสันจมูก

3.ดึงสายหน้ากากอนามัยคล้องหูทั้งสองข้าง

4.กดขอบลวดให้ติดกับสันจมูก

5.ดึงหน้ากากลงมาให้ปิดจมูกและปากให้กระชับ

เนื้อหาโปสเตอร์ข้อควรปฏิบัติในขณะการมัดหอมและมัดกระเทียมเพื่อสุขภาพที่ดี ห่างไกลวัณโรค

1. ใส่ผ้าปิดจมูกและปาก/หน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนปฏิบัติงาน

2.จัดสถานที่ทำงานให้อากาศถ่ายเทสะดวก

3.ไม่ทำงานหักโหมมากจนเกินไป

4.ระมัดระวังการใช้ภาชนะร่วมกัน

5.หากท่านมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ต่ำๆตอนบ่ายหรือเย็นและไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ควรรีบปรึกษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง

ขั้นตอนดำเนินงาน

1.ประชุมเพื่อวางแผนการจัดทำการประชาสัมพันธ์โครงการ

2.ศึกษาข้อมูลการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง และข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันวัณโรค

3.นำเสนอโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องและข้อควรปฏิบัติในขณะการมัดหอมและมัดกระเทียมเพื่อสุขภาพที่ดี ห่างไกลวัณโรคกับครูพี่เลี้ยงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง

4.จัดทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องและข้อควรปฏิบัติในขณะการมัดหอมและมัดกระเทียมเพื่อสุขภาพที่ดี ห่างไกลวัณโรค

 

ระยะเวลาดำเนินงาน

กิจกรรม เดือน
พ.ย.56 ธ.ค.56 ม.ค.57 ก.พ.57 มี.ค.57  

เม.ย57

 

การเตรียมการ

1.การวางแผนกำหนดโครงการ

2.ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการ แบ่งหน้าที่แต่ละฝ่าย

3.เขียนโครงการเสนอต่ออาจารย์พี่เลี้ยงในแหล่งฝึก

4.ประชุมติดตามงานแต่ละฝ่ายหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข และนำเสนออีกครั้ง

ขั้นตอนการดำเนินการสัมมนา

1.เชิญวิทยากร

2.ประชาสัมพันธ์

3.จัดการดำเนินการศึกษาผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม

4.สรุปผลการศึกษาผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม

5.จัดสถานที่ในการสัมมนา ณ ตึก คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

6.ดำเนินการจัดสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง การหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม

7.ติดตามประเมินผลการจัดสัมมนา

8.สรุปผลการจัดสัมมนา

24 มี.ค57

9.จัดส่งเอกสารสรุปผลการจัดเชิงวิชาการเรื่อง การหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

19 มี.ค 57
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องวัณโรค

ความหมายของวัณโรค

โรควัณโรค หมายถึง โรคซึ่งเกิดจากเชื้อมัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสีส (Mycobacterium

tuberculosis) ทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อที่ปอด การตรวจเสมหะของผู้ป่วยโดยการย้อมเสมหะพบเชื้อหรือเพาะเชื้อขึ้น ผู้ป่วยเป็นวัณโรคปอดมักมีอาการและอาการแสดง คือ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์โดยที่มีหรือไม่มีไข้ ไอเป็นเลือด หรือมีภาพถ่ายรังสีทรวงอกเข้าได้กับวัณโรคและตรวจไม่พบสาเหตุอื่นๆ ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์ (กลุ่มงานระบาดวิทยาโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักระบาดวิทยา, 2548; บัญญัติ ปริชญญานนท์ และคณะ, 2542)

วัณโรค (Tuberculosis หรือ TB) เป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium ถูกค้นพบโดย โรเบิร์ต ค๊อค (Robert Kock) นายแพทย์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ. 2425 (บัญญัติ ปริชญานนท์, 2542)

อาการของวัณโรค

อาการของวัณโรคขึ้นอยู่กับเชื้อวัณโรคจะไปเติบโตที่ส่วนใดของร่างกาย แต่โดยทั่วไปเชื้อวัณโรคมักเติบโตที่ปอด ทำให้กลายเป็นวัณโรคปอด ซึ่งมีอาการสำคัญ (บัญญัติ ปริชญานนท์,2542) ดังนี้

1. ไอ ระยะแรกๆ ไอแห้งๆ ไอนานกว่า 2 อาทิตย์ ต่อมาอาจจะมีเสมหะร่วมด้วยเจ็บชายโครงขณะไอ บางรายเป็นมากเสมหะจะเหนียวมีสีเขียวกลิ่นเหม็น ถ้าไอมากๆ บางครั้งมีเลือดปนเสมหะออกมาด้วย ทำให้เสมหะเป็นสีน้ำตาลหรือแดง อาจพบหายใจลำบากร่วมด้วย

2. ไข้ เป็นอาการตั้งแต่เริ่มแรกและมีความสำคัญที่จะชี้ถึงความรุนแรงของโรคเมื่อเป็นน้อยๆ ไข้ไม่สูง มักมีไข้ตอนบ่าย แต่ถ้าได้พักผ่อนมากๆ ไข้จะหายไปเอง ลักษณะของไข้จะขึ้นลงเปลี่ยนแปลงไปแต่ละวัน มีไข้ต่ำๆ

3. อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรงเล็กน้อย อาการดังกล่าวจะมากขึ้นนับแต่เริ่มเป็นจนกระทั่งเป็นมากขึ้น ไม่มีแรงเมื่อทำงานเล็กๆ น้อยๆ

4. น้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะในรายที่โรคกำลังเป็นมากขึ้น หรือรุนแรงมักจะผอมซีด

5. มีเหงื่อออกผิดปกติในตอนกลางคืน อาจจะมีตั้งแต่ระยะเริ่มเป็นวัณโรคโดยเฉพาะระยะที่มีไข้

6. เบื่ออาหาร บางรายพบว่า การย่อยอาหารไม่ปกติ โดยผู้ป่วยจะให้ประวัติว่ามีท้องเสียบ่อยๆ หรือมีคลื่นไส้อาเจียน

7. ไอมีเลือดปน (Hemoptysis) เลือดมักออกเวลาไอ อาจออกเพียงเล็กน้อยบางครั้งออกเป็นเลือดสดๆ

  การติดต่อของวัณโรค

1. การติดต่อระบบทางเดินหายใจ เชื้อวัณโรคจะแพร่กระจายจากปอดของผู้ป่วยวัณโรค เมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือบ้วนเสมหะ จะทำให้ละอองฝอย (Droplet nuclei) ขนาดเล็ก ซึ่งมีเชื้อวัณโรคอยู่เข้าสู่ปอดของบุคคลทั่วไปที่หายใจสูดเอาละอองซึ่งมีเชื้อวัณโรคเข้าไปในถุงลม ถ้าหากผู้รับเชื้อมีสุขภาพและภูมิต้านทานที่ดี ก็จะไม่ป่วยเป็นวัณโรค ในขณะที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น อยู่ในภาวะขาดสารอาหารเป็นเบาหวาน ติดเชื้อเอช ไอ วี เป็นต้น โอกาสป่วยเป็นวัณโรคก็มากขึ้น (นงเยาว์ มีสิทธิ์, 2547)

2. การติดต่อของเชื้อวัณโรค นอกเหนือจากการหายใจการติดต่อของเชื้อวัณโรค นอกเหนือจากการหายใจ (นงเยาว์ มีสิทธิ์, 2547) พบได้น้อย ได้แก่

1. การกลืนกินเชื้อเข้าไป จากการที่เชื้อปนเปื้อนในนมหรืออาหาร ซึ่งในอดีตเป็นทางติดต่อที่สำคัญของเชื้อ Mycobacterium bovis จากวัวสู่คน เพราะการดื่มนมสดที่ไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ

2. การติดเชื้อโดยการสัมผัส พบในกรณีมีรอยโรค หรือมีแผลในผิวหนัง

3. การติดเชื้อจากการฉีดสารเข้าสู่ร่างกายหรือขณะทำหัตถการ เช่น การติดเชื้อ BCG แพร่กระจายหลังฉีดวัคซีน BCG ในเด็กติดเชื้อเอดส์ หรือเป็นวัณโรคผิวหนังหลังจากการสัก หรือการเจาะหู เป็นต้น

4. การติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ ซึ่งอาจติดเชื้อผ่านทางรกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือจากการสัมผัส การกลืน หรือสำลักเชื้อลงปอดระหว่างการทำคลอด ในมารดาที่มีวัณโรคระยะลุกลามบริเวณช่องคลอด

การวินิจฉัยวัณโรค(สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และคณะ, 2543)

1. อาการและอาการแสดง อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรคปอด ได้แก่ อาการไอเรื้อรังโดยเฉพาะหากไอนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือไอเป็นเลือดสำหรับอาการอื่นๆ เช่น อาการเหนื่อยอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกตอนกลางคืนหรือเจ็บหน้าอก อาจเป็นอาการของวัณโรคได้ แต่มีความเฉพาะเจาะจงน้อยกว่าอาการไอเป็นเลือด

2. การถ่ายภาพรังสีทรวงอก เป็นการตรวจที่มีความไวสูง แต่มีความจำเพาะต่ำ คือความผิดปกติที่เห็นอาจจะไม่ใช่เกิดจากวัณโรคก็ได้ โดยอาจจะเป็นเงาเปรอะเปื้อนบนฟิล์ม เป็นเนื้องอกหรือมะเร็ง หรือเกิดจากโรคติดเชื้ออื่นๆ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคปอด จึงต้องการทำร่วมกับการตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรคด้วยเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยผิดพลาดและการรักษาที่ไม่จำเป็นให้เหลือน้อยที่สุด

3. การตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค

3.1 วิธีการตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรคด้วยกล้องจุลทรรศน์ (บัญญัติ ปริชญานนท์,2542)

3.1.1 วิธีป้ายจากเสมหะโดยตรง (Direct smear) เตรียมโดยใช้ไม้เขี่ยเสมหะแล้วป้ายลงบนแผ่นกระจกสไลด์โดยตรงวิธีนี้เป็นที่นิยมใช้กันมาก เพราะเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และรวดเร็ว สามารถทำได้ในสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ ผลการตรวจพบเชื้อวัณโรคขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อในเสมหะจะต้องมีมากพอควร ข้อเท็จจริงที่ควรปฏิบัติคือ การกระจายของเชื้อวัณโรคในเสมหะไม่เท่ากัน ดังนั้นการเลือกเขี่ยเสมหะมาป้ายบนกระจกสไลด์จึงสำคัญมาก ถ้าเขี่ยบริเวณที่ไม่

มีเชื้อหรือมีเชื้อจำนวนน้อยมาป้ายก็จะตรวจไม่พบหรือพบเชื้อได้ยาก จึงจำเป็นต้องเลือกเขี่ยส่วนที่น่าจะมีเชื้อมากที่สุดมาตรวจ คือ ส่วนที่เป็นก้อนเมือกเหนียว สีขุ่น สีเข้ม คล้ายหนอง จะพบเชื้อได้ง่ายขึ้น

3.1.2 วิธีป้ายจากตะกอนเสมหะ (Concentrated smear) เตรียมโดยผ่านกรรมวิธีย่อยเสมหะด้วยสารเคมีก่อน ทำให้เชื้อกระจายสม่ำเสมอแล้วนำมาปั่นด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงเอาเฉพาะตะกอนที่เข้มข้นมาป้ายบนแผ่นกระจกสไลด์ จะทำให้ตรวจพบเชื้อได้ง่ายขึ้น แต่ต้องใช้เครื่องปั่นเหวี่ยงที่มีแรงปั่นเหวี่ยงสูงถึง 3000 xg จึงจะทำให้เชื้อตกตะกอนดีขึ้น การย่อยเสมหะโดยใช้สารเคมีที่แนะนำให้ใช้คือ น้ำยาฟอกผ้าขาว ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เช่น Clorox ที่มีส่วนผสมของ Sodium hypochlorite ประมาณร้อยละ 5–10 โดยผสมลงในเสมหะปริมาณเท่าตัวเขย่าให้เข้ากันดีประมาณ 5 นาที แล้วนำมาปั่นในเครื่อง Centrifuge ความเร็ว 3,000 รอบต่อนาทีหรือเทียบเป็นค่า Relative Centrification Force (RCF) ได้เท่า กับ 3,000 xg หรือมากกว่าเป็นเวลานาน 15 นาที เพื่อให้เชื้อวัณโรคในเสมหะตกตะกอนเทน้ำส่วนใสทิ้ง แล้วนำตะกอนเสมหะมาป้ายบนกระจกสไลด์ เพื่อย้อมสีจะทำให้มีโอกาสตรวจพบเชื้อได้มากขึ้น และหากทำด้วยความระมัดระวังก็จะไม่มีอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน เพราะสารนี้ฆ่าเชื้อวัณโรคในเสมหะได้ดีจึงเหมาะใช้เฉพาะวิธีตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เท่านั้นจะนำไปเพาะเชื้อไม่ได้ เนื่องจากเชื้อวัณโรคจะตายหมด

3.2 การเพาะเชื้อวัณโรค และการทดสอบความไวของเชื้อต่อยา มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคจริงเพราะมีเชื้ออยู่ในร่างกาย และเพื่อต้องการได้เชื้อวัณโรคมาทดสอบการดื้อยาของเชื้อวัณโรค เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วย ควรทำการเพาะเชื้อในรายที่อยู่โรงพยาบาลที่สามารถจะทำการเพาะเชื้อได้ หรือในรายสงสัยว่าจะเป็นวัณโรคแต่เสมหะไม่พบเชื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัย การส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรคและทดสอบความไวของเชื้อต่อยาวัณโรคก่อนการรักษาจะต้องทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีเชื้อวัณโรคดื้อยา ในกรณีต่อไปนี้

1. ผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาไม่สม่ำเสมอ

2. ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วกลับเป็นซ้ำ

3. ผู้ป่วยที่มีการรักษาล้มเหลว

4. ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยดื้อยา หรือมีประวัติวัณโรคดื้อยาในครอบครัว

5. ผู้ป่วยที่ติดยาเสพติด

4. การตรวจทางพยาธิวิทยาของชิ้นเนื้อ

5. การใช้เทคนิคใหม่อย่างอื่น เช่น Polymerase chain reaction (PCR), Ligase chainreaction (LCR), Transcription mediated amplification (TMA) ยังไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการวินิจฉัยวัณโรคปอด ตามห้องปฏิบัติการทั่วไป เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงและต้องอาศัยความชำนาญของเจ้าหน้าที่เทคนิคมาก การประเมินค่าใช้จ่ายต่อผลประโยชน์จะไม่คุ้มค่า ยกเว้นในบางกรณีโดยเฉพาะการวินิจฉัยวัณโรคนอกปอด เช่น การใช้ PCR ในการวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มสมองAdenosine deaminase activity ในการวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอด เป็นต้น

การติดเชื้อวัณโรค

หมายถึง การที่เชื้อวัณโรครุกล้ำเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายและเจริญเติบโตหรือเพิ่มจำนวนอยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายแต่ยังไม่ทำให้เกิดโรค เรียกว่าอยู่ในระยะสงบ (Latent state) ผลการทดสอบ Tuberculin เป็นบวก ผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกมักปกติ ไม่สามารถตรวจหาเชื้อวัณโรคพบในเสมหะหรือเนื้อเยื่อของร่างกาย ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อหรือติดต่อสู่ผู้อื่น ไม่มีอาการแสดงของการป่วยเป็นวัณโรค ผู้ที่ติดเชื้อมีความเสี่ยงที่จะเกิดการป่วยเป็นวัณโรคตามมาหลังการติดเชื้อได้ประมาณร้อยละ 10 ตลอดช่วงชีวิต

องค์ประกอบที่สำคัญของการติดเชื้อวัณโรคตามหลักวิทยาการระบาด

การติดเชื้อวัณโรคมีองค์ประกอบที่สำคัญตามหลักวิทยาการระบาด ได้แก่ บุคคล (host)

เชื้อก่อโรค (agent) และสิ่งแวดล้อม (environment) ดังนี้

1. บุคคล

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคน ได้แก่

1.1 อายุ ผู้สูงอายุและเด็กจะติดเชื้อได้โดยง่ายกว่ากลุ่มอายุอื่นๆทั้งนี้เนื่องจากจะมีระดับภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากอวัยวะต่างๆของร่างกายยังเจริญไม่เต็มที่ทำให้ความสามารถในการกำจัดเชื้อโรคไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนผู้สูงอายุระบบภูมิต้านทานเสื่อมประสิทธิภาพลงจึงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายจากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อวัณโรคจากการสัมผัสผู้ป่วยวัณโรคโดยตรง และผู้สูงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไปที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ มีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคระยะแพร่กระจายสูงกว่าคนปกติถึง 2.2- 5 เท่า ในผู้สูงอายุพบว่าร้อยละ 90ของวัณโรคเกิดจาก reactivation ของการติดเชื้อวัณโรคในระยะแรก

1.2 เพศ มีการศึกษาพบว่าเพศมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค โดยพบว่าเพศชายมีการติดเชื้อและป่วยเป็นวัณโรคมากกว่าเพศหญิง 2.36 เท่า (นิธิพัฒน์ เจียรกุล และ สมลักษณ์ จึงสมาน, 2544) ความแตกต่างของการติดเชื้อและการป่วยระหว่างเพศเชื่อว่าเพศชายขาดความสนใจในการดูแลตนเอง ไม่ค่อยยอมรับความเจ็บป่วย ไม่แสวงหาการรักษา จึงทำให้เกิดการล่าช้าในการรักษาและมักไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา เพศหญิงจะสนใจดูแลสุขภาพของตนเองดีกว่า นอกจากนี้เพศชายยังมีปัจจัยเสี่ยงทางอ้อมประการอื่น เช่นการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ เป็นต้นซึ่งพบมากกว่าเพศหญิง (บุญเชิด กลัดพ่วง, ประทิน จาดตาล, และจรีย์ จันทร์แก้ว, 2545) 1.3 โรคเดิมที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ เป็นสาเหตุส่งเสริม เช่นผู้ป่วยเบาหวาน ในภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะมีความผิดปกติของระบบเลือด เช่น เม็ดเลือดแดงจะมีอายุสั้นลง เกร็ดเลือดจะยิ่งเกาะ และรวมตัวกันได้ง่าย เม็ดเลือดขาวบางชนิด เช่น โพลีมอโฟนิวเคลียร์ (polymorphonuclear) ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคได้ไม่ดี โดยพบว่าการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณที่มีการติดเชื้อเป็นไปได้ไม่ดีความสามารถในการยึดติดกับผิวของส่วนที่มีการติดเชื้อลดลง การทำหน้าที่ฟาโกไซโตสีส (phagocytosis) และฆ่าแบคทีเรียก็ลดลงด้วย ลิมโฟซัยท์ (lymphocyte) ที่มีบทบาทในการทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งที่อยู่ในกระแสเลือดและที่เกี่ยวข้องกับเซลล์ก็เสื่อมหน้าที่ลง ทำให้ผู้ป่วยมีความต้านทานโรคต่ำกว่าคนปกติ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย (สมจิต หนูเจริญกุล, 2534)โรคมะเร็ง ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งจะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงลดจำนวนลง ระดับอิมมูโนโกลบูลิน(immunoglobulin) ต่ำลง การสร้างโปรตีนของร่างกายบกพร่องทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และจากการที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด รังสีรักษา และยากดภูมิคุ้มกัน จะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงเช่นกัน

โรคพิษสุราเรื้อรัง การดื่มสุราทำให้เกิดการทำลายของอวัยวะ หลายๆระบบรวมทั้งระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน โดยแอลกอฮอล์ในสุราทำให้การทำหน้าที่ของโมโนนิวเคลียร์แมคโครฟาจ (Mononuclear Macrophage) และอัลวีโอลาแมคโครฟาจ (Alveolar Macrophage) ในการทำลายโรคเสียไป (สมบัติ ลีลาสุภาศรี, 2539)ผู้ป่วยไตวายหรือโรคไตระยะสุดท้าย ในประเทศไทย จากการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในผู้ป่วยเยื่อบุช่องท้องอักเสบ จากเชื้อวัณโรคในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการล้างท้องอย่างถาวร พบว่าการติดเชื้อวัณโรคมัก เกิดจากการลดลงของภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ (Cellular immunity) ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย มีอุบัติการณ์สูงกว่าประชากรทั่วไปประมาณ 6-16 เท่า และมี อุบัติการณ์ของการติดเชื้อ ในอวัยวะนอกปอดมากกว่าประชากรทั่วไปถึง 4 เท่า (เจริญ เกียรติวัชรชัย, 2541)ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ และผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคสูงจากความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ (Cellular-Mediated Immunity: CMI) (นิธิพัฒน์ เจียรกุล, 2551

1.3 ภาวะทุพโภชนาการ ในผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร พบว่ามีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ (Cellular-Mediated Immunity: CMI) จำนวนลิมโฟซัยท์ (lymphocyte)ที่ลดลงทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย อีกทั้งยังมีผลต่อการสร้างโปรตีนลดลง ทำให้กลไกการป้องกันของปอดเสียหน้าที่ ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานลดลง ในผู้ป่วยวัณโรค น้ำหนักตัวเป็นตัวชี้วัดระดับสุขภาพอนามัย ภาวะทุพโภชนาการทำให้ความต้านทานของร่างกายลดลง พบว่าผู้ป่วยที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 40 กิโลกรัม มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.01    (บุญเชิดกลัดพ่วง, ประทิน จาดตาล, และ จรีย์ จันทร์แก้ว, 2545)

2. เชื้อวัณโรค

เชื้อวัณโรค เป็นเชื้อแบคทีเรียจัดอยู่ใน ตระกูลมัยโคแบคทีรีเอเซ่ (Family mycobacteriacae)ชื่อว่า มัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสีส (Mycobacterium tuberculosis) เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดชอบอากาศ (aerobic) มีขนาดเล็กประมาณ 1-5 ไมครอน เชื้อมีผนังหนาทำให้ทนทานต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเจริญได้ดีในที่ซึ่งมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) 6.0-7.6 ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส (°C)เชื้อวัณโรคมีระยะฟักตัวประมาณ 4-5 สัปดาห์ (อะเคื้อ อุณหเลขกะ, 2545)ลักษณะของเชื้อมัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสีส เมื่ออยู่ในเนื้อเยื่อจะมีลักษณะเป็นท่อนตรง ผอมบาง (Slender shape) หรือโค้งเล็กน้อย ขนาดกว้าง 0.3-0.6ไมโครเมตร ยาว 2-4ไมโครเมตร อยู่เดี่ยวๆ แต่มักอยู่เป็นกลุ่มไม่สร้างสปอร์ ไม่เคลื่อนที่ ไม่มีแคปซูล และเมื่อเลี้ยงใอาหาร อาจเป็นทรงกลมและแตกกิ่งก้าน ไม่สามารถจัดเป็นพวกแกรมบวกหรือแกรมลบ เพราะย้อมสีธรรมดาติดสียากต้องย้อมด้วยสีทนกรดโดยใช้สีของ คาร์บอน ฟุคซิล (carbon-fuchsin) ตัวเชื้อจะติดสีแดงเป็นท่อนยาว เมื่อย้อมติดสีแล้วจะทนต่อการล้างด้วยแอลกอฮอล์กรด (acid alcohol) จึงเรียกเชื้อนี้ว่า แบคทีเรียทนกรด (acid fast bacteria) การที่เชื้อมีสมบัติทนกรดเพราะมีปริมาณไขมันมากที่ผนังเซลล์ สีย้อมจะทำปฏิกิริยากับกรดไมโคลิก (mycolic acid) ที่ผนังเซลล์จึงจับสีไว้ การย้อมสีด้วยวิธีนี้ถ้าเป็นเชื้อจากเนื้อเยื่อและเสมหะจะติดสีไม่สม่ำเสมอและเป็นแถบๆ เพราะมีแวคิวโอล และสารพอลิฟอสเฟต นอกจากนี้ยังอาจย้อมด้วยสีคาร์บอน-ออรามีน (carbon-auramine) เมื่อส่องด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลตจะเกิดการเรืองแสงเป็นสีเหลืองสว่าง (ชัยเวช นุชประยูร, 2542; ปรีชา วิชิตพันธ์,เปรม บุรี, และ วัลลี สัตยาศัย, 2537)เชื้อวัณโรคถูกทำลายได้ในน้ำเดือดเป็นเวลานาน 2 นาที การแช่แข็ง (freezing) ไม่สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ เชื้อวัณโรคทนทานต่อความแห้ง เชื้อวัณโรคที่ถูกทำให้แห้ง (driedtubercle bacilli) สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่ 4 ชั่วโมงถึง 5 วัน ในภาวะแวดล้อมต่างๆ กัน และสามารถมีชีวิตอยู่ในห้องมืดได้นานตั้งแต่ 40 วัน จนถึง 5 เดือน รังสีอุลตราไวโอเลทในแสงแดดสามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ เชื้อวัณโรคมีความทนทานต่อน้ำยาทำลายเชื้อมากกว่าเชื้อชนิดอื่นๆ เอทธิล(Ethyl) และ ไอโซพรอพพิล แอลกอฮอล์ (isopropyl alcohols) ที่มีความเข้มข้นสูงสามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ แสงแดดทำลายเชื้อวัณโรคได้ภายใน 5 นาที การผึ่งแดดจึงเป็นวิธีการที่สะดวกที่สุดในการทำลายเชื้อ เชื้อวัณโรคอาจมีชีวิตเป็นปีในที่มืด ความร้อนที่อุณหภูมิ 60 และ 70 องศาเซลเซียส สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ภายในเวลา 20 และ 5 นาที ตามลำดับ (ปรีชา วิชิตพันธ์และคณะ 2537; ชัยเวช นุชประยูร, 2542)

 

3. สิ่งแวดล้อม (environment)

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ

3.1 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (physical environment) มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการ

แพร่กระจายของเชื้อวัณโรคได้ ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นคือ สถานที่คับแคบหรือทึบ(enclosed spaces) ขาดการถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม การไหลเวียนของอากาศที่ไม่ดี ไม่เพียงพอในการขจัด ละอองเชื้อโรค(infectious droplet nuclei) เช่น ภายในโรงพยาบาลหรือหอผู้ป่วยที่มีการระบายอากาศไม่ดี อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือบางแห่งไม่มีการระบายอากาศเลย ผู้ป่วยที่ต้องอยู่อย่างแออัดมีโอกาสรับเชื้อวัณโรคได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณซึ่งมีผู้ป่วยวัณโรคที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา นอกจากนี้การใช้เครื่องปรับอากาศในหอผู้ป่วยหรือในบริเวณที่มีผู้ป่วยแออัดจะทำให้การไหลเวียนอากาศลดลง เชื้อวัณโรคจึงลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน

3.2 สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ (biological environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ

สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ญาติผู้ป่วย และผู้ที่มาเยี่ยม มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อ หรือเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อวัณโรคในโรงพยาบาลโดยตรง หากบุคคลนั้นป่วยเป็นวัณโรคปอดระยะแพร่กระจายเชื้อการป่วยเป็นวัณโรค ( Tuberculosis )หมายถึงการติดเชื้อวัณโรคแล้วเกิดการลุกลามของรอยโรคขึ้นจนปรากฏอาการหรือมีอาการแสดงของโรค และปรากฏให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพยาธิสภาพในอวัยวะที่ติดเชื้อ (กองวัณโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข, 2537) ผลการทดสอบ Tuberculin เป็นบวกผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกมักผิดปกติ สามารถตรวจหาเชื้อวัณโรคพบในเสมหะหรือเนื้อเยื่อของร่างกาย สามารถแพร่กระจายเชื้อหรือติดต่อสู่ผู้อื่นได้ หากอยู่ในระยะแพร่เชื้อ (active state) และไม่ได้รับการรักษา

การเปรียบเทียบระหว่างการติดเชื้อวัณโรค (Tuberculous infection) และการป่วยเป็นวัณโรค (Tuberculosis)

สิ่งที่เหมือนกันคือมีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย และการทดสอบปฏิกิริยาTuberculin ให้ผลบวกเหมือนกัน ส่วนความแตกต่างคือการป่วยเป็นวัณโรคจะมีภาพถ่ายรังสีทรวงอกผิดปกติ มีอาการแสดงของการป่วยเป็นวัณโรค สามารถตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุในเสมหะหรือเนื้อเยื่อของร่างกายและสามารถแพร่กระจายเชื้อหรือติดต่อไปยังผู้อื่นได้ ในขณะที่การติดเชื้อวัณโรคผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกมักปกติ ไม่พบเชื้อจากการตรวจเสมหะและการเพาะเชื้อ ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อหรือติดต่อไปยังผู้อื่นและไม่มีอาการแสดงของการป่วยเป็นวัณ

อาการและอาการแสดงของผู้ป่วยวัณโรค

อาการและอาการแสดงที่พบบ่อย คือ อาการและอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจได้แก่ อาการไอมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เป็นหวัดบ่อย ส่วนอาการและอาการแสดงในระบบอื่นๆ ที่สำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอดได้แก่ มีไข้ต่ำๆ มักเป็นตอนบ่ายหรือตอนเย็นเหงื่อออกตอนกลางคืน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด (กระทรวงสาธารณสุข, 2541; ปรีชา วิชิตพันธ์, เปรม บุรี, และ วัลลี สัตยาสัย, 2542; นิธิพัฒน์ เจียรกุล, 2551; Luelmo, 2004)

อาการและอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่

1. อาการไอ เป็นอาการที่พบบ่อยจากการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน และจะหายไปเองภายใน 1 หรือ 2 สัปดาห์ หากผู้ป่วยมีอาการไอมากกว่า 2-3 สัปดาห์ จำเป็นต้องตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อวัณโรค เสมหะจะไม่มีลักษณะพิเศษ อาจจะใสเหนียว เป็นหนอง หรือปนเลือดก็ได้ เลือดที่ปนในเสมหะผู้ป่วยวัณโรคปอด อาจมีเพียงจุดเล็กๆ หรือไอออกมาเป็นก้อนใหญ่ก็ได้

2. อาการเจ็บหน้าอก เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค บางครั้งเป็นเพียงเจ็บตื้อๆ บางครั้งเจ็บมากขณะหายใจเข้าเนื่องจากเยื่อหุ้มปอดอักเสบ บางครั้งก็เกิดจากการขัดยอกของกล้ามเนื้อหน้าอกจากการไอมากๆ และบางครั้งอาจไอมากจนทำให้กระดูกซี่โครงหัก(cough fracture)

3. อาการหายใจลำบาก ในผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอด เกิดจากโรคกระจายไปมากในปอด หรือเกิดจากน้ำในช่องปอดซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อน บางครั้งผู้ป่วยจะหายใจมีเสียงวี๊ด(wheeze) เนื่องจากหลอดลมอักเสบจากเชื้อวัณโรค หรือจากการกดทับต่อมน้ำเหลืองต่อหลอดลม

อาการและอาการแสดงในระบบอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่

1. มีไข้ต่ำๆ มักเป็นตอนบ่ายหรือตอนเย็น ผู้ป่วยมีอาการตัวร้อนได้ง่าย หากทำงานหนักเกินไป ตกใจ หรือดีใจง่าย เมื่อวัดไข้จะมีอุณหภูมิประมาณ 38.3 องศาเซลเซียส ในเวลาเช้ามักมีอาการตัวเย็นกว่าปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการมึนศีรษะและอ่อนเพลียมาก

2. เหงื่อออกตอนกลางคืน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนส่างไข้ และมีเหงื่อออกมากจนเสื้อเปียก ทำให้นอนไม่หลับ เมื่อตื่นนอนตอนเช้าตัวก็จะเย็นกว่าปกติ มีอาการหนาวจนตัวสั่น

3. อาการอ่อนเพลีย จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นมากในตอนเช้า และเป็นน้อยในตอนบ่าย

4. เบื่ออาหาร

5. น้ำหนักลด ผู้ป่วยเป็นวัณโรคมักเป็นผู้ที่มีรูปร่างผอม และจะมีน้ำหนักลดอย่าง

รวดเร็ว

การวินิจฉัยวัณโรคปอด

การวินิจฉัยวัณโรคปอดสามารถวินิจฉัยได้จากอาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้  (ยุทธิชัย เกษตรเจริญ, 2542; ATS, 2000)

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

1.1 อาการและอาการแสดงของวัณโรคปอด สามารถวินิจฉัยการเกิดวัณโรคปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพในเบื้องต้น อาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอด ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ต่ำๆ มักเป็นตอนบ่ายหรือตอนเย็นเหงื่อออกตอนกลางคืน

1.2 อาการทางปอด ได้แก่ อาการไอมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปสามารถทำนายการเกิดวัณโรคได้ร้อยละ 100 อาจไอเป็นเลือด ไอเสมหะมีเลือดปน เสมหะมักมีสีเหลือง เขียวและมีกลิ่นเหม็น บางรายอาจมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ฟังเสียงการหายใจลดลงจากการมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ฟังปอดมีเสียง crepitation บริเวณรอยโรค

2. การตรวจเสมหะเพื่อวินิจฉัยวัณโรค

2.1 การตรวจเสมหะด้วยวิธีย้อมเชื้อทนกรด เป็นการตรวจหาเชื้อวัณโรคด้วยวิธีdirect smear มีความจำเพาะ (specificity) สูงมาก คิดเป็นร้อยละ 99.6-100 หากตรวจเสมหะพบเชื้อสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นวัณโรค และให้การรักษาได้โดยไม่ต้องรอผลการเพาะเชื้อ แต่มีความไว (sensitivity) ร้อยละ 39-74 คือไม่สามารถบอกชนิดของ Mycobacterium ได้การตรวจหาเชื้อทนกรดในเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะมีโอกาสพบเชื้อวัณโรคได้หากในเสมหะ1 มิลลิลิตร มีเชื้อประมาณ 5,000-10,000 ตัวขึ้นไป หากปริมาณเชื้อน้อยกว่านี้โอกาสตรวจพบด้วยกล้องจุลทรรศน์จะลดลงมาก การตรวจควรตรวจซ้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง ดังนั้นจึงต้องมีการเก็บเสมหะอย่างถูกต้อง ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าต้องเป็นเสมหะที่ไอจากส่วนลึกของหลอดลม และมีปริมาณมากพอสมควรประมาณ 5-10 มิลลิลิตร หากเก็บไม่ถูกต้อง จะทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้เสมหะที่ได้ควรส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจโดยเร็ว หากเก็บไว้ในตู้เย็น4 °Cไม่ควรเก็บนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ (สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์,2544)

2.2 การเพาะเชื้อในเสมหะ เป็นการตรวจที่ให้ผลถูกต้องแม่นยำ มีความไวและความจำเพาะร้อยละ 81.5 และ 98.4 ตามลำดับ ถือเป็นมาตรฐานสามารถตรวจพิสูจน์หาเชื้อวัณโรคได้แม้จะมีจำนวนเชื้อวัณโรคที่มีชีวิตเพียง 10 เซลล์ต่อสิ่งส่งตรวจ 1มิลลิลิตร และยังจำแนกชนิดของเชื้อและทดสอบความไวของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะ เพื่อตรวจหาเชื้อ

3. การตรวจด้วยเทคนิคสมัยใหม่

3.1 Polymerase Chain Reaction (PCR) เป็นเทคนิคการสังเคราะห์สารพันธุกรรม(DNA) ในหลอดทดลองเลียนแบบการสังเคราะห์ DNA ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ทำการทดสอบ DNAที่ได้จากเทคนิค PCR เทียบกับ DNA มาตรฐานโดยวิธีอีเลคโตรโฟรีสิส (electrophoresis) วิธีการนี้มีข้อดีคือมีความไวและความจำเพาะสูงมากอาจถึงร้อยละ 100 (95% CI= 85-100) แม้มีเชื้อวัณโรคในสิ่งส่งตรวจเพียง 3 ตัว ก็สามารถตรวจพบได้ภายในเวลา 48 ชั่วโมง หากมีการปนเปื้อนเชื้อวัณโรคอาจจะให้ผลเป็นลบได้ (Warren et al., 2004)

3.2 Restriction fragments length polymorphism (RFLP) เป็นการนำเอา DNAของเชื้อมาตัดด้วยเอนไซม์ เรสทริคชั่น เอ็นโดนิวคลีเอส (restriction endonuclease) ให้ DNA ขาดเป็นท่อนๆ แล้วนำไปแยกด้วยวิธีอีเลคโตรโฟรีสิส (electrophoresis) จะเกิดรูปแบบการเรียงตัวของDNA ท่อนเล็กและท่อนใหญ่ที่เรียกว่า DNA fingerprinting ซึ่งใช้จำแนกสายพันธุ์ของเชื้อได้ วิธีนี้ จะมีประโยชน์ในการศึกษาระบาดวิทยาของเชื้อโรค สามารถบอกแหล่งระบาดของโรคได้

4. การทดสอบปฏิกิริยาทูเบอร์คูลินทางผิวหนัง (tuberculin skin test) หมายถึง                                              การใช้น้ำยาทูเบอร์คูลินชนิดพีพีดี (Purified Protein Derivative [PPD]) จำนวน 0.1 มิลลิลิตร ฉีดเข้าชั้นผิวหนังแล้วอ่านผลหลังทดสอบ 48-72 ชั่วโมง เป็นการตรวจวินิจฉัยที่นิยมเนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวก ทราบผลการตรวจได้รวดเร็วและมีความแม่นยำ สามารถตรวจโดยทั่วไปได้ ความไวของการทดสอบทูเบอร์คูลินทางผิวหนังเพื่อตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคในคนปกติ มีค่าอยู่ระหว่างร้อยละ92-94 และมีความจำเพาะร้อยละ 98-99 เป็นการตรวจวินิจฉัยว่าผู้นั้นได้รับเชื้อวัณโรคมาแล้ว เนื่องจากในประเทศไทยมีความครอบคลุมการฉีดวัคซีน BCGค่อนข้างสูง จึงเป็นการยากที่จะแยกปฏิกิริยาที่เกิดจากการติดเชื้อวัณโรคและการได้รับวัคซีน BCGได้ ดังนั้นจึงใช้ตรวจเพื่อวินิจฉัยวัณโรคที่ตรวจไม่พบเชื้อ ในประเทศไทยไม่แนะนำให้ทดสอบปฏิกิริยาทูเบอร์คูลินในประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอาการผิดปกติ แต่ให้สอบถามอาการที่เกี่ยวข้องกับวัณโรคเป็นประจำ ได้แก่ อาการไข้เรื้อรัง ไอตั้งแต่ 3 สัปดาห์ขึ้นไป ไอเป็นเลือด หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ (อภิรักษ์ ปาลวัฒน์วิชัยไชย, ประมวณ สุนากร, และ วัลลภ ปายะนันทน์, 2542)

การแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค (บุญส่งพัจนสุนทร และ วิภา รีชัยวิชิตกุล, 2543) คือ

1. การแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยวัณโรคปอดสู่ผู้ป่วยอื่น พบได้ในกรณีผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษา ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอดระยะแพร่เชื้อ และยังไม่ได้รับการรักษา จึงมีการแพร่กระจายเชื้อได้มาก ผู้ป่วยอื่นและบุคลากรไม่มีการป้องกันตัวเอง โอกาสได้รับเชื้อและป่วยเป็นวัณโรคมีสูงมาก มีคนจำนวนมากที่มีการติดเชื้อวัณโรค แต่ไม่ป่วยเป็นวัณโรค เนื่องจากมีภูมิต้านทานแข็งแรงพอที่จะยับยั้งการป่วยเป็นวัณโรค แต่ภูมิต้านทานก็ไม่สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้หมด ดังนั้นคนที่ติดเชื้อวัณโรคยังคงมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นวัณโรค หากเชื้อวัณโรคสามารถต่อต้านภูมิคุ้มกันของร่างกายและเจริญแพร่พันธุ์ได้ (อะเคื้อ อุณหเลขกะ, 2545) ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการป่วยเป็นวัณโรคได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำที่เกิดจากเชื้อไวรัส (WHO, 1995) ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง เนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะภูมิต้านทานต่ำเมื่อมีการติดเชื้อวัณโรค เชื้อก็จะต่อต้านภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ เอชไอวีบางรายผลการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ และการถ่ายภาพรังสีทรวงอกที่เป็นลบ ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยและรักษาวัณโรคได้ในระยะแรกของการติดเชื้อวัณโรค ทำให้โรคดำเนินต่อไปและแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้หากเข้าสู่ระยะแพร่กระจาย

การรักษา

ผู้ป่วยวัณโรคที่ไม่ได้รักษาจะมีอัตราการตาย ร้อยละ 40-60 ปัจจุบันมีวิธีการรักษาวัณโรคระยะสั้น โดยการให้ยารักษาควบคู่กันไปหลายขนาน หากรักษาครบกำหนดจะมีอัตราหายร้อยละ 90 การรักษาจะใช้ร่วมกันหลายชนิดโดยให้ INH, Rifampicine 6 เดือน และให้ Ethambutal,pyracinamide 2 เดือนแรก ผู้ป่วยที่มีรายได้น้อยก็สามารถไปรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยของรัฐเมื่อรักษาไป 2-3 สัปดาห์ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่าตัดสินใจหยุดยาเองเป็นอันขาด การกินยาไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดยาก่อนกำหนดจะทำให้เชื้อโรคดื้อยาการรักษาวัณโรคที่ดื้อยา ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อดื้อยาไปสู่ผู้อื่น จะต้องใช้ยา 18-24 เดือนโดยใช้ยาที่เชื้อไม่ดื้อยาอย่างน้อย3 ชนิด(สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข)

ระบบยาที่แนะนำ มีดังต่อไปนี้

ระบบยาสำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่เคยได้รับการ รักษามาก่อน (หรือไม่เกิน 1 เดือน) การให้ยาแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะเข้ม ข้น (intensive phase) และระยะต่อเนื่อง(maintenance phase) ระบบยาที่เหมาะสมกับประเทศไทย ทั้งในแง่ประสิทธิภาพที่ดี ราคายาที่ เหมาะสม และอัตราการกลับเป็นใหม่ของโรคที่ต่ำ(relapse) ได้แก่

 

 

1.1 ผู้ป่วยใหม่ย้อมเสมหะพบเชื้อ

1.1.1) ระบบยาที่ใช้เวลา 6 เดือน 2HRZE(S)/4HR หรือ 2HRZE(S)/4H3R3

1.1.2) ระบบยาที่ใช้เวลา 8 เดือน 2HRZE(S)/6HE

1.1.3) ระบบยาที่ใช้เวลา 9 เดือน 2HRE/7HR

ยารักษาวัณโรค

หมายเหตุ :แนะนำให้ใช้สูตร 6 เดือนเป็นหลัก ให้ ใช้ยาอย่างน้อย 4 ชนิด ในระยะเข้มข้นเนื่องจากมี อัตราเชื้อต้านยาปฐมภูมิต่อ INH สูง ยกเว้นในผู้ป่วย บางรายที่มีปัญหาเช่น ทนฤทธิ์ยาพัยราซินะไมด์ไม่ ได้ อาจใช้2HRE/7HR ได้ ต้องพยายามจัดระบบการรักษาระยะ สั้นแบบให้กินยาภายใต้การสังเกตโดยตรง Directly observed treatment, short coutse (DOTS) ทุกราย เพื่อป้องกันการดื้อยา การให้ยาแบบสัปดาห์ละ 3 ครั้ง มี เงื่อนไขว่าต้องให้ผู้ป่วยกินยาต่อเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยได้รับยาจริง การใช้ยาในระยะ 2 เดือนแรก มีความ สำคัญต่อการรักษามาก ควรจัดให้อยู่ในการควบคุม อย่างใกล้ชิด หรือ DOTS

ยา อีแธมบิวตอล และ สเตร็พโตมัยซิน อาจใช้แทนกันได้ ยารับประทานทุกขนานควรใช้วันละ ครั้งเดียวเวลาท้องว่าง เช่น ก่อนนอนโดยจัดรวมอยู่ ในซองเดียวกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาดีที่สุด ต้องให้ แน่ใจว่า ผู้ป่วยใช้ยาทุกขนานครบตามระบบยานั้น ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่รับประทานยาบางขนาน ซึ่ง อาจจะทำให้เกิดภาวะดื้อยา และการรักษาไม่ได้ผล ดี จึงสนับสนุนให้ใช้ยา Rifampicin รวมกับยาอื่น 13 รวม 2-3 ขนานในเม็ดเดียวกัน (Fixed-dose combination) ซึ่งมีกำหนดสัดส่วนที่แน่นอนโดยเลือก ยาชนิดที่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับ Bioavailability ใน คน จากสถาบันทีเชื่อถือได้

1.2 ผู้ป่วยใหม่ย้อมเสมหะไม่พบเชื้อ

1.2.1 ให้การรักษาเหมือน new smear-positive pulmonary tuberculosis คือสูตรยา 6 เดือน

1.2.2 ในรายที่เสมหะตรวจย้อมสี ไม่พบเชื้อ(smear negative) และการเพาะเชื้อให้ผลบวกหรือลบ ก็ตาม ร่วมกับภาพรังสีทรวงอกมีรอยโรคขนาดน้อย มากและไม่มีโพรง กล่าวคือมีขนาดรอยโรครวมกัน ทั้งปอดแล้วไม่เกิน 10 ตร.ซม. อาจให้การรักษา 6 เดือน ด้วยระบบยา 2HRZ/4HRระบบยาสำหรับผู้ป่วยเสมหะบวก ที่เคยได้รับการรักษามาแล้ว (Retreatment)คำจำกัดความ

2.1 Treatment failure หมายถึง ผู้ป่วยที่ กำลังรักษาอยู่ด้วยระบบยาระยะสั้น 6 เดือนนาน เกิน 5 เดือน แล้วเสมหะยังตรวจพบเชื้อ

2.2 Relapse หมายถึง ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาหายมาแล้วหยุดยาแล้วโรคกลับเป็นใหม่ โดยมีผลตรวจเสมหะ (direct smear หรือ culture) เป็นบวก

2.3 Default หมายถึง ผู้ป่วยที่ขาดยาติดต่อ กันนานเกินกว่า 2 เดือน

การรักษาซ้ำในกรณีผู้ป่วย relapse, default และ treatment failure ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนครบ สูตรยาและแพทย์สั่งจำหน่ายหายแล้วแต่ผู้ป่วยกลับ ป่วยเป็นวัณโรคอีก (Relapse) จากการศึกษาพบว่า เชื้อมักจะไม่ดื้อต่อยาในกรณีนี้ให้ใช้ระบบระยะสั้นเดิม แล้วส่งเสมหะก่อนเริ่มให้ยาเพื่อเพาะเชื้อและ ทดสอบความไวของยาในกรณีที่ผู้ป่วยรับยาไม่สม่ำเสมอหรือ ขาดการรักษา (Default) หรือไม่ครบขนานหรือบาง ขนานที่ระบบยาสั้น และคาดว่าเชื้ออาจจะดื้อต่อยา บางขนาน แต่ไม่ใช่การดื้อยาหลายขนาน (MDRTB) โดยเฉพาะดื้อต่อยา RMP ให้ใช้ระบบยา 2HRZES/1HRZE/5HREในกรณีที่ผู้ป่วยมีการรักษาล้มเหลวด้วยระบบยาที่ใช้ยาอยู่ตามข้อ 1.1.1 หรือตามข้อ 1.1.2                       โดยมีหลักฐานว่าผู้ป่วยได้รับยาสม่ำเสมอเช่นได้ รับ DOTS มาตลอด ให้ส่งเสมหะเพื่อเพาะเชื้อและ ทดสอบความไวของเชื้อต่อยาก่อนเปลี่ยนระบบยา ใหม่ทั้งหมดโดยใช้ยารักษาวัณโรคตัวอื่นๆ ที่ไม่เคย ใช้มาก่อนอย่างน้อยอีก 3 ตัว (พิจารณายาสำรอง ตามตารางที่ 2) เมื่อได้ผลเพาะเชื้อแล้วให้ปรับระบบ ยาใหม่ตามผลการทดสอบความไวของยา การรักษาใหม่ในรายที่มีการรักษาล้มเหลวจากเชื้อดื้อยา จะ ต้องให้ยาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือน หลังจากที่ตรวจย้อมเสมหะและเพาะเชื้อไม่พบเชื้อวัณโรค ควรเน้นการรักษาครั้งแรกให้ถูกต้องเป็น ปัจจัยสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการรักษาล้ม เหลวและเชื้อดื้อยา โดยให้การบริการจัดการรักษา วัณโรคที่ดีและให้ DOTS ในกรณีที่สถานบริการไม่สามารถจะทำการเพาะเชื้อและทดสอบความไวของ เชื้อต่อยาได้ อาจจะต้องส่งตัวผู้ป่วยไปรักษายัง สถานบริการที่สามารถกระทำได้

การติดตามและประเมินผลการรักษา

ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีเสมหะย้อมสีพบ เชื้อทนกรด และได้รับการรักษาด้วยยารักษาวัณโรค ด้วยระบบมาตรฐาน การตรวจเสมหะด้วยกล้อง จุลทรรศน์ (และการเพาะเชื้อถ้ากระทำได้) เป็นวิธีการหลักในการประเมินผลการรักษาที่สำคัญและไว กว่าการทำภาพรังสีทรวงอก จึงต้องได้รับการตรวจ ย้อมสีเสมหะเพื่อตรวจหาเชื้ออย่างน้อย 3 ช่วงเวลา ระหว่างรักษา คือ หลังการรักษา 2 เดือนเพื่อดูอัตรา การเปลี่ยนของเสมหะจากบวกเป็นลบ (conversion rate) ช่วงที่สองหลังการรักษา 5 เดือน เพื่อดูว่ามีการ รักษาล้มเหลวหรือไม่ และเมื่อสิ้นสุดการรักษาเพื่อดู อัตราการหายใจจากโรค (cure rate) เสมหะที่ส่ง ตรวจแต่ละครั้งควรจะต้องประกอบด้วยเสมหะ 2 ตัว อย่าง ที่เก็บในตอนหลังตื่นนอนหนึ่งตัวอย่าง และอีก หนึ่งตัวอย่างจะเก็บขณะที่ผู้ป่วยมารับการตรวจ รักษาหรืออย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัวอย่าง ถ้าหาก สามารถจะเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะได้ควรจะทำ การเพาะเชื้อร่วมด้วยภาพรังสีทรวงอกผู้ป่วย อาจถ่ายภาพรังสี ทรวงอกก่อนการรักษา และควรถ่ายภาพรังสีทรวง อกอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดการรักษา เพื่อเป็นภาพรังสีทรวง อกที่ใช้ในการเปรียบเทียบหากผู้ป่วยมีอาการหลัง หยุดการรักษา การถ่ายภาพรังสีทรวงอกระหว่างการรักษาไม่จำเป็น ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการ เปลี่ยนแปลงที่เลวลงระหว่างการรักษาหรือสงสัยว่ามีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น

ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ตรวจเสมหะย้อมสี ไม่พบเชื้อด้วยวิธีตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ไม่ว่าผล การเพาะเชื้อเป็นบวกหรือลบก็ตาม โดยทั่วไปให้ใช้ อาการแสดงทางคลินิกดูผลการรักษา แต่ควรตรวจ เสมหะเมื่อสิ้นสุดการรักษาระยะเข้มข้นเพื่อป้องกัน ความผิดพลาดในผลการตรวจเสมหะก่อนรักษา หรือผู้ป่วยได้รับยาไม่สม่ำเสมอผู้ป่วยที่ขาดยาเกิน 2 วัน ในระยะเข้ม ข้นหรือเกิน 7 วัน ในระยะต่อเนื่องต้องติดตามทันทีเพื่อหาสาเหตุและอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความ สำคัญของการกินยาให้ครบถ้วน

ตารางที่ 1 ยารักษาวัณโรคที่มีประสิทธิภาพดี

ชื่อ ใช้ยาทุกวัน ให้ยาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง (สำหรับผู้ใหญ่) ฤทธิ์ข้างเคียงที่ สำคัญ
ผู้ใหญ่ เด็ก
Isoniazid (H) 300 มก./วัน 5(4-6) มก./กก./วัน 10(8-12) มก./กก. ตับอักเสบ
Rifampicin (R) >50กก.ให้ 600 มก./วัน

<50กก.ให้ 450 มก./วัน

10(8-12) มก./กก./วัน 10(8-12) มก./กก. ตับอักเสบ อาการ คล้ายไข้หวัดใหญ่ ถ้าให้ยาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
Streptomycin (S) >50 กก.ให้ 1 กรัม/วัน

< 50 กก.ให้ 0.75 กรัม/วัน

15(12-18) มก./กก./วัน ไม่เกินวันละ 1 กรัม 15(12-18) มก./กก. หูตึง เสียการทรงตัว
Pyrazinamide (Z) 20-30 มก./กก./วัน 25(20-30) มก./กก./วัน 35(30-40) มก./กก. ตับอักเสบ ผิวหนังเกรียม แพ้แดด ปวดมือ
Ethambutol (E) 15-25 มก./กก./วัน 15(15-20) มก./กก./วัน 30(25-30) มก./กก. ตามัว และอาจตาบอดได้

** หมายเหตุ : มก. = มิลลิกรัม กก. = กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมียาสำรองบางชนิดที่หาซื้อได้ยาก ราคาแพง ประสิทธิภาพปานกลางหรือต่ำ และมี ฤทธิ์ข้างเคียงสูง (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 ยาสำรอง (ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย)

ขนาด ผลข้างเคียง
1) Thiacetazone 150 มก./วัน เบื่ออาหาร ผื่นคัน ตับอักเสบ
2) Amikacin 15 มก./กก./วัน หูตึง เสียการทรวงตัว
3) Kanamycin 15 มก./กก./วัน หูตึง เสียการทรงตัว
4) Ofloxacin 400-600 มก./วัน คลื่นไส้ ปวดศีรษะ
5) Levofloxacin 400-600 มก./วัน คลื่นไส้ ปวดศีรษะ
6) Ciprofloxacin 750-1000 มก./วัน คลื่นไส้ ปวดศีรษะ
7) PAS 8-12 กรัม/วัน คลื่นไส้ แน่นท้อง ท้องเสีย เป็นผื่น
8) Cycloserine 500-750 มก./วัน บวม อารมณ์ผันผวน จิตประสาท ชัก

** หมายเหตุ : มก. = มิลลิกรัม กก. = กิโลกรัม

นำมาจาก แนวทางการวินิจฉัยและรักษาวัณโรคในประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุง)

 

วิธีการดำเนินงาน

การศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ศึกษาผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม ณ หมู่บ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง 52000

โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1. กำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง

2. สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

3. การเก็บรวบรวมข้อมูล

4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียม หมู่บ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 71 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็นดังนี้ คือ

ส่วนที่ 1 แบบคัดกรองรายชื่อผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค ประกอบด้วย

–                    ชื่อ – สกุล

–                    อายุ

–                    ที่อยู่

–                    จำนวนปีที่มัดหอมกระเทียม

–                    ระยะเวลาในการมัดหอม

–                    การสำรวจปัจจัยเสี่ยงต่างๆของโรคประกอบด้วย โรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  โรควัณโรค  ผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน/ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค โรคความดันและโรคความดันโลหิตสูง

การเก็บรวบรวม

ในการศึกษาครั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลา 3 สัปดาห์โดยการศึกษาจากผู้ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียม หมู่บ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 71 คน

การวิเคราะห์ข้อมูล

            การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้สถิติบรรยาย คือ ค่าร้อยละ (Percentage)

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ตารางสรุปผลการสำรวจในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค หมู่บ้านกล้วยม่วง หมู3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ส่วนที่ 1 เพศ

เพศ จำนวนคน ร้อยละ
ชาย 28 39.43
หญิง 43 60.56

จากตารางส่วนที่ 1 จะพบว่า กลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค ชุมชนกล้วยม่วง หมู่3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง มีทั้งหมด 71 คน จากประชากรทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 4.46  มีเพศชาย 28 คน คิดเป็นร้อยละ 39.43  เพศพญิง 43 คน คิดเป็นร้อยละ 60.56 ของกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

ส่วนที่ 2 ข้อมูลช่วงอายุแบ่งตามเพศ

ช่วงอายุ เพศชาย (คน) ร้อยละ เพศหญิง (คน) ร้อยละ
30 – 40 ปี 2 2.81
41 – 50 ปี 12 16.90
51 – 60ปี 5 7.04 26 36.61
60 ปีขึ้นไป 9 12.67 17 23.94

จากตารางส่วนที่ 2 จะพบว่า ช่วงอายุเพศชายในการประกอบอาชีพกลุ่มมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค ในช่วงอายุ 51-60 ปี มีจำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 7.04 และ 61 ปีขึ้นไปมีจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 12.67 ของประชาการในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

ช่วงอายุเพศหญิงในการประกอบอาชีพกลุ่มมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรคในช่วงอายุ 30-40 ปี มีจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  41-50 ปี มีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 16.90  51-60 ปี มีจำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 36.61 และ 61 ปีขึ้นไป มีจำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 23.94 ของประชาการในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

 ส่วนที่ 3 ระยะเวลาที่เริ่มประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียม

ระยะเวลา(ปี) จำนวนคน ร้อยละ
1 – 5 ปี 12 16.90
6 – 10 ปี 15 21.12
11 – 15 ปี 39 54.92
16 – 20 ปี 3 4.22
20 ปีขึ้นไป 2 2.81

จากตารางส่วนที่ 3 จะพบว่า การเริ่มทำงานของแต่ละคนในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรคในระยะเวลา 1-5 ปี ในการทำงานมีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 16.90  6-10 ปีในการทำงานมีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ21.12  11-15 ปีในการทำงานมีจำนวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 54.92  16-20 ปีในการทำงานมีจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 4.22  และ20ปีขึ้นไป มีจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81 ของประชาการในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

ส่วนที่ 4 ระยะเวลา/วันที่ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม

ระยะเวลา(ชั่วโมง) จำนวนคน ร้อยละ
06.00 น. – 15.00 น. 2 2.81
06.00 น. – 16.00 น. 1 1.40
06.00 น. – 17.00 น. 2 2.81
07.00 น. – 15.00 น. 1 1.40
07.00 น. – 16.00 น. 2 2.81
07.00 น. – 17.00 น. 3 4.22
08.00 น. – 15.00 น. 2 2.81
08.00 น. – 16.00 น. 11 15.49
08.00 น. – 17.00 น. 47 66.19

จากตารางส่วนที่ 3 จะพบว่า ระยะเวลาในการทำงาน เวลา/วัน(ชั่วโมง)ในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค บ้านกล้วยม่วงในช่วงเวลาต่อไปนี้ 06.00 น. – 15.00 น. จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  06.00 น. – 16.00 น. จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.40  06.00 น. – 17.00 น. จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  07.00 น. – 15.00 น. จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.40  07.00 น. – 16.00 น. จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  07.00 น. – 17.00 น. จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 4.22  08.00 น. – 15.00 น. จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  08.00 น. – 16.00 น. จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 15.49  และ08.00 น. – 17.00 น. จำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 66.19 ของประชาการในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

ส่วนที่ 5 ปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆในกลุ่มผู้มัดหอมและกระเทียม

ปัจจัยเสี่ยง จำนวนคน ร้อยละ
DM 11 15.49
HT 15 21.12
DM+HT 12 16.90
วัณโรค
ผู้สู้อายุ 31 43.66
ผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน-ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค 2 2.81

จากตารางส่วนที่ 5 จะพบว่า โรคที่มีปัจจัยเสี่ยงกลุ่มอาชีพมัดหอมมัดกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค โรคเบาหวาน มีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 15.49 โรคความดันโลหิตสูง มีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 21.12 โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 16.90 ผู้สูงอายุจำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 43.66 และผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน-ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81

 

สรุปผลการดำเนินงาน

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม หมู่บ้านกล้วยม่วง  หมู่ที่ 3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง 52000 เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ที่ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียมในหมู่บ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 จำนวน 71 ราย โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sample)  ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบคัดกรองรายชื่อผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค  ผลการศึกษาพบว่า โรคที่มีปัจจัยเสี่ยงกลุ่มอาชีพมัดหอมมัดกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค โรคเบาหวาน มีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 15.49 โรคความดันโลหิตสูง มีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 21.12 โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 16.90 ผู้สูงอายุจำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 43.66 และผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน-ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  ซึ่งจากผลการศึกษาจะพบว่าไม่พบผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรควัณโรค

โครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออก

Monday, July 21st, 2014

บทนำ

 

ความเป็นมาและความสำคัญ

ด้วยโรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ โดยมีพาหะนำโรค ได้แก่ ยุงลาย

ซึ่งสามารถแพร่พันธุ์ได้ดีในช่วงฤดูฝน การรณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในหมู่บ้าน/ชุมชนและโรงเรียนจำเป็นต้องกระทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง  ครอบคลุมทุกหลังคาเรือน  เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดเชื้อโรคไข้เลือดออก  และจะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดโรคในพื้นที่ จึงจะสามารถควบคุมโรคไข้เลือดออก ให้สงบได้ หากไม่รีบดำเนินการป้องกันควบคุมโรคอย่างเร่งด่วนแล้ว นับว่ามีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง มีพื้นที่หมู่บ้านรับผิดชอบจำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านป่าจ้ำ หมู่บ้านต๋อ หมู่บ้านหนอง หมู่บ้านน้ำโจ้ หมู่บ้านหนองพัฒนา ซึ่งมีประชากรทั้งหมด 6,460 คน มีจำนวนหลังคาเรือนที่รับผิดชอบทั้งหมด 1,670 หลังคาเรือน พบว่าในปี 2551-2556 มีจำนวนผู้ป่วยจำนวน 16, 2,8, 0, 1, 16 รายตามลำดับ และเมื่อคิดเทียบเป็นอัตราป่วยต่อแสนประชากรพบว่าตั้งแต่ปี 2551 – 2556 มีอัตราป่วย 249.38 , 31.14 , 125.61 , 0 , 15.33 และ 247.68 ต่อแสนประชากรตามลำดับ

จากการประเมินสถานการณ์ย้อนหลัง 5 ปีตั้งแต่ ปี 2551- 2556 โดยจำแนกตามหมู่บ้าน พบว่ามีจำนวนผู้ป่วย ความหนาแน่นของประชากร และอัตราการเคลื่อนย้ายของประชากรเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคในปีถัดไป พบว่าหมู่บ้านป่าจ้ำ หมู่ที่ 2 หมู่บ้านต๋อ หมู่ที่ 3 หมู่บ้านหนอง หมู่ที่ 4 หมู่บ้านน้ำโจ้ หมู่ที่ 5 มีคะแนนค่าความเสี่ยงที่จะเกิดโรคสูง และหมู่บ้านหนองพัฒนา หมู่ที่9 มีค่าความเสี่ยงปานกลาง เมื่อพิจารณาตามจำนวนของผู้ป่วยในปีปัจจุบันคือ ปี 2556 พบว่าหมู่บ้านน้ำโจ้ หมู่ที่ 5 มีจำนวนผู้ป่วย 9 รายซึ่งสูงที่สุดในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองประกอบด้วยบริบทของชุมชน ความกระจุกตัว ความหนาแน่นของหลังคาเรือน และสภาพแวดล้อมในชุมชนที่มีความเอื้ออำนวยต่อการเกิดโรคไข้เลือดออก

ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมรับสถานการณ์การระบาดและให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้ประชาชนในชุมชนเกิดความตระหนักในการแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออก ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง จึงได้จัดทำโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออกขึ้น

 

วัตถุประสงค์

1. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกครัวเรือนมีความรู้ความเข้าใจและมีความร่วมมือในการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

2. เพื่อสร้างความตระหนักให้กับประชาชนในชุมชน

3. เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและควบคุมโรคในพื้นที่

4. เพื่อลดอัตราป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก

5. เพื่อให้ประชาชนในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในครัวเรือน

 

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายของโครงการ

–         เชิงปริมาณ

  1. อาสาสมัคสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเข้าร่วมกิจกรรมร้อยละ 80
  2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนบ้านน้ำโจ้ เข้าร่วมกิจกรรมร้อยละ 90
  3. พี่เลี้ยงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลน้ำโจ้เข้าร่วมกิจกรรมร้อย 100
  4. จำนวนหลังคาเรือนที่เลี้ยงปลาหางนกยูงเพิ่มขึ้นร้อยละ 80

–         เชิงคุณภาพ

ประชาชนในหมู่บ้านน้ำโจ้ หมู่ที่ 5 ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะมีความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก

เรื่องโรคไข้เลือดออก และมีการกำจัดลูกน้ำยุงลายด้วยการเลี้ยงปลาหางนกยูงเพื่อลดสารเคมีที่ตกค้างจากการพ่นหมอกควันรวมไปถึงการป้องกันตนเองจากโรคไข้เลือดออก

 

ขอบเขตของการศึกษา

ศึกษาปัญหาโรคไข้เลือดออกของชุมชนจากเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานระบาดหรือโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญของชุมชนภายใต้ขอบเขตการรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง ดังนี้

1. ขอบเขตด้านการศึกษา

1.1. แบบประเมินผลการดำเนินงานสาธารณสุขประจำปีงบประมาณ 2556 ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง

1.2. เอกสารวิชาการงานควบคุมโรคไข้เลือดออก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง

1.3. แบบฟอร์มงานระบาด

1.4. แบบสอบสวนควบคุมโรคไข้เลือดออก

2. ขอบเขตด้านประชากร

ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตหมู่บ้านน้ำโจ้ หมู่ที่ 5 ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

3. ขอบเขตด้านเนื้อหา

ศึกษาปัญหาการเกิดโรคไข้เลือดออกโรคไข้เลือดออกของชุมชนโดยมีปัจจัยการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้แก่ ปัจจัยทางด้านความรู้เรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออก และปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเกิดโรคไข้เลือดออก

4. ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น

โรคไข้เลือดออกในหมู่บ้านน้ำโจ้กับการป้องกันโรคไข้เลือดออก

ตัวแปรตาม

– ปัจจัยทางด้านความรู้เรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออก

– ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเกิดโรคไข้เลือดออก

 

ผู้รับผิดชอบโครงการสัมมนา

          ผู้รับผิดชอบโครงการสัมมนาบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออกมีผู้รับผิดชอบดังต่อไปนี้

  1. นางสาวจุฑามาส       ฤทธิ์เจริญ
  2. นางสาวพิมพ์พิศสมัย   ทรัพย์แตง
  3. นางสาวศิริพร            แก่นคำ
  4. นางสาวอรพรรณ       ยนวงศ์

 

ประโยชน์

  1. ทำให้ทราบถึงปัญหาโรคไข้เลือดออกซึ่งเป็นปัญหาของชุมชนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของคนในชุมชน
  2. สามารถส่งเสริมให้ประชาชนทุกครัวเรือนมีความรู้ความเข้าใจและมีความร่วมมือในการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง
  3. ประชานเกิดความตระหนักในการป้องกันโรคไข้เลือดออก
  4. ชุมชนมีอัตราป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกลดลง
  5. ประชาชนในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในครัวเรือน

 

วิธีการดำเนินงาน

1. ขั้นเตรียมการ

1. การวางแผนกำหนดโครงการ
2. ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการ

3. เสนอโครงการแก่ครูพี่เลี้ยงในแหล่งฝึก

4. ประชุมติดตามงานแต่ละฝ่ายหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข

2. ขั้นดำเนินการในชุมชน

1. ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานระบาดหรือโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญของชุมชนภายใต้ขอบเขตการรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง ดังนี้

1.1. แบบประเมินผลการดำเนินงานสาธารณสุขประจำปีงบประมาณ 2556 ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง

1.2. เอกสารวิชาการงานควบคุมโรคไข้เลือดออก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง

1.3. แบบฟอร์มงานระบาด

1.4. แบบสอบสวนควบคุมโรคไข้เลือดออก

2. ลงพื้นที่สำรวจชุมชนหมู่บ้านน้ำโจ้ หมู่ที่ 5 ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จ.ลำปาง

3. การวิเคราะห์ SWOT โครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออก

4.  กำหนดกิจกรรมในโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันโรคไข้เลือดออก

 

ผลการวิเคราะห์ SWOT โครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออก

จุดแข็ง Strength (S)

  1. โครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยไข้เลือดออก เป็นโครงการเชิงรุกเน้นการป้องกันโรค
  2. โครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยไข้เลือดออก ใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการน้อยและเป็นโครงการ   ที่ยั่งยืนสามารถต่อยอดไปยังชุมชนอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาโรคไข้เลือดออกได้
  3. โครงการมีกิจกรรมอบรมให้ความรู้การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำด้วยปลาหางนกยูง ซึ่งเป็นวิธีการกำจัด   แหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำทางธรรมชาติ การประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าว ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านและการทำประชาคมเพื่อสร้างมาตรการในการป้องกันโรคไข้เลือดออกของชุมชน
  4. กลุ่มเป้าหมายของโครงการมีความคลอบคลุมตั้งแต่ผู้สูงอายุ เด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ครูพี่เลี้ยงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
  5. คณะผู้จัดทำมีความรู้และความพร้อมในการจัดทำโครงการ

จุดอ่อน Weakness (W)

  1. ผู้จัดทำโครงการมีประสบการณ์ในการจัดทำโครงการเพื่อชุมชนน้อย
  2. โครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยไข้เลือดออกมีกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเดียวคือ หมู่บ้านน้ำโจ้ เนื่องจากระยะเวลาและความเหมาะสมในการจัดทำโครงการ

โอกาส Opportunity (O)

  1. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง ให้การสนับสนุนเรื่องข้อมูล อุปกรณ์การดำเนินกิจกรรมและพันธุ์ปลาหางนกยูงรวมถึงน้ำดื่มสมุนไพร
  2. ชุมชนให้การสนับสนุนพันธุ์ปลาหางนกยูง
  3. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรม
  4. เนื่องจากโรคไข้เลือดออกเกิดการระบาดในช่วงที่ผ่านมาจึงเอื้อต่อการจัดทำโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยไข้เลือดออก
  5. ได้รับความร่วมมือจากวัดบ้านน้ำโจ้,โรงเรียนบ้านน้ำโจ้,ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้ำโจ้และชุมชนบ้านน้ำโจ้ ที่เห็นความสำคัญของโรคไข้เลือดออกจึงให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการ

อุปสรรค Threat (T)

  1. มีระยะเวลาในการจัดทำโครงการน้อย
  2. ประชาชนบางหลังคาเรือนขาดความตระหนัก และไม่ให้ความร่วมมือ
  3. ชุมชนมีบริบทที่เอื้อในการระบาดของโรคไข้เลือดออก เนื่องจากเป็นชุมชนแออัด
  4. การดำเนินกิจกรรมของโครงการฯ ไม่สามารถดำเนินการได้ทุกหลังคาเรือน เนื่องจากบางหลังคาเรือนไม่มีผู้อยู่อาศัย ซึ่งไปประกอบอาชีพต่างถิ่นทำให้ไม่มีผู้ดูแลบ้านเรือน และบางหลังคาเรือนไม่มีภาชนะสำหรับ            เลี้ยงปลาหางนกยูง

 

กิจกรรมในโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันโรคไข้เลือดออก

1. การให้ความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก

การเสริมสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนเป็นการลดปัญหาของการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเพราะการที่ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ ทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักได้ถึงปัญหาของสุขภาพเมื่อเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกดังนั้นการให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ ก่อให้เกิดความตระหนักในการป้องกันโรคของชุมชน

ขั้นตอนการดำเนินงาน

1. สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปัจจุบัน และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องโรคไข้เลือดออกและการป้องกันโรค

2. ดำเนินการอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายอันได้แก่ ผู้นำชุมชนหรือตัวแทนประชาชน อสม. พี่เลี้ยงศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนบ้านน้ำโจ้

2. การประชาสัมพันธ์ทางหอกระจายข่าว

การเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบต่างๆเพื่อให้ประชาชนได้รับความรู้ ไม่ว่าจะเป็น การอบรม การติดป้ายประกาศ การแจกแผ่นพับ  ซึ่งการให้ความรู้ดังกล่าวถือว่าส่งผลดี แต่ยังไม่ส่งผลดีต่อวงกว้าง เนื่องจากว่า การให้ความรู้ดังกล่าวยังไม่ทั่วถึงดังนั้นการเผยแพร่และชี้แจงผ่านหอกระจ่ายข่าว ที่วัดบ้านน้ำโจ้ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมในการให้ความรู้แก่ประชาชนชุมชนบ้านน้ำโจ้อย่างทั่วถึง

 

ขั้นตอนการดำเนินงาน

1. สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องโรคไข้เลือดออก ในการแพร่กระจ่ายความรู้

– ความรู้เบื้องต้น และความหมายเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก

– สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

– อาการของโรคไข้เลือดออก

– การป้องกันตนเองจากโรคไข้เลือดออก

– วิธีการควบคุมแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย

2. จัดทำเอกสารความรู้เพื่อใช้เป็นข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์

3. ประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าว ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านน้ำโจ้ หมู่ที่ 5

3. การแจกพันธ์ปลาหางนกยูงกินลูกน้ำ

จากการที่ได้ศึกษาข้อมูลการกำจัดลูกน้ำยุงลายและการป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ผ่านมาพบว่า การกำจัดยุงลายจะทำด้วยการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งก่อให้ผลกระทบจากสารตกค้างและเป็นอันตรายต่อมนุษย์การรณรงค์ปล่อยปลากินลูกน้ำเพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลายด้วยวิธีการทางธรรมชาติ โดยคณะนักศึกษาฯ จะนำปลาหางนกยูงมอบให้แก่หมู่บ้านน้ำโจ้ หมู่ที่ 5 โดยให้อาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.) นำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนที่ตนรับผิดชอบและนำไปปล่อยตามแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านของตนเองเพื่อเป็นการตัดตอนการเกิดยุงโตเต็มวัยและยังเป็นลดปริมาณยุงลายในพื้นที่ระบาดของโรคไข้เลือดออกได้

ขั้นตอนการดำเนินการ

  1. จัดทำแบบสำรวจจำนวนหลังคาเรือนที่เลี้ยงปลาหางนกยูง
  2. ดำเนินการหาพันธุ์ปลาหางนกยูงให้เพียงพอต่อหลังคาเรือนที่ยังไม่ได้เลี้ยง
  3. มอบปลาหางนกยูงให้แก่ อสม. เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่หลังคาเรือนที่ตนรับผิดชอบ
  4. ประเมินผลโดยการสุ่มตรวจหลังคาเรือนหลังจากมอบพันธุ์ปลาหางนกยูง

4. การทำประชาคมหมู่บ้าน

การทำประชาคมหมู่บ้านเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการป้องกันปัญหาโรคไข้เลือดออก ในพื้นที่ตำบลน้ำโจ้และเป็นการเตรียมรับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกระตุ้นให้ประชาชนในชุมชนเกิดความตระหนักในการป้องกันปัญหาโรคไข้เลือดออกร่วมกันจึงจำเป็นที่จะต้องมีการทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อใช้เป็นมาตรการร่วมกันในการป้องกันโรคไข้เลือดออก

ขั้นตอนการดำเนินการ

  1. ประชาสัมพันธ์การทำประชาคมหมู่บ้านโดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บ้านน้ำโจ้ ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง จำนวน 38 คน เข้าร่วมทำประชาคมหมู่บ้าน
  2.  ทบทวนประชาคมเรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออกปี 2556
  3. ลงมติประชาคมเรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออกปี 2557
  4. ประชาสัมพันธ์ประชาคมผ่านหอกระจายข่าวของชุมชน
  5. จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ประชาคมเรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออกปี 2557

 

  1. ระยะเวลาในการดำเนินการในชุมชน

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2556 – วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2556

 

งบประมาณ

  1. แผ่นผับให้ความรู้ จำนวน 415 แผ่น                                                           453 บาท
  2. คู่มือเรื่องโรคไข้เลือดออก สำหรับพระสงฆ์/โรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็ก/รพสต./ผู้ใหญ่บ้าน     365 บาท
  3. ป้ายโครงการ                                                                                                300 บาท
  4. ป้ายประชาคม 2 ป้าย                                                                                   600 บาท
  5. เอกสารแบบสอบถามความรู้ก่อน-หลังการอบรม                                         90 บาท
  6. เอกสารเผยแพร่สรุปผลประชาคมปี2557                                                 100 บาท
  7. เอกสารประกอบการสัมมนา                                                                         500 บาท
  8. ป้ายประชาสัมพันธ์โครงการสัมมนา                                                             300 บาท
  9. อาหารว่าง                                                                                                       250 บาท
  10. อุปกรณ์เครื่องเขียน                                                                                       200 บาท

รวม             3,185 บาท

 

การติดตามผลการดำเนินงาน

การติดตามผลการดำเนินงานโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออก

  1. แบบทดสอบความรู้ก่อน-หลังการเข้ารับการอบรม
  2. แบบสำรวจหลังคาเรือนก่อน-หลังการลี้ยงพันธุ์ปลาหางนกยูง
  3. แบบสอบถามความพึงพอใจของโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออก
  4. แบบประเมินกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ความรู้ผ่านหอกระจายข่าว
  5. ประชาคมหมู่บ้านน้ำโจ้ เรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออก

การติดตามผลการจัดสัมมนาบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออก

แบบสอบถามความพึงพอใจของการจัดสัมมนาบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออก

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ผลการดำเนินกิจกรรมโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออกได้ใช้แบบประเมินต่างๆเพื่อวัดผลความสำเร็จของโครงการดังนี้

  1. แบบสำรวจสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการระบาดของโรคไข้เลือดออก
  2. แบบประเมินความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออกก่อน- หลังการอบรม

2.1     แบบทดสอบความรู้ของอาสาสมัคสาธารณสุขบ้านน้ำโจ้

2.2    แบบทดสอบความรู้ของพี่เลี้ยงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลน้ำโจ้

2.3   แบบทดสอบความรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำโจ้

  1. แบบสำรวจลูกน้ำยุงลายและการเลี้ยงปลาหางนกยูงก่อน-หลังการจัดทำโครงการ
  2. แบบสำรวจความพึงพอใจของโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออก
  3. แบบสำรวจความพึงพอใจของการประชามสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าวชุมชน

 

  1. แบบสำรวจสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการระบาดของโรคไข้เลือดออก

แบบสำรวจสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการระบาดของโรคไข้เลือดออกเป็นแบบสำรวจสภาพแวดล้อมทั้งในบริเวณภายนอกและภายในบ้านที่สนับสนุนและเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกไม่ว่าจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ที่อยู่อาศัย แหล่งหากินของยุงลาย โดยในแบบสำรวจสภาพแวดล้อมนี้ได้ทำการสำรวจหลังคาเรือนที่มีประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกในปีพ.ศ.2556 จำนวน 9 หลังคาโดยมีข้อมูลจากการสำรวจดังนี้

ข้อมูลทั่วไป

ลำดับ บ้านเลขที่ จำนวนสมาชิก เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวนผู้ป่วย
1 58/31 3 1 1
2 12/3 3 1 1
3 10/2 4 2 1
4 26/2 5 1 1
5 8/3 5 0 1
6 52/6 6 1 1
7 71 6 0 1
8 9/1 5 2 1
9 57 6 2 1
รวม   42 8 9

 

สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปหมู่บ้านน้ำโจ้เป็นหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีประชากรและมีจำนวนหลังคาเรือนหนาแน่น บ้านเรือนมีการกระจุกตัวรวมกันในลักษณะของชุมชนแอดอัดทั้ง 9 หลังคาเรือนหรือคิดเป็นร้อยละ 100

ลักษณะของบ้านเป็นบ้านปูนครึ่งไม้ 5 หลัง บ้านไม้ 2 หลัง และบ้านปูน 2 หลัง คิดเป็นร้อนละ 55.55, 22.22 และ 22.22 ตามลำดับ

ลักษณะของบ้านที่มีการป้องกันยุงพบว่า มีบ้านที่ไม่มีมุ้งลวดหรือมีประตูปิดมิดชิด 8 หลังคาเรือน คิดเป็นร้อยละ 88.89 และพบบ้านที่มีการป้องกัน 1 หลังคาเรือน คิดเป็นร้อยละ 11.11

การจัดการสภาพแวดล้อมด้วยวิธีการปิดภาชนะและป้องกันแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายมีจำนวน 5 หลังคาเรือนที่มีการป้องกันคิดเป็นร้อยละ 55.56 และมี 4 หลังคาเรือนที่ไม่มีการป้องกัน คิดเป็นร้อยละ 44.44

แหล่งน้ำใช้มีจำนวน 9 หลังใช้น้ำประปาชุมชน คิดเป็นร้อยละ 100

แหล่งน้ำดื่ม พบว่าซื้อน้ำดื่มจำนวน 6 หลัง ดื่มน้ำประปาจำนวน 1 หลัง และ ใช้น้ำฝนจำนวน 2 หลัง คิดเป็นร้อนละ 66.67 , 22.22 และ 11.11 ตามลำดับ

การระบายน้ำทิ้งในครัวเรือนมีจำนวน 9 หลังคาเรือนไม่มีท่อระบายน้ำโดยใช้การปล่อยน้ำขังให้ซึมลงดินคิดเป็นร้อยละ 100

บริเวณห่างจากตัวบ้านในรัศมี 5 เมตรมีแหล่งน้ำขังมีจำนวน 9 หลังคาเรือนคิดเป็นร้อยละ 100

 

  1. แบบประเมินความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออกก่อน – หลังการอบรม

2.1    แบบทดสอบความรู้ของอาสาสมัคสาธารณสุขบ้านน้ำโจ้

แบบทดความรู้ทั่วไปเรื่องโรคไข้เลือดออกเป็นแบบปรนัยโดยให้เลือกคำตอบถูกหรือผิดจำนวน 20 ข้อ คะแนน 20คะแนนมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 33 คน และตอบแบบทดสอบจำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 100 โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

 

  คะแนน ระดับ

คะแนน   18 ขึ้นไป             ระดับดีมาก

คะแนน   17                     ระดับดี

คะแนน   16                     ระดับพอใช้

คะแนน   15                     ระดับปรับปรุง

ผลการประเมินความรู้ก่อนการได้รับการอบรมมีจำนวนอสม.บ้านน้ำโจ้ทั้งหมด 38คน มีอสม.ที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 86.84มีคะแนนเฉลี่ยเป็น 17.91 คะแนนอยู่ในเกณฑ์ระดับดี

ผลการประเมินความรู้หลังการได้รับการอบรม มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 18.06 คะแนนอยู่ในเกณฑ์ระดับดีมาก

2.2    แบบทดสอบความรู้ของพี่เลี้ยงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลน้ำโจ้

แบบทดความรู้ทั่วไปเรื่องโรคไข้เลือดออกเป็นแบบปรนัยโดยให้เลือกคำตอบถูกหรือผิดจำนวน 20 ข้อ คะแนน 20 คะแนน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 3 คน และตอบแบบทดสอบจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 100 โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

 

  คะแนน ระดับ

คะแนน   18 ขึ้นไป             ระดับดีมาก

คะแนน   17                     ระดับดี

คะแนน   16                     ระดับพอใช้

คะแนน   15                     ระดับปรับปรุง

ผลการประเมินความรู้ก่อนการได้รับการอบรมมีจำนวนพี่เลี้ยงศูนย์พัฒนาแด็กเล็กเทศบาลบ้านน้ำโจ้ทั้งหมด 3คน มีจำนวนพี่เลี้ยงที่เข้าร่วมกิจกรรม 3 คน คิดเป็นร้อยละ 100มีคะแนนเฉลี่ยเป็น 19.33 คะแนนอยู่ในเกณฑ์ระดับดีมาก

ผลการประเมินความรู้หลังการได้รับการอบรม มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 19.67 คะแนนอยู่ในเกณฑ์ระดับดีมาก

2.3 แบบทดสอบความรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำโจ้

แบบทดความรู้ทั่วไปเรื่องโรคไข้เลือดออกเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก โดยให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดมีจำนวนคำถาม 5 ข้อ คะแนน 5 คะแนน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 29 คน และตอบแบบทดสอบจำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 100 โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

 

  คะแนน ระดับ

คะแนน   5                      ระดับดีมาก

คะแนน   4                      ระดับดี

คะแนน   3                      ระดับพอใช้

ผลการประเมินความรู้ก่อนการได้รับการอบรมมีจำนวนเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ทั้งหมด 30คน มีจำนวนเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม 29 คน คิดเป็นร้อยละ 96.67มีคะแนนเฉลี่ยเป็น 3.72 คะแนนอยู่ในเกณฑ์ระดับพอใช้

ผลการประเมินความรู้หลังการได้รับการอบรม มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.07 คะแนนอยู่ในเกณฑ์ระดับดี

3. แบบสำรวจลูกน้ำยุงลายและการเลี้ยงปลาหางนกยูงก่อน-หลังการจัดทำโครงการ

ผลการสำรวจลูกน้ำยุงลายและการเลี้ยงพันธุ์ปลาหางนกยูงก่อนการจัดทำโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือกออกได้ใช้ข้อมูลจากรายงานการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองประจำเดือน พฤศจิกายน 2556 พบว่า บ้านนำโจ้ หมู่ที่ 5 ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปางมีจำนวนประชากรทั้งหมด 1470 คน มีจำนวนหลังคาเรือนทั้งหมด 359 หลังคาเรือน มีจำนวนหลังคาเรือนที่เลี้ยงพันธุ์ปลาหางนกยูงจำนวน 32 หลังคาเรือนคิดเป็นร้อยละ 8.91 ของหลังคาเรือนทั้งหมด และพบลูกน้ำยุงลายจำนวน 1 หลังคาเรือนคิดเป็นร้อยละ 0.28 ของหลังคาเรือนทั้งหมด

ผลการสำรวจลูกน้ำยุงลายและการเลี้ยงพันธุ์ปลาหางนกยูงก่อนการจัดทำโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือกออกได้ใช้ข้อมูลจากรายงานการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองประจำเดือน พฤศจิกายน 2556 พบว่า บ้านน้ำโจ้ หมู่ที่ 5 ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปางมีจำนวนประชากรทั้งหมด 1470 คน มีจำนวนหลังคาเรือนทั้งหมด 359 หลังคาเรือน มีจำนวนหลังคาเรือนที่เลี้ยงพันธุ์ปลาหางนกยูงจำนวน 32 หลังคาเรือนคิดเป็นร้อยละ 8.91 ของหลังคาเรือนทั้งหมด และพบลูกน้ำยุงลายจำนวน 1 หลังคาเรือนคิดเป็นร้อยละ 0.28 ของหลังคาเรือนทั้งหมด

รายงานการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านหนอง

ประจำเดือน พฤศจิกายน 2556

 

วัน พื้นที่ดำเนินการ การใช้เคมีภัณฑ์ การควบคุมแหล่งเพราะพันธุ์ยุง  
 

 

 

 

 

4

 

หมู่บ้าน

 

หมู่

 

จำนวนประชากร

 

จำนวนหลังคาเรือน

 

ทราย

 

พ่นหมอกควัน

 

พ่นฝอยละออง

การสำรวจลูกน้ำ(ภาชนะ) ปล่อยปลา
หลังคาเรือน จำนวนภาชนะ วัด โรงเรียน ศูนย์เด็ก สถานที่ราชการ
สำรวจ พบ สำรวจ พบ สำรวจ พบ สำรวจ พบ สำรวจ พบ สำรวจ พบ
ป่าจ้ำ 2 1049 286 286 0 0 286 0 1073 0 10 0 12 0 11 0 0 0 15
ต๋อ 3 1873 428 428 0 0 428 1 2061 2 15 0 35 0 7 0 21 0 25
หนอง 4 1218 315 315 0 0 315 0 1785 0 19 0 12 0 11 0 0 0 16
น้ำโจ้ 5 1470 359 359 0 0 359 1 1728 1 15 0 14 1 8 0 20 0 32
หนอง 9 850 228 228 0 0 228 0 2006 0 0 0 0 0 0 0 0 0 18
รวม   6460 1670 1670 0 0 1670 2 8653 3 59 0 73 1 37 0 41 0 106

 

 

 

 

 

 


ภาชนะ จำนวนภาชนะที่สำรวจ จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำยุงลาย
หม้อน้ำดื่ม 12
ถังอาบน้ำ 34 1
ราดส้วม 28
จานรองขาตู้ 18
แจกัน 19
ยางรถ 1
ภาชนะนอกบ้าน 45
ปลาหางนกยูง 24

ตารางแสดงผลการสำรวจแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายหลังการจัดโครงการฯ.

 

ผลการสำรวจลูกน้ำยุงลายและการเลี้ยงพันธุ์ปลาหางนกยูงหลังการจัดทำโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือกออกได้สุ่มสำรวจบ้านจำนวน 30 หลังคิดเป็นร้อยละ 8.36 พบว่า มีจำนวนหลังคาเรือนที่เลี้ยงพันธุ์ปลาหางนกยูงจำนวน 24 หลังคิดเป็นร้อยละ 80 ของหลังคาเรือนทั้งหมด มีหม้อน้ำดื่มจำนวน 12 หม้อ ถังอาบน้ำ 34 ถัง ถังน้ำราดส้วม 24 ถัง จานลองขาตู้ 18 จาน แจกัน 19 ใบ ยางรถยนต์ 1 วง ภาชนะอื่นๆนอกบ้าน 45 ภาชนะ และพบลูกน้ำยุงลายจำนวน 1 หลังคาเรือนคิดเป็นร้อยละ 0.28 ของหลังคาเรือนทั้งหมด

จากการสัมภาษณ์และการสอบถามหลังคาเรือนที่ไม่เลี่ยงพันธุ์ปลาหางนกยูงเนื่องจากไม่มีภาชนะน้ำขังที่เหมาะกับการเลี้ยงปลาหางนกยูง และประชาชนหันมาใช้ระบบน้ำประปาผ่านท่อน้ำไม่เก็บน้ำหรือบรรจุน้ำใส่ถังไว้ใช้ในระยะยาว

 

  1. แบบประเมินความพึงพอใจของการประชามสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าวชุมชน

เป็นการประเมินความพึงพอใจในหัวข้อกระบวนการ/ขั้นตอนการให้บริการเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ให้บริการความรู้ที่ได้รับหลังจากการประชาสัมพันธ์เรื่องโรคไข้เลือด ของหอกระจายข่าวของหมู่บ้านทางคณะผู้จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อหัวข้อกระบวนการ ขั้นตอนการให้บริการซึ่งคณะผู้จัดทำได้ทำการสุ่มสำรวจจำนวน  ทั้งหมด 30 หลังคาเรือน ตอบแบบประเมิน30 หลังคาเรือน คิดเป็นร้อยละ100

ในประเด็นนี้ มีการรายงานการประเมิน 5รายการ โดยได้แบ่งระดับความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ 5 มากที่สุด  ระดับ 4 มาก  ระดับ3 ปานกลางระดับ 2 น้อย  ระดับ1 น้อยที่สุด ซึ่งมีการประเมินความพึงพอใจ ดังนี้

ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการให้บริการ

การให้บริการไม่ยุ่งยากซับซ้อน และมีความคล่องตัว พบว่า จากการสุ่มสำรวจประชาชน มีความพอใจในการให้บริการอยู่ใน ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ53.33 รองลงมาได้แก่ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 26.66 และระดับ 3คือ ปานกลาง ร้อยละ 20.00

ความพอใจความสะดวก รวดเร็วของการให้บริการ พบว่า จากการสุ่มสำรวจประชาชน มีความพอใจในการใจความสะดวก รวดเร็วของการให้บริการอยู่ใน ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ46.66 รองลงมาได้แก่ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 43.33 และระดับ 3คือ ปานกลาง ร้อยละ 43.33

ความชัดเจนในการอธิบาย ชี้แจง และแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติตัวและป้องกันโรค พบว่าจากการสุ่มสำรวจประชาชน มีความชัดเจนในการอธิบาย ชี้แจง และแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติตัวและป้องกันโรคอยู่ใน ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ66.66 รองลงมาได้แก่ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 20.00และระดับ 3คือ ปานกลาง ร้อยละ 10.00

ด้านเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ให้บริการ

ความพึงพอใจในมีความรู้ ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ พบว่าจากการสุ่มสำรวจประชาชนแสดงความพึงพอใจในมีความรู้ ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้อยู่ใน ระดับ 5 และระดับ 4 คือ มากที่สุดและมาก ร้อยละ43.33 รองลงมาได้แก่ระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 13.33

ความพึงพอใจการพูดจาใช้ถ้อยคำและน้ำเสียงสุภาพ ชัดเจน

พบว่าจากการสุ่มสำรวจประชาชน มีความความพึงพอใจการพูดจาใช้ถ้อยคำและน้ำเสียงสุภาพ ชัดเจนอยู่ใน ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ50.00 รองลงมาได้แก่ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 40.00และระดับ 3คือ ปานกลาง ร้อยละ 10.00

ด้านความรู้ที่ได้รับ

แสดงความมีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องโรคไข้เลือดออก พบว่าจากการสุ่มสำรวจประชาชน มีความมีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องโรคไข้เลือดออกอยู่ใน ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ43.33 รองลงมาได้แก่ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 33.33 ระดับ 3คือ ปานกลาง ร้อยละ 20.00 และระดับ 2 คือ น้อย ร้อยละ 3.33

ความสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก พบว่าจากการสุ่มสำรวจประชาชน มีความสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกอยู่ใน ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ40.00 รองลงมาได้แก่ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 36.66 ระดับ 3คือ ปานกลาง ร้อยละ 20.00 และระดับ 1 คือ น้อยที่สุด ร้อยละ 3.33

5. แบบสำรวจความพึงพอใจของโครงการบ้านน้ำโจ้ร่วมใจ ป้องกันภัยโรคไข้เลือดออก

ประเมินความพึงพอใจในหัวข้อเนื้อหาวิชา  วิทยากร  การจัดฝึกอบรม/สถานที่ และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

            หลังจากการบรรยายตามกิจกรรมต่าง ๆ ทางคณะผู้จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อเนื้อหาวิชา  วิทยากร  การจัดฝึกอบรม/สถานที่ และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ วันที่ 9,13 กันยายน 2556 ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมทั้งหมด 65 คน ตอบแบบประเมิน 65 คน คิดเป็นร้อยละ 100

1.ความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อเนื้อหาวิชา

ในประเด็นนี้ มีการรายงานการประเมิน 4 รายการ โดยได้แบ่งระดับความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ 5 ดีมาก  ระดับ 4 ดี  ระดับ 3 ปานกลาง ระดับ 2 น้อย  ระดับ 1 น้อยที่สุด ซึ่งผู้เข้าร่วมฝึกอบรมมีการประเมินความพึงพอใจ ดังนี้

ด้านเนื้อหาวิชา

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาก่อนการฝึกอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิชานี้ก่อนการฝึกอบรมอยู่ในระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 52.30 รองลงมาได้แก่ระดับ 3 ปานกลาง ร้อยละ 32.3 และระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 9.32

ความเข้าใจหลังการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิชาหลังการฝึกอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิชานี้หลังการฝึกอบรมอยู่ในระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 55.38 รองลงมาได้แก่ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 41.53 และระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 3.07

ความเหมาะสมของเนื้อหาวิชา พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อความสอดคล้องของเนื้อหา อยู่ในระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 60.00 รองลงมาได้แก่ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 23.07 และระดับ 3 คือปานกลาง ร้อยละ 16.93

ความพึงพอใจต่อการจัดแบ่งเวลาเหมาะสมกับเนื้อหา พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อการจัดแบ่งเวลาเหมาะสมกับเนื้อหา อยู่ในระดับ 4คือ มาก ร้อยละ 63.07 รองลงมาได้แก่ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 23.07 และระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 13.84

ด้านวิทยากร

ความพึงพอใจในการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ฟังเข้าใจ พบว่า ผู้เข้ารับการอบรม มีความพึงพอใจในการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ฟังเข้าใจ อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 55.38 รองลงมาได้แก่ระดับ ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 43.07 และระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 1.53

ความพึงพอใจการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาน่าสนใจ พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาน่าสนใจ อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 55.38 รองลงมาได้แก่ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 41.53 และระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 1.53

ความพึงพอใจต่อความชัดเจนในการบรรยาย พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อความชัดเจนในการบรรยาย อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 58.46 รองลงมาได้แก่ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 40.00 และระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 1.53

ความพึงพอใจความเหมาะสมต่อวิทยากรโดยรวม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจความเหมาะสมต่อวิทยากรโดยรวม อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 61.53 รองลงมาได้แก่ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 36.92 และระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 1.53

ด้านที่ 3 การจัดฝึกอบรม (สถานที่)

ความพึงพอใจสถานที่จัดฝึกอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจสถานที่จัดฝึกอบรม อยู่ในระดับ 4 คือ มาก   ร้อยละ 43.07 รองลงมาได้แก่ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 21.53 และระดับ 3 คือ ปานกลางร้อยละ 35.38

ความพึงพอใจต่อโสตทัศนูปกรณ์ พบว่า ผู้เข้ารับการอบรม มีความพึงพอใจต่อโสตทัศนูปกรณ์ อยู่ในระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 46.15 รองลงมาได้แก่ระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 30.76 และระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 23.07

ความพึงพอใจต่อการดำเนินงาน/ประสานงาน/อำนวยความสะดวกของผู้จัด พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงาน/ประสานงาน/อำนวยความสะดวกของผู้จัด อยู่ในระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 53.84 รองลงมาได้แก่ระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 27.69 และระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 18.46

ด้านที่ 4 การนำความรู้ไปใช้

ความรู้ที่ได้รับครั้งนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด พบว่า ผู้เข้ารับการอบรม ได้รับความรู้ครั้งนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 86.15 รองลงมาได้แก่ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 12.30 และระดับ 3 คือ ปานกลาง ร้อยละ 1.53

สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พบว่า ผู้เข้ารับการอบรม มีความพึงพอใจต่อการสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ78.46 รองลงมาได้แก่ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 20 และระดับปานกลาง คือ 3 ร้อยละ 1.53

การนำความรู้ไปเผยแพร่และถ่ายทอดได้ พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อการนำความรู้ไปเผยแพร่และถ่ายทอดได้ อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด ร้อยละ 76.92 รองลงมาได้แก่ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 20 และระดับปานกลาง คือ 3 ร้อยละ 3.07

สรุปแบบประเมินหัวข้อเนื้อหาวิชา วิทยากร การจัดฝึกอบรม และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

การบรรยายในหัวข้อความสำคัญของการให้ความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก เพื่อเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนเป็นการลดปัญหาของการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเพราะการที่ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ ทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักได้ถึงปัญหาของสุขภาพเมื่อเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ผลปรากฏดังนี้

การบรรยายดังกล่าว ได้จัดขึ้นวันที่ 9 ธันวาคม ณ วัดบ้านน้ำโจ้ และวันที่ 13 ธันวาคม 2556 ณ โรงเรียนบ้านน้ำโจ้, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้ำโจ้ มีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมทั้งหมด จำนวน 65 คน มีผู้ตอบแบบประเมินจำนวน 65คน คิดเป็นร้อยละ 100 ด้านเนื้อหาวิชา ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจก่อนการฝึกอบรมอยู่ในระดับ 4 คือมาก หลังการฝึกอบรม อยู่ในระดับ 4 คือ มาก เวลาเหมาะสมกับเนื้อหาอยู่ในระดับ 4 คือ มาก และเอกสารประกอบอยู่ในระดับ 4 คือ มาก

ด้านวิทยากร มีความสามารถในการถ่ายทอดอยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด การถ่ายทอดเนื้อหาเป็นที่น่าสนใจอยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด การบรรยายชัดเจนอยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด และความเหมาะสมของวิทยากรโดยรวมอยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด

ด้านการจัดฝึกอบรม (สถานที่) อยู่ในระดับ 4 คือ มาก โสตทัศนูปกรณ์อยู่ในระดับ 4 คือ มาก และการดำเนินการ ประสานงานอยู่ในระดับ 4 คือ มาก

ด้านการนำความรู้ไปใช้ อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด และสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดและเผยแพร่ได้อยู่ในระดับ 5 คือ มากที่สุด

ผู้เข้าร่วมโครงการไม่ได้เสนอแนะข้อคิดเห็นแต่อย่างไร  จากการสังเกตบรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยดี สนุกสนาน ผู้เข้าร่วมโครงการให้ความร่วมมืออย่างดี

โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

Monday, July 21st, 2014

ส่วนที่ 1 บทนำ

 คุณภาพชีวิตเป็นเป้าหมายหลักของสังคมคือประชาชนมีสุขภาพอนามัยดีทั้งร่างกายและจิตใจ

ทุกเพศ ทุกวัย จากการศึกษาข้อมูลพบว่าประชากรผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งด้านปริมาณและสัดส่วน
ต่อประชากร จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550 – 2554) กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดนโยบายให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงตามวัย ขยายโอกาสดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมืออย่างจริงจังและต่อเนื่องในการเตรียมความพร้อมให้ผู้สูงอายุทุกคนตลอดจนบุคคลในครอบครัวและชุมชน

เนื่องจากจำนวนและสัดส่วนประชากรสูงอายุในประเทศไทยมีถึงร้อยละ 12 ของประชากรทั้งหมดและมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้เนื่องมาจากการพัฒนาด้านสาธารณสุขและทางการแพทย์ทำให้อัตราการตายลดลง ผู้สูงอายุจึงมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นแต่ผู้สูงอายุก็ยังได้รับผลกระทบจากการเสื่อมถอยของร่างกายตามวัยรวมทั้งผลของโรคเรื้อรังหรืออุบัติเหตุจึงนำไปสู่ความถดถอยของร่างกายเกิดภาวะพึ่งพาไม่สามารถช่วยเหลือตังเองได้หรือช่วยเหลือตนเองได้น้อยหรืออาจมีอาการสมองเสื่อมทำให้ต้องอาศัยพึ่งพาเป็นภาระแก่ผู้ดูแล เกิดภาวะทุพพลภาพในที่สุด

จากการศึกษาปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุบ้านฮ่องห้า พบว่าผู้สูงอายุมีสัดส่วนประชากรร้อยละ 19 ของประชากรในหมู่บ้าน ซึ่งพบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานจำนวน ร้อยละ 10 โรคความดันโลหิตสูง จำนวน
ร้อยละ 14 โรคหลอดเลือดในสมอง ร้อยละ 0.8 โรคหัวใจ จำนวนร้อยละ 0.1 โรคมะเร็งจำนวนร้อยละ 1.5 และป่วยเป็นโรคไตจำนวนร้อยละ 2 ซึ่งปัญหาสุขภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุข การส่งเสริมสุขภาพให้ความรู้จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพที่ดีขึ้นรวมทั้งฟื้นฟูสุขภาพเมื่อมีภาวะของโรคและควบคุมให้ภาวะของโรคเหล่านั้นมีอาการคงที่ ไม่กำเริบรุนแรงหรือเสื่อมถอยมากกว่าเดิม จะทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคม และมีความสุขในปั้นปลายของชีวิต

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อส่งเสริมให้ความรู้โรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ที่1 บ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง
  2. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้นำไปสู่การปฎิบัติการดูแลโรคเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุและบูรณาการการประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

 ขอบเขตการศึกษา

คณะผู้จัดทำได้ศึกษาปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ที่1 บ้านฮ่องห้า จากเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ดังนี้

  1. รายงานสถิติผู้สูงอายุหมู่ที่1 บ้านฮ่องห้า (ปี พ.ศ.2552-2556)
  2. รายงายข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในผู้สูงอายุ หมู่ที่1 บ้านฮ่องห้า (ปี พ.ศ.2555-2556)

ผู้จัดทำได้ทำการรวบรวมข้อมูลมาสังเคราะห์หาปัญหาและหาปัจจัยของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบว่าผู้สูงอายุมีแนวโน้มการเกิดโรคไม่ติดต่อรังเพิ่มขึ้นทุกปี คณะผู้จัดทำจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่ที่1 บ้านฮ่องห้า ซึ่งโครงการมี 3 หัวข้อกิจกรรม ได้แก่

  1. การดูแลสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุ
  2. การฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ
  3. การดูแลสุขภาพตนเอง 3อ.2ส.

การดำเนินกิจกรรมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่ที่ บ้านฮ่องห้า ได้ใช้แบบประเมินต่างๆเพื่อวัดผลความสำเร็จ ดังนี้

  1. แบบทดสอบความรู้ก่อนและหลังการอบรม
  2. แบบสอบถามความพึงพอใจผู้เข้าร่วมโครงการ

วิธีการดำเนินงาน

 การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาโรคเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุในระหว่างปี 2555 – 2556

หมู่ที่1 บ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง โดยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังนี้

  1. ศึกษาสถิติทางระบาดวิทยาของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

1.1 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา

1.2 การเก็บรวบรวมข้อมูล

1.3 การวิเคราะห์ผลข้อมูลสถิติระบาดวิทยา

  1. ศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเกิดอุบัติการณ์ของโรค

2.1     วิเคราะห์ปัญหาสาเหตุการเกิดอุบัติการณ์โรคที่มีผลต่อภาวะสุขภาพ

2.2    มาตราการแนวทางการป้องกัน

  1. วิเคราะห์ปัญหาและโอกาสการพัฒนาและจัดทำแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติการณ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

3.1    SWOT Analysis & TOWS Matrix

3.2   จัดแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติการณ์การเกิดโรค

  1. ดำเนินโครงการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนตามแผนดำเนินการ

ศึกษาสถิติทางระบาดวิทยาของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

ศึกษาข้อมูลรายงานโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ผู้ป่วยขึ้นทะเบียนจากแฟ้มข้อมูลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ที่เป็นหน่วยให้บริการสุขภาพของหมู่ที่ 1 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังในกลุ่มช่วงอายุต่างๆที่เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้ารับผิดชอบเพื่อที่จะรายงายต่อสาธารณสุขอำเภอต่อไปซึ่งมีระยะเวลาในการรายงาน 1 ปีต่อครั้ง

กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา คือ กลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า ในเขตบริการสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมอง และมะเร็ง ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ศึกษาปัจจัยที่ผลกระทบต่อการเกิดอุบัติการณ์ของโรค

วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากบริบทของชุมชน ซึ่งได้จากการสอบสอบจากเจ้าหน้าที่รับชอบดูแลงานโรคเรื้อรัง และสอบถามจากการผู้สูงอายุที่เข้ามารับบริการสุขภาพที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ภายใต้ขอบเขต ดังนี้ ด้านพฤติกรรมส่วนบุคคล พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย ด้านสุขภาพจิต ด้านเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน

วิเคราะห์ปัญหาและโอกาสการพัฒนาและจัดทำแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติการณ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

วิเคราะห์ SWOT Analysis ของผู้สูงอายุ หมู่ที่1 บ้านฮ่องห้า โดยการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม ในกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อที่จะหาโอกาสการพัฒนาทั้งในเรื่องของความรู้ การส่งเสริมสุขภาพ รวมถึงการดูแลตนเองจากโรคเรื้อรัง และจัดทำแผนการพัฒนาเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติการณ์โดยการกำหนดองค์ประกอบ ยุทธศาสตร์และตัวชี้วัด โดยที่ชุมชนนั้นมีส่วนร่วม

ดำเนินโครงการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนตามแผนดำเนินการ

ดำเนินการการตามแผนพัฒนาโดยการเลือกองค์ประกอบการลดปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยใช้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างพลังศักยภาพความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ภายใต้การจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2556 โดยความร่วมมือของนักศึกษาสาธารณสุข และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า โดยโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุนั้นได้มุ่งเน้นการให้ความรู้เพื่อให้ผู้สูงอายุนั้นมีศักยภาพในการดูแลและป้องกันตนเองจากโรคไม่ติดต่อเรื้อเรื้อรัง ได้เชิญวิทยากรจากภายในและภายนอกมาให้ความรู้ได้แก่

ทันตแพทย์หญิงมุขธิตา นันติชัย ทันตแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลแม่ทะ  ได้ให้ความรู้ในหัวข้อการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุ เรื่องของการการแปรงฟันที่ถูกวิธี กาเลือกใช้ฟันปลอมในผู้สูงอายุ และการดูแลวิธีการใช้ฟันปลอม รวมถึงการเชิญชวนให้ผู้สูงอายุนั้นร่วมโครงการฟันปลอมพระราชทานเพื่อผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องของฟัน

นางสาวเสาวคนธ์ สุขมี นักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลแม่ทะ ได้ให้ความรู้การฟื้นฟูสุขภาพ
เรื่องของการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีในผู้สูงอายุ และการฟื้นฟูสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทั้งนี้ได้มีการสาธิตการออกกำลังให้ผู้สูงอายุนั้นมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกัน

นางสาวสุภา ศรีรุ่งเรือง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ได้ให้ความรู้ในหัวข้อ 3อ.2ส. ได้แก่ 1.อ.อาหาร ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ที่มีกากใยสูงๆ ควรรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ควรเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารค้างคืน อาหารที่มีรสจัด อาหารหมักดอง และดื่มน้ำที่สะอาด 2. อ.ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันๆ ละ 30 นาที 3. อ.อารมณ์ ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ หาวิธีคลายเครียดหรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว และ  2 ส. คือไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา ทั้งนี้จากการปฏิบัติตาม
3อ. 2ส. สามารถป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังได้

 

ส่วนที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 ความหมายของคุณภาพชีวิต

แนวคิดเรื่องคุณภาพชีวิต (quality of life) เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในราวปี 1970 ในประเทศตะวันตก สำหรับประเทศไทยแนวคิดเรื่องคุณภาพชีวิตปรากฏเป็นครั้งแรกในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 (2515-2519) ซึ่งเป็นช่วงที่การเมืองไทยผันผวนเป็นอย่างมาก แนวคิดนี้เกิดจากการพิจารณาว่าประเทศไทยได้มีการเจริญทางเศรษฐกิจและรายได้ประชาติเพิ่มมากขึ้นแต่การกระจายรายได้กลับไม่เป็นธรรมคนส่วนใหญ่ในประเทศกลับยากจน ดังนั้นประเทศควรจะได้รับการพัฒนาในแง่ของการสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่คนในสังคม โดยเฉพาะคนด้อยโอกาส คุณภาพชีวิต  (quality  of  life)  ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายไว้  ดังนี้

ศิริ  ฮามสุโพธิ์  (2536 , หน้า 33)   กล่าวถึงคุณภาพชีวิตว่า  หมายถึง  ชีวิตของบุคคลที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างเหมาะสมไม่เป็นภาระและไม่ก่อให้เกิดปัญหากับสังคมเป็นชีวิตที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจสามารถดำรงชีวิตที่ชอบธรรมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมค่านิยมของสังคม สามารถแก้ไขปัญหา ตลอดจนการแสวงหาสิ่งที่ตนปรารถนาให้ได้มาอย่างถูกต้องภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่

นิพนธ์   คันธเสวี (2537 , หน้า 10) กล่าวถึงคุณภาพชีวิตว่า  หมายถึง  ระดับสภาพการดำรงชีวิตของมนุษย์ตามองค์ประกอบของชีวิตอันได้แก่ทางร่างกาย ทางอารมณ์  ทางสังคม  ทางความคิดและ  จิตใจ

ชัยนาท   จิตตวัฒนะ (2539 , หน้า 45) กล่าวถึงคุณภาพของชีวิตว่าหมายถึง สภาพความเป็นอยู่ที่ดีมีอุปการะและเกื้อกูลซึ่งกันและกันภายในของแต่ละหน่วยชีวิตและระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้จากรายงานคุณภาพชีวิตของคนไทย ปี 2539  ของศูนย์ข้อมูลเพื่อการพัฒนาชนบทกรมการพัฒนาชุมชน  กระทรวงมหาดไทย  (อ้างถึง  วิไลลักษณ์  ตั้งเจริญ, 2544 หน้า 29)  กล่าวถึงคุณภาพชีวิตว่าเป็นการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานที่ได้กำหนดไว้ในสังคมหนึ่งๆในช่วงเวลาหนึ่งๆ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า  คุณภาพชีวิต  หมายถึง  การดำรงชีวิตในระดับที่เหมาะสมของมนุษย์ตามสภาพความจำเป็นพื้นฐานในสังคมซึ่งสนองต่อสิ่งที่ต้องการทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและความคิดอย่างเพียงพอจนก่อให้เกิดความสุขตลอดทั้งการมีสุขภาพทางร่างกายและจิตใจที่ดี

ความหมายของผู้สูงอายุ

“ผู้สูงอายุ” ได้ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2505 โดย พล.ต.ต. อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร ในการประชุมระหว่างแพทย์อาวุโสและผู้สูงอายุจากวงการต่าง ๆ โดยใช้คำว่า“ผู้สูงอายุ” แทนคำว่า “คนแก่” หรือ “คนชรา” จนเป็นที่เข้าใจยอมรับและมีการใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันเพื่อให้เป็นคำที่สื่อความหมายในเชิงการให้เกียรติการ ยกย่องและนับถือ (ปาริตาประเทืองวิจิตรกุล, 2548 : 6) ซึ่งมีลักษณะดังนี้

1. เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

2. เป็นผู้ที่มีความเสื่อมตามสภาพ และมีกำลังถดถอยตามกาลเวลา

3. เป็นผู้ที่สมควรให้ความอุปการะ

4. เป็นผู้มีโรคสมควรได้รับความช่วยเหลือ

“ผู้สูงอายุ” หมายถึง บุคคลที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ โดยนับอายุตามปฏิทินสภาพความเสื่อมทางร่างกายและจิตใจจะมีมากในระยะนี้ ขาดความว่องไว ความจำเสื่อม สภาพร่างกายเสื่อมถอย (กุลยา ตันติผลาชีวะ, 2513: 24)

“ผู้สูงอายุ” หมายถึง ผู้ที่อยู่ในวัยสุดท้ายของวงจรชีวิต ซึ่งวงจรชีวิตนั้นเริ่มตั้งแต่วัยทารก วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่และวัยชรา ในที่ประชุมสมัชชาโลกว่าด้วยผู้สูงอายุ ได้กำหนดให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปถือว่าเป็นผู้สูงอายุ และให้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งโลก และประเทศไทยได้กำหนดลักษณะของผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของที่ประชุมสมัชชาโลก ว่าด้วยผู้สูงอายุ และอายุ 60 ปีนี้เองจึงใช้เป็นเกณฑ์ของการปลดเกษียณอายุ

ราชการในประเทศไทย (สุรกุล เจนอบรม, 2542 อ้างใน ธันยพร สุรินทร์คำ, 2544 : 7)

“ผู้สูงอายุ” หมายถึง บุคคลเมื่อมีอายุมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆ ไม่ว่าเป็นร่างกาย สติปัญญา ความรู้สึกต่าง ๆ สภาพจิตใจย่อมเปลี่ยนแปลงไป บทบาท หน้าที่ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยทั่วไปแล้วการที่จะบอกว่าผู้ใดเป็นผู้สูงอายุโดยดูจากอายุนั้นค่อนข้างลำบาก เนื่องจากบางคนอายุเลย 60 ปีแล้วยังมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ (อาภากร ชัยสุริยา,2543 : 10 อ้างในปาริดา ประเทืองวิจิตกุล, 2548 : 7)

ชุติมา หฤทัย (อ้างในธันยพร สุรินทร์คำ, 2544 : 7) ได้ให้ความหมายของคำว่าผู้สูงอายุ คือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมของร่างกายและจิตใจ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม ภาวะโภชนาการและโรคภัยของแต่ละบุคคล

  1.  พัฒนาการและความต้องการของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ในวัยชราตามแนวคิดของ วุฒิเลิศ เทวกุล (2541, : 40 อ้างในนภัสนันท์ สินสุ, 2550 : 15) เห็นว่าวัยสูงอายุเริ่มต้นตั้งแต่อายุประมาณ 61 ปี ขึ้นไป ในระยะนี้จะมีลักษณะพัฒนาการที่ตรงกันข้ามกับระยะวัยเด็ก กล่าวคือ จะมีลักษณะของความเสื่อมโทรมและการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่ลักษณะที่แสดงความชรานั้นจะแตกต่างไปในแต่ละบุคคล ทั้งนี้เนื่องจากวัยนี้จะเป็นวัยที่แสดงให้เห็นผลของประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน รวมทั้งผลของพัฒนาการในช่วงวัย ที่ผ่านมา และผลของพันธุกรรมอีกด้วย ดังนั้นจึงมีผู้เรียกชื่อวัยนี้ไว้หลายชื่อด้วยกัน เช่น วัยท้าย วัยทอง วัยชรา หรือวัยแห่งความร่วงโรย เป็นต้น จากการเรียกชื่อดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าเป็นการสรุปว่าลักษณะของวัยชราน่าจะเป็นระยะสุดท้ายของชีวิต ที่ควรจะได้รับสิ่งที่ดีงามและมีความสุขอีกช่วงหนึ่งของชีวิตหรือวัยชราน่าจะเป็นวัยที่ว่างจากภารกิจต่าง ๆ ที่เคยรับผิดชอบ อันเนื่องจากอันเนื่องจากเป็นช่วงวัยของการเกษียณอายุจากการงานที่ทำเป็นประจำอยู่หรือวัยชรา เป็นช่วงวัยที่จะปรากฏลักษณะของความเสื่อมของพัฒนาการทุกด้านอย่างชัดเจน เป็นต้น ช่วงวัยนี้จะสั้นหรือยาวนั้นจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลแต่ในปัจจุบันนี้มีแนวโน้มว่า มนุษย์มีอายุยืนมากขึ้นทั้งนี้อาจเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการและสำหรับในเรื่องพัฒนาการลักษณะพฤติกรรมโดยทั่วไปของบุคคล ในวัยชรา มีดังนี้

1.1 พัฒนาการทางร่างกาย

เนื่องจากในวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงทาง สรีรวิทยา จึงทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่ชัดเจนหลายประการ เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น ศีรษะล้านและผมจะเปลี่ยนสีหรือที่เรียกว่าผมหงอกฟันผุหรือหักจนหมดทั้งปาก สายตาขุ่นมัว หรืออาจเป็นโรคตา เช่น ต้อหิน ต้อกระจก หรือหูตึงหูหนวก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเช่นเดินช้าลง ไม่กระฉับกระเฉงคล่องแคล่วและเดินเหนื่อยง่าย เป็นต้น และในบางรายอาจมีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน

สภาพการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ปรากฏในวัยชรานี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามธรรมชาติของการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ก็ตามแต่นักวิชาการด้านต่าง ๆ เช่น แพทย์ นักพฤติกรรมศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักปรัชญา เป็นต้นได้ร่วมมือกันศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับผู้สูงอายุและโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมทั้งการป่วยตามสภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติ เพื่อแสวงหาทางส่งเสริมให้บุคคลในวัยชรานี้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่แข็งแรงสมบูรณ์และนักวิชาการต่าง ๆ ดังกล่าว ต่างก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่า การเอาใจใส่ดูแลสุขภาพทางกายนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกของการที่จะมีชีวิตในวัยชราได้อย่างผาสุก

1.2 พัฒนาการทางอารมณ์

การแสดงพฤติกรรมที่แสดงออกของสภาพอารมณ์และจิตใจของบุคคลในวัยชรานั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และลักษณะพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิตและบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลโดยทั่วไปแล้ว สภาพความเสื่อมทางอารมณ์และจิตใจมักจะเกิดควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงหรือความเสื่อมทางร่างกาย ประกอบกับการสูญเสียอำนาจ ตำแหน่งหน้าที่การงานและบทบาทในสังคม อันมีผลกระทบต่อความมั่นใจในตนเองและสภาพทางเศรษฐกิจที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและในบางรายอาจพบกับความสูญเสียคู่ครองหรือผู้ใกล้ชิดหรือการแยกย้ายของบุตรที่จะต้องไปประกอบอาชีพที่อื่นหรือการไปมีคู่ครองของบุตรธิดาของตน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อสภาพทางอารมณ์และจิตใจของบุคคลในวัยชราทั้งสิ้น

บุคคลในวัยชราที่มีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ที่เป็นไปอย่างราบรื่น ตลอดวัยที่ผ่านมาและมีการเตรียมตัว เตรียมใจ กล่าวคือ มีการดูแลรักษาสุขภาพตนเองยอมรับสภาพการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนเตรียมการใช้ชีวิตหลังเกษียณไว้ล่วงหน้า เช่น วางแผนการใช้จ่าย การหางานอดิเรกทำตามความถนัดและความสามารถของตน การพักผ่อนหย่อนใจ การท่องเที่ยวและแนวทางการแสวงหาความสุขในบั้นปลายของชีวิตโดยการปฏิบัติธรรมทางศาสนา เป็นต้น พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุหรือบุคคลในวัยชราได้รับความสุขสงบ มีอารมณ์ที่สงบ และเยือกเย็นสำหรับบุคคลในวัยชราที่ขาดประสบการณ์ที่ดีในชีวิต หรือต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ อย่างมากมายตลอดชีวิตที่ผ่านมา ประกอบกับความเสื่อมทางกาย หรือความรู้สึกที่ต้องสูญเสียอำนาจ อาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความวิตกกังวล ขาดความเชื่อมั่นในตน ขาดการเตรียมตัว เตรียมใจดังกล่าว อาจทำให้บุคคลในวัยชรามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ซึมเศร้า หงุดหงิดหวาดระแวง เอาแต่ใจตนเอง เฉื่อยชา ใจน้อย โกรธง่ายและบางรายอาจมีการเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศอีกด้วย เป็นต้น

1.3 พัฒนาการทางสติปัญญา

จากการศึกษาเกี่ยวกับสติปัญญาของมนุษย์นั้น พบว่าความสามารถทางสติปัญญาจะเปลี่ยนแปลงไปในทางเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ และต่อเนื่องกันไปจนถึงอายุประมาณ 25 ปี หลังจากนั้นความสามารถลดลง แต่ผู้ที่ใช้สมองอยู่เสมอจะไม่ปรากฏว่าร่องร่อยของความเสื่อมถอยในสมองจนกว่าอายุ 60 ปี Rastide ได้ตั้งสมมติฐานว่า โรคชราซึ่งมีอาการเลอะ ๆ เลือน ๆ นั้น อาจมิใช่เพราะสาเหตุของความสูงอายุ แต่อาจเป็นเพราะสังคมยัดเยียดให้กับคนชราก็ได้ จากคำกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า ลักษณะพฤติกรรมทางปัญญาและความคิดของบุคคลในวัยนี้ย่อมมีลักษณะแตกต่างไปตามลักษณะเฉพาะบุคคลและอาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุของการสูงอายุเท่านั้น

โดยทั่วไปแล้วจะเห็นได้ว่า ในช่วงวัยทารกนั้นร่างกายทุกส่วนรวมทั้งเซลล์ของสมองจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระยะหนึ่งก็จะลดจำนวนลง ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดอาการขี้หลงขี้ลืมและความคิดที่เสื่อมถอยประกอบกับการที่สมองถูกใช้งานมากและไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็อาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น มึนงง ปวดศีรษะ เป็นต้น และสำหรับบุคคลในวัยชรานี้ ผ่านประสบการณ์ ต่าง ๆ มากมายจึงอาจทำให้เกิดความรู้สึกขาดความปลอดภัย วิตกกังวลล่วงหน้ากลัวถูกทอดทิ้ง กลัวลูกหลานรังเกียจกลัวไม่มีใครนับถือและอาจคิดหมกมุ่นเรื่องของตนเอง ในบางรายอาจคิดวิตกกังวลกับอนาคตที่ไม่มีจุดหมายปลายทางของตนจนทำให้คิดฆ่าตัวตายก็มีไม่น้อยเช่นกัน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แม้ในวัยชราความสามารถบางประการจะลดลง เพราะเนื้อเยื่อในสมองจะเสื่อมลงตามธรรมชาติก็ตาม แต่บุคคลในวัยนี้ยังมีความสามารถในการคิดและการมองปัญหาได้ลึกซึ้งแต่อาจเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ ๆ ได้ยากกว่าในวัยอื่น

1.4 พัฒนาการทางสังคม

ศูนย์กลางของสภาพทางสังคมของบุคคลในวัยชราก็คือครอบครัวและเพื่อนร่วมวัยซึ่งอาจเป็นเพื่อนที่รู้จัก สนิทสนมกันตั้งแต่สมัยหนุ่มสาว หรือเพื่อนร่วมงานที่มีความสนใจและค่านิยมคล้าย ๆ กันดังนั้นพฤติกรรมทางสังคมของบุคคลในวัยนี้จะเน้นความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว ได้แก่ความสัมพันธ์กับคู่ครอง บุตรธิดาของตนรวมทั้งบุตรเขยบุตรสะใภ้ และหลาน ๆ ถ้าสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นก็ย่อมทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นสุข นอกจากนั้นแล้วบุคคลในวัยชราอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทในครอบครัว ซึ่งเดิมเคยเป็นผู้นำหรือหัวหน้าครอบครัว ที่ต้องรับผิดชอบครอบครัวมาเป็นที่พึ่ง หรือเป็นเพียงที่ปรึกษาของบุตรหลาน ดังคำกล่าวว่าปู่ย่าตายายก็คือร่มโพธิ์ร่มไทรของบุตรหลาน

สัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมวัยของคนในวัยชรานี้นับว่ามีความสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งทั้งนี้เพราะคนร่วมวัยย่อมสามารถเข้าใจปัญหาของกันและกันได้ดีกว่า โดยเฉพาะในสังคมอุตสาหกรรมหรือแม้แต่สังคมไทยในปัจจุบันนี้ ก็เปลี่ยนแปลงจากครอบครัวรวมมาเป็นครอบครัวเดียว จึงทำให้คนชราถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังมากขึ้น

ฐานะทางสังคมของบุคคล เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งของการของการเข้าสังคมและการร่วมกิจกรรมทางสังคมของบุคคลในวัยชรา เช่น บุคคลที่อยู่ในสังคมชั้นสูงจะมีโอกาสเป็นผู้บริหารหรือเป็นผู้นำได้มากกว่าบุคคลที่มีฐานะทางสังคมที่ด้อยกว่า เป็นต้น

ในปัจจุบันนี้ได้มีหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนที่ได้เล็งเห็นความสำคัญและปัญหาของบุคคลในวัยชรานี้มากขึ้น โดยการจัดบริการต่าง ๆ ให้แก่บุคคลในวัยนี้ เช่น การจัดตั้งคลินิกผู้สูงอายุชมรมผู้สูงอายุสถานสงเคราะห์คนชราและการจัดกิจกรรมให้แก่ผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ ให้มีโอกาสเตรียมตัว เตรียมใจ รับกับสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่จะพบในการดำรงชีวิต ทั้งนี้เพื่อช่วยให้บุคคลในวัยนี้สามารถปรับตัวและดำรงชีวิตอย่างมีความสุขตามควรแก่อัตภาพหลังจากต้องเกษียณจากงานแล้วบุคคลในวัยชรานี้ ถ้าหากนับจากอายุตามปฏิทินซึ่งแต่เดิมจะใช้เกณฑ์ตั้งแต่ 61 ปีขึ้นไปแต่ในปัจจุบันจะใช้เกณฑ์ 65 ปี ทั้งนี้เนื่องจากสภาพการดำเนินชีวิตและการแพทย์เจริญขึ้นมากแต่จะเห็นได้ว่าบุคคลในวัยนี้จะมีความแตกต่างกัน บางคนถึงแม้จะอายุเลย 65 ปีไปแล้วก็ยังมีสุขภาพแข็งแรงคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงในขณะที่บางคนอ่อนแอ มีโรคภัยไข้เจ็บหรือตามคำกล่าวของคนทั่วไปว่าบางคนแก่เร็วบางคนแก่ช้าในขณะที่มีอายุเท่ากัน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่นพันธุกรรม ทำให้บุคคลบางคนเกิดโรคภัยไข้เจ็บหรือมีโรคประจำตัวหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนลักษณะพัฒนาการในช่วงวัยที่ผ่านมา เป็นต้น จึงมีผลทำให้บุคคลในวัยนี้มีสภาพที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามถ้าหากพิจารณาลักษณะพฤติกรรมของบุคคลในวัยชรานี้อาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. วัยท้าย – วัยทอง คือ บุคคลที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับความจริงและบังคับตนเองได้ดำรงความเป็นเอกลักษณ์และความสามารถของตนได้ วัยชรานี้เป็นวัยที่มีความสุขที่สุดเพราะสามารถนำประสบการณ์เก่า ๆ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ช่วยให้มองความสัมพันธ์ระหว่างจุดเริ่มต้นและจุดจบของชีวิตได้ดี บุคคลที่มีลักษณะเช่นนี้จะสามารถปรับตัวได้ดี พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมหรือเลือกทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสามารถของตน เช่น ผู้ที่เกษียณจากงานฯประจำแล้วจะปลูกต้นไม้หรือเลี้ยงสัตว์ในยามว่างและในที่สุดสามารถมีรายได้ดีจากการทำงานอดิเรกนี้ หรือในบางรายอาจแสวงหาความสุขทางใจโดยการศึกษาธรรมะหรือร่วมกิจกรรมเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ในท้องถิ่นของตน เป็นต้น

2. วัยท้าย – วัยหวาดหวั่น คือ บุคคลที่มีความรู้สึกว่าตนไม่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น และมีความหวาดวิตกอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นบุคคลประเภทนี้จะพยายามต่อสู้ไม่ยอมแพ้และจะต่อต้านความชราอยู่เสมอ ดังคำกล่าวที่ว่าไม่ยอมแก่ โดยจะพยายามทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนเคยมีความสามารถทำได้เมื่อยังหนุ่มสาว

3. วัยท้าย – วัยหวังพึ่งพา คือ บุคคลที่มีความรู้สึกว่า สภาพต่าง ๆ ของตนเปลี่ยนแปลงไป เช่น กำลังวังชาลดน้อยลง เคลื่อนไหวช้าลง หรืออาจมีโรคประจำตัวเป็นต้น ประกอบกับบุตรชายหญิงก็เจริญเติบโตแล้วมีงานทำหมดแล้ว ย่อมควรที่จะต้องดูแลตนเป็นการตอบแทน ดังนั้นบุคคลประเภทนี้จึงจะแสดงพฤติกรรมให้เห็นว่าไม่สามารถช่วยตนเองได้และต้องการความช่วยเหลือหรือต้องการพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลาและจะไม่ร่วมกิจกรรมทางสังคมใด ๆ แต่จะพอใจและเป็นสุขเมื่อมีผู้คอยดูแลเอาใจใส่ แต่ถ้าขาดคนช่วยเหลือ หรือรู้สึกว่าตนสิ้นหวังที่จะพึ่งพาผู้อื่น หรือไม่รู้จะพึ่งพาใคร จึงมักจะแสดงออกโดยการฆ่าตัวตายในที่สุด

4. วัยท้าย – วัยเสื่อม คือ บุคคลที่มีพฤติกรรมอันแสดงถึงความเสื่อมทั้งร่างกายและจิตใจโดยเฉพาะสภาพของกายที่ปรากฏชัดเจน เช่น การมีโรคประจำตัว หรือมีโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ รวมทั้งการถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างเดียวดาย หรือการตายจากของคู่ครองหรือการพ้นจากฐานะทางสังคม เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้คนชรารู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังและคนชราประเภทนี้มักจะมีชีวิตอยู่อย่างขมขื่นและท้อถอย

จากลักษณะพฤติกรรมของบุคคลวัยชราทั้ง 4 ประเภทนี้ จะเห็นได้ว่าลักษณะของคนชรามีความแตกต่างกันและความชราเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นขั้นหนึ่งของพัฒนาการมนุษย์ที่ต่อเนื่องกันของบุคคลตั้งแต่วัยทารกเป็นต้นมา ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัยและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับตลอดมา ดังนั้นพฤติกรรมของคนชราจะเป็นเช่นใดนั้น ขึ้นอยู่กับพัฒนาการจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงมีนักวิชาการในหลายสาขาที่ได้ศึกษาค้นคว้าและแสวงหาหนทางที่จะส่งเสริมให้คนชราสามารถดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุขและได้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีประพฤติปฏิบัติเพื่อใช้ชีวิตในวัยชราอย่างผาสุกซึ่งอาจจะสรุปได้ดังนี้

  1. เอาใจใส่ดูแลสุขภาพทางกายทั้งด้านโภชนาการ การพักผ่อน การออกกำลังกายการดูแลสุขภาพ และการเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งนี้เพราะสุขภาพทางกายจะมีผลต่อสุขภาพจิตและสถานภาพด้านสังคมอีกด้วย
  2. ยอมรับความจริงและปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยชราทำจิตใจให้แจ่มใสและช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด โดยคิดว่าตนเองยังมีความสามารถไม่ท้อแท้และไม่หวังพึ่งผู้อื่น
  3. มีการเตรียมตัวล่วงหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจต้องอาศัยการวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ เช่น การเก็บออมเงินเพื่อไว้ใช้ในยามชรา เป็นต้น หรืออาจมีการเตรียมงานอดิเรกทำในยามว่างหลังจากการเกษียณจากงานประจำแล้ว
  4. มีความกระตือรือร้นและใฝ่หาประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เช่น การติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นต้น เพราะจะช่วยให้สามารถรู้เท่าทันเหตุการณ์ทันโลก ทันคน ทั้งยังเป็นการบริหารความคิดและสมองอีกด้วย
  5. ไม่ปล่อยเวลาให้ว่าง แต่ควรทำงานที่ช่วยสร้างความสุขและความเพลิดเพลินซึ่งเป็นงานที่ไม่ต้องใช้กำลังกายมากนัก เช่น การปลูกต้นไม้ การช่วยดูแลบุตรหลาน เป็นต้น
  6. แบ่งเวลาให้เหมาะสม ในวันหนึ่ง ๆ คนชราควรแบ่งเวลาในการทำงานมีเวลาพักผ่อนอย่างพอเพียงและเหมาะสมกับสภาพของตน แบ่งเวลาในการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา
  7. สร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนใหม่ ไม่หมกมุ่นเฉพาะกับบุคคลในครอบครัวหรือวุ่นวายกับชีวิตของบุตรหลานจนเกินขอบเขต และให้ความสนใจกับชุมชนบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคมตามความเหมาะสมของกำลังกาย และตามสภาพของตน

 

ความหมายของโรคเรื้อรัง

โรคเรื้อรัง หมายถึงโรคที่รักษาไมหายการรักษาเปนเพียงการพยุงไมให มีการสูญเสียการทํางานของรางกายมากขึ้นโรคเรื้อรังมีหลายประเภทเชนโรคเบาหวานโรคอวนโรคความดันโลหิตสูงโรคหัวใจวายโรคไตวาย,โรคขอเสื่อม

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคๆไม่ติดต่อเรื้อรัง

ประเภทของปัญหาโรคไม่ติดต่อ  ปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่ม ได้แก่

  1. โรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน  อุบัติเหตุ เป็นต้น
  2. โรคจากพยาธิทางสังคม เช่น ยาเสพติด โรคเครียด เป็นต้น
  3. โรคจากสภาพแวดล้อมและการประกอบอาชีพจากสารพิษ ฝุ่นละอองต่างๆ เช่น  โรคฝุ่นหิน โรคปอดจากจากฝุ่นฝ้าย พืชกำจัดศัตรูพืช สารตะกั่ว อุบัติเหตุจากอันตราย เป็นต้น
  4. โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคเลือดต่างๆ โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น

จากความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพและสภาพแวดล้อม รวมทั้งประเภทของปัญหาโรคไม่ติดต่อพบว่ามีปัจจัยที่มีความสำคัญ และมีอิทธิพลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ ดังต่อไปนี้

1. ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่    เพศ วัย อายุ เป็นต้น

1.1 เพศ มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรค เช่น  เพศชายเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งปอดได้ง่ายอันเนื่องจากการสูบบุหรี่ หรือโรคมะเร็งตับ อันเนื่องจากการดื่มสุรา และการเกิดอุบัติเหตุจากาการขับขี่รถมากกว่าผู้หญิง

1.2 อายุ มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรค เช่น เมื่ออายุมากขึ้นมักจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
อุดตัน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

2 )ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ อาชีพ สถานะทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เครือข่าย สถาบันครอบครัว เพื่อน เป็นต้น

2.1 อาชีพ การประกอบอาชีพบางประเภทมีความเสี่ยงต่อสุขภาพในเรื่องของมลพิษ สารพิษ เช่น คนงานในโงงานอุตสาหกรรมที่ต้องสูดควันพิษสารเคมีต่างๆ ตำรวจจราจรที่สี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดจากสารพิษและมลพิษในอากาศ

2.2 สถานะทางสังคม เศรษฐกิจ ได้แก่ ด้านรายได้ การศึกษา ค่านิยม การเรียนรู้ เจตคติ ความเชื่อ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นกำหนดพฤติกรรมสุขภาพของบุคคลในกิจวัตรประจำวัน พฤติกรรมการป้องกันโรค การดูแลตนเองขณะเจ็บป่วย เป็นต้น

2.3วัฏจักของความชั่วร้าย ดังที่กล่าวกันว่า “โง่ จน เจ็บ ” เป็นวัฏจักรของกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค การด้อยการศึกษา ฐานะยากจน โดยบุคคลกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคได้ง่าย จึงมีผลต่อเจ็บป่วยเรื้อรัง พิการหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

2.4 วัฒนธรรม สาสนา เป็นปัจจัยที่มีการถ่ายทอดรูปแบบและกระบวนการด้านพฤติกรรมของบุคคลจากรุ่นต่อรุ่น สู่กลุ่มสังคม ชุมชน และประเทศ เช่น ศาสนาอิสลาม มีข้อห้ามในเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคมะเร็งตับ ฯลฯ หรือกลุ่มเซเว่นเดย์แอดเวนตีสเป็นมังสวิรัติ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจหลอดเลือด เป็นต้น หรือในด้านวัฒนธรรม บางสังคมประชาชนจะมีความตระหนัก ระมัดระวังสุขภาพ ปฏิบัติตัวเพื่อการส่งเสริมสุขภาพที่ดี เช่น ออกกำลังกาย การฉีดวัคซีน เป็นต้น ซึ่งพบว่าบุคคลกลุ่มนี้ จะสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงจากความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้

2.5 ระบบเครือข่ายการสนับสนุนทางสังคม เช่น ครอบครัว เพื่อน มีอิทธิต่อสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านปัญหาสุขภาพจิต การเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาดูแลรักษาเป็นเวลานานโดยมีการวิจัยพบว่า มีอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มบุคคลโสด หม้าย หย่าร้าง มากกว่ากลุ่มที่แต่งงาน ทั้งนี้เนื่องจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ช่วยสนับสนุนการป้องกันโรคหรือการดูแลตนเองยามเจ็บป่วยได้

3.) ปัจจัยทางจิตวิทยาสังคมและพฤติกรรม ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคลิกภาพ ความเชื่อ พฤติกรรมชอบเสี่ยง สถานการณ์ ความเครียด เป็นต้น

3.1 บุคลิกภาพ พบว่าบุคคลที่มีบุคลิกที่มีลักษณะทะเยอทะยาน ใจร้อน มีความเร่งรีบเป็นประจำ มักจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย เช่น โรคเครียด โรคหัวใจ  โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

3.2 พฤติกรรมชอบเสี่ยง  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและเพศ โดยเพศชายมักชอบเสี่ยงต่อการดำเนินชีวิตพฤติกรรมสุขภาพมากกว่าเพศหญิง เช่น การขับรถเร็วจนเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต การทดลองใช้ยาและเสพติด เช่น บุหรี่ สุรา ยาเสพติดประเภทอื่นๆ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ และฮอร์โมนที่มีผลต่อความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ การรับรู้ต่อช่วงอายุเวลานั้นๆ

3.3 สถานการณ์ความเครียด ในแต่ละช่วงชีวิตที่เผชิญต่อปัญหาอุปสรรคต่างๆ เช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก การสูญเสียโอกาสการเรียน การทำงาน ซึ่งมีผลต่อการเกิดโรคและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งเกิดจากการเกิดอุบัติเหตุ การฆ่าตัวตาย เป็นต้น ทั้งนี้สภาพความสัมพันธ์ของกายและจิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ

3.4 ความเชื่อด้านสุขภาพ พบว่า ความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ มีผลที่สำคัญในเรื่องการปรับเปลี่ยน  และความคงอยู่ต่อพฤติกรรมสุขภาพของบุคคล

3.5 การรวมกลุ่ม มีอิทธิพลมากทั้งในโรงเรียน ที่ทำงาน ชุมชน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หรือรูปแบบของกลุ่ม เช่น การสร้างนิสัยการบริโภค การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การเที่ยวเตร่ การใช้ยาและสารเสพติดจากกลุ่มเพื่อนในวัยรุ่น เป็นต้น

3.6 วิถีชีวิต หมายถึงกลุ่มนิสัยและประเพณีที่มีอิทธิพล กระตุ้น กดดัน แพร่ขยาย ตลอดช่วงชีวิตในสังคม วิถีชีวิตมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพ ความเป็นอยู่ การเกิด การเจ็บป่วยความพิการ และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การมีวิถีชีวิตต่อพฤติกรรมสุขภาพที่ดีจะช่วยชะลอและลดโอกาสเสี่ยงต่างๆ ได้
โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus , DM) เปนภาวะความผิดปกติที่เกิดจากการเผาผลาญ(Metabolism) กอใหเกิดระดับน้ำตาลสูงขึ้นประกอบดวยการเผาผลาญคารโบไฮเดรต โปรตีนและไขมันอันมีผลมาจากการขาดอินซูลินและหรือความผิดปกติในการออกฤทธิ์ของอินซูลิน(รัชนีโชติมงคล, 2543:36)ซึ่ง
เปนฮอรโมนที่สรางจากเบตาเซลลของตับออนทําหนาที่เปนกลไกสําคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของรางกายหากเปนโรคระยะเวลานานจะทําใหเกิดการทําลายและมีผลเสียตออวัยวะตาง ๆ ที่สําคัญคือ ตาไต เสนประสาท หัวใจและหลอดเลือด(สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย , 2543:40)

สาเหตุการเกิดโรคเบาหวาน

  1. พันธุกรรม

สาเหตุหลักของผูปวยเบาหวานคือ พันธุกรรม พบวาประมาณหนึ่งในสามของผูปวยโรคเบาหวานมีประวัติญาติเปนเบาหวาน ลักษณะยีนของการเปนเบาหวานเปนลักษณะทางพันธุกรรม

  1. ความอวน

ความอวนเปนสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเบาหวานเนื่องจากจะทําใหเซลลของรางกายตอบสนองตอฮอรโมนอินซูลินลดนอยลงอินซูลินจึงไมสามารถพาน้ำตาลเขาสูเซลลไดดีเหมือนเดิม

  1. อายุ

เมื่ออายุมากขึ้นอวัยวะตางๆ ยอมตองเสื่อมลงรวมทั้งตับออนที่มีหนาที่สังเคราะหและผลิตฮอรโมนอินซูลินก็จะทําหนาที่ไดลดลงจึงเปนสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวาน

  1. ตับอ่อนไม่สมบูรณ์

เกิดจากการที่ตับออนไดรับการกระทบกระเทือนหรือเกิดอุบัติเหตุที่มีผลกระทบตอตับออนรวมทั้งอาจเกิดจากโรคเชนตับออนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรามากเกินไป

  1. การติดเชื้อจากไวรัส

เชื้อไวรัสบางชนิดเมื่อเขาสูรางกายแลวมีผลขางเคียงในการเกิดโรคเชนคางทูมหัดเยอรมัน

  1. ยาบางชนิด

ยาบางชนิดมีผลตอการเกิดโรคเบาหวาน เชน ยาขับปสสาวะยาคุมกําเนิดเนื่องจากทําใหระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นไดจึงควรปรึกษาแพทยกอนใชยาโดยเฉพาะเมื่อตองใชยาติดตอกันนานๆ

  1. ภาวะของการตั้งครรภ์

เนื่องจากฮอรโมนหลายชนิดที่รกสังเคราะหขึ้นมานั้น มีผลยับยั้งการทํางานของฮอรโมนอินซูลิน
ผูที่ตั้งครรภจึงเสี่ยงตอการเกิดโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผูที่มียีนเบาหวานอยูในรางกายมากจึงตองไดรับการดูแลจากแพทยอยางใกลชิด

ประเภทของเบาหวาน

การแบงประเภทของเบาหวานจะแบงโดยการเอาสาเหตุของการเกิดโรคเปนเกณฑเพื่อผลการรักษาที่ถูกตองซึ่งภาวะที่เกิดเบาหวานมี 2 กรณีคือกรณีที่ตับออนไมสรางอินซูลินไดเลยกับกรณีที่ยังมีการผลิตอินซูลินอยูบางแตไมเพียงพอกับความตองการของรางกาย

โรคเบาหวานแบงออกเปน 2 ชนิดใหญๆ ไดแก

– เบาหวานชนิดที่ 1 คือเบาหวานชนิดที่พึ่งอินซูลิน (Insulin Dependent Diabetes)
– เบาหวานชนิดที่ 2 คือเบาหวานชนิดที่ไมพึ่งอินซูลิน (Non-Insulin Dependent Diabetes)

เบาหวานชนิดที่ 1 คือเบาหวานชนิดที่พึ่งอินซูลิน (Insulin Dependent Diabetes)

เบาหวานชนิดที่พึ่งอินซูลินนี้บางครั้งเรียกวา “เบาหวานในเด็ก” เพราะมักเกิดขึ้นกับผูที่มีอายุนอยคือเด็กและวัยรุน เบาหวานชนิดนี้เกิดจากการที่รางกายเกิดภาวะขาดอินซูลินโดยสิ้นเชิงอันเปนผลมาจากการที่ตับออนไมสามารถผลิตอินซูลินไดเนื่องจากเซลลที่ทําหนาที่สรางฮอรโมนอินซูลินนั้นผิดปกติโดยสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส หรือความผิดปกติของระบบภูมิคุมกันของรางกายที่สรางภูมิคุมกันขึ้นมาตอตานกันเอง (จุรีรัตนเอกบํารุง , 2546:45)

เมื่อรางกายเกิดภาวะขาดอินซูลินน้ำตาลก็ไมสามารถเขาไปในเซลลเพื่อใหพลังงานไดจึงตกคางในเลือดจนเกิดภาวะปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง สวนเซลลเมื่อไมไดรับน้ำตาลก็ตองหารแหลงพลังงานใหมมาทดแทน จึงหันไปยอยสลายไขมันและโปรตีนเพื่อใหไดพลังงานกระบวนการสลายไขมันในระบบนี้จะทําใหเกิด สารคีโตน (Ketoacidosis) ซึ่งมีฤทธิ์เปนกรดและเปนพิษตอรางกายออกมาดวย ปกติการยอยสลายไขมันและโปรตีน จะเกิดอยางชาๆ ทําใหสารคีโตนในรางกายอยูในปริมาณที่ควบคุมไดแตในกรณีของผูปวยเบาหวานชนิดนี้อัตราการสลายไขมันจะเกิดขึ้นเร็วมาก ทําใหมีสารคีโตนคั่งคางอยูในเลือดจึงเกิดภาวะการคั่งในเลือดของสารคีโตน(Diabetes Ketoacidosis) อาการของภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโตนนั้น คือหายใจหอบลึกเมื่อหายใจออกมาจะมีกลิ่นเหมือนผลไมชีพจรเตนเร็วคลื่นไส-อาเจียน ระดับความรูสึกตัวจะคอยๆ ลดลงถาไมไดรักษาอยางทันทวงทีจะช็อกหมดสติจากภาวะกรดคั่งในเลือดไดอาการที่เกิดขึ้นนี้มักเปนอยางรุนแรงและเกิดขึ้นโดยกะทันหัน

เบาหวานชนิดที่2 คือเบาหวานชนิดที่ไมพึ่งอินซูลิน (Non-Insulin Dependent Diabetes)

เบาหวานชนิดที่ไมพึ่งอินซูลินหรือที่รูจักกันวาเปน “เบาหวานในผูใหญ” เนื่องจากพบไดบอยในผูสูงอายุที่มีอายุมากกวา 40 ปขึ้นไป (ไวกูณฐ สถาปนาวัตร , 2545:50) จะพบวาเปนโรคเบาหวานประมาณ
รอยละ 10 นอกจากอายุแลวกรรมพันธุก็เปนอีกปจจัยหนึ่งที่มีผลตอการเปนเบาหวานชนิดนี้เบาหวานชนิดที่ 2 นี้แมตับออนจะยังสรางอินซูลินไดแตปริมาณที่ไดก็ไมเพียงพอตอความตองการหรืออีกกรณีหนึ่งอาจเกิดจากเซลลรางกายตอตานการทํางานของอินซูลินนั่นแสดงวาตับออน ยังสามารถผลิตอินซูลินไดอยู(กองบรรณาธิการใกลหมอ, 2549:50) ภาวะเชนนี้จึงไมไดทําใหรางกายขาดอินซูลินโดยสิ้นเชิงเหมือนผูที่เปนเบาหวานชนิดที่ 1 ฉะนั้นผูที่เปนเบาหวานชนิดที่ 2 บางรายจึงอาจไมมีอาการแสดงออกของโรคเลย หรืออาจจะมีอาการแบบคอยเปนคอยไป สาเหตุของการหมดสติของผูปวยเบาหวานชนิดนี้ไมไดเกิดจากภาวะกรดคั่งในเลือดแตจะเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาก ทําใหรางกายพยายามขับน้ำตาลออกมาทางปสสาวะจนทําใหผูปวยเสียน้ำมากเมื่อรางกายเกิดภาวะขาดน้ำไตก็ทํางานลดลงเปนผลใหน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอีกเพราะ
รางกายไมสามารถขับออกไปไดผูปวยก็จะหมดความรูสึกลงเรื่อยๆ จนหมดสติและอาจเสียชีวิตได้

อาการและอาการแสดงของโรคเบาหวาน

อาการของผูปวยโรคเบาหวานที่สําคัญและพบไดในระยะแรกที่มักพบไดบอย ๆ ( เทพหิมะทองคําและคณะ ,2544 :47 ) ไดอธิบายอาการของผูปวยเบาหวานไวดังนี้

  1. ปัสสาวะบ่อยมีปริมาณมาก (Polyuria) เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนขีดจำกัดขอไตจะรับได้ กระบวนการกรองน้ำตาลในเลือดที่สู๔งมากออกมาทางปัสสาวะโดยไต ไตนี้จําเปนต้องดึงน้ำออกมาด้วย ดังนั้นผู้ป่วยยิ่งมีระดับน้ำตาลสูงในเลือดสูงเท่าใดก็ยิ่งปัสสาวะบ่อยและบ่อยขึ้นมากเท่านั้น ทำให้ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนหลายครั้ง
  2. คอแห้ง กระหายน้ำ และดื่มน้ำมาก (Polydipsia) เป็นผลมากจากที่ร่างกายเสียน้ำไปจากปัสสาวะบ่อยและมาก จึงเกิดการขาดน้ำอย่างรุนแรงจึงต้องชดเชยโดยการดื่มน้ำบ่อยๆ
  3. น้ำหนักลด ผอมลง (Weight) เมื่อเซลล์ไม่สามารถน้ำกลูโคสไปใช้เป้นพลังงานได้ร่วมกับการขาดน้ำจากการปัสสาวะบ่อยร่างกายก็จะสลายไขมันและโปรตีนที่เก็บสะสมไว้ในเนื้อเยื่อมาใช้เป็นพลังงานแทน จึงทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  4. หิวบ่อยและรับประทานอาหรจุ (Polyphagia) จากการที่ร่างกายมีการสลายเอาเนื้อเยื่อส่วนต่างๆมาใช้จึงทำให้มีภาวะขาดอาหารเกิดขึ้น เพื่อชดเชยต่อภาวะนี้ผู้ป่วยจึงมีอาการหิวบ่อยและและรับประทานอาหารจุ
  5. คันตามตัว ผิวหนัง และบริเวณอวัยวะเพศสืบพันธุ์ สาเหตุอาการคันเกิดขึ้นได้หลายอย่าง เช่น ผิวหนังแห้งเกินไป หรือการอักเสบของผิวหนังซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน
  6. ตาพร่ามัว ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย การที่ตาพร่ามัว สาเหตุอาจเกิดได้หลายประการ คือ อาจเป็นเพราะสายตาสั้นลง หรือระดับน้ำตาลสูงจึงไปคั่งอยู่ในตาอาจะเกิดต้อกระจก เส้นเลือดในตาอุดตันก็ได้
  7. มือชา เท้าชา หมดความรู้สึกทางเพศ เนื่องจากระดับน้ำตาลที่สูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อมบางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย พบได้บ่อยว่าผู้ป่วยที่ละเลยไม่รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ต้น

 

 การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

การตรวจหาเบาหวานนั้น ทําไดดวยการตรวจทางแล็บ โดยแพทยจะสั่งเจาะเลือดและเก็บปสสาวะเพื่อนําไปวิเคราะหซึ่งโดยทั่วไปจะเปนการตรวจหาน้ำตาลและวัดระดับไขมันในเลือดตรวจระดับน้ำตาลใน
ปสสาวะและตรวจระดับฮีโมโกบินเอวันซี

ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดนั้นเป็นวิธีที่จะทําใหเราทราบไดอยางชัดเจนวามีระดับน้ำตาลสูงเพียงใด ซึ่งทําใหทราบวาเปนเบาหวานหรือไมคอนขางที่จะแน่นอน ในคนปกติระดับน้ำตาลในเลือดจะคงที่คือประมาณ 80 – 110 มิลลิกรัม/เดซิลิตรโดยระดับน้ำตาลอนรับประทานอาหารเชาจะมีคาประมาณ 70-115 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เมื่อรับประทานอาหาร อาหารจะถูกยอยสลายเปนน้ำตาลกลูโคสและถูกดูดซึมเขาสูกระแสเลือด ทําใหระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นแตจะไมเกิน 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตรหลังรับประทานอาหาร
เชาแลว 2 ชั่วโมงแตหากตรวจพบระดับน้ำตาลที่สูงเกิน 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตรอยางนอย 2 ครั้งขึ้นไป
ก็จะถืออวาผูนั้นเปน “เบาหวาน”

ตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะ

กรณีที่ตรวจวดระดับน้ำตาลในปสสาวะและพบวามีน้ำตาลปนออกด้วยนั้น ยอยแสดงวาผูนั้นป่วย
เป็นโรคเบาหวาน โดยดูประกอบกับการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกวา 180-200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เหตุที่
เปนเชนนี้เนื่องจากไตของคนเรามีความสามารถกรองน้ำตาลไดประมาณ180-200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ฉะนั้นหากรางกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกวาระดับนี้ไตก็จะไมสามารถกรองน้ำตาลเอาไวไดน้ำตาลสวนที่เกนออกมาเหล่านั้นก็จะถูกกขับออกมากับปสสาวะ ซึ่งตรวจพบไดโดยการทดสอบทางแล็บ

ตรวจระดับไขมันในเลือด

การตรวจเลือดนั้นนอกจากวดระดับน้ำตาลในเลือดแลวยงต้องตรวจวัดระดับของโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรดวามีปริมาณสูงเกินไปหรือไมรวมด้วย

ตรวจหาฮีโมโกบิลเอวันซี (Hb A1 C)

คือการตรวจจํานวนน้ำตาลที่จับอยูกับฮีโมโกบินซึ่งเปนสารโปรตีนชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่นําออกซิเจนเขาสูเซลล การตรวจด้วยวิธีนี้จะใช้หลงการรักษาแลวเพื่อตรวจผลของการควบคุมโรคมาก
กวาตรวจเพื่อหาโรคการตรวจโรคเบาหวานดวยกรรมวิธีตางๆ เหลานี้หากไดผลชัดเจนแลววาผูรับการตรวจป่วยเปนเบาหวาน ผูปวยจะไดรับคําแนะนําใหมาตรวจวัดน้ำตาลในเลือดและตรวจปัสสาวะเป็นประจํา สําหรับเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ที่ตองพึ่งอินซูลิน

 

 โรคความดันโลหิตสูง

 องค์การอนามัยโลกและสมาคมความดันโลหิตสูงนานาชาติ (World HealthOrganization [WHO]/ International Society of Hypertension [ISH]) ได้ให้ความหมาย ความดันโลหิตสูงว่า หมายถึง ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (diastolic bloodpressure) มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท และองค์การอนามัยโลก (WHO, 2004) ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันโลหิตสูง ดังนี้

  1. ความดันโลหิตสูงระดับเล็กน้อย (mild hypertension) ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าระหว่าง 140 – 159 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวมีค่าระหว่าง 90 – 99 มิลลิเมตรปรอท
  2. ความดันโลหิตสูงระดับปานกลาง (moderate hypertension) ระดับความดันขณะโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่า ระหว่าง 160-179 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว มีค่าระหว่าง 100-109 มิลลิเมตรปรอท
  3. ความดันโลหิตสูงระดับรุนแรง (severe hypertension) ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่า มากกว่าหรือเท่ากับ 180 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 110 มิลลิเมตรปรอท

สมาคมความดันโลหิตสูงทวีปยุโรปและสมาคมโรคหัวใจทวีปยุโรป (EuropeanSociety of Hypertension [ESH]/European Society of Cardiology [ESC]) ได้ให้ความหมายของความดันโลหิตสูงว่า หมายถึง ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า130 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า85 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งเกณฑ์ในการระบุความดันโลหิตสูงจะแตกต่างจากองค์การอนามัยโลก(WHO, 2004) ที่ใช้ 140/90 มิลลิเมตรปรอท และได้กำหนดระดับของค่าความดันโลหิตแบ่งเป็นกลุ่มย่อยมากกว่าองค์การอนามัยโลก ดังนี้ (ESH/ESC, 2007)

  1. ความดันโลหิตเหมาะสม (optimal blood pressure) คือ ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าน้อยกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวมีค่าน้อยกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท
  2. ความดันโลหิตปกติ (normal blood pressure) คือ ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าระหว่าง 120-129 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว มีค่าระหว่าง 80-85 มิลลิเมตรปรอท
  3. ความดันโลหิตสูงกว่าปกติ (high normal blood pressure) คือ ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าระหว่าง 130-139 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ระดับความดันโลหิต ขณะหัวใจคลายตัว มีค่า ระหว่าง 85-90 มิลลิเมตรปรอท
  4. ความดันโลหิตสูงเกรด 1 (grade 1 hypertension) ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าระหว่าง 140-159 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว มีค่าระหว่าง90 – 99 มิลลิเมตรปรอท
  5. ความดันโลหิตสูงเกรด 2 (grade 2 hypertension) ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าระหว่าง 160 – 179 มิลลิเมตรปรอท และ/ หรือระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวมีค่าระหว่าง 100 – 109 มิลลิเมตรปรอท
  6. ความดันโลหิตสูงเกรด 3 (grade 3 hypertension) ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 180 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 110 มิลลิเมตรปรอท

นอกจากนี้ในการประชุมครั้งที่ 7 ของคณะกรรมการร่วมแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (Joint National Committee [JNC VII]) ให้ความหมายของหมายความดันโลหิตสูงว่า หมายถึง ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าเท่ากับ หรือมากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอทและ/หรือ ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท โดยวัดอย่างน้อยสามครั้ง ในขณะพักและห่างกันอย่างน้อย 20 นาที จึงจะตัดสินว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เกณฑ์การแบ่งของคณะกรรมการร่วมแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (JNC VII) คล้ายกับการเกณฑ์การแบ่งขององค์การอนามัยโลก แต่การแบ่งมีรายละเอียดต่างกัน ดังนี้ (NIH, 2004)

  1. ระดับความดันโลหิตปกติ (normal blood pressure) คือ ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว น้อยกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวน้อยกว่า 80มิลลิเมตรปรอท
  2. ระดับความดันโลหิตสูงกว่าปกติ (prehypertension) คือ ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าระหว่าง 120-139 มิลลิเมตรปรอท หรือระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวมีค่าระหว่าง 80 – 89 มิลลิเมตรปรอท
  3. ภาวะความดันโลหิตสูงระยะ 1 (stage 1 hypertension) คือ ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าระหว่าง 140-159 มิลลิเมตรปรอท หรือระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวมีค่าระหว่าง 90 – 99 มิลลิเมตรปรอท
  4. ภาวะความดันโลหิตสูงระยะ 2 (stage 2 hypertension) คือ ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 160 มิลลิเมตรปรอท หรือระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 100 มิลลิเมตรปรอท

จะเห็นได้ว่า การให้ความหมายของความดันโลหิตสูงนั้นแตกต่างกัน โดยการให้ความหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO, 2004) และคณะกรรมการร่วมแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (JNC VII) ใช้เกณฑ์ระดับความดันโลหิต 140/90 มิลลิเมตรปรอท แต่สมาคมความดันโลหิตสูงทวีปยุโรป และสมาคมโรคหัวใจทวีปยุโรป (ESH/ESC, 2007) ใช้เกณฑ์ระดับความดันโลหิต 130/85 มิลลิเมตรปรอท รายละเอียดในการแบ่งระดับความดันโลหิตของทั้งสามสถาบันแตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ได้จัดทำแนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป ปี พ.ศ. 2552 โดยยึดหลักการจำแนกระดับความดันโลหิตสูงตามแนวทางของคณะกรรมการร่วมแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (JNC VII) ในการศึกษาครั้งนี้จึงยึดหลักการจำ แนกระดับความดันโลหิตสูงในแนวทางที่อธิบายโดยคณะกรรมการร่วมแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (JNC VII) โดยความดันโลหิตสูง หมายถึง ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท (National Institutes of Health, 2004)

อาการโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบ (silent killer) ที่คุกคามภาวะสุขภาพของมนุษย์เนื่องจากโรคนี้อาจไม่มีอาการหรือมีเพียงเล็กน้อย ประมาณการว่า ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่ทราบเลยว่าตนเองมีภาวะความดันโลหิตสูง จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนมีการทำลายอวัยวะต่างๆ ของร่างกายแล้ว จึงปรากฏอาการแสดงที่เป็นอันตรายคุกคามสุขภาพ (Kaplan, 2002)

โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแต่อย่างใด ผู้ป่วยส่วนน้อยอาจมีอาการปวดมึนท้ายทอยตึงที่ต้นคอวิงเวียนศีรษะ มักจะมีอาการในช่วงตื่นนอนใหม่ๆ และอาการดังกล่าวจะทุเลาลงในช่วงตอนสาย บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะตุบๆ แบบไมเกรนได้ (สุรเกียรติ อาชานุภาพ, 2544a) ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจะมีระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวสูงมาก โดยทั่วไปพบว่าสูงเกิน 140 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับมีการเสื่อมของอวัยวะและอาการที่พบบ่อย คือ อาการทางระบบประสาท คือ มีอาการปวดศีรษะ มึนงง ระดับการรับความรู้สึกเปลี่ยนไปซึม ตาพร่ามัว การมองเห็นผิดปกติหรือมีอาการชัก อาการเฉพาะที่ เช่น อาการผิดปกติของเส้นประสาทสมอง (cranial nerve palsy) การรับความรู้สึกและการเคลื่อนไหวผิดปกติ บางรายมีอาการอ่อนแรงของร่างกายบางส่วน เจ็บหน้าอก มีการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ เนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจโต ทำให้ต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้นและอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอาการของระบบไต พบการเสื่อมการทำหน้าที่ของไต ไตล้มเหลวเฉียบพลัน ปัสสาวะออกน้อยลง

อาจมีปัสสาวะปนเลือด (พิกุล บุญช่วง, 2541; Kaplan, 2002)

จะเห็นได้ว่าโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้สามารถก่อให้ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาได้หลายระบบ การที่จะป้องกันภาวะแทรกซ้อนจำเป็นต้องมีการควบคุมและการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

การรักษาและการควบคุมภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูง

การควบคุมและการรักษาโรคความดันโลหิตสูง เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การให้ยาลดความดันโลหิตสูงและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้ (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; NIH, 2004)

1. การรักษาด้วยยาลดความดันโลหิต ตามแนวปฏิบัติในการประชุมครั้งที่ 7 ของคณะกรรมการร่วมแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (Joint National Committee) กล่าวถึงกลุ่มยาหลักที่สามารถลดความดันโลหิต และลดภาวะแทรกซ้อนได้ดีไว้ 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มยาขับปัสสาวะ(diuretics) กลุ่มยาต้านแคลเซียม (calcium channel blockers [CCBs]) กลุ่มยาต้านการทำงานของเอนไซม์แองจีโอเทนซินคอนเวอร์ติง (angiotensin converting enzyme inhibitors [ACEIs]) กลุ่มยายับยั้งการทำงานของแองจีโอเทนซินรีเซบเตอร์ (angiotensin receptor blockers [ARBs]) และกลุ่มยายับยั้งที่ตัวรับเบตา – อะเดรเนอร์จิก หรือเบตา – บลอกเกอร์ (beta-blockers [BBs]) ยาแต่กลุ่มมีการออกฤทธิ์ ดังนี้ (NIH, 2004)

1.1 กลุ่มยาขับปัสสาวะ (diuretics) เป็นกลุ่มยารักษาโรคความดันโลหิตที่มีประโยชน์และใช้มากที่สุด เพราะมีราคาถูก มีประสิทธิภาพทั้งใช้เดี่ยวและใช้ร่วมกับยาอื่น โดยยาในกลุ่มนี้ที่นิยมใช้ คือ ไทอะไซค์ (thiazides) และอนุพันธุ์ที่ใกล้เคียง(ลูปไดยูรีติก [loop diuretics]เป็นกลุ่มยาขับปัสสาวะที่ออกฤทธิ์ที่หน่วยไตส่วนที่เรียกว่า เฮนเลย์ ลูป [Henle’s loop] และโปตัสเซียม สปาริง ไดยูรีติก [potassium-sparing diuretics] เป็นกลุ่มขับปัสสาวะที่ออกฤทธิ์ที่หน่วยไตส่วน คอเลคติงทูบูล [Collecting tubules]) ยาไทอะไซค์ จะเพิ่มการผลิตน้ำปัสสาวะ ยับยั้งการดูดซึมโซเดียมและคลอไรด์กลับเข้าเซลล์ท่อไตและกระแสโลหิต ทำให้เกลือและน้ำถูกขับออกจากร่างกาย อาการไม่พึงประสงค์ของการใช้กลุ่มยาขับปัสสาวะ คือ การใช้ยาไทอะไซค์ ขนาดสูงกว่า25 มิลลิกรัม พบว่า อัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น และจะทำให้มีอาการข้างเคียงเพิ่มขึ้นและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการข้างเคียงต่อระบบเมตาบอลิซึม (metabolic sideeffect) ได้แก่ ไขมันในเลือดสูง โปตัสเซียมในเลือดต่ำ (hypokalemia) เกิดโรคเก๊าท์จากกรดยูริกในเลือดสูง (hyperuricemia) และระดับน้ำตาลในเลือดสูง อาการข้างเคียงอื่นๆ เมื่อใช้ยาไทอะไซค์ได้แก่ ปากแห้ง กระหายน้ำ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจสั่นและมีผื่นแดง กล้ามเนื้อเป็นตะคริว และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ยากลุ่มลูปไดยูรีติก (loop diuretics) ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเกี่ยวกับระบบเมตาบอลิซึมคล้ายคลึงกับยาไทอะไซค์ ยกเว้นผลต่อการขับแคลเซียมจะตรงข้ามกัน(ไทอะไซค์ ลดการขับแคลเซียม) และระวังพิษต่อหู การใช้ยาขับปัสสาวะ 2 กลุ่มนี้ร่วมกับยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) จะมีปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interaction) ทำให้ยาขับปัสสาวะไม่มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะที่สงวนโปตัสเซียม ห้ามใช้ในผู้ที่ไตบกพร่อง (คณาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา, 2545; พิสิฐ วงค์วัฒนะ, 2547; harles, 2005; NIH,2004)กลุ่มยาต้านแคลเซียม (CCBs) ยากลุ่มนี้มีผลยับยั้งการนำแคลเซียมเข้าสู่เซลล์ จึงยับยั้งการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด มีผลให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้ความต้านทานของหลอดเลือดลดลง หัวใจเต้นช้าลง ระดับความดันโลหิตจึงลดลง อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยากลุ่มนี้ คือ อาการมึนงง ความดันโลหิตต่ำ ปวดศีรษะ ร้อนวูบวาบ การรับสัมผัสของนิ้วมือผิดปกติ และคลื่นไส้ บวมตามอวัยวะส่วนปลาย อาการข้างเคียงที่พบไม่บ่อย ได้แก่ มีผื่นแดงง่วงนอน (คณาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา, 2545; พิสิฐ วงค์วัฒนะ, 2547; Charles, 2005)

1.2 กลุ่มยาต้านการทำงานของเอนไซม์แองจีโอเทนซินคอนเวอร์ติง (ACEIs)ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แองจีโอเทนซินคอนเวอร์ติง (AngiotensinConverting Enzyme [ACE]) โดยทำให้การสร้าง แองจิโอเทนซินทู (angiotensin II) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงมากถูกยับยั้ง ความดันโลหิตจึงลดลงเนื่องจากแรงต้านทานหลอดเลือดส่วนปลายลดลง จึงส่งผลทำให้ความดันโลหิตลดลง การลดลงของแรงต้านทานหลอดเลือดส่วนปลายนี้ไม่มีผลปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจ และอัตราการเต้นของหัวใจ นอกจากนั้นเนื่องจาก ACE เป็นเอ็นไซม์ตัวเดียวกันกับที่ใช้ในการทำลาย แบรดดีไคนิน (bradykinin) ดังนั้นยาในกลุ่ม ACEIs จึงมีผลลดการทำลาย แบรดดีไคนิน (bradykinin) อีกด้วยซึ่งผลดังกล่าวจะเสริมฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตมากยิ่งขึ้น เพราะแบรดดีไคนิน (bradykinin) เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์แรงในการทำให้หลอดเลือดขยายตัว และ แบรดดีไคนิน (bradykinin) ยังมีผลกระตุ้นที่เบต้า-อะเดรเนอร์จิก รีเซบเตอร์ (β2-adrenergic receptor ) บริเวณผนังหลอดเลือด (endothelium) ทำให้เพิ่มการสร้างไนตริกออกไซด์ (nitric oxide) และโพรสตาไซคลิน (prostacyclin [PGI2]) ซึ่งสารทั้งสองมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด ยิ่งไปกว่านั้นการยับยั้ง ACEยังมีผลลดการทำลายของ โพรสตาแกรนดิน (prostaglandin E2 [PGE2]) ที่มีฤทธิ์ในการขยายตัวของหลอดเลือดเช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่ยาในกลุ่ม ACEIs สามารถยับยั้งการสร้างแองจิโอเทนซินทู(Angiotensin II) ลดการทำลาย แบรดดีไคนิน (bradykinin) และเพิ่มปริมาณของ โพรสตาแกรนดิน(PGE2) โพรสตาไซคลิน (PGI2) และไนตริกออกไซด์ (nitric oxide) จึงส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดและลดการหลั่งอัลโดเทอโรน (aldosterone) ซึ่งผลโดยรวมคือทำให้ความดันโลหิตลดลงอาการ ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยากลุ่มนี้ คือ อาการไอแห้ง (dry cough) พบบ่อยที่สุดโดยเฉพาะในคนไทย พบได้ถึง ร้อยละ 20 เกิดจากแบรดดีไคนิน (bradykinin) สะสมมากขึ้นเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบน้อยแต่รุนแรงถึงชีวิตได้ คือ แองจิโออีดีมา (angioedema โดยเป็นการแพ้ชนิดหนึ่ง เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดภายในผิวหนัง ทำให้น้ำเหลืองซึมผ่านออกมาจากเส้นเลือดไปสะสมอยู่ในผิวหนังชั้นลึก จึงมีลักษณะเป็นผื่นบวม) (คณาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา,2545; พิสิฐ วงค์วัฒนะ, 2547; Charles, 2005)

1.3 กลุ่มยายับยั้งการทำงานของแองจีโอเทนซินรีเซบเตอร์ (Angiotensin receptorblockers [ARBs]) เป็นยากลุ่มล่าสุดที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง ที่มีลักษณะและการออกฤทธิ์เหมือนกับ ACEIs ยกเว้นไม่มีอาการไม่พึงประสงค์ คือ ไอแห้งๆ เนื่องจากการศึกษาที่เกี่ยวกับการป้องกันหัวใจและไตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงยังมีน้อย จึงควรเลือกยากลุ่มนี้เฉพาะในรายที่มีข้อบ่งใช้ยากลุ่ม ACEIs แต่ผู้ป่วยไม่สามารถทนต่ออาการไม่พึงประสงค์ของยา ACELs ได้ อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยากลุ่มนี้ คือ เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ตาพร่า ปวดศีรษะ นอนไม่หลับท้องเดิน อ่อนแรง (คณาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา, 2545; พิสิฐ วงค์วัฒนะ, 2547; Charles, 2005)

1.4 กลุ่มยายับยั้งที่ตัวรับเบตา-อะเดรเนอร์จิก หรือ เบตา-บลอกเกอร์ (Beta -blockers [BBs]) เป็นกลุ่มยารักษาโรคความดันโลหิตสูงที่มีประโยชน์และใช้อย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับยาขับปัสสาวะ เพราะปลอดภัย ราคาถูก มีประสิทธิภาพทั้งใช้เพียงชนิดเดียวและใช้ร่วมกับกลุ่มอื่น แต่ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพลดลงในคนเชื้อชาติผิวดำ ผลของยาจะยั้บยั้ง เบต้า-อะเดรเนอร์จิก รีเซบเตอร์ (β-adrenergic receptor) ส่งผลต่อการควบคุมระบบไหลเวียนโลหิตด้วยกลไกหลายอย่าง ได้แก่ ลดการบีบตัว และลดปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจ (cardiac output [CO])ลดการหลั่งเรนนินที่ไต จึงลดระดับ แองจิโอเทนซิน II (angiotensin II) มีผลให้ความดันโลหิตลดลง อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่ 1) อาการจากการยั้บยั้งเบต้า-อะเดรเนอร์จิกรีเซบเตอร์ (β-adrenergic receptor) เช่น ผนังหลอดเลือดหดตัว ซึ่งต้องระวังในผู้ป่วยหัวใจบกพร่องผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดส่วนปลายผิดปกติ เพราะจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น การใช้ยากลุ่มนี้จะต้องกินยาต่อเนื่อง การหยุดยาทันทีอาจเกิดภาวะถอนยา ได้แก่ กระวนกระวายตกใจง่าย (nervoursness) หัวใจเต้นเร็ว (tachcycardia) เพิ่มความรุนแรงของการเจ็บหน้าอก(angina) หรือเพิ่มความดันโลหิต 2) อาการที่ไม่เกี่ยวกับการยั้บยั้งที่ เบต้า-อะเดรเนอร์ จิกรีเซบเตอร์(β-adrenergic receptor) ได้แก่ ท้องเดิน (diarrhea) ท้องผูก (constipation) คลื่นไส้ (nausea) และอาเจียน (vomiting) (คณาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา, 2545; พิสิฐ วงค์วัฒนะ, 2547; Charles, 2005)นอกจากนี้ยังมียากลุ่มอื่นๆ ที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ กลุ่มยา

1.5 กลุ่มยาขยายหลอดเลือดโดยตรง (direct vasodilators) เช่น ไฮดราลาซีน(hydralazine) ซึ่งมีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดแดงทำให้แรงต้านทานของหลอดเลือดลดลง ส่งผลให้แรงดันหัวใจทำงานลดลง ไฮดราลาซีนเหมาะสำหรับใช้เป็นยาเสริมการรักษาความดันโลหิตสูงโดยใช้ร่วมกับยาลดความดันโลหิตชนิดอื่นๆ เช่น ยายับยั้งที่ศูนย์เบตา-อะเดรเนอร์จิก หรือเบต้า-บล็อกเกอร์ และยาขับปัสสาวะ การให้ยาเหล่านี้ร่วมกัน ยาจะออกฤทธิ์เสริมกันทำให้ได้ผลในการลดความดันโลหิตด้วยขนาดยาต่ำ นอกจากนั้น อาการไม่พึงประสงค์ของยาแต่ละชนิดก็จะลดน้อยลง อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยานี้ คือ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินหัวใจเต้นเร็ว และปวดหน้าอก (คณาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา, 2545; พิสิฐ วงค์วัฒนะ, 2547)

1.6 กลุ่มยายับยั้งที่ศูนย์แอลฟา – อะเดรเนอร์จิก หรือแอลฟา – บลอกเกอร์ (Alpha -adrenergic blocking agents) ยากลุ่มนี้จะจับกับ แอลฟารีเซบเตอร์ (alpha receptors) แล้วขัดขวางการออกฤทธิ์ของ ซิมพาโตมิเมติก เอมิน (sympathomimetic amines) ทำให้ระดับความดันโลหิตลดลง ยาในกลุ่มนี้ เช่น เมทิลโดพา (methyldopa) ซึ่งมักใช้ร่วมกับยาลดความดันโลหิตชนิดอื่นๆอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาในกลุ่มนี้ เช่น หัวใจเต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะและอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวใจ (anginal pain) อาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อาการทางทางเดินระบบอาหารอาจพบปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และอาจทำให้อาการของโรคแผลในกระเพาะอาหารเป็นรุนแรงขึ้นได้ จึงควรระวังการใช้ในคนที่มีโรคหัวใจหรือโรคกระเพาะอาหาร (คณาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา, 2545; พิสิฐ วงค์วัฒนะ, 2547; Charles, 2005)

การรักษาด้วยยาจะเริ่มต้นด้วยการรักษาด้วยยาเพียงชนิดเดียว หากไม่ได้ผลอาจให้ยา 2 – 3 ชนิดร่วมกันได้ (คณาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา, 545; สุรเกียรติ อาชานุภาพ, 2544a) และควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการรักษาด้วยยา (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย,2551; ESH/ESC, 2007; NIH,2004)

2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถทำได้ในผู้ป่วยทุกราย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะสามารถช่วยชะลอการเป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นการลดปัจจัยเสี่ยงและช่วยลดความดันโลหิต ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้ยาลดความดันโลหิต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถทำได้โดยการควบคุมน้ำหนัก การใช้อาหารเพื่อการควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง (Dietary Approachto Stop Hypertension [DASH diet]) การออกกำลังกาย การงดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ การงดสูบบุหรี่หรืองดอยู่ในสถานที่มีควันบุหรี่ การลดความเครียด และการรับประทานยาตามแพทย์สั่งและการไปตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; NIH, 2004; RNAO, 2005)

2.1 การควบคุมน้ำหนัก สามารถลดลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เนื่องจากการศึกษาของ โบเกอร์ (Boger, 2007) พบว่า ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับมีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงถึง ร้อยละ 49 เทียบกับผู้มีภาวะอ้วนที่ไม่มีภาวะความดันโลหิต ซึ่งมีความเสี่ยงต่อหัวใจและโรคหลอดเลือดเพียง ร้อยละ 17การควบคุมน้ำหนักให้ดัชนีมวลกาย (Body mass index) อยู่ในช่วง 18.5-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตรหรือการลดน้ำหนัก โดยการลดน้ำหนักตัว 10 กิโลกรัม จะสามารถลดความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวได้ 5 – 20 มิลลิเมตรปรอท (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; National Institutesof Health, 2004; RNAO, 2005) จากการศึกษาของ บลูเมนทอล และคณะ(Blumental et al, 2000)เรื่องผลของการออกกำลังกาย และ การลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงระดับเล็กน้อย(mild hypertension) ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบเมตาบอลิซึม และระบบการไหลเวียนโลหิต โดยทำการทดลอง 3 กลุ่ม พบว่า กลุ่มที่ควบคุมอาหารสามารถลดระดับความดันโลหิตได้ 7-5 มิลลิเมตรปรอท ขณะที่กลุ่มออกกำ ลังกายสามารถลดระดับความดันโลหิตได้4 มิลลิเมตรปรอท ส่วนในกลุ่มควบคุมไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความดันโลหิต การควบคุมน้ำหนักสามารถทำ ได้โดยการจำกัดปริมาณอาหารที่กินให้มีแคลอรีน้อยกว่า 2000 แคลอรีต่อวัน(NHLBI, 2006) หลักสำคัญ คือ การรับประทานอาหารเพื่อให้ได้ปริมาณและคุณค่าอย่างเพียงพอสารอาหารต่างๆ และพลังงานที่ได้รับควรจะสมดุลกัน (Kokkinos et al., 2000) จะเน้นการรับประทานอาหารประเภทผักผลไม้ อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน (1 ส่วน เท่ากับ ผักดิบ 1 ถ้วยตวง หรือผักลวก ½ ถ้วยตวง ผลไม้อบแห้ง ผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้ หรือผลไม้ขนาดกลาง 1 ผล) ข้าวซ้อมมือหรือธัญพืชต่างๆรับประทานอย่างน้อยวันละ 6 – 8 ส่วน (1 ส่วน เท่ากับ ขนมปัง 1 แผ่น หรือข้าวหุงสุก เส้นพาสตาสุก ½ ถ้วยตวง) ดื่มนมพร่องมันเนย ไขมันและน้ำมันรับประทาน อย่างน้อย วันละ 2-3 ส่วน (1 ส่วนเท่ากับ นมหรือโยเกิร์ต 1 แก้ว หรือ ชีส 1½ ออนซ์ หรือน้ำมันพืชหรือเนยเหลว 1ช้อนชา มายองเนส 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำสลัด 2 ช้อนโต๊ะ) ทั้งควรรับประทาน ถั่ว เมล็ดพืชแห้ง 4 – 5ส่วนต่อสัปดาห์(1 ส่วน เท่ากับ ถั่ว 1/3 ถ้วยตวง หรือเนยถั่วและเมล็ดพืชแห้ง 2 ช้อนชา) และรับประทานขนมหวานหรือน้ำตาลทรายให้น้อยกว่า 5 ส่วนต่อสัปดาห์ (1 ส่วน เท่ากับ น้ำตาลทรายเยลลี่หรือแยมผลไม้ 1ช้อนชา เจลาตินหรือเชอร์เบิต ½ ถ้วยตวง หรือ น้ำมะนาว 1 แก้ว) ที่สำคัญต้องรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ (Kokkinos et al., 2000)

2.2 การใช้อาหารเพื่อการควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง (Dietary Approach to Stop Hypertension [DASH diet]) สามารถลดระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic bloodpressure) ได้ 8 – 14 มิลลิเมตรปรอท โดยหลักในการรับประทาน DASH diet (Dietary Approach toStop Hypertension) ได้แก่ (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; NIH, 2004; RNAO,2005)

2.2.1 รับประทาน ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด เนื่องจากมีใยอาหาร (fiber) สูงใยอาหารจะรวมตัวกับน้ำดีที่ร่างกายหลั่งออกมา ช่วยในการย่อยและดูดซึมไขมัน ทำให้น้ำดีไม่มีโอกาสถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายได้อีก น้ำ ดีจึงถูกสร้างขึ้นใหม่ที่ตับ ส่งผลให้มีการใช้โคเลสเตอรอลในร่างกายมากขึ้น ทำให้โคเลสเตอรอลที่สะสมอยู่ในร่างกายลดน้อยลง (Bhatt et al.,2007) และจากการทำอภิมานงานวิจัย (meta-analysis) ของ เวลตัน และคณะ (Whelton et al., 2005)เรื่องผลของการรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร จำนวน 25 วิจัยพบว่า การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารประมาณ 14 กรัมต่อวัน สามารถลดระดับความดันขณะหัวใจบีบตัว และระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว เฉลี่ยได้ 1.15 และ 1.65 มิลลิเมตรปรอทตามลำดับ นอกจากนี้อาหารจำพวกธัญพืช ได้แก่ เม็ดเดือย งา ถั่วเมล็ดแห้ง (ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลิสง ฯลฯ) เป็นต้น จะมีแมกนีเซียมสูง ซึ่งแมกนีเซียมมีส่วนควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ การที่กล้ามเนื้อหดตัวจะเป็นผลจากแคลเซียมเคลื่อนเข้าภายในเซลล์กล้ามเนื้อ และแมกนีเซียมจะจับกับแคลเซียมเพื่อให้แคลเซียมสามารถไหลออกมาจากเซลล์ ส่งผลให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อแมกนีเซียมจึงเป็นตัวยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด และมีบทบาทในการขยายตัวของหลอดเลือด ซึ่งมีผลต่อระดับความดันโลหิต (Bhatt et al., 2007) ผลไม้ประเภท ส้มกล้วย องุ่น ลูกเกด จะมีโปตัสเซียมสูง ซึ่งโปตัสเซียมสามารถลดความดันโลหิต เนื่องจากโปตัสเซียมจะช่วยขับปัสสาวะ ยับยั้งการหลั่งเรนนินจากไต และช่วยลดแรงต้านทานหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งจะเป็นการช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้ (Bhattet al., 2007; Davis & Sherer, 1996)

2.2.2 ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมัน ได้แก่ อาหารมัน ของทอด อาหารมันอาหารใส่กะทิลดการบริโภคอาหาร อาหารประเภทที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น ขาหมู หมูสามชั้น ไข่แดงควรรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น ประกอบอาหารด้วยน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน เป็นต้น (Bhatt et al., 2007) รับประทานเนื้อปลาแทนเนื้อสัตว์เนื่องจากการศึกษาของ แอปเปิลบาย และคณะ (Appleby et al., 2002) ซึ่งศึกษาภาวะความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตในกลุ่มผู้บริโภคเนื้อสัตว์ กลุ่มผู้บริโภคเนื้อปลา กลุ่มเจและกลุ่มมังสวิรัติ พบว่ากลุ่มผู้บริโภคเนื้อปลามีระดับความดันโลหิตต่ำกว่ากลุ่มผู้บริโภคเนื้อสัตว์

2.2.3 การจำกัดเกลือโซเดียมในอาหาร ลดอาหารเค็มและอาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม ซอส น้ำปลา ผงชูรส ลดการรับประทานเกลือโซเดียมให้น้อยกว่า 100 มิลลิโมลต่อวัน (2.4 กรัมโซเดียม หรือ 6 กรัมของโซเดียมคลอไรด์ หรือประมาณ1ช้อนชา) สามารถลดความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure)ได้ 2 – 8 มิลลิเมตรปรอท (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; RNAO, 2005; NIH, 2004) เนื่องจากโซเดียมจะทำให้มีการคั่งของน้ำในร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณเลือดมากขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น และยังทำให้แรงตึงตัวของผนังหลอดเลือดแดงสูงขึ้น ทำให้ระดับความดันไดแอสโตลิคสูงขึ้น ฉะนั้นการลดหรือจำกัดโซเดียมจะมีผลทำให้ระดับความดันโลหิตลดลง ทำให้มีการคั่งของปริมาณน้ำนอกเซลล์และปริมาณเลือดลดลง ซึ่งจะช่วยลดการทำงานของหัวใจ (Bhatt et al., 2007) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ แซ็กซ์ และคณะ (Sacks et al., 2001)ที่พบว่าการจำกัดโซเดียมที่รับประทานไม่ให้เกินวันละ 50 มิลลิโมลต่อวัน (1.2 กรัมโซเดียม หรือ 3กรัมของโซเดียมคลอไรด์ หรือประมาณ ½ ช้อนชา) ร่วมกับการใช้ DASH diet (อาหารพวกผักผลไม้ ถั่วเนื้อปลา และลดอาหารที่มีไขมันสูง)ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและในผู้ที่ไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง สามารถลดความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวได้ 11.5 และ 7.1 มิลลิเมตรปรอท ตามลำดับ

2.3 การออกกำลังกาย ควรทำควบคู่กับการควบคุมน้ำหนัก ชนิดของการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง คือ การออกกำลังกายแบบ ไอโซโทนิค (isotonicexercise) ซึ่งเป็นการออกกำลังที่มีการหดตัวของกล้ามเนื้อ ชนิดที่ความยาวของกล้ามเนื้อมีการเปลี่ยนแปลง และอวัยวะมีการเคลื่อนไหว หรือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก โดยทำอย่างสม่ำเสมอ ความหนักของการออกกำลังกายอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 60 – 70 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) (NIH, 2004; RNAO, 2005) เนื่องจากการศึกษาของ บลูเมนทอล และคณะ พบว่าความหนักของการออกกำลังกายระดับสูงสุด ไม่มีประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิต(Blumental et al., 2000; RNAO, 2005) การออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อการลดระดับความดันโลหิต คือ การออกกำลังกายที่เน้นการเคลื่อนไหวของร่างกายท่อนล่าง เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยาน การวิ่ง เป็นต้น การออกกำลังกายประเภทดังกล่าว อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถลดความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวได้ 4 – 9 มิลลิเมตรปรอท (สมาคมความดัน

โลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; NIH, 2004; RNAO, 2005) ถ้าไม่มีเวลาออกกำลังกายควรเดินให้ได้วันละ 10,000 ก้าว (กรมอนามัย, 2550) สิ่งที่ควรระวังในการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง คือ ไม่ควรออกกำลังกายแบบไอโซเมตริก (isometric exercise) คือ การออกกำลังกายชนิดนี้มีการหดตัวของกล้ามเนื้อ ชนิดที่ความยาวของกล้ามเนื้อคงที่ แต่มีการเกร็งหรือตึงตัว(tension) ของกล้ามเนื้อเพื่อต้านกับแรงต้านทาน ดังนั้น เมื่อมีการออกกำลังกายชนิดนี้ อวัยวะต่างๆจึงไม่มีการเคลื่อนไหวแต่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อในลักษณะออกแรงเต็มที่ในระยะสั้นๆ เช่น ออกแรงดันผนังกำแพง ออกแรงบีบวัตถุหรือกำหมัดไว้แน่น การทำหกกบหรือท่าออกกำลังกายอื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือ เอามือดันพื้นแล้วออกแรงกดดันลง เป็นต้น ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เพราะมีผลทำให้หลอดเลือดหดตัว เพิ่มการทำงานของหัวใจอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น (Roy, 2009)

2.4 การงดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 2 แก้ว/วันในผู้ชาย (เอทานอล 30 กรัม/วัน เช่น เบียร์ 720 มิลลิลิตร ไวน์ 300 มิลลิลิตร วิสกี้ที่ยังไม่ผสม 90มิลลิลิตร) และไม่เกิน 1 แก้ว/วันในผู้หญิง และผู้มีน้ำหนักน้อย สามารถลดความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) 2 – 4 มิลลิเมตรปรอท (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; NIH, 2004; RNAO, 2005) จากการศึกษาของ ซิน และคณะ (Xin et al., 2001) พบว่าการลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์จะสามารถลดความดันโลหิตลงได้ 3.56 มิลลิเมตรปรอท และการศึกษาของ บีลีน และคณะ (Belin et al., 1996) พบว่า การดื่มเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์เกินปริมาณ1 ออนซ์ต่อวัน สามารถป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองได้เนื่องจากแอลกอฮอล์จะมีผลทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น แต่หากดื่มเกินปริมาณที่กำหนดจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น นอกจากนี้การศึกษาของ สแตรงค์ และคณะ(Stranges et al., 2004) พบว่า ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่รับประทานอาหารมีความเสี่ยงทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น อีกทั้งผู้ที่มีภาวะอ้วนและรับประทานยาคุมกำเนิดจะทำให้หลอดเลือดขยายมากขึ้น และทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นด้วย

2.5 การงดสูบบุหรี่หรืองดการอยู่ในสถานที่มีควันบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่ ทำให้มีการหลั่งสารเคทีโครามีนมากขึ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ส่งผลต่อระดับความดันโลหิตนอกจากนี้ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ร่างกายจะต้านการรักษาด้วยยาโดยทำให้การดูดซึมยาไม่ดี ส่งผลให้การรักษาไม่มีประสิทธิภาพ (Kaplan, 2002) ผู้ที่งดสูบบุหรี่ได้เป็นเวลา 1 ปี จะสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้ ร้อยละ 50 และเมื่องดสูบบุหรี่ได้เป็นเวลามากกว่า 10 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; NIH, 2004; RNAO, 2005)

2.6 การจัดการความเครียด แม้ว่าภาวะเครียดจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง แต่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น เนื่องจากมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่มีผลต่อการหดตัวของหลอดเลือดมีผลทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้ผู้ที่มีโรความดันโลหิตสูงสามารถจัดการเกี่ยวกับความเครียดที่เกิดขึ้น ด้วยการทำกิจกรรมที่ลดวามเครียด การพักผ่อนให้เพียงพอ การจัดการด้านอารมณ์อย่างเหมาะสม จึงจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; NIH, 2004; RNAO, 2005)

2.7 การรับประทานยาตามแพทย์สั่งและการไปตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่จำเป็น ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด และผู้ป่วยมีระดับความดันโลหิตตามเป้าหมายที่วางไว้ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องได้รับการนัดติดตามระดับความดันโลหิต เพื่อรับทราบผลการรักษา ทั้งการรักษาด้วยยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กระทำควบคู่ไปด้วย การไปตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ยังเป็นการแสดงถึงความตั้งใจ ความสนใจ การรับรู้ในสุขภาพของผู้ป่วย(NIH, 2004; RNAO, 2005)

จะเห็นได้ว่าการรักษาโรคความดันโลหิตสูงนั้น เป้าหมายของการรักษา คือ การลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ คือ ระดับความดันโลหิตที่ต่ำกว่า140/90 มิลลิเมตรปรอท สำหรับผู้ป่วยอายุน้อย ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย และผู้ป่วยหลังเป็นอัมพฤกษ์/อัมพาตให้ระดับความดันโลหิตต่ำกว่า 130/90มิลลิเมตรปรอท (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2551; NIH, 2004) เมคเค และเมนซาท์(Mackay & Mensah, 2004) รายงานว่าการที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตที่สูงได้ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองขึ้น 2 เท่าต่อการเพิ่มขึ้นทุก 20 มิลลิเมตรปรอทของค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว หรือทุก 10 มิลลิเมตรปรอทของค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว ฟรายเดย์และคณะ (Friday et al., 2002) ได้ทำการศึกษาติดตามผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ในรัฐเพ็นซิลวาเนีย (Pennsylvania) ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นระยะเวลา 4 ปี พบว่าการควบคุมระดับความดันโลหิต โดยควบคุมระดับความดันขณะหัวใจคลายตัวให้ต่ำกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท นอกจากจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดซ้ำได้ ร้อยละ 50 สอดคล้องกับการศึกษาของ โรเจอร์ และคณะ (Rodgers etal., 1996) ที่ศึกษาผู้ป่วยที่มีประวัติสมองขาดเลือดมาเลี้ยงชั่วคราว (Transient Ischemic Attack[TIA] และอาการอัมพาตเล็กน้อยในประเทศนิวซีแลนด์พบว่า การลดความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวโดยเฉลี่ย 10 มิลลิเมตรปรอท จะช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ร้อยละ 34 และการลดระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวโดยเฉลี่ย 5 มิลลิเมตรปรอท จะทำให้ความเสี่ยงลดลง ร้อยละ 28 จะเห็นได้ว่าการที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้นั้นจะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคความดันโลหิตสูง คือ โรคหลอดเลือดสมอง

 

โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease [CVD] หรือ Stroke) เป็นโรคทางระบบประสาทที่กำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก ซึ่งต้องให้การควบคุมและป้องกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดอัตราการตายและการทุกข์ทรมานจากความพิการจากโรคนี้

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความหมายของโรคหลอดเลือดสมองว่า เป็นภาวะรบกวนหน้าที่การทำงานของสมอง ซึ่งเป็นแบบบางส่วนหรือทั้งสมอง ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีอาการคงอยู่มากกว่า 24 ชั่วโมง จนกระทั่งเป็นสาเหตุไปสู่การเสียชีวิตได้ โดยสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงสมอง (Markus, 2003)

สถาบันโรคทางระบบประสาทและโรคหลอดเลือดสมองแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (National Institute of Neurological Disorder and Stroke [NINDS]) ได้ให้คำจำกัดความโรคหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disease) ว่าเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อสมองขาดเลือดมาเลี้ยงหรือมีเลือดออกในสมอง อาจเกิดจากพยาธิสภาพที่หลอดเลือดเส้นเดียวหรือมากกว่า

โดยความผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงชั่วคราวหรืออย่างถาวรก็ได้ (NINDS, 2009a)

จะเห็นได้ว่า คำจำกัดความขององค์การอนามัยโลกไม่ได้ครอบคลุมภาวะสมองขาดเลือดมาเลี้ยงชั่วคราว (TIA) ซึ่งอาการและอาการแสดงเกิดขึ้นและหายไปใน 24 ชั่วโมง (ปิยะภัทรพัชราวิวัฒน์พงษ์, 2548

ประเภทของโรคหลอดเลือดสมอง

 โรคหลอดเลือดสมองสามารถแบ่งตามลักษณะอาการทางคลินิกได้ดังนี้ คือ 1) สมองขาดเลือดมาเลี้ยงชั่วคราว (TIA) 2) สมองขาดเลือดชั่วคราวที่มีความบกพร่องทางระบบประสาทนานเกิน 24 ชั่วโมงแต่สามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ (reversible ischemic neurologic eficit[RIND]) 3) โรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการคงที่แล้ว (complete Stroke) และ 4) โรคหลอดเลือดสมองที่มีการดำเนินของโรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการเปลี่ยนแปลง (Stroke in evolution;Progressive Stroke) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. สมองขาดเลือดมาเลี้ยงชั่วคราว (TIA) เป็นภาวะที่มีความผิดปกติของระบบประสาทเฉียบพลัน เนื่องมาจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วขณะส่วนใหญ่เกิดขึ้นประมาณ 5 – 10 นาทีและหายเป็นปกติได้ภายใน 24 ชั่วโมง มักมีสาเหตุมาจากการมีสิ่งอุดกั้น (emboli) หลุดลอยออกไปจากหัวใจและหลอดเลือดไปอุดแขนงของหลอดเลือดสมอง หรือเกิดจากหลอดเลือดที่ตีบตัน(thrombosis) ทำให้การไหลเวียนเลือดบริเวณสมองไม่เพียงพอ และเวลาต่อมาอาจมีการไหลของเลือดผ่านหลอดเลือดที่ตีบแคบนั้นได้ (CDC, 2004) ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มอาการใหญ่ตามหลอดเลือดที่เกิดพยาธิสภาพ คือ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวเนื่องจากหลอดเลือดแคโรทิด (carotid TIA) และ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวเนื่องจากหลอดเลือดเวอทีโบรบาซิลา (vertebrobasilar TIA) โดยมีอาการและอาการแสดงดังนี้ (Markus, 2003)

1.1 ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวเนื่องจากหลอดเลือดแคโรทิด (carotid TIA) ผู้ป่วยจะมอาการแขน ขา และหน้าอ่อนแรงหรือชา ด้านตรงข้ามกับรอยโรคของสมอง มีความผิดปกติของการพูด การใช้ภาษา หรือความเข้าใจภาษา (aphasia) (ในกรณีสมองซีกซ้าย หรือซีกเด่นเสีย) ไม่สนใจ หรือละเลยร่างกายด้านตรงข้ามกับรอยโรค (ในกรณีสมองซีกขวา หรือซีกด้อยเสีย) และมีอาการทางสายตา เช่น ตาบอดชั่วคราว (amaurosis fugax) หรือตามองไม่เห็นครึ่งซีก (homonymoushemianopsia

1.2 ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวเนื่องจากหลอดเลือดเวอทีโบรบาซิลา(vertebrobasilar TIA) ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะ (vertigo) คลื่นไส้อาเจียน ตามองไม่เห็นครึ่งซีก(homonymous hemianopsia) มีความผิดปกติของการกลอกตา ตากระตุก (nystagmus) มองเห็นภาพซ้อน เดินเซ (ataxia) พูดลำบาก (dysarthria) มีอาการอ่อนแรงหรือชาของแขน ขา อาจจะเป็นซีกเดียวหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้ นอกจากนี้อาจพบความผิดปกติของก้านสมองและสมองเล็ก

2. สมองขาดเลือดชั่วคราวที่มีความบกพร่องทางระบบประสาทนานเกิน 24 ชั่วโมงแต่สามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ (RIND) ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการผิดปกติปรากฏอยู่นานประมาณ24 – 72 ชั่วโมง หรืออาจถึง 1 สัปดาห์ แล้วจะกลับมาเป็นปกติใหม่ อาการขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพสาเหตุไม่แน่ชัด อาจเกิดจากการควบคุมการไหลเวียนโลหิตผิดปกติชั่วคราว ทำให้เนื้อสมองขาดเลือดเป็นบริเวณเล็กๆในส่วนเนื้อสมองที่อยู่ลึกลงไป ภาวะนี้มีโอกาสเกิดเนื้อสมองตายมากกว่าคนปกติถึง 6 เท่า

3. โรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการคงที่แล้ว (complete stroke) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นอย่างคงที่ โดยไม่แย่ไปกว่าเดิม อาการของโรคอยู่ตัวแล้ว (stable stroke) ไม่มีการบวมเพิ่มขึ้นของสมองรอบรอยโรคนั้น เป็นระยะที่พบในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองส่วนใหญ่

4. โรคหลอดเลือดสมองที่มีการดำเนินของโรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการเปลี่ยนแปลง (stroke in evolution; progressive Stroke) หมายถึง ความผิดปกติทางระบบประสาทที่อาการดำเนินไปเรื่อยๆ หลังจากสังเกตอาการได้ระยะหนึ่งแล้ว สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขาดเลือด (infraction) กลไกที่เชื่อว่าเป็นไปได้มาก คือ มีการอุดตันของเส้นเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าเป็นกรณีที่หลอดเลือดแตก อาจเกิดจาการแตกซ้ำ

สาเหตุและอาการของโรคหลอดเลือดสมอง

สาเหตุการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสามารถแบ่งตามลักษณะพยาธิสภาพได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ โรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากการขาดเลือด (infarction หรือ ischemic stroke) และโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากเลือดออก (hemorrhagic stroke) โดยมีสาระสำคัญดังนี้ (ศิริพันธุ์ คงสวัสดิ์, 2549; สุรเกียรติ อาชานุภาพ, 2544b; Markus, 2003)

  1. โรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากการขาดเลือด (infarction หรือ ischemic stroke) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ ประมาณร้อยละ 70 – 80 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด ลักษณะพยาธิสภาพมีการอุดกั้นทางเดินของเส้นเลือด เกิดจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นแบ่งได้ 2 แบบ คือ หลอดเลือดสมองตีบ (thrombotic stroke) และภาวะสิ่งหลุดอุดกั้นหลอดเลือดสมอง (embolic stroke

1.1.1 หลอดเลือดสมองตีบ (thrombotic stroke) เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุด โดยพบประมาณร้อยละ 40 – 57 ของกลุ่มโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากการขาดเลือด (ischemic stroke)มักเกิดในผู้ป่วยช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป ตำแหน่งที่พบมักเกิดขึ้นกับหลอดเลือดใหญ่ โดยหลอดเลือดที่พบมากที่สุด คือ หลอดเลือดแดงอินเทอร์นัลคาโรติด (internal carotid artery) รองลงมา คือ หลอดเลือดแดงมิดเดิลซีรีบอล (middle cerebral artery) และระบบเลือดเวอทีโบรบาซิลา (vertebrobasilarsystem) ลักษณะพยาธิสภาพ เป็นการเกิดลิ่มเลือด (thrombus) ไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดการขาดเลือด และการตายของเนื้อสมอง (infarction) ตามมา สาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบเกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบ (atherosclerosis) ซึ่งจะค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อย เมื่อมีการเสื่อมของหลอดเลือดและมีการทำลายของผนังหลอดเลือดชั้น เอนโดทีเลียม (endothelium) เลือดจึงสัมผัสโดยตรงกับชั้นใต้แอนโดทีเลียม (subendothelium) ทำให้เกิดการรวมตัวของเกล็ดเลือดและกระตุ้นการทำงานของสารที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด (coagulation factor) เป็นผลให้เกิดการแข็งตัวของลิ่มเลือดขึ้นบริเวณนั้น เมื่อลิ่มเลือดนี้ไปอุดหลอดเลือด จะทำให้เนื้อสมองบริเวณนั้นขาดเลือด และเกิดการตายของเนื้อสมอง โดยลักษณะของอาการจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน และมักมีอาการนำ ได้แก่ ปวดศีรษะ(แต่ไม่รุนแรงมาก)คลื่นไส้ สูญเสียความทรงจำ และยังพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยกลุ่มนี้ เคยมีประวัติสมองขาดเลือดมาเลี้ยงชั่วคราว (TIA) มาก่อน นอกจากนี้ยังมักเกิดช่วงเวลากลางคืนขณะนอนหลับ มากกว่าที่จะเกิดช่วงขณะทำกิจกรรม

1.2 ภาวะสิ่งหลุดอุดกั้นหลอดเลือดสมอง (embolic stroke) พบประมาณ ร้อยละ16 -30 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองที่พบในวัยกลางคน หรือผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ตำแหน่งที่พบมักเกิดกับระบบหลอดเลือดคาโรติด (carotid system)โดยเฉพาะที่ หลอดเลือดแดงมิดเดิลซีรีบอล (middle cerebral artery) มากกว่า ระบบเลือดเวอทีโบรบาซิลา (vertebrobasilar system) ลักษณะพยาธิสภาพ เกิดจากมี “สิ่งหลุด” (embolus) ซึ่งเป็นลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดที่อยู่นอกสมอง (ที่พบบ่อย คือ ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจ) หรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เช่น ลิ่มเลือดจากปอด (pulmonary hrombosis) ไขมัน (cholesterol) อากาศ เชื้อโรค เป็นต้น หลุดลอยตามกระแสเลือดขึ้นไปอุดตันในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เซลล์สมองตายเพราะขาดเลือด มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจรูมาติก กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เยื่อบุหัวใจอักเสบ ผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียมลักษณะอาการของผู้ป่วยกลุ่มภาวะสิ่งหลุดอุดกั้นหลอดเลือดสมอง (embolic stroke) จะเป็นแบบทันทีทันใด (sudden onset) ใช้เวลาเป็นนาทีหรือวินาที ขณะที่มีกิจกรรมหรือมีการออกแรง โดยที่“สิ่งหลุด” (embolus) จะไปตามกระแสเลือดจนถึงบริเวณหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กพอ จึงเกิดการอุดตันขึ้น ซึ่งมักเป็นหลอดเลือดคอติคอล (cortical vessels) เล็กๆ ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอาการผิดปกติของการทำงานของสมองชั้นคอติคอล ร่วมด้วย เช่น ถ้าพยาธิสภาพอยู่ที่สมองซีกเด่น (dominanthemisphere) จะทำให้มีอาการเป็นลม (seizure) พูดไม่ได้ (aphasia) หรือถ้าพยาธิสภาพอยู่ที่สมองซีกด้อย (nondominant hemisphere) จะทำให้มีอาการหลงลืมร่างกายซีกที่มีอาการ (neglect) ซึ่งจะส่งจะส่งผลถึงการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) ของผู้ป่วยได้

2. โรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากเลือดออก (hemorrhagic stroke) พบประมาณร้อยละ20 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เกิดเนื่องจากการมีเลือดออกในโพรงศีรษะ แบ่งได้เป็น2 ประเภท คือ การมีเลือดออกในเนื้อสมอง (intracerebral hemorrhage) และการมีเลือดออกในช่องว่างใต้ชั้นอแรคนอยด์(subarachnoid hemorrhage)

2.1 การมีเลือดออกในเนื้อสมอง (intracerebral hemorrhage) พบประมาณ ร้อยละ10 แต่มีความรุนแรงค่อนข้างมาก และการพยากรณ์โรคแย่ (poor prognosis) พบมากในกลุ่มอายุ 50-60 ปี ลักษณะพยาธิสภาพ มีการแตกของหลอดเลือดในสมอง ทำให้มีเลือดออกในเนื้อสมองทำให้เนื้อสมองตายจากการขาดเลือด (ischemia) และจากการขยายตัวของก้อนเลือดหรือจากการเบียดของโครงสร้างภายในไดแอนเซบฟาลอน (diencephalon) และ สมองส่วนกลาง (midbrain) อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับของการรับรู้สติ และหากมีเลือดไหลภายใต้ความดันสูงเข้าสู่ ระบบช่องว่างในสมองและไขสันหลัง (ventricular system) จะทำให้เสียชีวิตโดยเฉียบพลัน สาเหตุที่สำคัญที่สุดเกิดจาก ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน (chronic hypertension) โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่วมกับการมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบ (atherosclerosis) ทำให้เกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดที่โป่งพอง บริเวณที่พบบ่อยมักเป็นหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก (penetrating arteries) ในส่วนของเนื้อสมองส่วนลึก ได้แก่ สมองส่วนเบซอล – แกงเกลีย (basal ganglia) สมองส่วนอินเทอนอลแคปซูล (internal capsule) สมองส่วนทาลามัส (thalamus) สมองส่วนพอนส์ (pons) สมองน้อย(cerebellum) และ ก้านสมอง (brain stem) ลักษณะอาการจะเป็นแบบทันทีทันใด (sudden onset)โดยจะพบร่วมกับอาการทางคลินิกที่สำคัญ ได้แก่ ปวดศีรษะ อาเจียน ระดับการรับรู้สติ (conscious)ลดลง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น ถ้าก้อนเลือดมีขนาดใหญ่หรือแตกเข้าสู่ระบบช่องว่างในสมองและไขสันหลัง (ventricular system) หรือเกิดกดเนื้อเยื่อชั้นคอติคอล (cortical tissue ) อัตราการเสียชีวิตเพิ่มร้อยละ 50 -70

2.2 การมีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองใต้ชั้นอแรคนอยด์ (subarachnoid hemorrhage)ผู้ป่วยมักมีความบกพร่องทางระบบประสาทไม่มากนัก แต่อาจมีเลือดออกซ้ำ (rebleeding) ตามมาได้ใน 2 สัปดาห์ พบมากในช่วงอายุ 40 – 60 ปี ลักษณะพยาธิสภาพ คือ การไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid [CSF]) ถูกอุดกั้น โดยมีเลือดเข้าไปในเยื่อหุ้มสมองใต้ชั้นอแรคนอยด์ ทันที ทำให้สมองบวมเฉียบพลัน (acute hydrocephalus) ร่วมกับการเพิ่มขึ้นของความดันในกะโหลกศีรษะ (intracranial pressure) การลดลงของ cerebral perfusion และเกิดการขาดเลือดตามมาสาเหตุสำคัญ มักเกิดจาการแตกของ cerebral aneurysm โดยเฉพาะ berry aneurysmซึ่งมักอยู่ที่บริเวณ circle of Willis สาเหตุรองลงมาเกิดจากภาวะ arteriovenous malformation(AMV) ลักษณะอาการจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีทันใด โดยไม่มีอาการเตือน มักเกิดขึ้นขณะทำงานที่ใช้พลังงานสูง โดยมีอาการนำ คือ ปวดศีรษะ อาเจียน และอาจมีอาการแสดงของmeningeal irritation เช่น คอแข็ง (stiff neck) ภายใน 2 – 3 ชั่วโมง ร่วมด้วยแต่จะมีความบกพร่องทางระบบประสาทน้อย นอกจากกรณีที่มีเลือดออกเนื้อสมอง (intracerebral hemorrhage) ร่วมด้วย

แม้ว่าโรคหลอดเลือดสมองทำให้ก่อให้เกิดการตายและการพิการถาวร ก่อนเกิดอาการผิดปกติ รุนแรง ผู้ป่วยมักจะมีอาการนำหรืออาการเตือนเกิดขึ้นก่อน ซึ่งหากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทันเวลาจะสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิต ลดความพิการได้ (CDC, 2004)

อาการและอาการแสดง

โรคหลอดเลือดสมองมักเกิดในระบบไหลเวียนของสมองส่วนหน้า (anterior cerebralcirculation) จากการทำลายภายในหลอดเลือด middle cerebral artery หรือ internal carotid arteryหรือ anterior cerebral artery และสามารถเกิดบริเวณระบบไหลเวียนของสมองส่วนหลัง ส่วนvertebral arteries หรือ basilar artery และ posterior cerebral artery โดยอาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมองแบ่งตามตำแหน่งของหลอดเลือดที่มีการอุดตัน (Follin et al., 2006)

1. หลอดเลือดสมองส่วนกลาง (middle cerebral artery [MCA]) การอุดตันของหลอดเลือดนี้ในสมองข้างเด่นมักไม่มีอาการหมดสติ แต่จะมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก ซึ่งมีการอ่อนแรงของใบหน้าและแขนมากกว่าขา ผู้ป่วยอาจมีความยากลำบากในการสื่อสารหรือไม่เข้าใจภาษาที่ใช้สื่อสาร (aphasia หรือ dysphasia) ยากในการอ่าน (dyslexia) ไม่สามารถเขียนได้ (dysgraphia)การมองเห็นลานสายตาแคบลง (visual field cuts) ตาบอดครึ่งซีก (homonymous hemianopsia)สูญเสียการรับรู้สัมผัส (sensory loss) ถ้าเกิดกับสมองด้านไม่เด่นจะเพิกเฉยต่อความพิการที่เกิดขึ้น(neglect syndrome)

2. หลอดเลือดคาโรติดส่วนในสมอง (internal carotid artery [ICA]) การอุดตันบริเวณนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการพร่องทางด้านระบบประสาทสั่งการหรือระบบประสาทรับความรู้สึกด้านตรงข้าม อาจมีความยากลำบากในการสื่อสารหรือไม่เข้าใจภาษาที่ใช้สื่อสาร (aphasia) ถ้าเป็นกับสมองข้างเด่น ผู้ป่วยอาจมีภาวะหมดสติถ้ามีพยาธิสภาพบริเวณกว้างทำให้มีการบวมของเซลล์สมองบริเวณก้านสมองหรือบริเวณทาลามัส (thalamus) ทั้งสองข้าง

3. หลอดเลือดสมองส่วนหน้า (anterior cerebral artery [ACA]) การอุดกั้นของหลอดเลือดนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน อ่อนแรง ชา (โดยเฉพาะบริเวณแขน) ข้างที่อ่อนแรง เท้าตกไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ ระบบประสาทสั่งการและการรับรู้บกพร่อง

4. หลอดเลือดที่อยู่บริเวณก้านสมอง (vertebrobasilar artery) การอุดกั้นของหลอดเลือดนี้ ผู้ป่วยจะมีความบกพร่องในการรับรู้ความเจ็บปวดและอุณหภูมิที่ใบหน้าซีกเดียวกับรอยโรคและที่ร่างกายซีกตรงข้าม อาจทำให้สูญเสียการรับรู้ความรู้สึกและมีอาการอ่อนแรงอย่างรุนแรง บางรายถึงขั้นหมดสติ ผู้ป่วยอาจบ่นชารอบปาก มึนงง อ่อนแรง กลืนลำบาก พูดไม่ชัดเจนหลงลืม ทรงตัวไม่ได้ การมองเห็นบกพร่อง เช่น ตาบอดสี มองเห็นภาพซ้อน เป็นต้น

5. หลอดเลือดสมองส่วนหลัง (posterior cerebral artery) การอุดกั้นของหลอดเลือดนี้ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติในการรับรู้ความรู้สึกครึ่งซีก อาจสูญเสียความทรงจำ บกพร่องลานสายตาการรับรู้บกพร่อง มีความยากในการอ่าน (dyslexia)

พยาธิสภาพต่างๆ ของโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดปัญหาต่อผู้ป่วย ซึ่งปัญหาของผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหลอดเลือดสมองและขนาดที่เกิดพยาธิสภาพอาจสรุปอาการที่สำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง ได้ดังนี้

1. ความบกพร่องของระบบประสาทสั่งการ ทำให้เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนขา ใบหน้า ช่องปาก ที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ อ่อนแรงครึ่งซีก (hemiparesis)(Smith et al., 2006) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าแขน ขา หนักขึ้น เคลื่อนไหวได้ลำบาก หรือในบางรายอาจเคลื่อนไหวไม่ได้เลย ในผู้ที่มีอาการอ่อนแรงของร่างกายซีกขวา การเริ่มต้นการเคลื่อนไหวจะช้าลงและลำบากมากขึ้น การเรียนรู้กิจกรรมในการเคลื่อนไหวจึงต้องใช้เวลานานขึ้น ส่วนผู้อ่อนแรงซีกซ้ายจะมีปัญหาในการทรงตัว หรือการเคลื่อนไหว นอกจากนี้อาจมีอาการเกร็งเหยียดแขนขาลำบาก(อัจฉรา เดชะบุญ, 2543)

2. ความบกพร่องทางด้านสติปัญญา การรับรู้ ความจำ ซึ่งสมองซีกขวาควบคุมในเรื่องของการเรียนรู้ (Hickey, 2003) ผู้ป่วยที่สมองซีกขวาถูกทำลายจะทำให้เกิดอัมพาตซีกซ้าย ซึ่งมีปัญหาการรับรู้มากกว่าผู้ป่วยอัมพาตซีกขวา ความผิดปกติของการรับรู้มีผลต่อการฝึกกิจวัตรประจำวัน ความบกพร่องทางสติปัญญา และการด้อยสมรรถภาพในหลายๆ ส่วนของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยไม่เข้าใจ หรือมองข้ามอันตรายที่จะเกิดขึ้น (Wilkinson, 1995) ผู้ป่วยอาจมีความสนใจระยะสั้นหรือมีความจำสั้น (NINDS, 2005) ผู้ป่วยอาจไม่สามารถทำหรือเรียนรู้การเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนได้ทั้งที่เข้าใจคำสั่งดี ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ได้หมด ไม่สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับสถานการณ์จริงได้ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันและไม่สามารถหลบหลีกอันตรายได้ (Sandin & Mason, 1999)

3. ความบกพร่องทางการสื่อสาร คือ ความผิดปกติในความสามารถของการรับรู้เข้าใจการแสดงออก หรือการใช้ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม ทั้งในด้านการพูด การเขียน การแปลความหมายที่ได้ยินหรือจากการอ่านที่ถูกต้อง ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งซีกขวาโดยทั่วไปสมองซีกซ้ายซึ่งถือว่าเป็นซีกที่เด่น (dominant hemisphere) จะควบคุมการทำงานของร่างกายด้านตรงข้าม และควบคุมในเรื่องของภาษาและการสื่อสาร (communication ability) ปัญหาที่สำคัญได้แก่ ผู้ป่วยอาจมีความยากลำบากในการสื่อสารหรือไม่เข้าใจภาษาที่ใช้สื่อสาร ซึ่งพบได้บ่อยๆ เป็นความผิดปกติในการที่จะรับรู้ (receive) และส่งต่อ (transmit) ข้อมูล (verbal message) ทั้งในรูปของการเขียนและคำพูดโดยส่วนใหญ่ความผิดปกติอาจจะเป็นในเรื่องของการรับรู้ด้านการฟัง การอ่าน และส่วนของการแสดงออกด้านการพูด หรือการเขียน หรือทั้งสองอย่าง (อรฉัตร โตษยานนท์, 2539)ซึ่งความผิดปกติทางการสื่อสารที่พบมี 2 ลักษณะคือ ไม่สามารถพูดสื่อความหมายออกเสียงเป็นคำและพยางค์ได้หรือพูดได้เพียงคำสั้นๆ ทั้งที่เข้าใจความหมายของภาษา (expressive ormotor aphasia) เพราะการเคลื่อนไหวของปาก ลิ้น แก้ม มีความผิดปกติ เนื่องจากการทำลายบริเวณโบรคา (broca’s area) ผู้ป่วยอาจพูดได้บ้างเล็กน้อยหรือพูดไม่ได้เลย ตอบคำถามได้แต่ไม่สามารถพูดประโยคที่สมบูรณ์ถูกต้อง ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือผู้ป่วยมีปัญหาการรับรู้และเข้าใจในภาษาพูด(sensory aphasia หรือ wernicke’s aphasia) อาจจะพูดจาเรื่อยเปื่อยหรือคิดประดิษฐ์คำพูดขึ้นเองเนื่องจากมีการทำลายบริเวณเวอร์นิคเก (wernicke area) (Testani-Dufour & Morrison, 1997) ผู้ป่วยจะพูดเป็นประโยคได้ การใช้คำ การออกเสียงและไวยากรณ์ถูกต้อง แต่เนื้อหาคำพูดวกวน ขาดสาระไม่สัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่สามารถพูดตามได้ และโกลบอล อะเฟเซีย (global aphasia) เกิดจากมีการทำลายทั้งบริเวณเวอร์นิคเกและโบรคา อาการคือ พูดไม่ได้และไม่เข้าใจคำพูด (กนกวรรณติลกสกุลชัย และ ชัยเลิศ พิชิตพรชัย, 2544; Backer & Rice, 2001) ผู้ป่วยอาจมีปัญหาทั้งการพูดลำบากและมีปัญหาการรับรู้และเข้าใจคำพูดที่ได้ยิน (NINDS, 2005)

4. ความบกพร่องของการรับรู้ทางระบบประสาทสัมผัส ความเจ็บปวดและอุณหภูมิทำให้มีผลกระทบต่อการยืนและการเดิน มีผลต่อการรับรู้และทำให้เกิดภยันตรายต่อตนเองได้ผู้ป่วยอาจสูญเสียการรับความรู้สึกหลายชนิดร่วมกัน เช่น ผู้ป่วยอัมพาตซีกขวาไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างจุดสองจุด ไม่สามารถบอกสิ่งของที่สัมผัสได้ การสูญเสียลานสายตา ไม่สามารถกะระยะทางได้ ไม่รับรู้ร่างกายด้านที่อัมพาต ทำให้ผู้ป่วยขาดความระมัดระวังด้านที่เป็นอัมพาตมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดอุบัติเหตุ (Taylor, 1999)

5. ความบกพร่องของการควบคุมการขับถ่าย ได้แก่ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ท้องผูกจากการรับประทานอาหารและน้ำไม่เพียงพอ หรือจากการเคลื่อนไหวไม่ค่อยได้ หรือกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนกำลังลง และรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย (Smith, 2002) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองประมาณร้อยละ 70 สามารถควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้เอง ร้อยละ 15-20 ของผู้ป่วยกลั้นปัสสาวะไม่ได้ (urinary incontinence) หลังจากการเกิดโรคไปแล้ว 1 ปี และประมาณร้อยละ 75 สามารถถ่ายอุจจาระได้เองภายในเวลา 2 สัปดาห์ (อรฉัตร โตษยานนท์, 2539)

6. ความบกพร่องทางเพศสัมพันธ์ จะพบว่าความต้องการทางเพศลดลงในเพศชายโดยพบว่าอวัยวะเพศไม่แข็งตัว (Phipps, 1991) และไม่ถึงจุดสุดยอดในเพศหญิง ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุทางด้านร่างกาย เช่น อาการเกร็ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการปัสสาวะกระปริดกระปรอย ประกอบกับการผันผวนทางจิตใจและอารมณ์ ความซึมเศร้า ความกลัว วิตกกังวลต่างๆ ตลอดจนมีปัญหาในด้านการติดต่อสื่อสาร ดังนั้นจึงทำให้การมีเพศสัมพันธ์ของผู้ป่วยและคู่สมรสเปลี่ยนแปลงไป

การฟื้นสภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

การฟื้นสภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เริ่มเกิดขึ้นภายในเวลาตั้งแต่ 3 เดือนแรกที่เกิดโรค และอาการค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับจนกระทั่งถึง 6 เดือน หลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก อย่างไรก็ตามอาจพบว่าผู้ป่วยบางรายอาจจะมีการฟื้นสภาพของโรคไปได้เรื่อยๆ จนถึงเวลา 2 ปี ภายหลังเกิดโรค สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักและมีความพิการมากตั้งแต่เริ่มต้น มักพบว่าการฟื้นสภาพของโรคจะมีขีดจำกัด (นิพนธ์ พวงวรินทร์, 2544) ธรรมชาติการฟื้นตัว อาการหรือความสามารถในการฟื้นฟูสภาพขึ้นกับ 2 กลไกได้แก่ การฟื้นสภาพของระบบประสาท เช่น การยุบบวมของสมอง การไหลเวียนเลือดของสมองที่ดีขึ้น ทำให้ระดับปัญหาทางระบบประสาทลดลง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรก เช่น กำลังของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น พูดได้ดีขึ้น กลไกที่สองคือการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของระดับความสามารถที่ยังคงมีความบกพร่องทางกายอยู่ ความสามารถในการฟื้นฟูสมรรถภาพขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพ สภาพจิตใจแรงจูงใจ ความช่วยเหลือจากสังคม ครอบครัวและญาติ ส่วนใหญ่จะมีการฟื้นตัวเร็วในช่วง 6 เดือนแรก (กมลทิพย์ หาญผดุงกิจ, 2547)ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จะมีการเปลี่ยนแปลงและฟื้นสภาพของระบบประสาทตามลำดับคือ ในระยะแรกโดยส่วนใหญ่แล้วแขนขาข้างที่เป็นอัมพาตจะไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้สภาวะของกล้ามเนื้อจะอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก ซึ่งโดยทั่วไปจะเกิดอยู่ประมาณ 48 ชั่วโมงต่อมารีเฟล็กซ์จะค่อยๆ กลับคืนมา การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อจะเริ่มเกิดขึ้นในระยะตั้งแต่ 2-30 วัน(2-4 อาทิตย์แรก) ปกติแล้วกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่ส่วนต้น เช่น หัวไหล่ จะเกิดการเคลื่อนไหวกลับคืนมาก่อนกลุ่มกล้ามเนื้อส่วนปลาย เช่น กล้ามเนื้อของมือ นิ้วมือ (อรฉัตร โตษยานนท์, 2539) ปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีปัญหาในการควบคุมกล้ามเนื้อ ไม่สามารถสั่งการให้มีการเคลื่อนไหว ในระยะแรกกล้ามเนื้อจะอ่อนแรงและมีความตึงตัวลดลง ต่อจากนั้นจึงค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นตามแบบแผนเฉพาะ โดยเริ่มมีกล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ต่อมากล้ามเนื้อหดตัวพร้อมกันเป็นกลุ่มๆ (synergy pattern) และจะแยกสั่งการกล้ามเนื้อได้ในที่สุด (กมลทิพย์ หาญผดุงกิจ,2547)

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จะฟื้นสภาพดีขึ้นตั้งแต่ช่วง 2-3 วันถึง 3 เดือนแรกหลังเจ็บป่วย (Hankey & Less, 2001) ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มป่วยจนกระทั่งเข้าสู่ระยะพักฟื้นและดูแลต่อเนื่องจนถึงที่บ้าน ถ้าได้รับการดูแลไม่ถูกต้องเกิดปัญหาที่ตามมาเนื่องจากการไม่ได้เคลื่อนไหว สาเหตุใหญ่สืบเนื่องมาจากภาวะเจ็บป่วยที่ทำให้มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ร่างกายมีการจำกัดการเคลื่อนไหว และเกิดผลกระทบอื่นๆ ตามมา ได้แก่ภาวะข้อติดแข็ง กล้ามเนื้อลีบ แผลกดทับ และปอดอักเสบ เป็นต้น (เจียมจิต โสภณสุขสถิตย์, 2544)

ผลกระทบของโรคหลอดเลือดสมอง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองจะมีผลกระทบต่อทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสังคม ซึ่งจากพยาธิสภาพของโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดปัญหาและผลกระทบต่อผู้ป่วย ความรุนแรงของปัญหาจะแตกต่างกันขึ้นกับบริเวณและขนาดของสมองที่ได้รับอันตราย ซึ่งมีผลต่อการทำหน้าที่ของร่างกาย (Hooyman & Kiyak, 1999)

1. ผลกระทบด้านร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยเกิดความบกพร่องของระบบประสาทสั่งการ ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงครึ่งซีก (hemiparesis) (Smith et al., 2006) มีรายงานการศึกษาความผิดปกติของระบบประสาทสั่งการในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพบว่ามีปัญหาการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ร้อยละ 50 ปัญหาการกลืนลำบาก ร้อยละ 45 ปัญหาการสื่อสาร ร้อยละ 40 ซึ่งรวมทั้งการพูด การฟัง การอ่าน การเขียน การใช้ท่าทาง นอกจากนั้นยังพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนไหวร่างกายได้จำกัด เช่น การเกิดแผลกดทับ ร้อยละ 9 เกิดในโรงพยาบาลและร้อยละ 23 เกิดภายหลังผู้ป่วยกลับไปอยู่ที่บ้าน (Duncan et al., 2005) จากความผิดปกติที่เกิดขึ้นทำให้ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำกิจวัตรประจำวัน ความปลอดภัยในชีวิตลดลงเนื่องจากความบกพร่องทางสติปัญญาและด้อยสมรรถภาพของร่างกาย ทำให้ไม่เข้าใจหรือมองข้ามอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง (Wilkinson, 1995) นอกจากนี้ยังเกิดความบกพร่องทางด้านสติปัญญา การรับรู้ ความจำ ซึ่งสมองซีกขวาควบคุมในเรื่องของการเรียนรู้ (อรฉัตร โตษยานนท์,2539) ผู้ป่วยอาจมีความสนใจระยะสั้นหรือมีความจำสั้น (NINDS, 2005) ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ได้หมด ไม่สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับสถานการณ์จริงได้ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันและไม่สามารถหลบหลีกอันตรายได้ (Sandin & Mason, 1999) มีความบกพร่องทางการสื่อสาร คือ ความผิดปกติในความสามารถของการรับรู้เข้าใจ การแสดงออกหรือการใช้ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม ปัญหาที่สำคัญได้แก่ aphasia (NINDS, 2005) มีความบกพร่องของการรับรู้ทางระบบประสาทสัมผัส ทำให้มีผลกระทบต่อการยืนและการเดิน ความบกพร่องในการรับความรู้สึกสัมผัส ความเจ็บปวดและอุณหภูมิ มีผลต่อการรับรู้และทำให้เกิดภยันตรายต่อตนเองได้(Taylor, 1999) ความบกพร่องของลานสายตา (visual field deficit) และความบกพร่องของการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ โดยสาเหตุส่วนใหญ่เป็นเรื่องภาวะอัมพาตของร่างกายที่ทำให้การเคลื่อนไหวลำบาก ร่วมกับภาวะด้านจิตใจ อารมณ์ การรับรู้ ไม่สามารถติดต่อสื่อภาษาได้ (อรฉัตร โตษยานนท์, 2539)

2. ผลกระทบด้านจิตใจ การเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเฉพาะด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อด้านจิตใจของผู้ป่วยอีกด้วย เกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู้และการตอบสนอง ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียด วิตกกังวล ก้าวร้าว ซึมเศร้า ซึ่งความเครียดเป็นปัญหาที่พบบ่อย เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการเกิดขึ้นทันทีทันใด ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมทั้งการที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นทำให้เกิดความเครียดได้(ฟาริดา อิบราฮิม, 2542) ความวิตกกังวล เป็นอาการของความกลัว เกิดจากประสบการณ์การรับรู้แขนขาอ่อนแรงมากขึ้น และความรู้สึกไม่แน่นอน (Hafsteindottir & Grypdonck, 1997) โดยส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายตามมา คือ ใจสั่น แน่นหน้าอก ปากแห้ง มือเท้าเย็น นอนไม่หลับ ถ่ายเหลว กลั้นปัสสาวะไม่ได้ และไม่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (Bartels, 1998) ภาวะก้าวร้าว (aggressive) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอาจมีอาการหงุดหงิด หมดหวัง โกรธง่ายและก้าวร้าว ความก้าวร้าวอาจแสดงในรูปปมเด่น ด้วยการวางอำนาจหยิ่งดูถูกคนอื่น หรืออาจแสดงออกมาในรูปของการพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา (ฟาริดา อิบราฮิม, 2542;Bronstein, 1991) และภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นปัญหาด้านจิตใจที่มีสาเหตุมาจากความพิการของร่างกายการสูญเสียความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างเป็นอิสระ รวมถึงการการสูญเสียหน้าที่ของสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ (Gillen, Tennen, & MaKee, 2001) มีผลต่อการกลับคืนสู่สภาพเดิมของการทำหน้าที่ของร่างกาย โดยพบว่าผู้ที่มีอาการซึมเศร้ามีภาวะด้อยสมรรถภาพมากกว่า และมีการฟื้นตัวในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีอาการซึมเศร้า (Chemerinski,Robinson, & Kosier, 2001) ภาวะซึมเศร้าพบได้ประมาณร้อยละ 25-60 ของผู้ป่วย อาการอาจจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรง พบได้ในระยะ 6 เดือนถึง 2 ปีหลังเกิดโรค อาการที่แสดงถึงภาวะซึมเศร้าได้แก่ หงุดหงิด วิตกกังวลง่าย ขาดความกระตือรือร้น ขาดความสนใจในการดูแลตนเอง แยกตนเองเกียจคร้าน ไร้อารมณ์ ไม่ร่วมมือ ทำอะไรตรงข้ามกับที่ถูกบอกกล่าว แยกตนเอง นอนไม่หลับ ทานอาหารไม่ได้ เป็นต้น (อรฉัตร โตษยานนท์, 2539)

3. ผลกระทบด้านสังคม ปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายที่มีความพิการให้เห็นชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยเกิดความอับอาย เกิดความสูญเสียอัตมโนทัศน์ส่วนตน การปรับเปลี่ยนบทบาทเดิมไปสู่บทบาทใหม่ในครอบครัวทำให้เกิดความเครียดและขัดแย้งในตนเอง จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม สัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วยกับสังคมเปลี่ยนแปลงไป มีความห่างเหินขาดการติดต่อกับสังคม พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปสาเหตุเนื่องจากผู้ป่วยอาจไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนให้ปฏิบัติตามแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณี และค่านิยมทางสังคมได้ทำให้ญาติรู้สึกอับอายและเป็นภาระที่ต้องคอยดูแลและควบคุมพฤติกรรมของผู้ป่วย จึงไม่ค่อยพาผู้ป่วยพบปะโลกภายนอก (ฟาริดา อิบราฮิม, 2542; อรพรรณ ทองแตง, 2544)

สรุปจะเห็นได้ว่าผู้ที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมักจะมีความพิการต่างๆ เกิดขึ้นซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้ป่วยหลายประการ ทั้งด้านร่างกายทำให้ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติได้เต็มที่ จำเป็นต้องพึ่งพาญาติผู้ดูแล รวมถึงไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมอื่นๆ และการทำงานที่เคยทำ ซึ่งจะส่งผลต่อด้านจิตใจเกิดปัญหาทางด้านจิตใจ อาจเกิดเนื่องจากพยาธิสภาพของโรคเอง นอกจากนั้นยังกระทบต่อด้านสังคมของผู้ป่วยเพราะอาจรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า บทบาทของสังคมเปลี่ยนแปลง ทำให้ขาดการติดต่อกับสังคม จะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ระยะปกติที่อยู่บ้าน เมื่อเกิดโรคขึ้นจะมีการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเจ็บป่วยระยะเฉียบพลันและเข้าสู่ระยะฟื้นฟูสภาพเมื่ออาการคงที่และเปลี่ยนสภาพเป็นผู้ป่วยเรื้อรังซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งด้านร่างกาย จิตสังคมของผู้ป่วยดังกล่าวแล้ว ผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลในแต่ละระยะการเปลี่ยนผ่านจนถึงระยะที่เปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน เพื่อให้สามารถปรับตัวในระยะเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น เกิดความต่อเนื่องในการดูแล ทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลจึงต้องได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนกลับบ้าน เพื่อให้สามารถดูแลตนเองที่บ้านได้อย่างมีคุณภาพ โดยมีญาติผู้ดูแลคอยช่วยเหลือสนับสนุน

 

โรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจ ( coronary artery ) เกิดจากการแข็งตัว ( atherosclerosis ) เกิดการตีบตัว ( stenosis) หรือ เกิดการหดตัวเกร็ง (spasm ) ทำให้หัวใจอยู่ในภาวะขาดเลือดไปเลี้ยง หรือเลือดไหลเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจลดลง ทำให้เลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอแก่ความต้องการ ก่อให้เกิดการเจ็บหน้าอก (angina pcctoris) กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ( myocardial ischemia ) และกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) ได้ การเกิดภาวะที่หลอดเลือดโคโรนารีเกิดการแข็งตัวเกิดการตีบตัว หรือเกิดการหดเกร็งนั้น มีสาเหตุมาจากไขมันในเลือดสูง การมีความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย ความอ้วน โรคเบาหวาน ความเครียด การทำงานที่นั่งอยู่กับที่นานๆ กรรมพันธุ์ อายุ เพศ (อภิชาต สุคนธพรรพ,2543)

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย สามารถจำแนกได้เป็นปัจจัยหลักและปัจจัยเสี่ยงรองปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่

1. โรคความดันโลหิตสูง (hypertension) เป็นปัจจัยที่สำคัญโดยเชื่อกันว่า เมื่อเกิดภาวะความดันโลหิตสูงแรงดันการไหลของเลือดแดงเพิ่มขึ้นก่อให้เกิดแรงกระแทกเป็นอันตรายต่อหนังหลอดเลือด เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ทำให้มีสารพวกไขมันเกาะติดผนังหลอดเลือดได้ง่าย เป็นการเพิ่มความรุนแรงในการตีบของหลอดเลือดหัวใจ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าจะส่งผลทำให้เกิดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ ในภาวะความดันโลหิตสูงโดยซิสโตลิคมากกว่า 160 มม.ปรอท หรือไดแอสโตลิคมากกว่า 90 มม.ปรอท จะมีผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดตีบในสมอง และไตได้อีก

2. การสูบบุหรี่ (smoking)เป็นปัจจัยเสี่ยงตรงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบสารคาร์บอนมอนออกไซด์ในควันบุหรี่เข้าไปในกระแสเลือด เมื่อไปจับกับเม็ดเลือดแดงจะทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งกระด้าง จะทำลายผนังของหลอดเลือดทำให้การยืดหยุ่นตัวเสียไป ไม่สามารถซอกแซกไปตามหลอดเลือดเล็กๆ ได้ จึงครูดกับผนังหลอดเลือดเกิดเป็นรอยแผลเมื่อร่างกายทำการซ่อมแซมสร้างเนื้อเยื่อมาเคลือบแผลก็มีผลทำให้รูหลอดเลือดตีบตันทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ และสารนิโครติรในบุหรี่จะกระตุ้นหลั่งสารเคมีโคลามีนออกมามาก ทำให้เกิดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดมากขึ้นทำให้รูของหลอดเลือดแคบลมีผลให้ชีพจรและความดันโลหิตสูงขึ้นหัวใจต้องทำงานเพิ่มมากขึ้น

3. ภาวะไขมันในกระแสเลือด (dyslypidemia) สารโคเลสเตอรอลนั้นร่างกายได้รับจากอาหารและร่างกายได้รับจากอาหารและร่างกายสร้างขึ้นจากตับและลำไส้ โดยปกติระดับโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ควรสูงเกิน 250 มก. ต่อเลือด 100 มล. (ถ้าปลอดภัยยิ่งขึ้นไม่ควรเกิน 200 มก.ต่อเลือด 100 มล.) ระดับ เอช.ดี.แอล โคเลสเตอรอล (high density lipoprotitein , HDL) คนปกติควรมีไม่ต่ำกว่า 35 มก./ดล. โคเลสเตอรอลนี้ถือว่าเป็นโคเลสเตอรอลที่ดี โดยทำหน้าที่ขนถ่ายโคเลสเตอรอลที่สะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือดไปทำลายที่ตับ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ร่างกายในการลด heart attack และโคเลสเตอรอลชนิดนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการออกกำลังกาย ระดับ แอล.ดี.แอล โคเลสเตอรอล (low density lipoprotein, LDL) ในคนปกติจะมีค่ามากกว่า 130 มก./ดล. โคเลสเตอรอลชนิดนี้เป็นโคเรสเตอรอลที่ไม่ดี ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โคเลสเตอรอลชนิดนี้จะตกตะกอนจับตามผนังหลอดเลือดทำให้รูของหลอดเลือดตีบแคบลงและแข็ง ประสิทธิภาพของการขยายตัวของหลอดเลือดลดลงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจึงเกิดได้ง่าย การจะลด LDL ลงได้โดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รับประทานผักและผลไม้มากขึ้น นอกจากนั้นอาจมีสาเหตุจากร่างกายผลิตไขมันมากผิดปกติ ซึ่งอาจพบในครอบครัวที่มีประวัติไขมันในเลือดสูง

ปัจจัยเสี่ยงรอง ได้แก่

1.โรคอ้วน (obesity) คนที่อ้วนมากมักพบว่ามีหลอดเลือดแข็ง มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อการตีบของหลอดเลือดหัวใจทั้งสิ้น การประเมินความอ้วนนั้นดูจากค่าดัชนีมวลกาย (body mass inbox [BMI]) โดยคำนวลได้จาก

ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัวของร่างกาย (กิโลกรัม)/ส่วนสูง²(เมตร)

โดยจากการประชุมของกลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพตามแผนพัฒนาการสาธารณสุขในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ได้แบ่งดัชนีมวลกายตามเกณฑ์ดังนี้ (กนกพร วิสุทธิกุล,2540:21)

น้อยกว่า 16.0      กิโลกรัม/เมตร2                แสดงว่า ผอมระดับ 4

16.0-16.9          กิโลกรัม/เมตร2                แสดงว่า ผอมระดับ 3

17.0-18.4           กิโลกรัม/เมตร2                แสดงว่า ผอมระดับ 2

18.5-19.9          กิโลกรัม/เมตร2                แสดงว่า ผอมระดับ 1

20.0-24.9          กิโลกรัม/เมตร2                แสดงว่า น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ

25.0.29.9          กิโลกรัม/เมตร2                แสดงว่า อ้วนระดับ 1

30.0-39.9         กิโลกรัม/เมตร2                แสดงว่า อ้วนระดับ 2 (ปานกลาง)

มากกว่า 40        กิโลกรัม/เมตร2                แสดงว่า อ้วนระดับ 3 (มาก)

2. ประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (family history of ischemie heart disease ) ผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่บิดามารดาเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและถึงแก่กรรมก่อนเวลาอันสมควร บุตรจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวสูง

3. การมีอายุสูง (old age) ผู้สูงอายุมักพบพยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจได้มากโดยเฉพาะ สตรีที่หมดประจำเดือนจะพบได้บ่อยในจำนวนที่ใกล้เคียงกับเพศชายที่อายุเกิน 40 ปี

4. ความเครียด เป็นเหตุให้เกิดไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงซึ่งมักเป็นพันธุกรรมด้วย และบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบเอ (personality type A or coronary prone behavior) ซึ่งมักเกิดความเครียดและเกิดโรคหัวใจวายได้ง่าย จากการศึกษาพบว่าผู้มีบุคลิกภาพแบบเอ มักมีลักษณะก้าวร้าว ทะเยอทะยาน มีความใฝ่ฝัน ขยันขันแข็ง เข้มงวด เคร่งเครียดตลอดเวลา รีบร้อนหรือโมโหง่าย บุคลประเภทนี้พบว่ามีสารแคทีโคลามีนในเลือดสูง ทำให้ความดันโลหิตสูง การทำงานของเกล็ดเลือดผิดปกติ และพบได้มากทั้งชายและหญิง

5. โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมักจะมีความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง และเป็นสาเหตุชักนำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบได้มาก ส่งผลต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจตายได้อย่างรวดเร็ว

2.ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease[CAD]) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้มากในผู้ป่วยเบาหวาน ความชุกของโรคหลอดเลือดหัวใจ พบมากกว่าร้อยล่ะ 50 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ข้อมูลจาก Framingham Study พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานเพศชายมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น 2 เท่า และเพิ่มเป็น 3 เท่า ในเพศหญิงเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของการเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งนี้ข้อมูลจาก Multiple Risk Factor Intervention Trial (MRFIT) พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน 4-5 เท่า (ร้อยล่ะ 9.7 เมื่อเทียบกับร้อยละ 26 ภายในระยะเวลา 12 ปี ) และอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย เช่น ระดับไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หรือสูบบุหรี่ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เหมือนๆกัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานยังมีโอกาสเสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหลอดเลือดหัวใจ เพิ่มขึ้นร้อยละ 50-300 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน (เทพ หิมะทองคำและ คณะ,2547)

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดจากการแข็งตัวของหลอดเลือดโคโรนารี โดยผนังบุด้านในของหลอดเลือด (intima layer) เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงก่อนผนังชั้นกลาง (medial layer) ในระยะแรกเกิดรอยไขมันที่ผนัง (fatty plaques) จนหนังหลอดเลือดหนาขึ้นทำให้รูหลอดเลือดเล็กตีบตันลง (atherosclerosis) ถ้ารูของหลอดเลือดตีบแคบมากกว่าร้อยล่ะ 70-80 ของพื้นที่หน้าตัดของหลอดเลือดหัวใจ จะไม่สามารถทำให้ปริมาณเลือดไหลเวียนได้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในขณะที่มีการออกกำลังกาย ทำให้เกิดการเจ็บหน้าอก (angina pectoris) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงแน้วโน้มการเกิดภาวะเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตายได้

การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและการปฏิบัติตัว

โรคกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นภาวะความเจ็บป่วยเรื้อรังผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่องและต้องการการดูแลตนเองเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคจึงมีเป้าหมายของเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติมีความเข้าใจในกระบวนการการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้โลกมีความรุนแรงมากขึ้น การจัดการกับอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นรวมถึงแนวทางการรักษาของแพทย์ที่ผู้ป่วยแต่ล่ะรายได้รับ การรับประทานยาและผลข้างเคียงของยา (CACR,1999;BACR,2002)เพื่อส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย สนับสนุนให้สมาชิกในครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการดูแลตนเองที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นรวมถึงลดอุปสรรคในการดูแลตนเองของผู้ป่วย  (จารุวรรณ มานะสุรการ,2544) กระบวนการให้ความรู้ในลักษณะของการให้คำปรึกษา (counsellor) สอนให้ความรู้ (educator) แนะนำ/สาธิต (coach) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลด/เลิกปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้โรครุนแรงมากขึ้น (Fridlund,2002)

การสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับโรคและการปฏิบัติตัว ครอบคลุมในเรื่องต่อไปนี้คือ

1.1 ความรู้ในเรื่องของโรค สาเหตุของการเกิดโรค การดำเนินของโรค ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคและพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลให้โรครุนแรงมากขึ้น ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ ขาดการควบคุมน้ำหนัก

1.2 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม ได้แก่

1.2.1 สนับสนุนการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดหัวใจและทำให้สุขภาพกายแข็งแรงและจิตใจสดชื่น การออกกำลังกายในผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจต้องมีการให้คำแนะนำที่ชัดเจนในรูปแบบของการออกกำลังกายที่เหมาะสม ความถี่ และระดับความหนักของการออกกำลังกายที่สามารถปฏิบัติได้อย่างปลอดภัย

 

 โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง (cancer) เป็นโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของกลุ่มเซลล์บางส่วนของร่างกาย ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตได้ เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายของเซลล์ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยผ่านทางเส้นเลือด และระบบน้ำเหลือง ทำให้บริเวณที่เป็นโรคมีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้น มองเห็นเป็นกลุ่มก้อน เมื่อเกิดมะเร็งในร่างกายจะส่งผลกระทบต่อระบบกายวิภาคโดยจะไปเบียดเบียนที่อยู่ของอวัยวะเดิมและระบบสรีรวิทยา ทำให้ระบบการทำงานต่างๆของร่างกายไม่สามารถดำเนินไปอย่างปกติ จนก่อให้เกิดพยาธิสภาพขึ้น (เยาวเรศ, 2541; อุปมา, 2541; Otto, 1999; Porth, 1990)

 ทฤษฎีของการเกิดโรคมะเร็ง

การเกิดมะเร็ง คือ กระบวนการที่เซลล์ปกติถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็ง (neoplasticcell) ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน และได้มีความพยายามที่จะอธิบายกลไกการเกิดมะเร็งเพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันและรักษามะเร็ง แต่จนถึงปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับมะเร็งยังไม่สามารถสรุปเป็นกลไกการเกิดที่ชัดเจน ได้แต่เพียงข้อสรุปว่าการเกิดและการเกิดและการดำเนินของโรคมะเร็งมีผลเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรม และการทำงานของยีนส์ ซึ่งอาจเกิดตามทฤษฏีใดทฤษฏีหนึ่ง ดังนี้

1. ทฤษฏีการเกิดมะเร็งทั่วไปของคัมมิง (Coming’s general theory) กล่าวว่า การเกิดมะเร็งเพราะมียีนส์ควบคุม (regulatory gene) ผิดปกติ แต่ยีนต์ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดพันธุกรรม (structural gene) ทำหน้าที่ได้ จึงสามารถแบ่งเซลล์เพื่อขยายพันธุ์ได้ ดังนั้นแม้ว่ามียีนส์มะเร็งอยู่ในร่างกาย หากยีนส์ควบคุมสามารถกดการทำงานของยีนส์ถ่ายทอดลักษณะมะเร็งให้หยุดทำงานจะไม่เกิดมะเร็ง เมื่อใดที่มีการส่งเสริมเหนี่ยวนำยีนส์ควบคุมให้เสียความสามารถกดการทำงานของยีนส์ถ่ายทอดลักษณะมะเร็งจะทำให้เกิดเซลล์มะเร็ง (พัสมณฑ์, 2543)

2. ทฤษฏีของบิเรนบลัม (Berenblum) กล่าวว่าการเกิดมะเร็งเป็นกระบวนการของการเปลี่ยนรูปเซลล์ปกติเป็นเซลล์มะเร็ง ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ (ปริยา และยุพาวรรณ, 2541; พัสมณฑ์, 2543; สุดาพรรณ, 2545; Pfeifer, 1997)

ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้น (initiation)

เป็นกระบวนการขั้นแรก เกิดเมื่อสารก่อมะเร็งเข้าสู่เซลล์ ทำให้ดีเอ็นเอ (DNA) ถูกทำลาย เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีนส์ หลังจากนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงยีนส์อย่างถาวร และเมื่อได้รับสารที่ออกฤทธิ์เสริมสารก่อมะเร็ง ยีนต์ก็จะกลายพันธ์ (mutation) และเกิดเป็นมะเร็งเซลล์

ระยะที่ 2 ระยะส่งเสริม (progression)

เกิดเมื่อมียีนส์ที่กลายพันธ์ มีการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้นจากการได้รับการกระตุ้นจากสารก่อมะเร็ง ทำให้มีเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น เกิดเป็นก้อนเนื้องอก

ระยะที่ 3 ระยะก้าวหน้า (progression)

ในระยะนี้เซลล์เริ่มต้นมะเร็งจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งโดยสมบูรณ์แบบ เนื่องจากได้รับสารกระตุ้นจากภายในและ/หรือภายนอกร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้เซลล์มะเร็งมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่มะเร็งมีการขยายขนาดเพิ่มขึ้นเซลล์มะเร็งรอบนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงของตัวรับกระแสประสาท (receptor) ของเซลล์รอบๆ หลังจากนั้นเซลล์มะเร็งจะหลั่งเอ็นไซม์ย่อยสลายโปรตีน (proteolytic enzyme) และ/หรือกระตุ้นให้เซลล์ปกติหลั่งเอ็นไซม์ย่อยสลายโปรตีนออกมา เพื่อย่อยสลายสารระหว่างเซลล์ของเนื้อเยื่อ (matrix) รอบๆ ทำให้เซลล์มะเร็งมีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆของร่างกาย และกระจายออกคล้ายนิ้วมือ (pseudopodia) หรือขาปู ทำให้เกิดอาการ หรือระดับความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น

อาการของโรคมะเร็ง

อาการของผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นอาการที่อาจเกิดจากก้อนมะเร้งมีการเติบโต หรือมะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ หรือกระจายไปทั่วร่างกาย หรืออาจเป็นอาการที่เกิดจากก้อนมะเร็ง ผลิตสารบางชนิด ไปมีผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ซึ่งอธิบายได้ ดังนี้

1. อาการเบื่ออาหาร/น้ำหนังลด เชื่อว่าเกิดจากมะเร็งมีการกระตุ้นการหลั่งสารทูเมอร์

นิโคติคแฟคเทอร์ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานสูงจึงทำให้พลังงานที่สะสมไว้ในร่างกายสูญเสียไปมาก และยังทำให้เบื่ออาหาร (สมเกียรติ และวิเศิษฐ์,  2542)  อาการเบื่ออาหารเป็นสาเหตุหนึ่งในหลาย ๆ สาเหตุที่ร่วมกันทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเกิดอาการน้ำหนังลดและผอมลงมากที่เรียกว่า แคดชิเซีย  (สุดสวาท,  2542)

2. อาการไข้  กลไกการเกิดไข้อาจเกิดจากสารทูเมอร์ นิโครติคแฟคเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารก่อไข้  ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ (สมเกียรติ และวิศิษฐ์,  2542)

3. อาการปวด  เป็นอาการที่พบบ่อยมากถึงร้อยละ  70-90  ลักษณะการปวดของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่พบได้บ่อย แบ่งตามพยาธิสภาพของการเกิดโรคแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ

3.1 อาการปวดหลังจากการบาดเจ็บ  เป็นอาการแวดที่เกิดจากการกระตุ้นตัวรับความรู้สึกปวด  ที่โซมติค  และวิสเซอร์รอลสตรัคเจอร์  ซึ่งมักเกิดจากการทำลายของเนื้อเยื่อจากมะเร้ง อาการปวดจะเป็นแบบตื้อ  ปวดร้าว  และตุ๊บ ๆ  สามารถบอกตำแหน่งได้ชัดเจน

3.2 อาการปวดจากเส้นประสาท  เกิดจากก้อนมะเร็งไปทำลายระบบประสาท ทั้งระบบประสาทส่วนกลาง และระบบประสาทส่วนปลาย โดยอาจเป็นจากก้อนมะเร็งไปกดทับ หรือการแพร่กระจาย เข้าไปเส้นประสาท จากการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็ง นอกจากนี้อาจเกิดจากการบาดเจ็บของเส้นประสาทจาการผ่าตัด รังสีรักษา หรือยาเคมีบำบัด ลักษณะการปวดจะเป็นแบบ dysesthesiaallodynia  หรือ hyperalgesia โดยมีลักษณะการปวดเหมือนไฟลวก เข็มแทงหรือไฟฟ้าช็อต เป็นต้น

อาการของมะเร็งศีรษะและลำคอ

  1. อาการเสียงแหบ เกิดจากการขวางของก้อนมะเร็ง ทำให้เวลาออกเสียง  สายเสียงไม่สามารถชิดกันได้พอดี เสียงที่เปล่งออกมาจึงแหบ
  2. อาการเจ็บคอ กลืนอาหารลำบาก เกิดจากก้อนมะเร็งที่ใหญ่ลุกลามเข้าไปในคอ หรือกดเบียดทางเดินอาหารส่วนต้น ทำให้เกิดอาการกลืนอาหารลำบาก กลืนแล้วเจ็บ อาการปวดจะมาก หรือน้อยขึ้นกับระยะและความรุนแรงของโรค ยางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หู เกิดจากรบกวน การทำงานของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10
  3. อาการหายใจลำบาก เหนื่อย หรือหายใจมีเสียงดัง หรือคล้ายคนเป็นหอบหิด เนื่องจากก้อนมะเร้งมีการแพร่กระจาย หรือโตมากขึ้นจนไปอุดกั้นทางเดินหานใจ
  4. อาการแสดงทางประสารทตา เกิดจากเนื้องอกลุกลามไปที่ใต้กะโหลก  แล้วทำลายเส้นประสาทสมองทั้งหลายที่อยู่บริเวณที่มะเร็งลุกลามไป เช่น เส้นปราสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อ  ของลูกตา ทำให้เกิดตาเหล่ จากกล้ามเนื้อบางส่วนสูญเสียการทำหน้าที่ (วันชัย,  2535)

อาการของมะเร็งตับ

  1. อาการปวดท้อง  อาการปวดท้องเป็นอาการแสดงที่พบบ่อย ในการนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ อาการปวดมีตั้งแต่ปวดเล็กน้อย (จุกแน่นตื้อ ๆ หรือแน่นท้อง) จนถึงมีอาการปวดรุนแรง ตำแหน่งจะอยู่บริเวณใต้ชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่ อาจปวดร้าวไปบริเวณไหล่ได้ อาการปวด อาจเป็นตลอดเวลาหรือปวดเป็นพัก ๆ อาจจะมีอาการมากขึ้นถ้าไอ หายใจแรง ๆ หรือออกกำลัง กลไกของการปวดนี้เชื่อว่า เกิดจากการขยาย  หรือการรุกล้ำ  ไปเยื่อหุ้มตับ  หรือเกิดจากการที่มะเร็งมีการแพร่กระจายและมรการทำลายเนื้อตับและท่อน้ำดี (อรพรรณ และยุทธนา,  2541)
  2. มีก้อนไนช่องท้อง  ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยก้อนบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือบริเวณยอดอกและโตขึ้นเรื่อย ๆ คลำตับจะมีลักษณะเป็นก้อนนูน บางครั้งอาจมีอาการกดเจ็บได้ (อรพรรณ และยุทธนา,  2541)
  3. อาการเหลือง หรือท้องมาน จากการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งตับชนิดปฐมภูมิในโรงพยาบาลราชวิถีในระยะ 4 ปี พบว่า อาการสำคัญที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ที่พบบ่อยที่สุดคือ น้ำหนักลดลง ซึ่งพบมากถึงร้อยละ 78 รองลง คือ อาการเบื่ออาหาร ร้อยละ 65 แน่นท้อง ร้อยละ 56 ปวดท้อง ร้อยละ 52 มีก้อนในท้อง 45 และอาการไข้ ร้อยละ 27

อาการของมะเร็งปอด

  1. อาการไอ  โดยเริ่มจากอาการไอมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและค่อย ๆ เพิ่ม ความรุนแรงขึ้นกลไกของอาการไอในผู้ป่วยมะเร็งปอด เนื่องจากมีการระคายเคือง  และ อาจมีอาการไปเป็นเลือดร่วมด้วย อาการไปเป็นเลือดมีลักษณะการไอที่มีเสมหะเป็นเลือดจนถึงเป็นเลือดสด ๆ ส่วนมากผู้ป่วยมะเร็งปอดจะมีอาการไอเป็นเลือดไม่มาก เป็น ๆ หาย ๆ พบได้ร้อยละ 30อาจเกิดจากการที่ก้อนมะเร็งมีหลอดเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก เมื่อมะแผลแตกทำให้เลือดออก
  2. อาการหายใจลำบากมักอยู่ในระยะท้าย ๆ ของโรค และเมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรคอาการหายใจลำบากพบเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 90 ซึ่งอาจเกิดจาก (สุดสวาท,  2542)

2.1    การอุดตันของเส้นเลือดใหญ่  เกิดจาการที่เส้นเลือดดำใหญ่ถูกกดจากมะเร้งที่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณนั้น การอุดตันของหลอดเลือดทำให้มีการคั่งของเลือดบริเวณที่มีการอุดตัน ทำให้ความดัน  ของเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้มีการรั่วของน้ำออกนอกหลอดเลือดจึงเกิดอาการบวมเฉพาะที่ การอุดกั้นจะทำให้เลือดไหลกลับหัวใจไม่สะดวก ผู้ป่วยจะมีอาการอึดอัดบริเวณคอต่อมาหน้าบวม คอและแขนบวม หน้าอาจมีสีคล้ำ อาจพบหลอดเลือดดำบริเวณโป่งในท่านั่ง (ชลธิป,  2542:  สมเกียรติ และวิศิษฏ์,  2542)

2.2   น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด  มะเร็งแพร่กระจายไปที่เยื่อหุ้มปอด ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือการกดของก้อนมะเร็งทำให้เยื่อหุ้มปอดบาดเจ็บ เยื่อบุของผนังหลอดเลือด  จะแยกห่างจากกัน ทำให้พลาสมา ซึมออกมาภายนอกไปขังอยู่ในช่องเยื่อหุ้มปอด (เวคิน,  2542) ซึ่งโดยปกติสารน้ำจากเยื่อหุ้มปอดชั้นใน ออกสู่เยื่อหุ้มปอดชั้นนอกอัตราประมาณ 100 มล./ซม. และจากเยื่อหุ้มปอดชั้นนอกเข้าสู่เยื่อชั้นในอัตรา ประมาณ 300 มล./ซม. จึงมีน้ำเหลือในช่องเยื่อหุ้มปอดในขณะใดขณะหนึ่ง น้อยมากประมาณ 1 มล.ในภาวะที่มีการอักเสบ ทำให้พลาสมาซึมเข้ามาในอัตรามากกว่าสารน้ำออกจากเยื่อหุ้มปอด ทำให้มีน้ำขังอยู่ในช่องเยื่อหุ้มปอดมากกว่าปกติ ทำให้เกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดจากมะเร็ง  (ศักดิ์ชัย,  2542)

2.3   น้ำในช่องหุ้มหัวใจ  มักเกิดจากมะเร็งแพร่กระจายไป ที่เยื่อหุ้มหัวใจ มักเกิดจากมะเร็งปอดส่วนล่างลุกลามเข้าไปโดยตรง ทำให้เกิดการซึมผ่านของเลือดเพิ่มขึ้น  ทำให้มีอาการเหนื่อยหอบ เจ็บแน่นหน้าอกตรงกลาง (เวคิน,  2542)  และเกิดการรั่วของสารน้ำออกมาคั่งอยู่ภายในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งปกติช่องระหว่างเยื่อหุ้มหัวใจชั้นนอกกับเยื่อหุ้มหัวใจชั้นในจะมีสารน้ำใสหล่อลื่นอยู่ ประมาณ 5-20 ลูกบาศ์กเซนติเมตร (อัจฉรา,  2543) ทำให้น้ำในช่องหุ้มหัวใจ  ซึ่งการมีน้ำคั่งในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ทำให้เกิดการบีบรัดของหัวใจ  (ธีระ,  2540:  วิศิษฏ์,  2542)  จนทำให้หัวในไม่สามารถคลายตัว เพื่อรับเลือดที่ไหลกลับจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เต็มที่ และไม่สามารถบีบตัวเพื่อส่งไปเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เพียงพอ (ประณีต,  2537)

  1. อาการเจ็บหน้าอก  อาจเจ็บตึง ๆ หรือเจ็บแปลบ ๆ ซึ่งเกิดจากการกระจายของมะเร็งสู่เยื่อหุ้มปอด สาเหตุของการเจ็บหน้าอกในมะเร็งปอด อาจเกิดจาก (สมเกียรติ และวิศิษฐ์,  2542)

3.1 มะเร็งกระจายเข้าสูเยื่อหุ้มปอด

3.2 มะเร็งกระจายเข้าไปที่ต่อมน้ำเหลืองมีดิแอ็สตินัม

3.3 มะเร็งกระจายไปที่กระดูก เข่น กระดูกซี่โครงหรือกระดูกสันหลัง

3.4 มะเร็งกระจายลุกลามกดทับเส้นประสาท

3.5 มะเร็งที่ปอดส่วนล่าง กระจายเข้าไปในกระบังลมทำให้มีอาการปวดร้าว
ไปตามเส้นปรสาทแฟรนนิค  จนถึงหัวไหล่

  1. อาการเสียงแหบ  เกิดจากมะเร็งที่ขั่วปอดด้สนซ้ายเอง หรือมะเร็งกระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองเมดิแอสตินั่ม กดเส้นประสาทเกี่ยวกับกล่องเสียงข้างซ้าย  ที่คล้องลอดใต้ส่วนที่โค้งจากเหลอดเลือดแดงใหญ่  เป็นผลทำให้เส้นเสียงข้างซ้ายอัมพาต ผู้ป่วยจึงมีอาการเสียงแหบ (สมเกียรติ และวิศิษฐ์,  2542)
  2. อาการกลืนอาหารลำบาก  ส่วนมากเกิดจากมะเร้งปอดบริเวณหลอดลมหลักข้างซ้าย ซึ่งมีหลอดอาหาร  ผ่านอยู่ด้สยหลังก้อนมีขนาดโตขึ้นกดหลอดอาหาร  หรือมะเร้งกระจายเข้าไปทำให้ผู้ป่วยมีอาการกลืนลำบาก (สมเกียรติ และวิศิษฐ์,  2542)

 อาการของมะเร็งปากมดลูก

  1. มีเลือดออกเกิดจากเซลล์มะเร็งยังบยั้งการทำงานของทรอมโบสพอนดิน จึงมีเลือดออกมาเลี้ยงจำนวนมาก เมื่อมะเร็งลุกลามขยายไปกดทับหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดตาย หลอดเลือดทะลุ หรือการกระทบกระเทือนทำให้หลอดเลือดฉีกขาดจึงมีเลือดออกปริมาณมาก อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ (ฐิติพร,  2543)
  2. อาการปวดท้อง  อาการปวดอาจเกิดจากก้อนมะเร็ง มีการแพร่กระจายไปกดทับเส้นประสาทออพทูเลเตอร์และเซียร์ติค หรือมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง ทำให้ขัดขวางการทำงานและอุดตันอวัยวะที่สำคัญนั้น ๆ บางรายอาจมีอาการปวดมาก ซึ่งเกิดจากการอักเสบหรือติดเชื้อในอวัยวะต่าง ๆ (ฐิติพร,  2544:  ตุลย์,  2544:  พรรณนิภา และประอรนุช,  2530)
  3. สิ่งคัดหลั่งมีกลิ่นเหม็น   มะเร็งในระยะเริ่มต้นอาจมีสิ่งคัดหลั่งเป็นมูกขาวใสหรือเป็นน้ำไหลออกทางช่องคลอด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของเซลล์ชนิดที่มีอาการอักเสบหรือมีการติดเชื้อ ในมะเร็งระยะที่มาการลุกลามหรือระยะสุดท้ายของโรค จะมีการลุกลามมาที่ผิวหน้าบริเวณปากมดลูกทำให้เกิดแผล เกิดการติดเชื้อ มีการเน่าตายของเนื้อเยื่อ ทำให้สิ่งคัดหลั่งมีกลิ่นเหม็นเน่า (ฐิติพร,2541;พรรณนิภา และประอรนุช,2530)

อาการของมะเร้งเต้านม

  1. มีก้อน(mass or lump)หรือคลำพบก้อนที่เต้านม ก้อนอาจมีมีลักษณะตั้งแต่แข็ง จนถึงแข็งมาก คลำขอบเขตได้ไม่ชัดเจน ก้อนจะโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาโรงพยาบาล ที่พบได้บ่อยถึงร้อยละ 80
  2. อาการดึงรั้ง(retraction sign) เต้านมอาจพบอาการดึงรั้งของผิวหนังเกิดเป็นรอยบุ๋ม ซึ่งเกิดจากมะเร็งมีการแพร่กระจายไปที่เอ็นยืดพยุงต่อมน้ำนม หรือมีการดึงรั้งของหัวนม เกิดจากมีเนื้องอกอยู่ใต้หัวนมทำให้มีการดึงรั้ง ของท่อน้ำนม
  3. อาการบวม(edema) เกิดจากก้อนเนื้องอกขัดขวางทางเดินน้ำเหลืองในเต้านม ทำให้เกิดการคลั่งในน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง ผิวหนังจึงบวมและหนาขึ้น ผิวขรุขระเหมือนผิวส้ม หรือคล้ายหนังหมูที่ถอนขนแล้ว ลักษณะเช่นนี้อาจพบได้ในภาวะที่มีการอักเสบเฉียบพลันของเต้านม ก้อนมีลักษณะแข็ง บวม แดง
  4. ต่อมน้ำเหลืองที่ใต้รักแร้โต(axillary node involement) การคลำพบก้อนที่รักแร้ แสดงว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
  5. มีของเหลวจากหัวนม
  6. กดเจ็บ(nipple discharge) ปกติก้อนที่เต้านมมักจะไม่เจ็บ ถ้าเจ็บแสดงว่าอยู่ในระยะหลังของมะเร็ง
  7. ในราบที่เป็นมากแล้วหรือมีก้อนโตมาก เนื้อมะเร็งบางส่วนจะแตกเป็นแผล เกิดการติดเชื้อมีหนองปนเลือดไหลจากแผลที่แตก และมีกลิ่นเหม็น ส่วนใหญ่จะพบในระยะสุดท้ายซึ่งไม่สามารถรักษาได้

อาการของมะเร็งเม็ดเลือดขาว

อาการและอาการแสดงของผู้ป่วยเด็กมะเร็งเม็ดเลือดขาว อาจมีอาการเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยไปทีละน้อยหรือมีอาการเฉียบพลันทันที ผู้ป่วยเด็กมะเร็งเม็ดเลือดขาวประมาณร้อยละ 50 มักมาด้วยอาการดังนี้ (พรทิพย์,2541;เพ็ญกมล,2544)

  1. มักพบว่าผู้ป่วยมีอาการไข้เป็นอาการเริ่มแรก เป็นหวัดเรื้อรัง หรือมีอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจเป็นประจำ หรือเป็นแผลในปากเรื้อรัง เนื่องจากเซลล์ปกติที่สร้างในไขกระดูก จะถูกแทนหน้าที่ในเซลล์ตัวอ่อน มีผลให้ขาดเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่เจริญเต็มที่ในกระแสโลหิต ทำให้ขาดกลไกการต่อสู้เชื้อโรค เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
  2. อาการซีด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย มีจ้ำเขียว จดเลือดออกตามผิวหนังเลือดออกตามไรฟัน หรือเลือดกำเดาออก ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน หรือปัสสาวะเป็นเลือด เกิดจากผลของการสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นมากมาย มีผลให้กระดูกลดการสร้างเซลล์ชนิดอื่นๆ ทำให้เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดจะลดลงอย่างมาก

จะเห็นได้ว่าอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้น อาจมีการแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อยหรืออาการเฉียบพลันทันที ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นอาจมีอาการแตกต่างกันออกไปตามชนิดของโรคมะเร็งการแพร่กระจายของโรค ระยะของการดำเนินโรค และสภาพของผู้ป่วย

วิธีการรักษาโรคมะเร็ง และผลข้างเคียงของการรักษา

การรักษาโรคมะเร็งมีหลักที่สำคัญคือ พยายามกำจัดเซลล์มะเร็งออกจากร่างกายให้มากที่สุด โดยมีจุดมุ่งหมายในการรักษา 2 ประการ ได้แก่

  1. การรักษาให้หายขาด มุ่งหวังให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรค การรักษาจะอยู่จำกัดในกลุ่มผู้ป่วยที่โรคมะเร็งยังอยู่ในระยะเพิ่งเริ่มเป็น หรือในกลุ่มผู้ป่วยที่คาดหวังว่าจะรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งจะบรรลุจุดมุ่งหมายเมื่อไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้อีก ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งในระยะเริ่มแรกหรือมะเร็งที่กลับเป็นใหม่
  2. การรักษาแบบประคับประคอง  เป็นการรักษาโรคตามอาการเพียงเพื่อบรรเทาความทรมานของผู้ป่วยเท่านั้น ใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เป็นมาก มีการกระจายไปทั่วตัวหรือในผู้ป่วยที่ประเมินแล้วว่าไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องรักษาเพื่อระงับหรือบรรเทาอาการ ช่วยให้ชีวิตผู้ป่วยยืนยาวต่อไปอีกช่วงหนึ่ง การรักษาที่ให้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและบริเวณเนื้องอก

จากแนวคิดการจัดการกับอาการสามารถสรุปได้ว่า  ผู้ป่วยแต่ละคนมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบด้านบุคคล  องค์ประกอบด้านสุขภาพและความเจ็บป่วย  หรือองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้มีอิทธิพลต่อประสบการณ์อาการ  การรับรู้และการประเมินอาการที่เกิดขึ้น  และการตอบสนองของอาการที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล  รวมทั้งมีผลกระทบโดยตรงและทางอ้อมต่อการเกิดอาการ การรักษา การเลือกการดูแลรักษา  และการจัดการกับอาการต่างๆตลอดจนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของแต่ละบุคคล

อาการที่พบบ่อย และการจัดการกับอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

จากการทบทวนวรรณกรรมอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคมะเร็งและการจัดการอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็ง พบว่า

  1. อาการปวด

เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยมากถึงร้อยละ 70 – 90 ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง (Lesage &Portenoy, 1999)ประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ใช้ลดหรือบรรเทาอาการปวดมีทั้งการใช้ยาและการบำบัดด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น การศึกษาของพรจันทร์ (2541) ศึกษาประสบการณ์ความปวดและวิธีการจัดการกับความปวดของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เป็นผู้ป่วยในของสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่มีความปวดจำนวน 104 ราย พบว่าจำนวนตำแหน่งที่ปวดพบตั้งแต่ 1 ตำแหน่ง จนถึงปวดทั้งตัวไม่สามารถระบุได้ว่าตำแหน่งใด ลักษณะความปวดที่พบมากที่สุด คือ ปวดจี๊ด รูปแบบความปวดที่พบมาก คือ ปวดไม่สม่ำเสมอ การจัดการความปวดที่กลุ่มตัวอย่างใช้มากที่สุด คือ การนวดภายหลังการจัดการกลุ่มตัวอย่างมีความปวดอยู่ในระดับน้อย  ส่วนการศึกษาของผ่องรัตน์ (2540)ศึกษาประสบการณ์ความปวดและวิธีการจัดการกับความปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง จำนวน 80 ราย พบว่า ตำแหน่งปวดที่พบมากที่สุดคือ ท้องและปวดอยู่ภายในลึกๆ รูปแบบของความปวดส่วนใหญ่ปวดอย่างต่อเนื่องและคงที่ ลักษณะความปวดที่พบคือ ปวดเมื่อย ปวดจี๊ด ปวดแปลบ โดยการเคลื่อนไหวจะทำให้มีอาการปวดเพิ่มขึ้น และการนอนพักผ่อน การจัดการเคลื่อนไหวทำให้มีความปวดบรรเทาลง สำหรับวิธีการจัดการกับความปวดพบว่า ผู้ป่วยมีการใช้ยาแก้ปวดร่วมกับวิธีอื่นๆ ที่ไม่ใช่ยาแก้ปวดมากที่สุด และวิธีอื่นที่ไม่ใช่ยาแก้ปวดที่กลุ่มตัวอย่างใช้มากที่สุด คือ การนวด ร้อยละ 58.84 รองลงมาคือ การทำสมาธิ ร้อยละ 19.20 การสวดมนต์ ร้อยละ 17.74 การใช้ความร้อน ร้อยละ 16.13 และการดูโทรทัศน์ นอกจากนี้ในการจัดการความปวด วัลลภา (2536) ได้ศึกษาผลของดนตรีต่อความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในผู้ป่วยมะเร็ง  พบว่า  ระดับความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับฟังดนตรีลดลงมากกว่าไม่ได้รับฟังดนตรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติน้อยกว่า .001

2. อาการข้างเคียงจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด

จากการศึกษาของจันทิรา (2543)  เรื่องการรับรู้สุขภาพและการดูแลตนเองตามทางเลือกในการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว  พบว่า  ผู้ป่วยจะมีอาการข้างเคียงจากยาเคมี และการดูแลตนเอง ดังนี้

2.1 อาการคลื่นไส้อาเจียน  พบว่า  ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจากอาการข้างเคียงของการรักษาด้วยเคมีบำบัดโดยเฉพาะอาการคลื่นไส้อาเจียน  ผู้ป่วยทุกคนสะท้อนความหมายได้ชัดเจนเหมือนกันว่าเป็นที่สุดของความทุกข์ทรมาน  ลักษณะรุนแรงเหมือนใจจะขาด  อาเจียนจนหมดไส้หมดพุง  อาเจียนทั้งวันทั้งคืน  เป็นต้น ผู้ป่วยมีการต่อสู้กับอาการคลื่นไส้อาเจียนด้วยการรับประทานแยมที่ใช้ทาขนมปัง  บ๊วยเค็มหรือบ๊วยหวาน  ผลไม้จำพวกส้ม  กล้วย  องุ่นที่ล้างสะอาดแล้วแกะเปลือกออกหรืออาจเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว  จำพวกมะม่วง  ฝรั่ง  ชมพู่เขียว  การใช้น้ำหวานเพื่อลดกลิ่นของยาที่สำคัญคือ  ต้องมีจิตใจเข้มแข็ง  อดทน  ไม่คิดมาก  และสร้างกำลังใจให้ตนเอง

นอกจากนี้สเคลลาและลาคาซซา (Skella&Lacassa, 1992) ได้ทำการศึกษาผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยล้าพบว่า  ร้อยละ 72-99 ของผู้ป่วยหลังได้รับยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน  ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโดยการนอนหลับพักผ่อนเพิ่มขึ้น  ออกกำลังการด้วยวิธีการต่างๆ  รับประทานอาหารเพื่อส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรง  มีการผ่อนคลายด้วยวิธีการฟังเพลง  และนั่งสมาธิ  พฤติกรรมดังกล่าวช่วยลดอาการเหนื่อยล้า  คลื่นไส้  อาเจียนลงได้  ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของดวงกมล (2543) ผลการฝึกการผ่อนคลายต่ออาการคลื่นไส้  ขย้อนและอาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด  ผลการศึกษาพบว่า  ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการฝึกการผ่อนคลายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนต่างจากผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการฝึกการผ่อนคลาย  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยายเกี่ยวกับความรู้สึกต่อการฝึกการผ่อนคลาย  พบว่า  การฝึกการผ่อนคลายนั้นดี  ฝึกง่าย  ทำให้จิตใจสงบ  และผู้ป่วยไม่ทุกข์ทรมานจากการอาการคลื่นไส้  อาเจียนเหมือนที่ผ่านมานอกจากนี้บุษบา, อัจฉรา และกนกพร (2545) ได้การศึกษาผลของการสร้างจินตภาพต่ออาการคลื่นไส้ ขย้อน และอาเจียน  ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดพบว่า  การสร้างจินตภาพสามารถลดความถี่ระยะเวลา  และความทุกข์ทรมานของอาการคลื่นไส้  ภายหลังการทดลองลดลงจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  ความถี่  และความทุกข์ทรมานของอาการขย้อนภายหลังการทดลองลดลงจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01  ตามลำดับ  ปริมาณอาเจียนและความทุกข์ทรมานของอาการอาเจียนลดลงจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2.2 รูปลักษณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยอธิบายความรู้สึกจากการที่มีรูปลักษณ์เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ขาดความมั่นใจในบุคลิก ความเป็นตัวของตัวเองขาดหายไป ความรู้สึกอายและความรู้สึกอัปลักษณ์เหมือนผี  ผู้ป่วยมีการปรับปรุงรูปลักษณ์โดยเฉพาะจากอาการผมร่วงจากศรีษะล้านหลากหลายวิธี ได้แก่ การสวมหมวก การใส่วิกผม การใช้ผ้าสีสวยๆโพกศรีษะ และใช้สมุนไพรช่วยบำรุงรากผมเร่งการงอกของเส้นผมให้เร็วขึ้น

2.3 อาการที่เกิดจากการกดไขกระดูก ยาเคมีบำบัดมีผลต่อการกดไขกระดูก ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดผิดปกติ ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดลดลง ทำให้ซีด ติดเชื้อได้ง่าย มีไข้เลือดออกผิดปกติ จากการศึกษาดังกล่าว พบว่า ผู้ป่วยมีการจัดการกับอาการ ดังนี้

2.3.1 อาการซีด ใช้พริกไทยดำผสมน้ำผึ้งรวงผสมไข่ไก่บ้านซึ่งได้รับคำแนะนำจากญาติสนิท หลังจากใช้มาระยะเวลานาน 3-4 เดือน พบว่า ตนเองไม่มีอาการซีด ร่างกายแข็งแรงขึ้นและเส้นผมที่งอกใหม่ดกดำขึ้น

2.3.2 ติดเชื้อได้ง่าย มีการรักษาความสะอาดซึ่งถือเป็นหลักสำคัญ โดยการรับประทานอาหารสะอาด สุกใหม่ ไม่รับประทานผักสดและผลไม้ที่ไม่ปอกเปลือก เป็นต้น

2.3.3 มีไข้ ใช้วิธีการอบไอน้ำสมุนไพร ทำไห้รู้สึกสบาย ไข้ลดลง

2.3.4 เลือดออกแล้วหยุดยาก มีการป้องกันตนเองโดยการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเป็นวิธีการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดแผล จึงมีการระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น แปรงสีฟันต้องมีขนนุ่ม หรืออาจใช้สำลีและน้ำยาบ้วนปากแทน เป็นต้น

2.4 อาการนอนไม่หลับ จากความเจ็บปวดร่างกาย เพราะขณะใกล้หลับสมองจะลดการรับรู้จากสัญญาณประสาททั่วร่างกาย แต่ถ้าร่างกายมีส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บปวด สมองจะตอบรับสัญญาณความปวดเป็นเหตุให้นอนไม่หลับ จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยใช้วิธีการทำสมาธิในขณะที่ตนมีอาการเจ็บปวดร่างกายจนนอนไม่หลับ หลังทำช่วยให้หลับได้ ช่วยลดปวดลงได้บ้าง

3. อาการข้างเคียงจากการรักษาด้วยรังสีรักษา

จากการศึกษาของบรรจบ (2543) เรื่องการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับรังสีรักษา พบว่า การดูแลตนเองเพื่อบรรเทาภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสี ได้แก่

3.1 อาการคลื่นไส้อาเจียน ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีที่บริเวณช่องท้องจะมีอาการบ่คลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากรังสีจะมีผลต่อการทำลายเยื่อบุผิวของทางเดินอาหาร จึงพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ได้บ่อยเกือบทุกรายที่ได้รับรังสีรักษา วิธีการดูแลตนเองเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ ผู้ป่วยมีการดูแลตนเองหลายวิธีต่างๆ กัน  ได้แก่ เคี้ยวหมาก รับประทานส้มจิ้มเกลือ รับประทานลูกอม ดมผิวมะนาว ส่วนอาการอาเจียนนั้น หลังอาเจียนผู้ป่วยมีวิธีการดูแลตนเองให้สุขสบายโดยพักผ่อน เช็ดตัว ทาแป้ง รับประทานอาหารบำรุง ดื่มน้ำข้าวต้ม ดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อไม่ให้อ่อนเพลีย

3.2 อาการเบื่ออาหาร รับประทานได้น้อย อาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีกิจกรรมลดลง ความสามารถในการย่อยและการดูดซึมอาหารลดลง รวมทั้งอาจเกิดจากการรับรสอาหารมีการเปลี่ยนแปลงหรือลดลง อาการเบื่ออาหารส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม ทำให้จิตใจหดหู่ ไม่มีกำลังใจ ผู้ป่วยดูแลตนเองโดยพยายามรับประมานอาหารที่รับประทานได้ เช่น รับประทานข้าวกับแตงโม ปลาแห้ง ผลไม้ รับประทานอาหารบำรุงร่างกาย ได้แก่ นม รังนก ไข่ลวก ซุปไก่ และเปลี่ยนแปลงวิธีการรับประทาน โดยซื้ออาหารไปรับประทานกับเพื่อนๆ ทำให้มีอาหารเลือกรับประทานหลายชนิด

3.3 ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นมูกวันละหลายครั้ง เนื่องจากการฉายรังสีบริเวณช่องท้องและอุ้งเชิงกราน มีผลทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหารทำให้การย่อยและการดูดซึมลดลง ผู้ป่วยมีการดูแลตนเองโดยเคี้ยวใบชมพู่สด เพราะคิดว่ารสฝาดของใบชมพู่จะช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้ ซื้อยารับประทานเอง ดื่มน้ำเกลือแร่ เมื่อดูแลตนเองแล้วอาการไม่ดีขึ้นจึงมาพบแพทย์ ในขณะที่ผู้ป่วยบางรายเมื่อมีอาการท้องเสียก็รีบมาพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยมีอาการปวดเบ่งเวลาถ่ายอุจจาระและมีเลือดออกเวลาเบ่งอุจจาระ  มีการดูแลตนเองโดยซื้อยามารับประทานเองและมาพบแพทย์

3.4 มีแผลเปื่อยพองบริเวณก้นและง่ามขา  จากปฏิกิริยาของผิวหนังเมื่อถูกความร้อนผิวหนังจะเริ่มแห้ง  ตกสะเก็ด  และเปลี่ยนเป็นสีดำ (dry desquamation) คล้ายรอยไหม้  และในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันร่วมด้วย  และเมื่อได้รับรังสีเพิ่มขึ้น  รวมทั้งผิวหนังมีการเสียดสีเป็นประจำอาจทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนัง  ทำให้ผิวหนังเกิดจากแผลแตกเยิ้ม  คล้ายแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก (ฐิติพร, 2541; รัชนี, 2535; วิมล, 2542; สมจิต, 2536) ผู้ป่วยมีการดูแลตนเองของโดยใช้น้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ทา  เมื่อรู้ว่าถูกน้ำไม่ได้จึงทำยาสมุนไพรมาทา  ทาแป้งข้าวโพด  ใช้น้ำล้างและมาพบแพทย์  ในรายที่มีอาการคันช้องคลอด  มีการดูแลตนเองโดยทำความสะอาดด้วยน้ำ  ทาแป้งข้าวโพด

4. อาการทางด้านจิตใจและอารมณ์

4.1 ผู้ป่วยที่มีความกังวลจะหาวิธีจัดการเพื่อลดความวิตกกังวล  ดังนี้ (สมจิต, 2536)

4.1.1 การแสดงหาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับโรค  การรักษา  และการปฏิบัติตน  การแสวงหาข้อมูลมีประโยชน์และเป็นการเพิ่มพลังอำนาจ  ช่วยให้บุคคลสามารถรับรู้และประเมินสถานการณ์ได้ตรงกับความเป็นจริง  และสามารถวางแผนจัดการกับเหตุการณ์ต่างๆ  ที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองได้  (สมจิต, สุนิสา, แสงเดือน และพวงทอง, 2538) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเรียนรู้ในการดูแลตนเองเกิดความรู้สึกว่าสามารถควบคุมตนเองได้ ขจัดความเข้าใจผิด  และเจคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคและการรักษา  จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า  ข้อมูลที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องการมากที่สุดอันดับแรกคือ  การปฏิบัติตน  รองลงมาคือ  ข้อมูลที่ช่วยให้เกิดความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค  การรักษา  และอาการข้างเคียงจากการรักษา

4.1.2 การพูดคุยปรับทุกข์  และปรึกษาหารือกับผู้อื่นเป็นวิธีการเผชิญปัญหาที่ผู้ป่วยใช้มากที่สุดอีกวิธีหนึ่ง  เป็นการพูดคุยระบายความกังวลและปรึกษาผู้อื่นในการแก้ไขปัญหา  ซึ่งอาจเป็นญาติหรือพยาบาล

4.1.3 การปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์  โดยปราศจากข้อซักถาม  เพราะศรัทธาและเชื่อถือในความสามารถของแพทย์

4.1.4 การเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างเข้าใจในสภาพความเป็นจริงโดยจะกระทำหรือคิดสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยบนพื้นฐานของความเข้าใจในสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

4.1.5 การยอมรับสภาพความเจ็บป่วย  แต่พยายามปรับเปลี่ยนความหมายของการเจ็บป่วยไปในทางที่ดี  เป็นการปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายให้ดีขึ้น  ลดความรุนแรงของเหตุการณ์ลงให้อยู่ในขอบเขตที่พึงรับได้

4.1.6 การทำให้เป็นเรื่องขบขัน  เพื่อปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้น  เป็นการพยายามทำตัวให้สนุกสนาน  เพื่อให้ลืมความกังวลใจซึ่งได้ผลในระยะสั้น

4.1.7 การผ่อนคลาย  จากการศึกษาของนิตยา (2537)  ผลของการใช้เทคนิคการผ่อนคลายอารมณ์ต่อระดับความวิตกกังวลในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอพบว่า  ผู้ป่วยที่ได้รับการฝึกการผ่อนคลายด้วยจิตคลุมกายในระยะเวลาก่อนได้รับรังสี  จะมีความวิตกกังวลน้อยกว่าผู้ป่วยได้รับการดูแลตามปกติ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติน้อยกว่า .01

4.1.8 การปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา  การขอพร  และความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งที่ผู้ป่วยยึดเหนี่ยวในชีวิตเป็นวิธีการที่ผู้ป่วยคนไทยใช้กันมาก  สอดคล้องกับการศึกษาของสุรีย์พร (2537) ศึกษาการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับรังสีรักษาพบว่า  การดูแลตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตใจและอารมณ์  ผู้ป่วยจะพยายามทำให้จิตใจให้เข้มแข็ง  และมีอารมณ์มั่นคงโดยทำให้จิตใจให้สงบ  ไม่คิดมาก  โดยการบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์  สวดภาวนา  ทำบุญให้ทาน  เพื่อให้สิ่งศักดิ์ที่นับถือช่วย  เช่น ไหว้พระทุกวันขอให้หาย  ทำบุญสะเดาะเคราะห์  ให้พระรดน้ำมนต์  ทำบุญตักบาตร  ทำแล้วสบายใจคิดว่าต้องหาย  เป็นต้น

4.1.9 การเจรจาต่อรองหาทางเลือกที่เป็นไปได้  โดยพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุดที่จะกระกระทำ

4.1.10 พยายามสร้างบรรยากาศที่คิดว่า  ช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย  และสบายใจขึ้นเช่น  พยายามวาดรูปพวกการ์ตูน  ดอกไม้  หรือวาดรูปตามจินตนาการ  ไปไหว้พระตามวัดต่างๆ  ไปเที่ยวนั่งหรือเดินเล่น  เป็นต้น (จันทิรา, 2543)

 

4.2. ผู้ป่วยที่มีความเครียดจะมีวิธีการจัดการ  หรือเผชิญกับความเครียดโดยการแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บป่วยหรือการรักษา  การทำจิตใจให้สงบ  การผ่อนคลาย  เป็นต้น  ซึ่งแต่ละวิธีที่ผู้ป่วยเลือกปฏิบัติเพื่อจัดการหรือเผชิญความเครียดนั้นแตกต่างกันออกไปตามการรับรู้ของแต่ละบุคคล  เช่น  จากการศึกษาของ ดรุณี, นฤมล, พะยอม, สุนันท์, มัชฌิมาพร และอังศุมา (2537)  การเผชิญความเครียดของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับรังสีรักษา  จำนวน 50 ราย  พบว่า ผู้ป่วยมีรูปแบบในการเผชิญความเครียด  2 ลักษณะ คือ 1) มีการแสวงหาข้อมูลเมื่อมีข้อสงสัยเรื่องความเจ็บป่วย  ผู้ป่วยส่วนมากจะปรึกษาแพทย์และพยาบาลมากที่สุด  ร้อยละ 84 รองมาจะพูดคุยกับผู้ป่วยที่ประสบความสำเร็จในการรักษาด้วยรัวสี ร้อยละ 72 ถามผู้ป่วยด้วยกันร้อยละ 64 และหาหนังสือเกี่ยวกับโรคมะเร็งมาอ่านด้วยตนเองนั้นมีจำนวนน้อยมาก ร้อยละ 34 เท่านั้น 2) ลักษณะการเผชิญความเครียดของผู้ป่วยด้านการปฏิบัติตนเมื่อมีความเครียด จากการศึกษาพบว่า วิธีการปฏิบัติมากกว่าร้อยละ 80 คือมองโลกในแง่ดี อยู่ในที่ๆรู้สึกตนเองสบายใจ ทำบุญ ให้ทาน หาเวลาใกล้ชิดกับบุคคลที่รัก และพยายามทำให้ดีที่สุดเพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ได้ วิธีการที่ผู้ป่วยปฏิบัติพบน้อยกว่าร้อยละ 30 คือ เมื่อเกิดความเครียดตะโกนให้ดังๆ โทษสิ่งอื่น ทำลายข้าวของ รับประทานยานอนหลับดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ นอกจากนี้ละเอียด(2535) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหวังกับพฤติกรรมการเผชิญภาวะความเครียดในผู้ป่วยมะเร็งระหว่างได้รับรังสีรักษา ในผู้ป่วยจำนวน 40 ราย พบว่าพฤติกรรมที่ผู้ป่วยใช้บ่อยในการเผชิญภาวะเครียด 6 อันดับแรก คือ เลือกรับฟังเฉพาะสิ่งที่ดี ร้อยละ 97.5 รองลงมา คือ กระทำตามที่บุคคลอื่นคาดหวังและแนะนำ พยายามลืมความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ การยอมจำนนต่อความเจ็บป่วย ร้อยละ 95 พยายามกระทำให้ดีที่สุดเพราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ได้ร้อยละ 92.5 และอันดับสุดท้าย คือพยายามปลอบใจตนเอง ร้อยละ 90

  1. อาการทางด้านสังคม

อาการที่ผู้ป่วยขาดความมั่นใจ และรู้สึกว่าคุณค่าในตนเองลดลง เป็นความรู้สึกที่มักเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลง ต้องพึ่งพาผู้อื่น กลัวผู้อื่นรังเกียจภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ทำให้ทักษะในการเข้าสังคมเสียไป ผู้ป่วยมีการแยกตัว และจากการศึกษาการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับรังสีรักษาพบว่า การดูแลตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการการมีส่วนร่วมในสังคม ผู้ป่วยจะพยายามทำกิจกรรมให้เหมือนปกติหรือมากกว่าปกติ เพราะการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม นอกจากจะได้รับความสบายใจแล้ว ผู้ป่วยยังรู้สึกว่ามีคุณค่า สามารถยังทำประโยชน์ให้สังคมได้ เช่น ในผู้ป่วยบางรายพอรู้ว่าตนเองป่วยก็จะไปช่วยงานมากกว่าเดิมไปช่วยร้องรำตามงาน ตัวเองก็สบายใจ ชอบอยู่กับเพื่อนด้วยกันสบายใจ ได้พูดคุยซักถามข้อมูลด้วยกันช่วยให้กำลังใจ ให้ความรู้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยชอบเข้ากลุ่มพูดคุยกับผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยกัน เนื่องจากทำให้ได้รับแรงสนับสนุนทางด้านอารมณ์ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลตนเองและยังได้ประเมินเปรียบเทียบความเจ็บป่วยของตนกับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงมากกว่าอีกด้วย

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า การเจ็บป่วยในแต่ละระยะการดำเนินของโรคมะเร็ง และการรักษาที่ได้รับมีผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมาก ถ้าอาการดังกล่าวไม่ได้รับการจัดการหรือบำบัดที่เพียงพอเหมาะสม ก็จะส่งผลให้ชีวิตต้องอยู่กับความทุกข์ทรมานตลอดไป ดังนั้นผู้ป่วยจึงพยายามแสวงหาวิธีการจัดการกับอาการที่เกิดขึ้นในหลายๆวิธีตามการรับรู้ของผู้ป่วยเอง ซึ่งมีทั้งวิธีที่มุ่งแก้ปัญหาและจัดการกับอารมณ์ มีทั้งการรับประทานยา และการไม่ใช้ยา เช่น การรับประทานยาแก้ปวด แก้คลื่นไส้อาเจียน การนวด การใช้สมุนไพร การรับประทานอาหารเหลว หรืออาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การผ่อนคลายด้วยการฟังเพลง การทำสมาธิ และการพูดคุยปรับทุกข์หรือการปรึกษาหารือกับผู้อื่น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามการจัดการกับอาการต่างๆ จะมีประสิทธิภาพหรือไม่อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของผู้ป่วยต่อการจัดการกับอาการ รวมไปถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่เข้ามาส่งเสริมหรือขัดขวางการจัดการอาการ เช่น ประสบการณ์อาการ การรับรู้อาการ การประเมินอาการ และการตอบสนองต่ออาการเป็นต้น

จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยจะเห็นได้ว่า การให้การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำต้องมีการศึกษาปรากฏการณ์เกี่ยวกับอาการต่างๆ ที่พบบ่อย และอาการที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งรับรู้ว่ามีความรุนแรงและรบกวนการดำเนินชีวิต รวมทั้งประสบการณ์ที่ผู้ป่วยปฏิบัติเพื่อจัดการกับอาการเหล่านั้น ในการบรรเทาความรู้สึกไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นกับตน ดังนั้นทีมสุขภาพจึงความให้ความสำคัญแก่อาการที่พบบ่อยของโรคมะเร็งดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และจำเป็นต้องเข้าใจถึงองค์ประกอบต่างๆ ของผู้ป่วยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการกับอาการตามการรับรู้และประสบการณ์จริงของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยทำให้เข้าใจระบบความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมการจัดการกับอาการของผู้ป่วยมากขึ้น เป็นประโยชน์ในการนำความรู้และผลวิจัยที่ได้มาวางแผนกลยุทธ์ เพื่อพัฒนารูปแบบแนวทางในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งที่สามารถควบคุมและป้องกันความรุนแรงของอาการจากโรคและภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา รวมทั้งนำความรู้ที่ได้มาผสมผสานในการให้คำแนะนำและ/หรือปรับเปลี่ยนวิธีการดูแล การส่งเสริมการดูแลตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการ และแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อไป

 

ส่วนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

1. ศึกษาสถิติทางระบาดวิทยาของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

1.1 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพศชายและเพศหญิง หมู่ที่1 บ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

1.2 การเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลา 2 อาทิตย์โดยศึกษาข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ป่วยกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า

1.3 การวิเคราะห์ข้อมูล

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติผู้ป่วยโรคไม่ติดเต่อเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า
ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ข้อมูลระหว่างปี 2555-2556 ผลการวิเคราะห์ดังนี้

ตารางที่ 1 แสดงจำนวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง “ด้านเพศ”

เพศ จำนวน (คน) ร้อยละ
ชาย 123 47
หญิง 139 53
รวม    

จากตารางที่ 1 สามารถอธิบายข้อมูลทั่วไปด้านเพศจากแฟ้มข้อมูลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง พบว่า ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังเป็นเพศชาย ร้อยละ 47 และ เพศหญิงร้อยละ 53

ตารางที่ 2 แสดงจำนวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง “ด้านช่วงอายุ”

ช่วงอายุ จำนวน (คน) ร้อยละ
60 – 65 99 38
66 – 70 53 20
71 – 75 51 19
76 – 80 37 14
ตั้งแต่อายุ 80 ปีขึ้นไป 22 9
รวม 262 100

จากตารางที่ 2 สามารถอธิบายข้อมูลทั่วไปด้านช่วงอายุจากแฟ้มข้อมูลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง พบว่า ผู้สูงอายุอยู่ในช่วง 60 – 65 ปี ร้อยละ 38 ผู้สูงอายุอยู่ในช่วง 66 – 70 ปี ร้อยละ 20 ผู้สูงอายุอยู่ในช่วง
71 – 75 ปี ร้อยละ 19 ผู้สูงอายุอยู่ในช่วง 76-80 ปี ร้อยละ 14 และผู้สูงอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป ร้อยละ 9

ตารางที่ 3 แสดงข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุ ระหว่างปี 2555 – 2556

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน (คน) ร้อยละ
เบาหวาน 78 38
ความดัน 104 50
หลอดเลือดหัวใจ 10 5
หลอดเลือดสมอง 7 3
มะเร็ง 8 4
รวม 207 100

จากตารางที่ 3 สามารถอธิบายข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุ ระหว่างปี 2555 – 2556 พบว่า ผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคเบาหวาน ร้อยละ 38 โรคความดัน ร้อยละ 50 โรคหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละ 5 โรคหลอดเลือดสมอง ร้อยละ 3 และโรคมะเร็ง ร้อยละ 4

จากการศึกษาพบว่าจำนวนผู้สูงอายุของหมู่ที่1 บ้านอ่องห้ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2555 มีผู้สูงอายุคิดเป็นประมาณร้อยละ 18 ของจำนวนประชากรในหมู่บ้าน และในปี 2556 ผู้สูงอายุมีการเพิ่มขึ้นจากเดิมคิดเป็นร้อยละ 19 ของประชากรทั้งหมดในหมู่บ้าน สิ่งที่ตามาคือการมีอายุไขที่ยืนยาวย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพในผู้สูงอายุทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเกิดขึ้น ทั้งนี้สาเหตุอาจมาจากปัจจัยหลายๆอย่างเช่น พฤติกรรมการบริโภคเนื่องจากชุมชนเป็นเขตที่ติดต่อระหว่างเขตเมืองทำให้ผู้สูงอายุมีวัฒนธรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพย่อมส่งผลถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เงินรายได้ที่ต้องพึ่งพาอาศัยบุตรหลานในการดำรงชีพ อาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ ความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรค ทั้งนี้จากการศึกษาโดยใช้ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไม่ติดเรื้องรังในกลุ่มผู้สูงอายุ (ปี2555-2556)นั้นพบว่า ผู้สูงอายุนั้นมีอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรังขึ้นทุกปีโรคที่พบบ่อยและมากที่สุดนั้นคือโรค ความดันโลหิตสูง รองลงมาคือโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองตามลำดับ

2. ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเกิดอุบัติการณ์ของโรค

จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเกิดโรคในกลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า พบว่า
เกิดจากปัจจัยด้านพฤติกรรมบุคคล ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านวัฒนธรรม

  1. ปัจจัยด้านส่วนบุคคล

1.1      กรรมพันธุ์

พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่นั้นมีประวัติในครอบครัวนั้นป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน

1.2     ความเครียด

พบว่าผู้สูงอายุนั้นมีความเครียดในเรื่องของลูกหลานที่ไม่สามารถมาดูแลผู้สูงได้ทำให้เกิดความน้อยใจกลัวการถูกทอดทิ้งส่งผลให้เกิดความเครียดตามมา และอีกสาเหตุหนึ่งคือปัญหาภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวที่ผู้สูงอายุนั้นไม่มีรายได้ ส่งผลให้เกิดภาระใช้จ่ายตามมา

1.3    เศษฐกิจ

พบว่า เศรษฐกิจภายในหมู่บ้านฮ่องห้านั้น ส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างยากจนส่งผลให้ผู้สูงอายุนั้นเกิดความเครียดในเรื่องภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดโรคความดัน โรคหลอดเลือดสมองตามมา

1.4     พฤติกกรมการบริโภคอาหาร

การรับประทานอาหารของผู้สูงอายุส่วนใหญ่นั้นนิยมรับประทานอาหารรสชาติ หวาน มัน เค็ม เนื่องจากผู้สูงอายุนั้นไม่ได้เป็นผู้ประกอบอาหารเอง โดยส่วนมากบุตรหลานจะเป็นคนปรุงอาหาร จึงทำให้ผู้สูงอายุนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับประทานอาหารรสชาติ หวาน มันเค็ม ซึ่งผลที่ตามมาคือผู้สูงอายุส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดัน เนื่องมาจากการบริโภคอาหาร

1.5    พฤติกกรมการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายในผู้สูงอายุนั้น พบว่า ส่วนมากมักจะไม่ออกกำลังกาย เนื่องมาจากสาเหตุที่ว่าไม่มีเวลาในการออกกำลัง ร่างกายไม่ไหว ซึ่งโดยปกติแล้วผู้สูงอายุนั้นจะต้องออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที

1.6    พฤติกรรมการสูบบุหรี่

พฤติกรรมการสูบบุหรี่ยังพบในกลุ่มผู้สูงอายุทั้งชายหญิงที่นิยมสูบบุหรี่ที่มวนเอง
อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมของคนสมัยก่อนที่นิยมการสูบบุหรี่มวนเอง ซึ่งปัจจุบันพบว่าการสูบบุหรี่มวนเองนั้นเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น COPD

1.7     พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มสุรา ในกลุ่มผู้สูงอายุส่วนมากพบในผู้สูงอายุเพศชายที่มักจะดื่มสุรากลั่น เป็นประจำซึ่งจะให้ร่างกายนั้นทำงานหนักจากการขับสารพิษจากสุรา และยังเป็นปัจจัยต่างๆในการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆตามมา

  1. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

2.1     สิ่งแวดล้อมภายในบ้าน

การจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้เป็นสัดส่วน พบว่า บ้านของผู้สูงอายุส่วนนั้นจัดไม่เป็นสัดส่วนเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหกล้ม อาจส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้ และการดูแลสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ทั้งห้องน้ำ ห้องส้วม และห้องครัว ยังไม่สะอาด เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดได้

2.2    สิ่งแวดล้อมภายในชุมชน

เนื่องจากบริบทของชุมชนบ้านฮ่องห้าส่วนใหญ่นั้นมีอุตสาหกรรมโรงงานต่างๆ เช่น
โรงงานเซรามิค โรงงานขยะ ฯลฯ อาจจะส่งผลทำให้เกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจ โรคปอดจากการสูดดมควันจากโรคงาน ซึ่งผู้สูงอายุนั้นมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมากเนื่องจากภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายนั้นมักเสื่อมลง

  1. ปัจจัยทางวัฒนธรรม

จากการวิเคราะห์ปัญหาพบว่าปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุนั้น พบว่า ค่านิยมความเชื่อของชาวเหนือเมื่อมีเทศกาลหรืองานต่างๆเจ้าภาพมักจะเลี้ยงต้อนรับแขกเป็นอย่างดี เช่น กรณีงานศพในหมู่บ้าน จะเห็นว่าเจ้าภาพนั้นมักจะเลี้ยงอาหารที่ดี เช่นแกงฮังเล ซึ่งแกงฮังเลนั้นส่วนประกอบส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเนื้อหมูที่ติดมัน ปรุงรสชาติด้วยหวานนำ ซึ่งอาหารเหล่านี้มักจะส่งผลทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันตามมาซึ่งเราพบว่านอกเหนือจากอาหารที่มีรสชาติหวานยังพบว่างานศพมักจะมีการเลี้ยงเครื่องดื่มเป็นกาแฟ โอวัลติน ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะมีรสชาติที่หวานจากการปรุงน้ำตาล นมข้น ครีมเทียมเพิ่มลงไป ทำให้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานได้

มาตรการแนวทางป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

  1. การค้นหากลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง และเสริมพลังความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
  2. การดำเนินงานของชุมชนและองค์กรเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและมีการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อพฤติกรรมลดปัจจัยเสี่ยง
  3. การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและคัดกรองภาวะแทรกซ้อน
  4. การพัฒนาการสื่อสารสาธารณะ
  5. สร้างองค์ความรู้ตามหลักการ 3อ. 2ส. (อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ สุรา ยาสูบ)
  6. สร้างกระแสสังคมเกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพตนเองตามหลัก 3อ. 2ส.

3. วิเคราะห์ปัญหาและโอกาสการพัฒนาและจัดทำแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติการณ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

3.1 ตารางที่ 4 SWOT Analysis

Strengths-จุดแข็ง

1. มีการจัดตั้งกลุ่มชมรมผู้สูงอายุ

2. มีกองทุนสวัสดิการสุขภาพตำบล

3. มีภาคีเครือข่ายสุขภาพ

4. เข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่าย

5. มีศักยภาพในการพัฒนา

Weaknesses-จุดอ่อน

1. ผู้สูงอายุไม่ตระหนักในเรื่องของสุขภาพ

2. ขาดความรู้ ความเข้าใจ ของการดูแลสุขภาพ

3. พฤติกรรมการบริโภคไม่เหมาะสม

4. ผู้สูงอายุบางส่วนยังขาดความร่วมมือในการทำกิจกรรม

Opportunities-โอกาส

1. ปีแห่งการส่งเสริมสุขภาวะในผู้สูงอายุ

2. ผู้สูงอายุส่วนใหญ่สามารถพัฒนาศักยภาพด้านสุขภาพได้

3. มีบุคลากรที่มีความรู้ ความความสามารถ ในการดูแลสุขภาพ

Threats-ภัยคุกคาม

1. ภาวะเศรษฐกิจมีการถดถอยทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเครียด

2. ลักษณะทางสังคมเป็นกึ่งเมือง กึ่งชนบทส่งผลให้พฤติกรรมการดำเนินวิถีชีวิตเปลี่ยนไป

3. ชุมชนตั้งอยู่ในเขตโรงงานอุตสาหกรรม

3.2 ตารางที่ 5 TOWS matrix

ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ตามสถานการณ์ 4 รูปแบบของกลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้าได้ใช้กลยุทธ์ ดังนี้

S + O (จุดแข็ง+โอกาส)

1. จัดหางบประมาณในการส่งเสริมสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุจากหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ

2. จัดให้มีการประชุมพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ในกลุ่มผู้สูงอายุทุกเดือน

3. สร้างแรงจูงใจให้ผู้สูงอายุเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

W + O (จุดอ่อน+โอกาส)

1. จัดกิจกรรม/โครงการ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงสูงอายุมากขึ้น

2. จัดอบรมแกนนำผู้สูงอายุให้สามารถถ่ายทอดความรู้แก่สมาชิกในชมรม ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

3. จัดหางบประมาณเพื่อทำโครงการ/กิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพแก่ผู้สูงอายุให้มีความหลากหลาย

S+T (จุดแข็ง+ภัยคุกคาม)

1. จัดให้ชมรมผู้สูงอายุมีการพบปะปรึกษาพูดคุยกันเพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุนั้นเกิดความเครียด

2. เครือข่ายสุขภาพร่วมกันรณรงค์พฤติกรรมการบริโภคอาหาร

W+T (จุดอ่อน+ภัยคุกคาม)

สร้างความตระหนักให้แก่ผู้สูงอายุ ดูแลสุขภาพ รวมถึงพฤติกรรมการการรบริโภค หลีกเลี่ยงวัฒนธรรมสังคมเมือง ลดภาระหนี้สินค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

3.3 แผนดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติการณ์การเกิดโรค

จากการวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสการพัฒนาของผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า ทางผู้ศึกษาได้เห็นปัญหาในเรื่องของจุดอ่อนที่ต้องเร่งการแก้ไขปัญหาคือ ผู้สูงอายุยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องของการดูแลสุขภาพ และที่สำคัญคือผู้สูงอายุนั้นไม่ตระหนักเรื่องของสุขภาพ ซึ่งผู้ศึกษาเห็นว่าหากปล่อยให้ผู้สูงอายุนั้นขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพยิ่งจะทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรังตามมาทำให้อัตราผู้สูงอายุที่จะป่วยเป็นโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น จึงได้กำหนดแผนการดำเนินเพื่อแก้ไขอุบัติการณ์การเกิดโรคเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุที่ปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งมีการดำเนินการตามแผนดังนี้

ยุทธศาสตร์

  1. ส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างพลังศักยภาพความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
  2. ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง และกลุ่มเสี่ยงสูง

องค์ประกอบ

  1. การลดปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มผู้สูงอายุ
  2. การปรับเปลี่ยนดูแลพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยง

ตารางที่ 6 แผนการดำเนินงานแก้ไขอุบัติการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

องค์ประกอบ ยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด
การลดปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างพลังศักยภาพความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 1. มีโครงการส่งเสริมความรู้ให้แก่ผู้สูงอายุ

2. ผู้สูงอายุมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น

3. จำนวนกลุ่มเสี่ยงผู้ป่วยโรคเบาหวานลดลง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง และกลุ่มเสี่ยงสูง ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง และกลุ่มเสี่ยงสูง ผู้สูงอายุที่อยู่กลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง และกลุ่มเสี่ยงสูง ของโรคเบาหวาน ความดัน มีการปรับพฤติกรรม 3อ. 2ส. 1ฟ.

แนวทางการดำเนินงานตามแผน

การลดปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มผู้สูงอายุ

ส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างพลังศักยภาพความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

–         จัดกิจกรรมโครงการ “พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ” หมู่ที่1 บ้านฮ่องห้า

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง และกลุ่มเสี่ยงสูง

ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง และกลุ่มเสี่ยงสูง

–         ติดตามการเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ โดยการเฝ้าติดตามจากการมารับบริการสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า

4. ดำเนินโครงการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนตามแผนดำเนินการ

ผู้ศึกษาได้กำหนดแผนดำเนินการการแก้ไขปัญหาอุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านอ่องห้า ซึ่งมียุทธศาสตร์ ดังนี้

  1. ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความรู้และเสริมสร้างพลังศักยภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
  2. ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง และ กลุ่มเสี่ยงสูง

ผู้ศึกษาจึงได้เลือกยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความรู้และเสริมสร้างพลังศักยภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งนี้เนื่องจากการวิเคราะห์ปัญหาทำให้ทราบถึงผู้สูงอายุนั้นยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการปฏิบัติตนในเรื่องของการดูแลพฤติกรรมสุขภาพที่ส่งผลทำให้เกิดปัจจัยในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามมา จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยมีวัตถุประสงค์ขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุในกลุ่มที่ปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ให้ผู้สูงอายุนั้นสามารถดูแลสุขภาพและแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพด้วยตนเอง และเพื่อให้ผู้สูงอายุนั้นได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งในการจัดโครงการครั้งนี้ได้เชิญวิทยากรให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุ จำนวน 3 ท่าน คือ

  1. นางสาวสุภา ศรีรุ่งเรือง พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า

หัวข้อ : การดูแลสุขภาพ 3อ. 2ส. และการปฏิบัติตัวในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

  1. ทันตแพทย์หญิง มุขธิตา นันติชัย ทันตแพทย์โรงพยาบาลแม่ทะ

หัวข้อ : การดูแลสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุ

  1. นางสาวเสาวคนธ์ สุขมี นักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลแม่ทะ

หัวข้อ : การฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ

ผลการดำเนินโครงการ

จากการพิจารณาศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า พบปัญหาในผู้สูงอายุเนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาคือคือการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ซึ่งจะพบว่าผู้สูอายุป่วยเป็นโรคเบาหวานจำนวนร้อยละ 20 โรคความดันโลหิตสูง จำนวน ร้อยละ 35 โรคหลอดเลือดในสมอง จำนวนร้อยละ 2 โรคหัวใจ จำนวนร้อยละ 3 โรคมะเร็ง จำนวน ร้อยละ 3 และป่วยเป็นโรคไต จำนวนร้อยละ 4 ซึ่งปัญหาสุขภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุข ดังนั้นทางคณะผู้จัดทำโครงการจึงเลือกประเด็นปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุโดยการให้ความรู้เพื่อนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า ได้จัดขึ้นในวันที่ 4 ธันวาคม 2556 ณ ศาลาเอนกประสงค์วัดบ้านฮ่องห้า โดยความร่วมมือของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า มีผู้สูงอายุเข้าร่วมอบรมจำนวน 101 คนโดยมีหัวข้อการอบรมดังนี้

  1. 3อ. 2ส.
  2. ปัญหาสุขภาพในช่องปากของผู้สูงอายุ
  3. การฟื้นฟูสุขภาพในผู้สูงอายุ

ในการจัดการอบรมครั้งนี้ได้ใช้เทคนิคการฝึกอบรมประกอบด้วย การบรรยาย การสาธิต และการฝึกปฏิบัติจริง ตลอดการบรรยายเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ และสนุกสนานก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพและสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลสุขภาพตนเองได้ การจัดอบรมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี การบรรยายราบรื่นเรียบร้อย สนุกสนาน บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ทางคณะผู้จัดทำได้ตั้งไว้

การประเมินผลในการอบรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  1. การประเมินความรู้
  2. การประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม

1. การประเมินความรู้

ตารางที่ 7 แสดงผลการประเมินความรู้ก่อนและหลังการอบรม จำนวน 90 คน

ทดสอบความรู้ คะแนนเต็ม คะแนนต่ำสุด คะแนนสูงสุด ค่าเฉลี่ย
ทดสอบความรู้ก่อนการอบรม 10 3 6 5
ทดสอบความรู้หลังการอบรม 10 5 9 7
 

ตารางที่ 1 การประเมินความรู้ : การทดสอบก่อนและหลังการอบรม โดยใช้แบบทดสอบ จำนวน 10 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน คะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ก่อนการอบรมผู้เข้าร่วมรับการอบรมมีความรู้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5 คะแนน คะแนนต่ำสุด 3 คะแนน  และ คะแนนสูงสุด 6 คะแนน หลังการอบรมมีคะแนนเฉลี่ย 7 คะแนน คะแนนต่ำสุด 5 คะแนน และ คะแนนสูงสุด 9 คะแนน

2. การประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการอบรม

ประเมินความพึงพอใจในหัวข้อต่างๆที่ทางคณะผู้จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อด้านความรู้ก่อนและหลังการอบรม ด้านวิทยากร ด้านสถานที่ และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

หลังจากการอบรมในหัวข้อต่างๆทางคณะผู้จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อความรู้ก่อนการอบรม ความรู้หลังการอบรม การนำความรู้ไปใช้ ด้านวิทยากร และด้านสถานที่ ในวันที่ 4 ธันวาคม 2556
มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 101 คน ตอบแบบประเมิน 90 คน คิดเป็นร้อยละ 89

  1. ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ก่อนการอบรม

ในประเด็นนี้มีการรายงานการประเมิน 5 รายการโดยได้แบ่งระดับความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ 5 ดีมาก ระดับ 4 ดี ระดับ 3 ปานกลาง ระดับ 2 น้อย ระดับ 1 น้อยที่สุด ซึ่งผู้เข้าร่วมการอบรมมีการประเมินความพึงพอใจ ดังนี้

ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง 3อ. 2ส.

พบว่าผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ 3อ.2ส. ก่อนการฝึกอบรมอยู่ในระดับ 3 คือปานกลาง ร้อยละ 45 และรองลงมาระดับ 2 คือ น้อย ร้อยละ 31

ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก

พบว่าผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก ก่อนการฝึกอบรมอยู่ในระดับ 3 คือปานกลาง ร้อยละ 48 และรองลงมาระดับ 2 คือ น้อย ร้อยละ 26

ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูสุขภาพในผู้สูงอายุ

พบว่าผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุด้านการฟื้นฟูสุขภาพ ก่อนการฝึกอบรมอยู่ในระดับ 3 คือปานกลาง ร้อยละ 48 และรองลงมาระดับ 2 คือ น้อย ร้อยละ 25

2. ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้หลังการอบรม

ในประเด็นนี้มีการรายงานการประเมิน 5 รายการโดยได้แบ่งระดับความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ 5 ดีมาก ระดับ 4 ดี ระดับ 3 ปานกลาง ระดับ 2 น้อย ระดับ 1 น้อยที่สุด ซึ่งผู้เข้าร่วมการอบรมมีการประเมินความพึงพอใจ ดังนี้

ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง 3อ.2ส.

พบว่าผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง 3อ. 2ส. หลังการฝึกอบรมอยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 36 และรองลงมาระดับ 2 คือมากที่สุด ร้อยละ 24

ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก

พบว่าผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก หลังการฝึกอบรมอยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 46 และระดับ 2 คือมากที่สุด ร้อยละ 37

ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูสุขภาพในผู้สูงอายุ

พบว่าผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุด้านการฟื้นฟูสุขภาพ หลังการฝึกอบรมอยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 40 และระดับ 2 คือมากที่สุด ร้อยละ 38

3. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำความรู้ไปใช้

ในประเด็นนี้มีการรายงานการประเมิน 5 รายการโดยได้แบ่งระดับความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ 5 ดีมาก ระดับ 4 ดี ระดับ 3 ปานกลาง ระดับ 2 น้อย ระดับ 1 น้อยที่สุด ซึ่งผู้เข้าร่วมการอบรมมีการประเมินความพึงพอใจ ดังนี้

ความรู้ที่ได้รับครั้งนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด

พบว่าผู้เข้ารับการอบรม ได้รับประโยชน์จากการอบรมอยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 37 และระดับ 2 คือมากที่สุด ร้อยละ 35

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

พบว่าผู้เข้ารับการอบรม นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 39 และระดับ 2 คือมากที่สุด ร้อยละ 37

 การนำความรู้ไปเผยแพร่-ถ่ายทอด

พบว่าผู้เข้ารับการอบรม สามารถนำความรู้ไปเผยแพร่ถ่ายทอดได้ ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 40 และระดับ 2 คือมากที่สุด ร้อยละ 39

  1. ด้านวิทยากร

ในประเด็นนี้มีการรายงานการประเมิน 5 รายการโดยได้แบ่งระดับความพึงพอใจออกเป็น ๕ ระดับ คือ ระดับ 5 ดีมาก ระดับ 4 ดี ระดับ 3 ปานกลาง ระดับ 2 น้อย ระดับ 1 น้อยที่สุด ซึ่งผู้เข้าร่วมการอบรมมีการประเมินความพึงพอใจ ดังนี้

การถ่ายถอดความรู้ของวิทยากร

พบว่าผู้เข้ารับการอบรมประเมินการถ่ายทอดความรู้ของวิทยากรอยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 41 และระดับ 2 คือมากที่สุด ร้อยละ 32

ความเหมาะสมของวิทยากรโดยรวม

พบว่าผู้เข้ารับการอบรมประเมินความเหมาะสมของวิทยากรโดยรวม อยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 47 และระดับ 2 คือมากที่สุด ร้อยละ 33

5. ด้านสถานที่

ในประเด็นนี้มีการรายงานการประเมิน 5 รายการโดยได้แบ่งระดับความพึงพอใจออกเป็น4 ระดับ คือ ระดับ 5 ดีมาก ระดับ 4 ดี ระดับ 3 ปานกลาง ระดับ 2 น้อย ระดับ 1 น้อยที่สุด ซึ่งผู้เข้าร่วมการอบรมมีการประเมินความพึงพอใจ ดังนี้

พบว่าผู้เข้ารับการอบรมประเมินความเหมาะสมของสถานที่ฝึกอบรม/โสตทัศนูปกรณ์ อยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 52 และระดับ 2 คือมากที่สุด ร้อยละ 32

สรุปแบบประเมินความพึงพอใจการฝึกอบรม
โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

วันที่ 4 ธันวาคม 2556

การอบรมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า มีผู้เข้าร่วมโครงการ 101 คน ตอบแบบสอบถามความพึงใจ จำนวน 90 คน คิดเป็นร้อยละ 89

หัวข้อกิจกรรรม 3อ. 2ส. ซึ่งมีนางสาวสุภา ศรีรุ่งเรือง พยาบาลวิชาชีพ จากโรงพยาบาลบ้านฮ่องห้า เป็นวิทยากรการให้ความรู้ ผลปรากฏดังนี้

ความรู้ก่อนการอบรม ผู้เข้าร่วมการอบรมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับที่ 3 คือปานกลาง ร้อยละ 36 ความรู้หลังการอบรม อยู่ในระดับที่ 4 คือมาก ร้อยละ 45

หัวข้อกิจกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ซึ่งมีทันตแพทย์หญิง มุขธิตา นันติชัย ทันตแพทย์โรงพยาบาลแม่ทะ เป็นวิทยาให้ความรู้ ผลปรากฏดังนี้

ความรู้ก่อนการอบรม ผู้เข้าร่วมอบรมมีความพึงใจในอยู่ระดับที่ 3 คือปานกลาง ร้อยละ 48  ความรู้หลังการอบรม อยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 46

หัวข้อกิจกรรมการฟื้นฟูสุขภาพในผู้สูงอายุ ซึ่งมีนางสาวเสาวคนธ์ สุขมี นักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลแม่ทะเป็นวิทยากรให้ความรู้ ผลปรากฏดังนี้

ความรู้ก่อนการอบรม ผู้เข้าร่วมการอบรมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับที่ 3 คือปานกลาง ร้อยละ
48 ความรู้หลังการอบรม อยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 40

ด้านการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับประโยชน์การอบรมครั้งนี้ อยู่ในระดับ
4คือมาก ร้อยละ 37 การนำความรู้ไปเผยแพร่ถ่ายทอด อยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 40

ด้านวิทยากร ผู้เข้าร่วมอบรมมีความพึงพอใจต่อวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ อยู่ในระดับ 4
คือมาก ร้อยละ 41 ความเหมาะสมของวิทยากรโดยรวม อยู่ในระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 47

ด้านสถานที่ ผู้เข้าร่วมอบรมมีความพึงพอใจต่อด้านสถานที่ฝึกอบรม/โสตทัศนูปกรณ์ อยู่ใน
ระดับ 4 คือ มาก ร้อยละ 53

 

 สรุปผลการศึกษา

 จากการศึกษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบว่าจำนวนผู้สูงอายุของหมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2555 มีผู้สูงอายุคิดเป็นประมาณร้อยละ 18 ของจำนวนประชากรในหมู่บ้าน และในปี 2556 ผู้สูงอายุมีการเพิ่มขึ้นจากเดิมคิดเป็นร้อยละ 19 ของประชากรทั้งหมดในหมู่บ้าน สิ่งที่ตามาคือการมีอายุไขที่ยืนยาวย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพในผู้สูงอายุทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเกิดขึ้น ทั้งนี้สาเหตุอาจมาจากปัจจัยหลายๆอย่างเช่น พฤติกรรมการบริโภคเนื่องจากชุมชนเป็นเขตที่ติดต่อระหว่างเขตเมืองทำให้ผู้สูงอายุมีวัฒนธรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพย่อมส่งผลถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เงินรายได้ที่ต้องพึ่งพาอาศัยบุตรหลานในการดำรงชีพ อาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ ความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรค ทั้งนี้จากการศึกษาโดยใช้ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไม่ติดเรื้องรังในกลุ่มผู้สูงอายุ (ปี2555-2556)นั้นพบว่า ผู้สูงอายุนั้นมีอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรังขึ้นทุกปีโรคที่พบบ่อยและมากที่สุดนั้นคือโรค ความดันโลหิตสูง รองลงมาคือโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองตามลำดับ

ผลการจัดกิจกรรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ หมู่ที่1 ตามแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพบว่าผู้สูงอายุให้ความสนใจร่วมกิจกรรมจำนวน 101 คน โดยมีวิทยากรจากหน่วยงานภายในและภายนอกมาให้ความรู้ ได้แก่ การดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ วิทยากร คือ ทันตแพทย์หญิงมุขธิตา นันติชัย ให้ความรู้เรื่องของการการแปรงฟันที่ถูกวิธี การเลือกใช้ฟันปลอมในผู้สูงอายุ และการดูแลวิธีการใช้ฟันปลอม รวมถึงการเชิญชวนให้ผู้สูงอายุนั้นร่วมโครงการฟันปลอมพระราชทานเพื่อผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องของฟันคุณเสาวคนธ์ สุขมี นักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลแม่ทะ ได้ให้ความรู้การฟื้นฟูสุขภาพ เรื่องของการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีในผู้สูงอายุ และการฟื้นฟูสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทั้งนี้ได้มีการสาธิตการออกกำลังให้ผู้สูงอายุนั้นมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกัน คุณสุภา ศรีรุ่งเรือง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ได้ให้ความรู้ในหัวข้อ 3อ.2ส. ได้แก่ 1.อ.อาหาร 2.อ.อารมณ์ 3.อ.ออกกำลังกาย และ 2.ส ได้แก่ ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มสุรา ในการจัดการอบรมครั้งนี้ได้ใช้เทคนิคการฝึกอบรมประกอบด้วย การบรรยาย การสาธิต และการฝึกปฏิบัติจริง ตลอดการบรรยายเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ และสนุกสนานก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพและสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลสุขภาพตนเองได้ การจัดอบรมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมู่ที่ 1 บ้านฮ่องห้า ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี การบรรยายราบรื่นเรียบร้อย สนุกสนาน

ผลลัพธ์ที่ผู้สูงอายุได้รับจากการเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ คือ ผู้สูงอายุนั้นมีทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ มีความเข้าใจในการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรัง ซึ่งผู้สูงอายุสามารถนำความรู้ที่ได้นำไปปฏิบัติ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อก่อให้เกิดศักยภาพในการพัฒนาผู้สูงอายุต่อไป

โครงการ “รู้ก่อน ปลอดภัย ห่างไกล โรคตาแดง”

Monday, July 21st, 2014

บทนำ

ในปัจจุบันโรคตาแดง เป็นโรคติดต่อซึ่ง เป็นโรคที่มีการแพร่ระบาดได้ง่ายมาก โรคตาแดงเป็นโรคที่มีการอักเสบของเยื่อตา เกิดจากการหลายสาเหตุ โรคตาแดงพบได้ในทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่จะมีการระบาดของโรคตลอดทั้งปีเนื่องจากการติดต่อของโรคเกิดจากการสัมผัสขี้ตาหรือน้ำตาของผู้ป่วยโดยตรง การใช้สิ่งของร่วมกัน การไอ จาม หายใจรดกัน ดังนั้นสถานที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันจึงต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็กและที่ทำงานให้บริการ หลังจากได้รับเชื้อ ภายใน 2 – 14 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการเคืองตา น้ำตาไหล ขี้ตามาก เปลือกตาบวม ต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโต เยื่อตาจะค่อย ๆ แดงขึ้นเรื่อย ๆ จนแดงก่ำ บางรายอาจพบการบวมของเยื่อตา เปลือกตาด้านในเป็นเม็ดใส ๆ กระจายอยู่ทั่วไป หากเชื้อรุกลามไปที่กระจกตาอาจเกิดการอักเสบของกระจกตา ทำให้ปวดตา สายตามัวลงได้ ส่วนใหญ่โรคตาแดงจะหายได้เองภายใน 1 – 3 สัปดาห์ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่เนื่องจากความรุนแรงของโรคมีหลายระดับหากมีอาการควรได้รับการตรวจตา

การเกิดโรคตาแดงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกคนในหลายด้านเช่น เศรษฐกิจ  สังคม การเงิน และครอบครัว คือ ทำให้ผู้ที่ประกอบอาชีพได้ลางานซึ่งทำให้ขาดรายได้ และถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็ต้องได้หยุดเรียนและทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนสาเหตุที่ต้องหยุดเพื่อที่จะไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายต่อบุคคลอื่น ส่งผลต่อการเงิน และครอบครัวทำให้ขาดรายได้ในการเลี้ยงครอบครัวและชีวิต

การมีคุณภาพชีวิตที่ดีคือหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย จิตใจและสังคมของทุกเพศ ทุกวัย  ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้นจะต้องปราศจากเป็นโรคภัยไข้เจ็บและมีการดูแลสุขภาพของตนเองและผู้อื่นอย่างถูกวิธี มีการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ถูกต้อง ในฐานะผู้ส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนจึงมีความตระหนักที่อยากจะให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจและสังคม

จากาการศึกษาข้อมูลการเกิดโรคในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านโทกหัวช้าง อัตราป่วยด้วยโรคตาแดงย้อนหลัง 5 ปี พบว่า  ในปี  พ.ศ. 2556  =  102.91 ต่อแสนประชากร  อัตราป่วย ปี พ.ศ. 2555  =  18.63 ต่อแสนประชากร  อัตราป่วยปี พ.ศ. 2554  =  111.81 ต่อแสนประชากร  อัตราป่วยปี พ.ศ. 2553  =  9.31  ต่อแสนประชากร  อัตราป่วยปี พ.ศ. 2552  =  18.63  ต่อแสนประชากร  และอัตราป่วยปี พ.ศ. 2551  =  91.17 ต่อแสนประชากร   โรคตาแดง (Conjunctivitis) เป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดการระบาดในทุกเพศ ทุกวัย และมีการระบาดตลอดทั้งปี สืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ  ภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ  ปัญหาจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น เพราะมีรถบรรทุกดินสัญจรผ่านไปมาเป็นประจำ อีกทั้งบ้านเรือนก็ตั้งติดถนนทำให้เกิดฝุ่นจำนวนมากและมีโอกาสเกิดโรคตาแดงและก่อให้เกิดการระบาดได้  จึงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเพราะเมื่อเกิดโรคตาแดง ต้องหยุดงาน  หยุดเรียน ก่อให้เกิดการขาดรายได้  ขาดการเข้าร่วมสังคม ส่งผลกระทบต่อจิตใจ

ดังนั้นทางคณะผู้จัดทำจึงเล็งเห็นความสำคัญเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคตาแดง จึงได้จัดทำโครงการ รู้ก่อน ปลอดภัย ห่างไกล โรคตาแดง ขึ้นเพื่อให้ประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านโทกหัวช้าง ตระหนักเรื่องการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคตาแดง ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

วัตถุประสงค์

                1. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดโรคตาแดงกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชนบ้านโทกหัวช้าง ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

2. เพื่อนำผลการศึกษา มาจัดทำสัมมนา รู้ก่อน ปลอดภัย ห่างไกล โรคตาแดง ให้ความรู้แก่นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น และผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนา

ขอบเขตการศึกษา

–  กลุ่มเยาวชน นักเรียนโรงเรียนบ้านโทกหัวช้าง  จำนวน  56  คน

–  กลุ่มอาสาสมัครหมู่บ้าน อ.ส.ม.  จำนวน  18  คน

–  กลุ่มผู้สูงอายุ  จำนวน  15  คน

วิธีดำเนินการ

ขั้นเตรียมการ

  1. การวางแผนกำหนดโครงการ เรื่องที่จะศึกษาเพื่อจัดทำสัมมนา
  2. ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการ แบ่งหน้าที่แต่ละฝ่าย
  3. เขียนโครงการเสนอต่ออาจารย์เบญจวรรณ  นันทชัย
  4. ประชุมติดตามงานแก้ไขข้อบกพร่อง

ขั้นดำเนินการ

  1. จัดการดำเนินการศึกษาประวัติการระบาดโรคตาแดงย้อนหลัง 5 ปี
  2. ดำเนินการให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย
  3. สรุปผลการศึกษาและการประเมินการทดสอบความรู้ทั้งก่อนและหลังการให้ความรู้จากกลุ่มตัวอย่าง
  4.  จัดสถานที่ในการสัมมนา ณ ตึก คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
  5. ดำเนินการจัดสัมมนา รู้ก่อน ปลอดภัย ห่างไกล โรคตาแดง
  6.  ติดตามประเมินผลการจัดสัมมนา
  7. สรุปผลการจัดสัมมนา
  8. จัดส่งเอกสารสรุปผลการจัดสัมมนา รู้ก่อน ปลอดภัย ห่างไกล โรคตาแดง

ระยะเวลาดำเนินงาน

วัน/เดือน/ปี การดำเนินงาน หมายเหตุ
เดือนพฤศจิกายน 2556 ศึกษาข้อมูลงานระบาดวิทยา             และปัจจัยที่ส่งผลก่อให้เกิดโรคตาแดง – ให้กลับมาศึกษาหัวข้อที่จะสัมมนาให้ละเอียดกว่านี้
วันที่ 5 ธันวาคม 2556 นำเสนอหัวข้อและรายละเอียดของโครงการรู้ก่อน ปลอดภัย ห่างไกลโรคตาแดง                          กับคุณนิรันทร์ กาชัย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ -จัดทำแบบก่อนและหลังการให้ความรู้

– จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจ

– จัดทำแผลงานสุขศึกษา

วันที่ 6 ธันวาคม 2556 ให้ความรู้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านโทกหัวช้าง จำนวน 56 คน – มีสื่ออิเล็กทรอนิกส์

– เอกสารแผนพับ

วันที่ 12 ธันวาคม 2556 ให้ความรู้แก่กลุ่มอาสาสมัครหมู่บ้าน อ.ส.ม. จำนวน 18 คน – เอกสารแผนพับ

– แลกเปลี่ยนเรียนรู้

วันที่ 13 ธันวาคม 2556 ให้ความรู้แก่กลุ่มผู้สูงอายุ จำนวน 15 คน –                   เอกสารแผนพับ
เดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ 2557 ประชุมกลุ่ม

–                   สรุปผลการดำเนินการศึกษา

–                   จัดทำโครงร่างสัมมนา

–                   วางแผน/แบ่งงาน/เตรียมความพร้อมก่อนจัดสัมมนา

–                   เตรียมเอกสารลงทะเบียน

 
วันที่ 19 มีนาคม 2557 ดำเนินการจัดสัมมนา รู้ก่อน ปลอดภัย ห่างไกล โรคตาแดง ตึก 4 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

 

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

โรคตาแดง Conjunctivitis

                โรคตาแดงเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ คือ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และภูมิแพ้ ทั้ง 3 สาเหตุทำให้เกิดอาการตาแดงได้คล้ายคลึงกัน แต่ลักษณะบางอย่างแตกต่างกันจึงควรวินิจฉัยแยกโรค เพื่อให้การรักษาและการดูแลตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสม

โรคตาแดงจากภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis)

                เป็นอาการอักเสบของเยื้อบุตาที่เกิดจากการแพ้ เช่น แพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่น ยา ควันบุหรี่ เป็นต้น มักจะเป็นๆ หายๆ และเป็นร่วมกับโรคภูมิแพ้ของอวัยวะอื่น เช่น น้ำมูกไหล หืด หรือผื่นแพ้ที่ผิวหนัง เมื่อเป็นติดต่อกันนานๆ จะทำให้เป็นต้อลมและต้อเนื้อได้

อาการสำคัญ คันตามากโดยเฉพาะตรงบริเวณหัวตา  มีตาแดงเรื้อๆ มักจะเป็นสองข้าง ระคายเคืองตา ตาบวม มีน้ำตาไหล มีเมือกหรือขี้ตาใสๆ

การป้องกันและการรักษา หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดการแพ้ ประคบเย็น เพื่อลดบวม ใช้ยาหยอดตาแก้แพ้ ยาหยอดตาลดการอักเสบ และยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน

โรคตาแดงเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Conjunctivitis)

                เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาที่เกิดจากการติดเชื้อ S.epidermidis , S.aureus

อาการสำคัญ คือ มีอาการจาแดงไม่มาก มีขี้ตามากสีเขียวปนเหลือง ทำให้เปิดตาลำบากในตอนเช้า มักจะไม่มีอาการปวดหรือเคืองตา ไม่มีอาการคัน อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ บางรายมีไข้ร่วม

การรักษา คือ การใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดเปลือกตา เพื่อให้ขี้ตาอ่อนตัวลง ใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะและอาจใช้ยาหยอดตาแก้แพ้ร่วมด้วย

โรคตาแดงจากเชื้อไวรัส (Viral Conjunctivitis)

                เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม adenovirus พบบ่อยในเด็กเล็กๆ มักระบาดในฤดูฝนและแพร่ระบาดได้ง่ายในชุมชน โรงเรียน ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก ก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้

อาการสำคัญ คือ เยื่อบุตาขวาจะอักเสบแดงมาก ปวดตา เคืองตา มีน้ำตาไหล กลัวแสง ต่อมน้ำเหลืองหลังหูมักเจ็บและบวม มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อนแล้วติดมายังอีกข้างหนึ่ง

การรักษา คือ จะรักษาตามอาการของโรค เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสนี้โดยตรง ถ้ามีขี้ตามักหยอดยาปฏิชีวนะ ถ้ามีไข้ เจ็บคอ ก็ใช้ยาแก้อักเสบร่วมกับยาลดไข้ ยาลดปวด หากมีอาการรุนแรงมากให้รีบพบแพทย์

การติดต่อของโรคตาแดง

                โรคตาแดงมักระบาดในกลุ่มที่อยู่รวมกันอย่างแออัด โดยส่วนใหญ่จะติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสกับน้ำตา ขี้ตา ของผู้ป่วยหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยตรง หรืออาจติดต่อทางอ้อมได้

–                   ใช้มือสกปรกที่มีเชื้อโรคขยี้ตา

–                   ใช้สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แว่นตา เครื่องสำอาง และของใช้อื่นๆ ร่วมกับผู้เป็นโรค

–                   แมลงวันหรือแมลงหวี่มาตอมตา

ทั้งนี้โรคตาแดงจะไม่ติดต่อทางการสบตา ทางอากาศ หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน และอาการต่างๆ จะเกิดขึ้นภายใน 1-2 วัน ระยะการติดต่อไปถึงผู้อื่นประมาณ 14 วัน

ข้อควรปฏิบัติขณะเป็นโรคตาแดง

  1. ควรหยุดเรียนหรือหยุดงานประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือจนกว่าอาการตาแดงจะหายเป็นปกติ และไม่ควรไปอยู่ในชุมชน เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า หรือลงเล่นน้ำในสระ เพราะอาจนำโรคไปแพร่ติดผู้อื่นได้
  2. เมื่อมีอาการของโรคตาแดงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำและทำการรักษา
  3. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากถูตาและหมั่นล้างมือเป็นประจำ
  4. ควรพักสายตาไม่ใช้สายตามากนัก และพยายามรักษาสุขภาพ พักผ่อนมากๆ ไม่ควรทำงานดึก ควรนอนให้เพียงพอ
  5. ไม่จำเป็นต้องปิดตาไว้ตลอด ยกเว้น มีอาการกระจกตาอักเสบจึงปิดตาเป็นครั้งคราว
  6. แยกของใช้ส่วนตัวไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
  7. ควรใส่แว่นกันแดดเพื่อลดอาการระคายเคือง
  8. งดใส่คอนแทกเลนส์จนกว่าตาจะหายอักเสบ
  9. หากใช้กระดาษทิชชูซับน้ำตาหรือขี้ตาแล้ว ควรทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด

วิธีป้องกันไม่ให้ติดโรคตาแดง

                โรคนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการรักษาสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่

  1. หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่อยู่เสมอ ไม่ใช้มือที่ไม่ได้ล้างขยี้ตา
  2. เมื่อฝุ่นละอองหรือผงเข้าตาไม่ควรขยี้ตา ให้ล้างด้วยน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว
  3. ในสถานที่ที่คนอยู่รวมกันแออัด ควรจัดหาน้ำสะอาดให้เพียงพอสำหรับการอุปโภคและบริโภค
  4. ไม่ใช้สิ่งขิง เช่น แว่นตา เครื่องสำอาง ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ถ้วยล้างตา ยาหยอดตา ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อมีโรคตาแดงระบาดต้องให้ระวังมากขึ้น
  5. หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของ เครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ให้สะอาดอยู่เสมอ

สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ

สุขบัญญัติ คือ ข้อกำหนดที่เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปพึงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นสุขนิสัยเพื่อให้มีสุขภาพดี ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ดังนั้นการส่งเสริมสุขบัญญัติจึงเป็นกลวิธีหนึ่งในการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีได้

ในปี พ.ศ. 2476 กองอนุสภากาชาดสยามได้บัญญัติคำว่า กติกาอนามัย เพื่อใช้สำหรับสมาชิกอนุกาชาด มี 12 ข้อ

ต่อมา ปี พ.ศ. 2535 ได้มีการจัดประชุมทบทวนสุขบัญญัติแห่งชาติขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ปัญหาสาธารณสุขเปลี่ยนแปลงไป จึงได้มีการปฏิรูปสุขบัญญัติแห่งชาติให้ทันสมัยขึ้น โดยเน้นกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นเป้าหมายที่จะต้องปลูกฝังและส่งเสริมให้มีสุขภาพดี โดยเน้นสถาบันต่าง ๆ ในสังคม อาทิ สถาบันครอบครัว สถาบันศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันสาธารณสุข สถาบันการเมืองและสื่อมวลชน ฯลฯ มีส่วนร่วมในการเผยแพร่สุขบัญญัติแห่งชาติ  โดยให้มีเนื้อหาครอบคลุม 6 พฤติกรรม ได้แก่ อนามัยส่วนบุคคล อาหารและโภชนาการ การออกกำลังกาย สุขภาพจิต อุบัติเหตุ และอนามัยสิ่งแวดล้อม มี 10 ประการ ดังนี้

  1. อาบน้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ  2 ครั้ง
  2. แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  3. นอนหลับให้เต็มที่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก
  4. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ไม่ดื่มน้ำชา กาแฟ
  5. ควรกินอาหารพวกเนื้อ นม ไข่ ผักสด ทุกวัน
  6. ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังออกจากห้องส้วมทุกครั้ง
  7. เล่นหรือออกกำลังกายกลางแจ้งทุกวัน
  8. ถ่ายอุจจาระทุกวันให้เป็นเวลา
  9. พยายามหลีกเลี่ยงโรคติดต่อ
  10. ทำจิตใจให้มีความสุขเสมอ

วิธีดำเนินงาน

 การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อศึกษาการระบาดของโรคตาแดงย้อนหลัง 5 ปี และทำการให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย ในชุมชนบ้านโทกหัวช้าง ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

1. เครื่องมือในการศึกษา

2. การเก็บรวบรวมข้อมูล

3. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้

4. กลุ่มตัวอย่าง

 

1. กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ กลุ่มเยาวชน จำนวน 56 คน  กลุ่มอาสาสมัครหมู่บ้าน จำนวน 18 คน และกลุ่มผู้สูงอายุ จำนวน 15 คน  หมู่ที่ 8 บ้านโทกหัวช้าง ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นข้อมูลด้านระบาดวิทยา และการประเมินการให้ความรู้แกกลุ่มตัวอย่างมี 3 ส่วนดังนี้

ส่วนที่ 1  ทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ป่วยโรคตาแดง E.0 และ E.1

ทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ป่วยและผู้ตายรายเดือน โรคตาแดง E.2 และ E.3

ส่วนที่ 2 แบบทดสอบก่อนและหลังการให้ความรู้

ส่วนที่ 3 แบบประเมินความพึงพอใจในการให้ความรู้

3. การเก็บรวบรวม

ในการศึกษาครั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลา 1 สัปดาห์โดยศึกษาจากทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ป่วยและดำเนินการให้ความรู้แก่กลุ่มตัวอย่างกำหนดระยะเวลา 2 สัปดาห์

4. การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้สถิติบรรยาย คือ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และแปลผล

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การศึกษาการระบาดโรคตาแดงย้อนหลัง 5 ปี อัตราการป่วยคิดเป็นต่อแสนประชากร มีดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1

  1.  อัตราการป่วยด้วยโรคตาแดงปี พ.ศ. 2551 จำนวน 93.17 ต่อแสนประชากร
  2. อัตราการป่วยด้วยโรคตาแดงปี พ.ศ. 2552 จำนวน 18.63 ต่อแสนประชากร
  3. อัตราการป่วยด้วยโรคตาแดงปี พ.ศ. 2553 จำนวน 9.31 ต่อแสนประชากร
  4. อัตราการป่วยด้วยโรคตาแดงปี พ.ศ. 2554 จำนวน 111.81 ต่อแสนประชากร
  5. อัตราการป่วยด้วยโรคตาแดงปี พ.ศ. 2555 จำนวน 18.63 ต่อแสนประชากร
  6. อัตราการป่วยด้วยโรคตาแดงปี พ.ศ. 2556 จำนวน 102.91 ต่อแสนประชากร

จากอัตราการป่วยข้างต้น อธิบายว่าการเกิดโรคตาแดงและการระบาดของโรคตาแดงนั้นมีอัตราการป่วยที่สูงและต่ำสลับกัน แต่อัตราการป่วยของทุกๆครั้งก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น นั้นหมายถึงเกิดการระบาดมากขึ้น

ส่วนที่ 2

แบบทดสอบก่อนการให้ความรู้

 ตารางที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเยาวชน จำนวน 56คน

คะแนน จำนวน (คน) ร้อยละ
0 2 3.5
1 1 1.7
2 5 8.9
3 10 17.8
4 16 28.5
5 20 35.7
6 2 3.5
7 0 0
8 0 0
9 0 0
10 0 0

จากตารางที่ 1 สามารถอธิบายข้อมูลแบบทดสอบก่อนการให้ความรู้ตามลำดับ 5 คะแนน จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 35.71  , 4 คะแนน จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 28.57 และ 3 คะแนน จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 17.85

ตารางที่ 2 กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ จำนวน 15 คน

คะแนน จำนวน (คน) ร้อยละ
0 0 0
1 0 0
2 1 6.6
3 1 6.6
4 5 8.9
5 5 8.9
6 3 5.3
6 0 0
8 0 0
9 0 0
10 0 0

จากตารางที่ 2 สามารถอธิบายข้อมูลแบบทดสอบก่อนการให้ความรู้ตามลำดับ 5 คะแนน จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 8.9  , 4 คะแนน จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 8.9 และ 6 คะแนน จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 5.3

 

ตารางที่ 3 กลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครหมู่บ้าน จำนวน 18 คน

คะแนน จำนวน (คน) ร้อยละ
0 0 0
1 0 0
2 0 0
3 0 0
4 2 11.7
5 2 11.7
6 9 50
7 4 22.2
8 1 5.5
9 0 0
10 0 0

จากตารางที่ 3 สามารถอธิบายข้อมูลแบบทดสอบก่อนการให้ความรู้ตามลำดับ 6 คะแนน จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 50  , 7 คะแนน จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 22.2  ,  5 คะแนน จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 11.7  และ 4 คะแนน จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 11.7

 

แบบทดสอบหลังการให้ความรู้

 ตารางที่ 4 กลุ่มตัวอย่างเยาวชน จำนวน 56 คน

คะแนน จำนวน (คน) ร้อยละ
0 0 0
1 0 0
2 0 0
3 0 0
4 1 1.7
5 3 5.3
6 3 5.3
7 5 8.9
8 13 23.2
9 20 35.7
10 11 19.6

จากตารางที่ 4 สามารถอธิบายข้อมูลแบบทดสอบหลังการให้ความรู้ตามลำดับ 9 คะแนน จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 35.71  , 8 คะแนน จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 23.21  และ 10 คะแนน จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 19.64

 

ตารางที่ 5 กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ จำนวน 15 คน

คะแนน จำนวน (คน) ร้อยละ
0 0 0
1 0 0
2 0 0
3 0 0
4 4 7.1
5 3 5.3
6 3 5.3
7 5 8.9
8 0 0
9 0 0
10 0 0

จากตารางที่ 5 สามารถอธิบายข้อมูลแบบทดสอบหลังการให้ความรู้ตามลำดับ 5 คะแนน จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 5.3  , 6 คะแนน จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 5.3 ,  4 คะแนน จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 7.1  และ 7 คะแนน จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 8.9

 

ตารางที่ 6 กลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครหมู่บ้าน จำนวน 18 คน

คะแนน จำนวน (คน) ร้อยละ
0 0 0
1 0 0
2 0 0
3 0 0
4 0 0
5 0 0
6 0 0
7 2 11.7
                                 8 4 22.2
9 9 50.0
10 3 16.6

จากตารางที่ 6 สามารถอธิบายข้อมูลแบบทดสอบหลังการให้ความรู้ตามลำดับ 10 คะแนน จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 16.6  , 8 คะแนน จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 22.2 และ 9 คะแนน จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 50.0

ส่วนที่ 3 แบบประเมินความพึงพอใจ การให้ความรู้ เรื่อง รู้ก่อนปลอดภัย ห่างไกลโรคตาแดง

 

หัวข้อการประเมิน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
1. เนื้อหาวิชา จำนวน(คน) ร้อยละ จำนวน(คน) ร้อยละ จำนวน(คน) ร้อยละ จำนวน(คน) ร้อยละ จำนวน(คน) ร้อยละ
1.1 ท่านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหัวข้อนี้ก่อนการฝึกอบรมมากน้อยเพียงใด 0 0 57 64 30 33.7 2 2.2 0 0
1.2 ท่านได้รับความรู้ ความเข้าใจหลังการฝึกอบรมมากน้อยเพียงใด 60 67.4 29 32.5 9 10.1 0 0 0 0
1.3 ระยะเวลาการฝึกอบรมมีความเหมาะสมกับเนื้อหามากน้อยเพียงใด 66 74 16 17.9 6 6.7 1 1.1 0 0
1.4 การจัดแบ่งเวลาเมาะสมกับเนื้อหามากน้อยเพียงใด 61 68.5 22 24.7 5 5.6 1 1.1 0 0
2. ด้านวิทยากร                    
2.1 ความรอบรู้ในเนื้อหาวิชา 69 77.5 15 16.8 5 5.6 0 0 0 0
2.2 ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ฟังเข้าใจ 65 73 15 16.8 9 10.1 0 0 0 0
2.3 การถ่ายทอดเนื้อหาวิชาให้เป็นที่น่าสนใจ 69 77.5 16 17.9 4 4.4 0 0 0 0
2.4 การจัดลำดับความสัมพันธ์ของเนื้อหา 65 73 14 15.7 10 11.2 0 0 0 0
2.5 ความชัดเจนในการบรรยาย 70 78.6 13 14.6 6 6.7 0 0 0 0
2.6 ความสามารถในการซักตอบคำถาม 66 74.1 16 17.9 7 7.8 0 0 0 0
2.7 ความเหมาะสมของวิทยากรโดยรวม 60 67.4 14 15.7 15 16.8 0 0 0 0
3. ด้านการจัดฝึกอบรม (สถานที่)                    
3.1 สถานที่จัดฝึกอบรม 67 75.2 15 16.8 6 6.7 1 1.1 0 0
3.2 โสตทัศนูปกรณ์ 59 66.2 19 21.3 10 11.2 0 0 0 0
3.3 การดำเนินงาน/ประสานงาน/อำนวยความสะดวกของผู้จัด 63 70.7 16 17.9 10 10.2 0 0 0 0
4. ด้านการนำความรู้ไปใช้                    
4.1 ความรู้ที่ได้รับครั้งนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด 69 77.5 14 15.7 6 6.7 0 0 0 0
4.2 สามารถนำความรู้ที่ได้รับนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 64 71.9 21 23.5 4 4.4 0 0 0 0
4.3 สามารถนำความรู้ไปเผยแพร่-ถ่ายทอดได้ 68 76.4 12 13.4 9 10.1 0 0 0 0

จากส่วนที่ 3 สามารถอธิบายได้ว่าการประเมินความพึงพอใจ 4 ด้าน คือ ด้านเนื้อหาวิชา  ด้านวิทยากร  ด้านสถานที่ และด้านการนำความรู้ไปใช้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากที่สุด

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

  1. อยากให้นักศึกษาเข้ามาทำกิจกรรมให้ความรู้อีกครั้งในเรื่องสุขภาพต่าง ๆ
  2. ได้รับความรู้เรื่องโรคตาแดงเพิ่มมากขึ้น
  3. ควรเพิ่มเวลาในการทำกิจกรรมให้มากขึ้น
  4. ขอบคุณที่นักศึกษาได้เข้าไปให้ความรู้เรื่องสุขภาพ

สรุปผลการศึกษา

ศึกษาการเกิดโรคตาแดงและการระบาดของโรคตาแดงย้อนหลัง 5 ปี ในชุมชนบ้านโทกหัวช้าง ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เป็นการเก็บข้อมูลอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคตาแดง เพื่อทำการให้ความรู้ส่งเสริมการป้องกันโรค และการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง โดยให้ความรู้แก่กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเยาวชน นักเรียนโรงเรียนบ้านโทกหัวช้าง จำนวน 56 คน  กลุ่มผู้สูงอายุ จำนวน  15 คน  และกลุ่มอาสาสมัครหมู่บ้าน จำนวน 18  คน และทำการทดสอบความรู้ทั้งก่อนและหลังการให้ความรู้ เพื่อประเมินว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้ความเข้าใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งกลุ่มตัวอย่างมีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นหลังการได้รับการให้ความรู้ และประเมินความพึงพอใจในการดำเนินการให้ความรู้ เกณฑ์การประเมินอยู่ในเกณฑ์ดีมากที่สุด หมายถึงพึงพอใจต่อการดำเนินการทั้งหมด

 

โครงการ “เบาหวานป้องกันโรคแทรกซ้อนได้ เพียงรู้และเข้าใจ”

Monday, July 21st, 2014

“เบาหวานป้องกันโรคแทรกซ้อนได้ เพียงรู้และเข้าใจ”

บทนำ

โรคเบาหวาน นับเป็นปัญหาการเจ็บป่วยที่สำคัญและนำมาซึ่งความทุกข์ ความสูญเสียทรัพยากรในการดูแลรักษา มีผลกระทบต่อผู้ป่วยเอง และผู้ดูแล ค่ารักษารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในครอบครัว มีอาการป่วยเรื้อรังเป็นเวลานาน ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ บางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น แผลเรื้อรัง ปัญหาการมองเห็น ปัญหาทางไต อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น จากการคาดการขององค์การอนามัยโลก พบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เฉพาะการรักษาพยาบาลเบาหวานอย่างเดียว ไม่รวมภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่ตามมา ในประเทศพัฒนาแล้ว ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลถึง ร้อยละ 8 ของงบประมาณด้านสาธารณสุขทั้งหมด ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา แต่ยังพบว่าอุบัติการณ์เกิดโรคยังเพิ่มอย่างต่อเนื่องและกลับทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา  อัตราตายด้วยโรคเบาหวานเท่ากับ 7.9-11.8 (อัญชลี  ศิริพิทยาคุณกิจ, 2547) โรคเบาหวานเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายเล็กน้อย ความชุกของเบาหวานมีแนวโน้มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยพบความความชุกสูงสุดที่กลุ่มอายุ 60 ถึง 69 ปี

จากสภาพปัญหาปัจจุบัน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในรายที่เป็นเรื้อรังมานาน มักประสบปัญหามีอาการมึน ชาอวัยวะส่วนปลาย โดยเฉพาะบริเวณ ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า เมื่อเกิดแผลจะทำให้ไม่รู้ตัว เพราะเนื่องจากว่าเลือดไปเลี้ยงที่บริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้าไม่พอ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1. เพื่อให้ความรู้เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการทำน้ำแช่เท้า

2. เพื่อเป็นการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา

กลุ่มเป้าหมาย

นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จำนวน 20 คน

นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 จำนวน 17 คน

นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 จำนวน 29 คน

นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 จำนวน 28 คน

ผู้รับผิดชอบโครงการสัมมนา  

งานสัมมนาพฤติกรรมการบริโภคอาหารของวัยรุ่นทำนายแนวโน้มสุขภาพในอนาคตมีผู้รับผิดชอบต่อไปนี้

1. นายบวรชัย                  แปงปวนจู           ประธานโครงการสัมมนา

2. นางสาวมัชรียะ             ยูโซ๊ะ                 รองประธาน

3. นางสาวประทุมพร        กงซุย                 เลขา

4. นางสาวอรวรรณ          ผิวผ่อง               ประชาสัมพันธ์

5. นายสุรพล                   นครชัย               พิธีกร/ผู้ดำเนินรายการ

6. นางสาวอรวรรณ          ผิวผ่อง               ฝ่ายจัดซื้อ

7. นางสาวอรวรรณ          ผิวผ่อง               ฝ่ายสถานที่

ประโยชน์

1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความรู้เกี่ยวกับการทำน้ำแช่เท้าได้ด้วยตนเอง

2. ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องน้ำแช่เท้า

 วิธีการดำเนินการ

 1. ขั้นเตรียมการ

1. การวางแผนกำหนดโครงการ
2. ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการ

3. เขียนโครงการเสนอตามลำดับ

4. ประชุมติดตามงานแต่ละฝ่ายหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข

2. ขั้นดำเนินการ

1. ประชุมกลุ่มเตรียมจัดทำโครงการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “เบาหวานป้องกันโรคแทรกซ้อนได้ เพียงรู้และเข้าใจ”

2. จัดทำโครงการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “เบาหวานป้องกันโรคแทรกซ้อนได้ เพียงรู้และเข้าใจ”

3. ติดต่อท่านวิทยากร

4. จัดเตรียมสถานที่จัดทำสัมมนา

5. จัดทำสัมมนา

6. สรุปผลโครงการสัมมนา

ปฏิทินการดำเนินงาน

 

ลำดับที่ รายละเอียด กุมภาพันธ์ มีนาคม
1 ประชุมกลุ่ม

 

         
2 จัดทำโครงการสัมมนา

 

       
3 ติดต่อท่านวิทยากร

 

         
4 จัดเตรียมสถานที่

 

         
5 จัดทำสัมมนา

 

         
6 สรุปผลโครงการสัมมนา

 

         

ระยะเวลาการดำเนินการ

  1. ระยะเวลาดำเนินการโครงการสัมมนาทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน – วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคมพ.ศ. 2556

  1. วันจัดโครงการสัมมนา

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 10.30-12.00 น.

สถานที่ดำเนินการ

ห้อง 4201 ตึกคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น

งบประมาณการดำเนินการ

 

ลำดับที่ รายละเอียด จำนวนเงิน
1 ค่าเอกสาร 300
2 ค่าอาหารว่าง 1,000
3 ค่าเบ็ดเตล็ด 500
4 ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 500
รวม 2,300

การติดตามผลการดำเนินงาน

           แบบสอบถามความพึงพอใจหลังการเข้าร่วมการจัดสัมมนาเรื่อง “เบาหวานป้องกันได้ ควบคุมได้ เพียงรู้และเข้าใจ”

 

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 ความหมายและอันตรายของโรคเบาหวาน

 เบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น มีสาเหตุมาจากการหลั่งอินซูลิน (insulin)  ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพียงพอ เรียกว่ามี ภาวะขาดอินซูลิน หรือเกิดจากความสามารถในการตอบสนองต่อฤทธิ์ของอินซูลินลดลง  เรียกว่ามีภาวะดื้ออินซูลิน หรือเกิดจากสาเหตุทั้งสองอย่าง คือ ในบุคคลคนเดียวกันอาจมีทั้งความผิดปกติในการหลั่งอินซูลิน และการตอบสนองต่อฤทธิ์ของอินซูลินลดลงและบ่อยครั้งที่ยากจะบอกว่า การขาดอินซูลิน หรือดื้ออินซูลิน เป็นสาเหตุเริ่มต้นที่ทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูง การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานๆ ส่งผลให้อวัยวะและเนื้อเยื่อทั้งหมดของร่างกายมีความผิดปกติในการทำงานเกิดขึ้น และท้ายที่สุดทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นในอวัยวะต่างๆ ได้แก่ ตา ไต เส้นประสาทและสมอง หัวใจ หรือเกิดปัญหาที่เท้า

องค์การอนามัยโลกและสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ ได้ติดตามสถานการณ์ของโรคเบาหวานมาอย่างต่อเนื่อง พบว่า จำนวนผู้เป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นทั่วโลกโดยไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงหรือคงตัว ใน พ.ศ. ๒๕๕๓ จำนวนผู้เป็นโรคเบาหวานทั่วโลกมีมากกว่า ๒๘๕ ล้านคน หากไม่ดำเนินการอย่างเหมาะสมแล้วคาดว่า อีก ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๗๓ จะเพิ่มขึ้นเป็น ๔๓๙ ล้านคน ดังนั้นสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ องค์การอนามัยโลกและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต่างก็ตระหนักเป็นอย่างดีว่า โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุข    ของทุกประเทศทั่วโลก จึงได้นำประเด็นโรคเบาหวานเข้าสู่ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติและสมัชชาได้ผ่านญัตติให้โรคเบาหวานเป็นปัญหาระดับโลก เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙  โดยองค์การสหประชาชาติได้ขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิก ให้จัดหามาตรการดำเนินการ เพื่อลดปัญหาโรคเบาหวานในประเทศของตน มีการป้องกัน และดูแลโรคเบาหวานที่ครอบคลุม อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และอย่างยั่งยืน

จากการสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัยของคนไทยที่มีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ –  พ.ศ.๒๕๕๒  พบว่า เป็นโรคเบาหวานร้อยละ ๖.๙ อายุที่เริ่มเป็นโรคเบาหวาน  ลดน้อยลง ผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชาย คนอ้วนเป็นมากกว่าคนไม่อ้วน และคนในเมืองเป็นมากกว่าคนในชนบทซึ่งหมายถึง ในขณะนี้ประชากรไทยที่เป็นโรคเบาหวานมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๓ ล้านคนที่น่ากังวลคือ ประมาณ ๑ ใน ๓ ไม่รู้ตัวว่า เป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ประชากรไทย          อีกจำนวนมากไม่ต่ำกว่า ๗ ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานในอนาคต เมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้วมักจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วย ความพิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้ผู้ป่วย และครอบครัว มีภาระและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูงมาก ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อป้องกัน และลดปัญหาโรคเบาหวานที่คุกคามคนไทย มีความจำเป็นที่คนไทยทุกคนจะต้องรู้จักโรคเบาหวาน   ตระหนักถึงปัญหา และภัยของโรคเบาหวาน มีความตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเองรู้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคเบาหวานขึ้น มีการตรวจค้นหา และวินิจฉัยโรคเบาหวานให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่เป็นโรคนี้  รวมทั้งเพิ่มประสิทธิผล   ในการดูแลรักษาโรคให้ได้ตามเกณฑ์หรือเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งจะช่วยลดอัตราความพิการ   การเสียชีวิตที่เกิดจากโรคเบาหวาน ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ใกล้เคียงกับคนปกติทั่วไป

โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน

โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานสามารถเกิดได้ทุกระบบได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตา โรคไต โรคแทรกซ้อนที่ขา โรคแทรกซ้อนทางระบบประสาท ความดันโลหิตสูง โรคทางช่องปาก โรคผิวหนัง

โรคหัวใจและหลอดเลือด

เนื่องจากโรคเบาหวานมักจะพบร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด โรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด การป้องกันจะลดอัตราการป่วยและการเสียชีวิต โรคเบาหวานมักจะมีโรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือหลอดเลือดแข็ง เมื่อหลอดเลือดแข็งที่อวัยวะหรือระบบใดก็จะเกิดโรคที่ระบบนั้น เช่นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อัมพาต เท้าขาดเลือด หรือไตวาย  นอกจากนั้นโรคเบาหวานมักจะมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่นความดัน ไขมัน หรืออ้วนซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาความเจ็บป่วยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน  โรคหลอดเลือดเลือดแข็งนอกจากทำให้เกิด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคอัมพาต ยังก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบที่ขา โรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงข้อหนึ่งของโรคหลอดเลือดตีบซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

อาการและอาการแสดง

  1. โรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถป้องกันได้โดยการพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ตรวจหาระดับน้ำตาล ไขมัน งดบุหรี่ หากท่านมีอาการดังต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์
  2. ชาหรืออ่อนแรงแขนหรือขา ตาบอดเฉียบพลัน พูดลำบาก
  3. เจ็บแน่นบริเวณหน้าอกข้างซ้าย และร้าวไปแขนซ้ายเวลาออกกำลังกาย พักเหนื่อยจะหายปวด เท้าบวม หัวใจเต้นผิดปกติ
  4. ปวดน่องหรือขาเวลาเดินพักแล้วหายปวด

 การรักษา

เป้าหมายของการรักษาโรคหัวใจล้มเหลวคือการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้วยการเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิต และการรักษาด้วยยา การรักษาที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ การใช้ยาขับปัสสาวะและยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์เอซีอี (ACE inhibitor) และยากลุ่มปิดกันตัวรับชนิดเบต้า (Beta blocker) ซึ่งมีข้อมูลจากการศึกษาว่าเป็นประโยชน์ในการรักษาโรคหัวใจล้มเหลว นอกจากนี้ยังมีการวินิจฉัยซึ่งจะช่วยให้ตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและยังช่วยในการประเมินการรักษาอีกด้วย

โรคตา

ตาก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่เกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน โรคแทรกซ้อนที่พบคือ ต้อกระจก ต้อหิน เบาหวานขึ้นจอประสาทตา จอประสาทตาลอก หากวินิจฉัยช้าอาจจะทำให้ตาบอด โรคแทรกซ้อนทางตาของโรคเบาหากเกิดแล้วไม่หายขาด การป้องกันโรคแทรกซ้อนทางตา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งต้องตรวจตาตามแพทย์นัด       การควบคุมโรคเบาหวานให้ดี การคุมโรคความดัน โรคไขมันในเส้นเลือดและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

ผู้ป่วยเบาหวานถ้าควบคุมเบาหวานให้ดี สามารถลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนทาง microvascular complication ได้แก่โรคแทรกซ้อนทางตา  ไต และเส้นประสาท ทุก 1%         ของ HbA1c ที่ลดลงจะลด microvascular complication ได้ 35% การให้ aspirin ไม่ได้ทำให้ Retinal hemorrhage เพิ่มขึ้นดังนั้นจึงสามารถให้ aspirin ในผู้ป่วย diabetic retinopathy ได้

 ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนทางตา

ระยะเวลาที่เป็นเบาหวานโดยพบว่ามีอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนทางตาคือ พบอัตราการเกิดร้อยละ8เมื่อเป็นเบาหวาน 3 ปี ร้อยละ25เมื่อเป็น 5 ปี ร้อยละ 60 เมื่อเป็น10ปี และร้อยละ 80 เมื่อเป็นเบาหวานนาน 15 ปี

อัตราการควบคุมโรคเบาหวาน โดยพบว่าเบาหวานชนิดที่1 หากควบคุมเบาอย่างดีจะลดโรคแทรกซ้อนทางตาได้   ร้อยละ 54 ส่วนเบาหวานชนิดที่2 หากควบคุมอย่างดี (ลดค่าน้ำตาลเฉลี่ยจาก 8 ลงไป 7) จะลดอุบัติการณ์ลงได้ร้อยละ 38ความดันโลหิตพบว่าหากลดความดันโลหิตจาก 180/105 ลงให้ต่ำกว่า 150/90 พบว่าอุบัติการณ์การเกิดโรคแทรกซ้อนทางตาลดลงร้อยละ 47

 แนวทางปฏิบัติในการป้องกันโรคแทรกซ้อนทางตา

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เมื่อเริ่มเป็น 3-5 ปีมักจะไม่มีปัญหาโรคแทรกซ้อนทางตา แต่เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไปผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีความผิดปกติที่จอรับภาพ

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่ามีความผิดปกติที่จอรับภาพร้อยละ 21 เมื่อได้รับการวินิจฉัย

  1. ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่หนึ่งให้ตรวจตาหลังจากเป็นเบาหวาน3-5 ปี หรือผู้ป่วยเบาหวานชนิด 1 ที่อายุมากกว่า 10 ปี
  2. ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองให้ตรวจตาหลังจากวินิจฉัยได้
  3. ให้ตรวจตาทุกปีถ้าปกติ ถ้าผิดปกติให้ตรวจถี่ขึ้น
  4. ผู้ป่วยเบาหวานที่ตั้งครรภ์หรือมีแผนจะตั้งครรภ์ต้องตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ ควรตรวจทุก 3 เดือน แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาขณะตั้งครรภ์ไม่จำเป็นต้องตรวจเนื่องจากกลุ่มนี้มีโรคแทรกซ้อนทางตาน้อย
  5. ผู้ป่วยเบาหวานที่เริ่มโตเป็นหนุ่มสาว
  6. ผู้ป่วยที่เป็น severe proliferative ,macular edema ,proliferate retinopathy ควรปรึกษาจักษุแพทย์ให้ดูแลรักษา

ผู้ป่วยควรควรพบจักษุแพทย์หากมีอาการเหล่านี้

  • ตามัวลง1-2วันโดยที่ตามัวไม่สัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือด
  • ตาบอดเฉียบพลัน
  • เป็นจุดดำ เห็นแสงไฟแลบ หรือเห็นเป็นใยแมลงมุม
  • ปวดตา
  • มองเห็นได้เพียงด้านหนึ่งของตา
  • อ่านหนังสือลำบาก
  • เห็นภาพซ้อน

การรักษาและการป้องกัน

  • รักษาระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงคนปกติ
  • ควบคุมความดันให้ต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท
  • หยุดสูบบุหรี่
  • ตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง
  • ปรึกษาแพทย์ถ้าหากจะออกกำลังกาย

 โรคแทรกซ้อนที่ขา

เนื่องจากโรคเบาหวานมักจะพบร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด โรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบ หากสูบบุหรี่ก็ทำให้ตีบเร็ว นอกจากนั้นโรคเบาหวานยังทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดแผลได้ง่าย

โรคเบาหวานกับการดูแลเท้า

โรคเบาหวานทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่เท้าซึ่งมีสาเหตุจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเท้าตีบ เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่พอเกิดแผลเนื่องจากขาดเลือด ปลายประสาทอักเสบทำให้เกิดแผลกดทับ การติดเชื้อที่ผิวหนังก็ทำให้เกิดแผล นอกจากนั้นโรคแทรกซ้อนทางผิวหนังเช่นผิวแห้ง เชื้อรา เป็นต้น

 สาเหตุให้เกิดแผลที่เท้า

โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีภาวะแทรกซ้อนหลายระบบ ภาวะแทรกซ้อนที่เท้าทำให้เกิดแผลเบาหวานที่เท้าและเป็นสาเหตุให้ถูกตัดเท้า การป้องกันการถูกตัดเท้าจะต้องมีความรู้เรื่องเบาหวาน ปัจจัยเสี่ยงของการถูกตัดขา การตรวจเท้าเป็นประจำแผลที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะเกิดจาก แผลที่เท้าจากปลายประสาทอักเสบ Diabetic neuropathy โครงสร้างของเท้าผิดปกติ และหลอดเลือดไปเลี้ยงที่เท้าตีบ

ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ถูกตัดเท้าส่วนใหญ่เกิดจากแผลที่เท้าเป็นตัวนำ หากวินิจฉัย  ตั้งแต่เริ่มแรกและให้การรักษาจะสามารถป้องกันการถูกตัดขา

 ความรู้เกี่ยวกับเบาหวานและโรคเท้า

ประกอบไปด้วยสัญญาณแสดงว่าจะมีโรคแทรกซ้อนที่เท้า ข้อปฏิบัติเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง และการรักษาปัจจัยเสี่ยงของการถูกตัดขา

การตรวจดูเท้าด้วยตัวเอง

ญาติหรือผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องหมั่นดูเท้าของผู้ป่วย เช่นดูสีผิว อุณหภูมิ ขน เล็บ  การติดเชื้อ การผิดรูป ตาปลา ว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรบ้าง เมื่อไรต้องไปพบแพทย์

การบริหารเท้า

เนื่องจากโรคเบาหวานมีปัญหาเรื่องหลอดเลือดเท้าตีบ และปลายประสาทอักเสบ  การบริหารเท้าจะทำให้เลือดไปเลี้ยงเท่าเพิ่มขึ้นและกล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้นป้องกันการเกิดแผลจากโรคเบาหวาน

การดูแลสุขภาพเท้า

การดูแลสุขภาพเท้าจะต้องดูแลตั้งแต่เล็บ ผิวหนัง การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพโดยรวมเท้าเป็นอวัยวะที่มีโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานได้บ่อย เนื่องจากโรคแทรกซ้อนทางระบบประสาท หลอดเลือดแข็ง และการติดเชื้อ การดูแลเท้าที่ดี จะป้องกันโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับเท้าได้

ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานไม่อยากให้มีแผลหรือถูกตัด นิ้ว รวมทั้งเท้า ผู้ป่วยควรจะต้องดูแลเท้าตลอดชีวิต การดูแลเท้าจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการดังต่อไปนี้

  1. มีอาการชาเท้า
  2. รูปร่าง สี ของเท้าผิดไป
  3. มีแผลที่เท้าซึ่งหายยาก
  4. ปวดเท้าเวลาเดิน
  5. เคยเป็นแผลที่เท้า

 ปัจจัยเสี่ยงของการถูกตัดเท้า

  1. ผู้ป่วยที่มีปลายประสาทอักเสบ หลอดเลือดที่เท้าตีบ เคยถูกตัดเท้า เคยติดเชื้อหรือเท้าผิดรูปจะมีความเสี่ยงในการถูกตัดเท้า
  2. มีปลายประสาทอักเสบ peripheral neuropathy เนื่องจากผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อเหยียบวัตถุมีคม หรือถูกไฟ ทำให้เกิดแผลโดยไม่รู้ตัวทำให้การรักษาช้า
  3. มีหลอดเลือดแดงที่ขาแข็ง peripheral vascular disease โรคเบาหวานทำให้  หลอดเลือดที่ขาตีบ การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดที่ขาตีบมากขึ้น เมื่อมีการอุดตัน ของเส้นเลือดทำให้เลือดไปเนื้อเยื่อลดลง ลักษณะเท้าของผู้ป่วยจะมีสีคล้ำ เท้าเย็น บางท่านเดินแล้วปวดเท้าคลำชีพขจรหลังเท้าไม่ได้ แผลหายช้ามีเนื้อตายเกิดแผลที่เท้า(Diabetic foot ulcer) และติดเชื้อ การออกกำลังจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงขามากขึ้น

การติดเชื้อ(Infection) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลสามารถเกิดได้แม้ว่าจะมีแผลเล็กๆที่เท้า

  1. มีประวัติแผลหรือถูกตัดขา พบว่าผู้ที่มีแผลจะเกิดแผลซ้ำที่เดิมภายใน 2-5 ปี
  2. มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเท้า altered biomechanical
  3. มีจอประสาทตาผิดปกติจากโรคเบาหวาน
  4. หนังแข็งใต้ฝ่าเท้า
  5. เล็บผิดปกติ
  6. รองเท้าไม่เหมาะสม
  7. พฤติกรรมการดูแลเท้าไม่ถูกต้อง
  8. ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวานเกิน 10 ปี
  9. ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี
  10. เพศชาย
  11. สูบบุหรี่
  12. มีภาวะแทรกซ้อนที่ไตจากโรคเบาหวาน
  13. การเลือกรองเท้า

โรคเบาหวานจะมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ปลายประสาทอักเสบทำให้เกิดการชาของเท้า และเส้นเลือดตีบทำให้เลือดไปเลี้ยงที่เท้าไม่พอ การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมจะลดการเกิดโรคแทรกซ้อนที่เท้าลงได้เลือกรองเท้าขนาดพอดี

  1. เลือกรองเท้าที่มีเบาะรองเท้าที่นุ่มนิ่ม ไม่ควรทำจากพลาสติก
  2. ไม่ใส่ส้นสูง เพราะจะทำให้เกิดโรคข้อและเกิดแผลกดทับ
  3. สวมถุงเท้าก่อนใส่รองเท้าทุกครั้ง และควรเป็นถุงเท้าที่ไม่มีตะเข็บและควรทำจากผ้าฝ้ายเพื่อซับเหงื่อ
  4. ควรตรวจดูสิ่งแปลกปลอมก่อนใส่ทุกครั้ง
  5. ควรใส่รองเท้าทั้งใน และนอกบ้าน
  6. รองเท้าควรจะระบายอากาศได้ดี
  7. ห้ามใส่รองเท้าที่เปิดปลายนิ้วเท้าหรือรองเท้าแตะเพราะจะทำให้เกิดแผล
  8. หากซื้อรองเท้าใหม่ ต้องวัดให้มีขนาดพอดีทั้งความลึก ความกว้าง
  9. รองเท้าควรจะมีตะเข็บให้น้อยที่สุดเพื่อป้องกันมิให้ตะเข็บกดเท้า ควรจะใช้เชือกผูกหรือแทบซึ่งจะทำให้รองเท้าพอดีกับเท้า
  10. เมื่อสวมรองเท้าใหม่ให้หยุดเดินหรือหยุดพักบ่อยๆเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพองที่เท้า
  11. หากเท้าท่านผิดปกติเช่นกระดูกงอก ควรจะใส่รองเท้าชนิดพิเศษ
  12. ไม่ควรใส่รองเท้าแตะ แบบคีบ
  13. หากซื้อรองเท้าใหม่ไม่ควรสวมเป็นเวลานานๆต่อเนื่อง ควรจะมีรองเท่าคู่เก่าเปลี่ยนจนกระทั่งรองเท้าคู่ใหม่เข้ากับเท้า

 การประเมินความเสี่ยงของการเกิดแผล

เราประเมินความเสี่ยงของการถูกตัดเท้าออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ระดับสูง ปานกลางและระดับต่ำ

ความเสี่ยงระดับต่ำมีลักษณะดังนี้

  1. ไม่เคยมีแผลหรือถูกตัดขา
  2. รูปเท้าปกติ
  3. ผิวหนังและเล็บปกติ
  4. คลำชีพขจรที่เท้าปกติ(ABI>9
  5. ความเสี่ยงระดับปานกลาง
  6. ลักษณะเท้าที่มีความเสี่ยงระดับปานกลาง
  7. เท้าไม่มีแผลขณะประเมิน
  8. การรับความรู้สึกลดลง
  9. ชีพขจรเบาลงหรือมีมีเท้าผิดรูป
  10. ผิวหนังที่เท้าและเล็บผิดปกติ
  11. เท้าที่มีความเสี่ยงระดับสูง
  12. ลักษณะเท้าที่มีความเสี่ยงระดับสูงมีลักษณะดังนี้
  13. เท้าไม่มีแผลขณะประเมินการ
  14. รับความรู้สึกลดลง
  15. ชีพขจรเบาลง
  16. มีเท้าผิดรูป
  17. ผิวหนังที่เท้าและเล็บผิดปกติ

  การดูแล้วตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดแผลที่เท้า

ผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกท่านจะต้องดูแลตัวเองไม่ว่าจะเกิดแผล หรือมีความเสี่ยงของการเกิดแผลที่ระดับใดท่าจะต้องมีความรู้หรือการปฏิบัติดังต่อไปนี้

 ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน

  1. การดูแลเท้า
  2. การออกกำลังกายโดยเฉพาะที่เท้า
  3. ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า
  4. การเลือกรองเท้า
  5. การเกิดโรคหลอดเลือดที่เท้า
  6. โรคเบาหวานกับเท้า
  7. การตรวจเท้าอย่างละเอียด
  8. การงดสูบบุหรี่
  9. การคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

 ชนิดของแผลเบาหวาน

ชนิดของแผลเบาหวานแบ่งเป็นสามชนิดได้แก่แผลที่เกิดจากปลายประสาทอักเสบ แผลจากการขาดเลือดไปเลี้ยง และแผลจากโรคติดเชื้อการรักษาขึ้นกับสาเหตุของการเกิดแผล

 การรักษาแผลที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

กลไกการเกิดแผลที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวานมีได้หลายกลไก การรักษาก็ขึ้นกับสาเหตุหรือกลไกการเกิดแผล โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น แผลจากปลายประสาทเสื่อมแผลจากขาดเลือด และแผลจากการติดเชื้อ

  1. แผลปลายประสาทเสื่อม

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะพบว่ามีโรคแทรกซ้อน เป็นโรคปลายประสาทเสื่อมหรืออักเสบ ร้อยละ 58 ซึ่งจะส่งผลเสียดังนี้

1.1      จะทำให้มีอาการชา นอกจากนั้นหากมีความผิดปกติของเท้า เช่นนิ้วเท้ามีการหงิกงอก็จะทำให้เกิดแผลกดทับได้ ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ฝ่าเท้า   มักจะไม่มีอาการเจ็บปวด ขอบแผลนูนจากพังผืด ก้นแผลสีแดงเนื่องจากมีเนื้อเยื่อ

1.2     ประสาทอัตโนมัติเสื่อมทำให้ไม่มีเหงื่ออก เกิดผิวแห้ง ผิวแตกซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย

1.3    ข้อพิการหรือที่เรียกว่า Charcot’s joint เนื่องจากประสาทรับความรู้สึกและบอกตำแหน่งเสีย ทำให้เวลาเดินไม่สามารถกะระยะทางได้อย่างถูกต้องจึงเกิดการกระแทกของข้อทำให้เกิดข้อพิการ

2. แผลขาดเลือด

มักเกิดบริเวณปลายนิ้วเท้า แผลมักจะลุกลามจากปลายนิ้วมายังโคนนิ้วและลาม   มาถึงเท้า ขอบแผลเรียบ ก้นแผลมีสีซีด ไม่มีเลือดออก และอาจจะมีการตายของนิ้วเท้าข้างเคียงร่วมด้วย ในระยะแรกอาจจะมีอาการปวดเท้าเวลาเดินซึ่งอาการปวดจะดีขึ้นเมื่อหยุดพัก แต่ในระยะท้ายของการขาดเลือดจะมีอาการปวดบริเวณที่ขาดเลือด แผลเหล่านี้หายยาก การตรวจขา เท้า และผิวหนังพบว่าผิวหนังแห้ง เย็นซีด ขนร่วง เส้นแตกง่าย กล้ามเนื้อน่องรีบ คลำชีพขจรที่เท้าเบาลงหรือคลำไม่ได้

3. แผลที่ติดเชื้อ

แผลที่มีการอักเสบเฉียบพลันจะพบลักษณะบวมแดงร้อน กดเจ็บที่แผล และอาจจะมีหนองไหลออกมา ส่วนแผลที่อักเสบเรื้อรังจะมีอาการบวม แดงร้อน หากติดเชื้อรุนแรง อาจจะมีไข้ร่วมด้วย บางครั้งมีอาการโลหิตเป็นพิษ เช่น ชีพขจรเบา เร็ว ความดันโลหิตลดลง ซึมลง

ดังนั้นหากเกิดแผลที่เท้าต้องดูว่าแผลเกิดจากสาเหตุใด การรักษาจะตามสาเหตุ

การรักษาแผลโรคเบาหวาน

การรักษาแผลเบาหวานที่เท้าจะต้องประเมินว่าแผลเกิดจากอะไร ความรุนแรงระดับไหน หลังจากนั้นจึงให้การรักษา

 โรคแทรกซ้อนทางไต

เป็นโรคแทรกซ้อนที่ผู้ที่เป็นเบาหวานกลัวที่สุด เป็นแรกๆจะไม่มีอาการ หากมีอาการแล้วมักจะรักษาไม่หาย การดูแลเพื่อป้องกันโรคเบาหวานจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโอกาสเป็นเป็นโรคไต ขึ้นกับปัจจัยดังนี้

  1. ระดับการควบคุมน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด การควบคุมโรคเบาหวานได้ดีโอกาสเป็นโรคไตจะน้อยลง ท่านต้องปรึกษาแพทย์ว่าระดับน้ำตาลแค่ไหนถึงจะดี
  2. ระดับความดันโลหิต
  3. กรรมพันธุ์

เบาหวานเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคไตวายเรื้อรังเนื่องจาก ผู้ป่วยเบาหวานมีชีวิตยาวขึ้นมีอุบัติการณ์ของเบาหวานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชนิดที่สอง ร้อยละ 20-30 ของผู้ป่วยเบาหวานพบว่ามีไข่ขาวในปัสสาวะ แต่มีเพียงร้อยละ 20 ที่จะกลายเป็นโรคไต ซึ่งเราสามารถรู้ได้    ก่อนที่จะเกิดอาการไตวายโดยตรวจหาปริมาณหรือโปรตีน ไข่ขาวในปัสสาวะถ้ามากกว่า 30 มก./วัน หรือ 20 microgram/min เรียกว่า microalbuminuria พบว่าโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่งถ้ามี microalbuminuria แล้วไม่ได้รักษาร้อยละ 50 จะเป็นโรคไตวายเรื้อรังใน 10 ปี       มากกว่าร้อยละ 75ในเวลา 20 ปี

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองจะพบว่ามี microalbuminuria หลังการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานไม่นาน เนื่องจากผู้ป่วยเป็นเบาหวานมานานหลายปีก่อนการวินิจฉัย ร้อยละ 20-40 ของผู้ป่วยที่มี microalbuminuria จะกลายเป็นโรคไตวายเรื้อรัง แต่มีจำนวนน้อยกลายเป็นโรคไตวายเรื้อรัง เนื่องจากเสียชีวิตจากโรคหัวใจก่อน

 โรคแทรกเกี่ยวกับระบบประสาท

เส้นประสาทที่ยาวจะเกิดการอักเสบได้บ่อย ดังนั้นจึงจะพบว่าเกิดปลายประสาทอักเสบที่เท้าได้บ่อย และยังมีการเสื่อมของประสาทอัตโนมัติ

โรคเบาหวานทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการต่างตามที่เส้นประสาท ไปเลี้ยงได้แก่ ชาตามปลายมือปลายเท้า หรือบางรายอาจจะเกิดอาการที่อวัยวะภายในร่างกายเช่น ทางเดินอาหาร หัวใจ อวัยวะเพศทำให้เกิดอาการ แน่นท้อง ท้องร่วงหรือท้องผูก ปัสสาวะไม่ออก หย่อนยานทางเพศ ปลายประสาทหมายถึงเส้นประสาทที่ออกจากสมอง หรือไขสันหลัง ปลายประสาทอักเสบหมายถึงมีการทำลายเยื่อหุ้มเส้นประสาททำให้การทำงานของเส้นประสาทเสียไป

คำแนะนำเกี่ยวกับเบาหวาน

1. เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ต้องใช้เวลาการรักษานานหรือตลอดชีวิต หากไม่ได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องก็อาจมีอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้มาก

2. ผู้ที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาการได้แก่ ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย ตัวเย็น เหงื่อออก ถ้าเป็นมากๆ อาจเป็นลม หมดสติ    และอาจจะชักได้ ควรจะต้องพก น้ำตาลหรือของหวานติดตัวไว้ ถ้ารู้สึกมีอาการก็ให้รีบรับประทาน แล้วทบทวนดูว่าเกิดอาการเหล่านี้ได้อย่างไร โดยสังเกตตัวเองจากการบริโภคอาหารเมื่อเป็นเบาหวานเช่น กินอาหารน้อยไปหรือไม่ ออกกำลังมากเกินไปหรือไม่ กินหรือฉีดยาเบาหวานเกินขนาดไปหรือไม่ แล้วควบคุมทั้ง 3 อย่างนี้ให้พอดีกัน สำหรับผู้ที่กินอาหารผิดเวลาก็อาจเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควร รับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อด้วย

3. อย่าซื้อยากินเอง เนื่องจากยาบางประเภทมีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือดได้ เช่น สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ และยาบางประเภทก็อาจทำให้ฤทธิ์ของยารักษาเบาหวานแรงขึ้นได้ ก็จะมีผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ เช่น แอสไพริน ดังนั้นเมื่อเป็น เบาหวาน ก่อนทานยาประเภทใดควรจะต้องแน่ใจว่ายานั้นไม่มีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือด

4. ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นครั้งคราวเพื่อป้องกันตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

การบริโภคอาหารเมื่อเป็น เบาหวาน

1.          เลือกบริโภคอาหารให้ครบ 5หมู่ โดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้จากอาหารโดยประมาณจากคาร์โบไฮเดรต (แป้ง) ประมาณ 55-60% โปรตีน (เนื้อสัตว์) ประมาณ 15-20% ไขมัน ประมาณ 25%

2.          ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรจะต้องลดปริมาณการรับประทานลง โดยอาจจะค่อยๆลดลงให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เคยรับประทานปรกติ และพยายามงดอาหารมันๆ

3.         รับประทานอาหารที่มีกากใยมากเพื่อช่วยในการขับถ่าย

4.          หลีกเลี่ยงการรับประทานจุกจิกและรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา

5.         พยายามรับประทานอาหารในปริมาณที่สม่ำเสมอกันในทุกมื้อ

6.         หากมีอาการเกี่ยวกับโรคไตหรือความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม

7.          แม้ระดับน้ำตาลในเลือดจะปรกติดีแล้วก็ควรจะต้องควบคุมอาหารตลอดไป

ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วย โรคเบาหวาน

          1. เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือตลอดชีวิต ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง อาจมีชีวิตเหมือนคนปกติได้ แต่ถ้ารักษาไม่จริงจังก็อาจมีอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้มาก

2. ควบคุมอาหาร การลดน้ำหนัก (ถ้าอ้วน) และการออกกำลังกาย มีความสำคัญมาก ในรายที่เป็นไม่มาก ถ้าปฏิบัติในเรื่องเหล่านี้ได้ดี อาจหายจากเบาหวานได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรอาหารที่มีผลต่อโรค ดังต่อไปนี้

– ลดการกินน้ำตาล และของหวานทุกชนิด รวมทั้งผลไม้หวานและน้ำผึ้ง และควรเลิกกินน้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน เหล้าเบียร์

– ลดการกินอาหารพวกแป้ง เช่น ข้าว ข้าวเหนียว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้น เผือก มัน เป็นต้น

– ลดอาการพวกไขมัน เช่น ของทอด ของมัน ขาหมู หมูสามชั้น อาหารหรือขนมที่ใส่กะทิ หันไปกินอาหารพวกโปรตีน เนื้อแดง ไข่ นม ถั่วต่างๆ รวมทั้งเพิ่มผักและผลไม้ที่ไม่หวานจัดให้มากขึ้น

– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหม เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ รำมวยจีน เล่นโยคะ กายบริหาร เป็นต้น

3. เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้น อาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนต่างๆ

4. หมั่นดูแลรักษาเท้าเป็นพิเศษ ระวังอย่าให้เกิดบาดแผลหรือการอักเสบ เพราะอาจลุกลามจนกลายเป็นแผลเน่าจนต้องตัดนิ้วหรือขาทิ้ง

ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ เช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะตรงซอกเท้า อย่าถูแรงๆ

เวลาตัดเล็บเท้า ควรตัดออกตรงๆ อย่าตัดโค้งหรือตัดถูกเนื้อ

อย่าเดินเท้าเปล่า ระวังเหยียบถูกของมีคม หนาม หรือของร้อน

อย่าสวมรองเท้าคับไป หรือใส่ถุงเท้ารัดแน่นเกินไป

ถ้าเป็นหูดหรือตาปลาที่เท้า ควรให้แพทย์รักษา อย่าแกะหรือตัดออกเอง

ถ้ามีตุ่มพอง มีบาดแผล หรือการอักเสบที่เท้าควรรีบไปให้แพทย์รักษา

5. ผู้ป่วยที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือมีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าว ถ้าเป็นมากๆ อาจเป็นลม หมดสติ หรือชักได้ ดังนั้น จึงต้องระวังดูอาการดังกล่าว และควรพกน้ำตาลหรือของหวานติดตัวประจำ ถ้าเริ่มรู้สึกมีอาการดังกล่าวให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาลหรือของหวาน จะช่วยให้หาย

6. หมั่นตรวจปัสสาวะด้วยตัวเอง และตรวจเลือดที่โรงพยาบาลเป็นประจำ เพราะเป็นวิธีที่บอกผลการรักษาได้แน่นอนกว่าการสังเกตจากอาการเพียงอย่างเดียว

7. อย่าซื้อยาชุดกินเอง เพราะยาบางอย่างอาจเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาเองต้องแน่ใจว่า ยานั้นไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

8. ควรมีบัตรประจำตัว (หรือกระดาษแข็งแผ่นเล็กๆ) ที่เขียนข้อความว่า “ข้าพเจ้าเป็นโรคเบาหวาน” พร้อมกับบอกชื่อยาที่รักษาพกติดกระเป๋าไว้ หากบังเอิญเป็นลมหมดสติ ทางโรงพยาบาลจะได้ทราบประวัติการเจ็บป่วยและให้การรักษาได้ทันท่วงที

9. ป้องกันโรคนี้ด้วยการรู้จักกินอาหาร ลดของหวานๆ อย่าปล่อยตัวให้อ้วน หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรตรวจเช็คปัสสาวะหรือเลือดเป็นครั้งคราว เพราะหากพบเป็นเบาหวานในระยะเริ่มแรก จะสามารถควบคุมอาการของโรคได้

ผักและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยต้านเบาหวาน

• เมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวซ้อมมือและธัญพืชไม่ขัดสีต่างๆจะประกอบไปด้วยวิตามินอี แมกนีเซียม และที่สำคัญคือใยอาหาร ในปริมาณที่สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและปริมาณอินซูลินในกระแสเลือด อีกทั้งใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ในธัญพืชไม่ขัดสีบางชนิด ซึ่งพบได้มากในข้าวบาร์เล่ย์และข้าวโอ๊ต มีสรรพคุณที่ดีเยี่ยมในการช่วยชะลอการย่อยและดูดซึมน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดส่งผลให้ระดับน้ำตาลไม่สูงมาก การรับประทานธัญพืชไม่ขัดสียังมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนหลักที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะเป็นได้  ในอัตราสูงมาก

• ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเปลือกแข็งจะมีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลได้ อีกทั้งยังช่วยในการทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้วในถั่วเปลือกแข็งยังมีสารอาหาร ใยอาหาร และแมกนีเซียม ซึ่งมีประโยชน์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แต่มีข้อพึงระวังในการรับประทานถั่วเปลือกแข็ง กล่าวคือ ให้ทานถั่วเปลือกแข็งแทนการทานเนื้อสัตว์ หรือแทนการทานพวกขนมขบเคี้ยวที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น พวกมันฝรั่ง หรือคุกกี้ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะถั่วเปลือกแข็งมีไขมันและพลังงานที่ค่อนข้างสูงนั่นเอง โดยที่ไขมันที่ว่าเป็นประเภทไขมันดีชนิดเดียวกับที่มีในน้ำมันมะกอก ถ้าทานในปริมาณไม่มากก็ไม่เป็นอันตรายใดๆต่อร่างกาย

• กระเทียมและหัวหอม กระเทียมและหัวหอมมีสารที่มีคุณสมบัติที่ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด อีกทั้งยังมีสารที่ช่วยละลายลิ่มเลือด ทำให้ลดปัญหาอาการหลอดเลือดตีบ และคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งคือช่วยลดระดับไขมันในกระแสเลือดด้วย

• ตำลึง ในทุกๆส่วนของตำลึง ไม่ว่าจะเป็นราก ลำต้น ใบ และผล ล้วนสามารถที่จะช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี และมีสารเบต้าแคโรทีนซึ่งช่วยในการชะลอความแก่และต้านมะเร็ง ตำลึงจึงเป็นผักที่ต้องเป็นอาหารหลักเลยของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

• สะตอ นับว่าเป็นอาหารยอดนิยมชนิดหนึ่ง และมีสรรพคุณที่สำคัญในการช่วยลด          ปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดและช่วยลดความดันได้ดีอีกด้วย

• ผักบุ้ง ผักบุ้งมีสรรพคุณทางยาที่เป็นที่รับรู้กันดีคือ ช่วยบำรุงสายตาเพราะอุดมไปด้วย   วิตามินเอ นอกจากนี้ผักบุ้งยังช่วยลดอาการร้อนในและอาการท้องผูกได้อย่างดีเยี่ยม        และที่สำคัญในผักบุ้งมีสารคล้ายอินซูลินทำให้สามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดได้ จึงควรใช้ผักบุ้งทำเป็นอาหารให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

• ใบมะยม ในใบมะยมมีวิตามินเอและวิตามินซีในปริมาณสูงมาก จึงสามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี

• มะระจีน ในมะระจีนมีสารสำคัญที่ช่วยในการลดการดูดซึมของน้ำตาลกลูโคส และยังช่วยลดการเกิดต้อกระจกซึ่งเป็นอาการข้างเคียงของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

• ขมิ้นและอบเชย จะมีสารที่ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้อย่างดี

• ฟักทอง การรับประทานฟักทองทั้งเปลือกจะส่งผลดีให้ได้รับสารสำคัญซึ่งมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการหลั่งสารอินซูลินซึ่งช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต อีกทั้งฟักทองมีกากใยในปริมาณที่สูงมาก จึงช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น ไม่ทำให้อ้วนเนื่องจากมีแคลอรี่ไม่สูง                      จึงทำให้สามารถป้องกันโรคเบาหวานได้

โรคเบาหวานนับได้ว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงและเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่างๆอีกมากมาย ดังนั้นเราต้องหมั่นดูแลและใส่ใจในการรับประทานอาหาร โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ตามใจปาก เพื่อเป็นการป้องกันและหลีกไกลจากโรคร้ายนี้

การดูแลเท้า

เท้าเป็นอวัยวะที่มีโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานได้บ่อย เนื่องจากโรคแทรกซ้อนทางเส้นประสาท หลอดเลือดแข็ง และการติดเชื้อ การดูแลเท้าที่ดีจะป้องกันโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับเท้าได้

หากผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานไม่อยากให้มีแผลหรือถูกตัด นิ้ว รวมทั้งเท้า ผู้ป่วยควรจะต้องดูแลเท้าตลอดชีวิตการดูแลเท้าจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการดังต่อไปนี้

  1. มีอาการชาเท้า
  2. รูปร่าง สี ของเท้าผิดไป
  3. มีแผลที่เท้าซึ่งหายยาก
  4. ปวดเท้าเวลาเดิน
  5. เคยเป็นแผลที่เท้า

วิธีการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่เท้า

  1. ควบคุมเบาหวานให้ใกล้เคียงปกติซึ่งจะชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อน
  2. ควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
  3. ร่วมมือกับแพทย์ในการวางแผนการรักษา
  4. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  5. ควบคุมอาหารตามแพทย์สั่ง
  6. ดูแลเท้า และออกกำลังบริหารเท้าโดยเคร่งคัด
  7. ไปตรวจตามนัด
  8. ตรวจและดูแลผิวหนังทุกวันเวลาที่ดีคือเวลาเย็น
  9. ล้างเท้าด้วยน้ำธรรมดาวันละ2 ครั้งและซับให้แห้งโดยเฉพาะซอกนิ้ว ไม่ควรใช้แปรงหรือขนแข็งขัดเท้า
  10. ตรวจผิวหนังที่เท้า ดูว่ามีแผล การอักเสบ รอยแดง หากแผลไม่หายในสองวันควรปรึกษาแพทย์ มีหนังหนาหรือตาปลาหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าใส่รองเท้าไม่เหมาะสม
  11. สำหรับผู้สูงอายุหรือสายตาไม่ดีควรจะให้คนอื่นช่วยดู สภาพผิวว่าแห้งไปหรือไม่ มีรอยแตกย่นหรือไม่ เล็บหนาหรือมีเชื้อราหรือไม่ มีแผลอักเสบซอกเล็บหรือไม่ ผิวซอกนิ้วมีอับชื้นหรือไม่ อาจจะใช้กระจกส่อง หรือให้ญาติช่วยดู ถ้าผิวมีเหงื่อออกให้โรยแป้ง
  12. ระบบประสาท เริ่มมีอาการชาหรือปวดแสบบริเวณเท้าหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวแสดงว่าเริ่มมีปลายประสาทอักเสบ peripheral neuropathy
  13. ตัดเล็บให้สั้น หรือตัดเล็บให้ตรงไม่ต้องเล็มจมูกเล็บ
  14. การบริหารเท้า
  15. รักษาความดัน และไขมันในเลือด
  16. ออกกำลังกายอยู่เสมอปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย
  17. หากเท้าเย็นให้แก้ไขโดยการใส่ถุงเท้า
  18. ไม่ควรเดินเท้าเปล่า แม้จะอยู่ในบ้าน
  19. ห้ามตัดตาปลา
  20. ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก

น้ำแช่เท้าสมุนไพร

ขั้นตอนการทำน้ำแช่เท้า

1.          เตรียมสมุนไพรให้พร้อม สมุนไพรประกอบไปด้วย ไพล ใบยูคาลิปตัส ใบเป้า ขมิ้นชัน ตะไคร้ ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบพลับพลึง ใบมะกรูด ผลมะกรูด หญ้าเอ็นยืด การบรู พิมเสน เกลือ

2.          นำสมุนไพรที่เตรียมไว้มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

3.         นำสมุนไพรที่หั่นไว้แต่ละชนิด อย่างละ 1 กำมือ ไปต้มในน้ำเดือด

4.          นำมาผสมน้ำเปล่าให้ร้อนพอที่จะแช่มือแช่เท้าได้

5.         แช่ประมาณ 30 นาที หรือจนกว่าน้ำเย็น

สมุนไพรที่ใช้ในการแช่เท้าประกอบไปด้วย

ไพล                   สรรพคุณ   แก้ปวดเมื่อย  ครั่นเนื้อครั่นตัว

ใบยูคาลิปตัส        สรรพคุณ   ใช้สูดดมแก้หวัดคัดจมูก ทาถูนวด แก้ปวดบวมช้ำ

ใบเป้า                 สรรพคุณ   ช่วยดับกลิ่นคราว กลิ่นตัวและช่วยถอนพิษ ผิดสำแดง บำรุงผิว

ขมิ้นชัน               สรรพคุณ   แก้โรคผิวหนัง สมานแผล

ตะไคร้                สรรพคุณ   ดับกลิ่นคาว บำรุงธาตุไฟ

ใบมะขาม            สรรพคุณ   แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยให้ผิวหนังสะอาด

ใบพลับพลึง         สรรพคุณ   แก้อาการกซ้ำ เคล็ดขัดยอ บรรเทาอาการปวด บวม

ใบมกรูด              สรรพคุณ   ช่วยขับลม ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี ช่วยบำรุงหัวใจ ระบบการไหลเวียนของโลหิต แก้ไอ ลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ แก้ช้ำใน อาการเกร็ง

ผลมะกรูด           สรรพคุณ   มีฤทธิ์ร้อน ฟอกโลหิต ถอนพิษผิดสำแดง ช่วยขยายหลอดเลือด

หญ้าเอ็นยืด         สรรพคุณ   กำจัดพิษ รักษาการอักเสบของเอ็นและกล้ามเนื้อ

การบรู               สรรพคุณ   บำรุงธาตุ ขับเสมหะ ขับลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ ขับเหงื่อ

พิมเสน                 สรรพคุณ   มีกลิ่นหอม แก้ลมวิงเวียนหน้ามืด บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่น แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ปวดท้อง แก้บาดแผลสด

เกลือ                 สรรพคุณ   เป็นตัวนำยาซึมเข้าผิวหนัง

 น้ำคลอโรฟิลล์

สมุนไพรฤทธิ์เย็นปรับสมดุล บำบัด หรือบรรเทาภาวะร่างกายไม่สมดุลแบบร้อนเกิน

สมุนไพรที่ใช้ทำน้ำคลอโรฟิลล์

1.  ใบย่านางเขียว 5 – 20 ใบ

2.  ใบบัวบก ½ – 1 กำมือ

3.  หญ้าปักกิ่ง 3 – 5 ต้น

4.  ใบอ่อมแซบ ½ – 1 กำมือ

5.  ผักบุ้ง ½ – 1 กำมือ

6.  ใบเสลดพังพอน ½ – 1 กำมือ

7.  วานกาบหอย 3 – 5 ใบ  และสมุนไพรฤทธิ์เย็นอื่นๆ จะใช้อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ก็ได้ที่รู้สึกเหมาะสมถูกกับสุขภาพและร่างกายของเรา

วิธีทำ

โขลกให้ละเอียดหรือขยี้หรือปั่นในเครื่องปั่นไฟฟ้า แต่ปั่นในเครื่องไฟฟ้าจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงประมาณ 20% ความร้อนจะไปทำลายความเย็นของสมุนไพร ผสมกับ น้ำเปล่า 1 – 3 แก้ว    กรองผ่านกระชอน เอาน้ำที่ได้มาดื่มครั้งละ ½ – 1 แก้ว วันละ 2 – 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือท้องร่วง ผสมเจอจางดื่มแทนน้ำเปล่าได้

ประโยชน์น้ำเขียว

1. ระบบเลือด บำรุงเลือด ล้างพิษ ทำลายอนุมูลอิสระในเม็ดเลือด แก้โรคโลหิตจาง ลดความดันโลหิตสูง

2. ระบบทางเดินอาหาร ล้างพิษโดยตรงในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก สมานแผลในกระเพาะอาหาร กระตุ้นเนื้อเยื่อให้ฟื้นตัว

3.  บำรุงปาก ฟัน ระงับกลิ่นปาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการโรคเหงือกอักเสบ

4.  รักษาแผลต่างๆ ทำหน้าที่ฟื้นฟูเนื้อเยื่อของแผลทุกชนิดทั้งภายในและภายนอกร่างกาย

5.  ระงับกลิ่น กลิ่นเหม็นจากแผลเรื้อรัง แผลในช่องปาก กลิ่นอุจจาระที่รุนแรง การผายลม หรือกลิ่นตัวแรงมาก

6.  ควบ คุมสมดุลของแคลเซียมในผู้บริโภคเนื้อมากเกินไปซึ่งจะขาดความสมดุลของธาตุ แคลเซียม  ทำให้ป่วยเป็นโรคกระดูกผุ โรคหัวใจ โรคกล้ามเนื้อ โรคผิวหนัง โรคเลือดไม่แข็งตัวเมื่อมีบาดแผล ประจำเดือนผิดปกติ

7.  ป้องกันโรคภูมิแพ้ เกิดจากการที่อากาศและอาหารเป็นพิษโดยสะสมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

หมายเหตุ สรรพคุณโดยทั่วไปของน้ำเขียวมีมากมาย แต่ถ้าเราต้องการจะเน้นสรรพคุณตัวไหนก็จะใส่สมุนไพรตัวนั้นในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ เช่น โรคเบาหวานหรือโรคมะเร็ง ก็จะใส่สมุนไพรหญ้าปักกิ่งในสัดส่วนที่มากกว่าตัวอื่น

 

นโยบาย“สู้เบาหวาน ความดัน”

ด้วยการปฏิบัติตาม “3 อ. บอกลา 2 ส. และเพิ่ม 1 ฟ.” กรมอนามัย นำเสนอองค์ความรู้ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงสถานะทางสุขภาพของตนเอง เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง เป็นการ”ปรับก่อนป่วย” และให้ประชาชนพึ่งตนเองได้โดยไม่พึ่งสถานบริการสาธารณสุข ด้วยการปฏิบัติตาม “3 อ. บอกลา 2 ส. และเพิ่ม 1 ฟ.”

ปฏิบัติตาม 3 อ. คือ

1. อ. อาหาร“กิน เพื่อ ลดพุง” หลักการคือ 2 ให้ 3 ไม่

2 ให้ คือ 1) ให้กินอาหารครบ 3 มื้อ ครบ 5 หมู่

2) ให้กินผักผลไม้(ไม่หวาน) มาก

3 ไม่ คือ 1) ไม่กินข้าวแป้งมาก

2 )ไม่กินหวาน มันมาก

3) ไม่กินจุบจิบ

 2 .อ.ออกกำลังกาย“ออกกำลังกาย เพื่อ ลดพุง”

ออกกำลังกายแบบแอโรบิคออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 – 6 วันๆละ 30 – 60 นาที

ขยับเท่ากับออกกำลังกาย

3. อ.อารมณ์

1.  สกัด สิ่งกระตุ้นที่ทำให้หิว

2.  สะกด ใจไม่ให้กินเกิน

3. สะกิด คนรอบข้างให้ช่วย

 

 บอกลา 2 ส. คือ ไม่บริโภค

1. ยาสูบ

2. สุรา

 

 เพิ่ม 1 ฟ.ฟัน (ถ้าสามารถควบคุมปริทนต์อักเสบได้ก็จะลดการเสี่ยงจากโรคเบาหวาน    ความดันโลหิตสูงได้)

1. เพิ่มการทำความสะอาดช่องปาก

2. เพิ่มการตรวจสุขภาพช่องปากในกลุ่มที่ตรวจคัดกรองเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ถ้าสามารถควบคุม

ปริทนต์อักเสบได้ ก็จะลดการเสี่ยงจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้

3. พัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากตามปิงปอง 7 สีและดำเนินการในพื้นที่ทดลอง

 

สรุป

          เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้สาเหตุของโรคเบาหวานเกิดได้ 2 สาเหตุหลักๆ คือ เกิดจากพันธุกรรมและเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของบุคคล เมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้วหากมีการดูแลตนเองไม่ดีหรือมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ก็จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ซึ่งโรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือ การเกิดแผลตามตัวโดยเฉพาะปลายมือปลายเท้า  ซึ่งแปลของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะหายช้าและหายยาก เนื่องจากปริมาณน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับสูง ทำให้บางครั้งต้องตัดอวัยวะที่เกิดแผลส่วนนั้นทิ้งไป ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดแผลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ด้วยการดูแลมือและเท้า ซึ่งวิธีหนึ่งในการดูแลมือและเท้าคือการแช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพร เนื่องจากส่วนผสมที่ใช้จะเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดมีการขยายตัวส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนนั้นได้ดีขึ้น อีกวิธีหนึ่งก็คือการดื่มน้ำเขียวซึ่งในน้ำเขียวก็จะมีสมุนไพรอยู่หลายชนิดแต่ในกรณีของโรคเบาหวาน ก็จะใส่สมุนไพรหญ้าปักกิ่งในปริมาณที่มากกว่าปกติ และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปฏิบัติตนตามหลัก 3 อ. 2 ส. 1ฟ.