ที่มจร.ลำปาง และอบรมระบบฐานข้อมูลสหกิจศึกษา

May 21st, 2013
ประชุมร่วมกับ วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง ในการประชุมวิสามัญของสถาบัน
ประชุมร่วมกับ วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง ในการประชุมวิสามัญของสถาบัน

21 พ.ค.56 13.00-14.30น. ร่วมประชุมกับ มจร.วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง นำเสนอโครงการวิจัย การพัฒนาระบบประเมินการเรียนการสอน และสิ่งสนับสนุน วันนี้พระครูเมตตาชวนคุยเรื่องระบบสารสนเทศต่าง ๆ และงานต่อเนื่องที่ทำกันมา วันนี้เป็นประชุมใหญ่วิสามัญของวิทยาลัยสงฆ์ ที่พร้อมหน้าพร้อมตา การไปครั้งนี้แลกมาด้วยการลาประชุมจากคณะฯ ที่กำลังคุยเข้มข้นต่อเนื่องตั้งแต่เช้า เรื่องผลปี 2555 และแผนปี 2556 แต่ในทีมคณะบอกว่าไปได้เลย

http://www.facebook.com/media/set/?set=a.526438530703616.132183.506818005999002

co-op database training
co-op database training

21 พ.ค.56 15.00น. เกือบบ่ายสาม กลับถึงมหาวิทยาลัยก็เข้าอบรมกับ อาจารย์เจนศิริ จันทร์ศิริ และอาจารย์ภูษิต ก้อนสุรินทร์ ออกรส ออกชาติ เพราะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องระบบฐานข้อมูลสหกิจศึกษา ทั้งสองท่านก็พูดเก่งครับ ก็เลยเป็นเวทีที่เน้นการแลกเปลี่ยนแบบสองทาง แทนที่จะเป็นการอบรมแบบฟังอย่างเดียว .. แต่มาไม่ทันเข้ากล้องพี่นิเวศน์ ที่เก็บภาพสวย ๆ ไปก่อนหน้านี้

co-op database training
co-op database training

อาจารย์เจนศิริ จันทร์ศิริ หัวหน้าสำนักงานบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยพายัพ คณะทำงานเครือข่ายส่งเสริมการพัฒนาสหกิจศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน และหัวหน้างานพัฒนาสหกิจศึกษาออนไลน์ และอาจารย์ภูษิต ก้อนสุรินทร์ หัว หน้างานเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ จัดโครงการพัฒนาสหกิจศึกษาออนไลน์ร่วมกับเครือข่ายส่งเสริมการพัฒนาสหกิจ ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน ครั้งที่ 1 โดยมีสถาบันเครือข่ายฯ เข้าร่วมทดสอบรวม 5 สถาบัน ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง, วิทยาลัยชุมชนแพร่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (ลำปาง) และมหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ 1 อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง เมื่อวันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.30 – 16.30
ข่าวโดยพี่นิเวศน์
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=463943940349363&set=a.232673853476374.55211.228245437252549

ประชุมสหกิจคริสเตียนเขตภาคเหนือ

May 20th, 2013
ห้อง 1208

ห้อง 1208

20 – 21 พ.ค.2556
มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง ให้การต้อนรับสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย
โดยคณะกรรมการสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย จังหวัดลำปาง
เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “ครอบครัวสหกิจคริสเตียนสู่มวลชนเขตภาคเหนือ ประจำปี 2556”
ประกอบด้วย 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
คือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา อุตรดิตถ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และลำปาง กว่า 300 คน
ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง
ในระหว่างวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2556
โดยใช้ห้องประชุมใหญ่ อาคารคณะบริหารธุรกิจ เป็นห้องประชุม
และค้างคืนที่ห้อง 1203 และ 1208 เป็นเวลา 1 คืน

สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย

สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.เนชั่น ใน สยามสาระพา

May 19th, 2013
คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น
คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

คลิ๊ปรายการสยามสาระพา ตอน เปิดโลกการศึกษากับ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น ออกอากาศวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 ทาง Nation Channel ดำเนินรายการโดยคุณวรรณศิริ ศิริวรรณ

ได้พบกับ อ.เบญจวรรณ นันทชัย คณบดี ที่วิ่งออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อสุขภาพ  และอาจารย์ประจำ 3 ท่านได้แก่ อ.สกุลศักดิ์ อินหล้า อ.พฤกษ์ศราวุธ จักสวย และ อ.ฉัตรชัย หมื่นก้อนแก้ว โดยนำชมห้องสุขภาพ และการทำกิจกรรม การเรียนที่ฝึกปฏิบัติจริงของนักศึกษา

คณะนิเทศศาสตร์ ม.เนชั่น ใน สยามสาระพา

May 19th, 2013
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น

คลิ๊ปรายการสยามสาระพา ตอน เปิดโลกการศึกษากับ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ออกอากาศวันที่ 10 พฤษภาคม 2556 ทาง Nation Channel ดำเนินรายการโดยคุณวรรณศิริ ศิริวรรณ

ได้พบกับ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง รองคณบดี จัดรายการวิทยุในห้องสถานีวิทยุเสียงลำปาง 104.25 MHz โดยเล่าถึงกิจกรรมที่นักศึกษาจะได้ทำระหว่างเรียนทั้งเป็นผู้จัดรายการ เขียนข่าว ทำรายการทีวีในห้องสตูดิโอของมหาวิทยาลัย

คณะบริหารธุรกิจ ม.เนชั่น ใน สยามสาระพา

May 19th, 2013
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น

คลิ๊ปรายการสยามสาระพา ตอน เปิดโลกการศึกษากับ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ออกอากาศวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 ทาง Nation Channel ดำเนินรายการโดยคุณวรรณศิริ ศิริวรรณ

ได้พบกับ อ.ชินพันธ์ โรจนไพบูลย์ รองคณบดี อ.นงลักษณ์ สุวรรณวิชิตกุล หัวหน้าสาขาการตลาด อ.จักรกฤษณ์ ตันติพงศ์ สาขาการบัญชี   บริเวณริมอ่างตระพังดาว โดยเล่ากิจกรรมการเรียนการสอน การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

เกณฑ์คัดเลือกช่องทีวีสาธารณะในระบบดิจิทัล

May 17th, 2013
วนิดา วินิจจะกูล
วนิดา วินิจจะกูล

เป็น ข่าวกันไปพอสมควรแล้ว สำหรับ ทีวีสาธารณะในระบบดิจิทัล ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช.

เปิดเผยว่าจะมีทั้งหมด 12 ช่อง โดยกำหนดค่อนข้างแน่นอนแล้ว 6 ช่อง โดย 4 ช่องแรกเป็นช่องที่เราคุ้นเคยกันอยู่ คือ 5, 7,11 และ ไทยพีบีเอส (ภายใต้เงื่อนไขต้องคืนคลื่นอนาล็อกก่อน) ส่วนอีก 2 สำหรับช่องเพื่อความปลอดภัย และช่องเพื่อความมั่นคง ว่ากันว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ.กลาโหม

http://bit.ly/10DG6aJ
ทั้ง 6 ช่องนี้ สมควรได้รับจัดสรรคลื่นโดยอัตโนมัติหรือไม่ เป็นประเด็นที่ยังต้องถามหาความชอบธรรม

ส่วน ที่เหลืออีก 6 ช่อง ที่ กสทช. จะพิจารณาให้องค์กรหรือหน่วยงานใดนั้น ก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์กติกาการคัดเลือกแต่อย่างใด แต่สุภิญญา กลางณรงค์ เสียงข้างน้อยอีกเช่นเคย เห็นว่า กสทช. ควรมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน เพื่อความโปร่งใส กรรมการตัดสินจะได้มีหลักยึด ดังนั้น การจัดเวทีระดมสมองเรื่อง “เกณฑ์การคัดเลือกผู้เหมาะสมให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สำหรับการประกอบกิจการบริการสาธารณะ” หรือรู้จักกันในชื่อ “บิวตี้คอนเทสต์” ที่ กสทช. สุภิญญา ในฐานะกรรมการคนหนึ่ง พยายามทำให้การตัดสินใจของ กสทช. ต่อเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติที่สามารถนำไปหา มูลค่าได้มหาศาล มีความโปร่งใส สังคมตรวจสอบได้

เกณฑ์การคัดเลือกผู้เหมาะสมให้ใช้คลื่นความถี่ฯ ในกิจการสาธารณะ ที่ทีมงาน กสทช.สุภิญญา จัดทำเป็นร่างมาให้เวทีระดมความคิดเห็นนั้น ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1. ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ 2. การผลิตรายการและที่มาของเนื้อหารายการ 3. ความทั่วถึง 4. แหล่งเงินทุนและการใช้เงินทุน 5.กลไกการติดตามตรวจสอบภายในองค์กร และ 6.การมีส่วนร่วมและการคุ้มครองผู้บริโภค

ในเวทีได้อภิปรายและเสนอข้อคิดเห็นมากมาย แต่โดยส่วนตัวนั้น สนใจมากๆ ใน 2 ประเด็น

ประเด็นแรก คือ เรื่องเกี่ยวกับศักยภาพหน่วยงานที่จะเสนอตัว ซึ่งเวทีเสนอในประเด็นนี้ค่อนข้างเยอะ

ประเด็นที่สอง คือ เรื่อง “ความคิดสร้างสรรค์” ที่ดูเหมือนจะไม่มีตัวอักษรใดในร่างที่สื่อถึงเรื่องนี้เลย ในตอนท้าย ตัวเองจึงได้เสนอความเห็นไปว่า…

คิด ว่าการกำหนดเกณฑ์เหล่านี้ไม่ควรเป็นไปเพื่อการหาทีวีสาธารณะที่ดีที่สุด แต่ต้องหาทีวีสาธารณะที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ฉะนั้นการเข้าถึงก็ดี เกณฑ์คุณภาพต่างๆ ที่พูดถึงก็ดี รู้สึกว่ากำลังจะได้ช่องที่ลงทุนไปแล้วจะไม่มีคนดูมากนัก อยากให้ช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะถ่วงดุลให้ได้ระหว่าง 3 มุมนี้ คือ

หนึ่ง ทำอย่างไรให้ผู้เสนอตัว มีทุนที่จะยืนระยะได้ หมายความว่า ทำอย่างไรให้ประชาชนอยากเข้ามาชมรายการคุณภาพ คุ้มค่ากับการเผาเวลาไปนาทีละ 2 แสน หรือวันละ 5 ล้าน (ข้อมูลจากเวที) มันมหาศาลนะ ฉะนั้นถ้าให้เขามาลงทุนแล้วบอกไม่ให้หากำไร ไม่ให้หารายได้ หรือหาได้เท่าที่จำเป็น แล้วใครจะเข้ามาเพราะว่ามันไม่น่าจูงใจเลย ฉะนั้น ทำอย่างไรให้ผู้เสนอมีรายได้พอที่จะยืนระยะในการพัฒนารายการและสถานีให้ดี ขึ้นในอนาคต ซึ่ง กสทช.อาจจะดูเรื่องการให้ทุนอุดหนุนบางส่วน หรือให้มีโฆษณาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผลิตรายการที่ด้อยคุณภาพหรือเรียกแต่เรตติ้ง

สอง ที่ต้องให้น้ำหนักด้วย คือ “คุณค่าต่อสังคม” ทั้งการเป็น “พลเมือง” หรือการให้ทุกภาคส่วนได้มีโอกาสเข้ามาใช้หรือเกิดประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ ประเด็นนี้พูดกันค่อนข้างเยอะแล้ว

สาม ที่ไม่ค่อยมีคนพูดกัน แต่คิดว่าต้องให้ความสำคัญมากที่สุดอีกมุมหนึ่งด้วย คือ เรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ ที่รายการออกมาแล้วดูสนุก หรือทำออกมาแล้วมีคนอยากดู จะเรียกว่าเรตติ้งก็ได้ พูดถึงเรตติ้งอาจจะดูเป็นเชิงลบ แต่ความคิดสร้างสรรค์อยู่ในเกณฑ์ข้อไหน เพราะร่างที่ทีมงาน กสทช.สุภิญญา นำเสนอมา ยังไม่เห็นประเด็นนี้

ตอน นี้ประชาชนเลือกดูทีละรายการแล้ว เขาดูยูทูป เขาไม่ดูทั้งสถานี ไม่ดูทั้ง 24 ชั่วโมง ไม่ดูตามเวลาที่ออกอากาศ แต่เข้ามาเลือกดูภายหลังได้ ในรายการที่เขาชอบ ฉะนั้น การที่เขาจะเข้ามาดูช่องทีวีสาธารณะ นั่นแปลว่ารายการต้องโดนเขาจริงๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องให้น้ำหนักให้ได้ระหว่าง 3 มุมที่ว่านี้ คือ 1.ให้มีเงินทุนที่จะยืนระยะได้จริงและมีแผนเลี้ยงตัวเองได้จากแหล่งไหนก็ตาม 2.คุณค่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ ไม่ใช่แค่เกิดช่องละครหรือรายการที่มีอยู่แล้วในกระแสหลัก และ 3.เรื่องความคิดสร้างสรรค์ ที่จะทำให้คนเข้ามาชมรายการมีคุณภาพอย่างที่ตั้งใจกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะทำให้เกิดประสิทธิภาพจริง ๆ ของการลงทุนและการใช้ทรัพยากรสาธารณะ

สุดท้ายที่ ประชุมสรุปเกณฑ์ออกมาได้ 5 ด้าน คือ ด้านที่เกี่ยวกับองค์กร ด้านเทคนิค ด้านเนื้อหา ด้านการเงิน และด้านธรรมาภิบาล ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรติดตามได้จากผลการประชุมของบอร์ด กสทช.เร็ว ๆ นี้

เขียนโดย วนิดา วินิจจะกูล ในกรุงเทพธุรกิจ

ไล่ล่า มืออาชีพ

May 17th, 2013
จักร์กฤษ เพิ่มพูล
จักร์กฤษ เพิ่มพูล

โฆษณาทั้งชวนเชื่อ และชวนด้วยความเชื่อจริงๆ ในเรื่องการ “เรียนกับมืออาชีพ” นับเป็นปรากฏการณ์ร่วม ที่เกิดขึ้นมายาวนานแล้ว ในสถาบันการศึกษาต่างๆ เพราะความคิดเรียนเพียงเพื่อกระดาษหนึ่งแผ่น จบแล้วไม่มีงานทำ โดยเฉพาะในสาขาทางด้านสังคมศาสตร์ที่ว่ากันว่าเรียนง่าย จบง่ายนั้น บั่นทอนขวัญและกำลังใจของผู้เรียนไม่น้อย

http://bit.ly/165e7cO

ภาพประกอบจาก http://mediainsideout.net/local/2013/04/121

เนื่องเพราะเมื่อจบแล้ว ไม่สามารถเข้าสู่ระบบงานได้ทันที เพราะเรียนมาอย่างหนึ่ง แต่ในงานเป็นอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในสาขานิเทศศาสตร์ ที่หมุนไปไม่ทันโลกแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร

ฉะนั้น การเรียนรู้กับมืออาชีพ จึงเป็น “ข้อเสนอ” และทางเลือกของผู้บริหารสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างแรงจูงใจว่า นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์โดยตรง จากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง หรือในสภาพบรรยากาศสถานที่ทำงานจริง และเมื่อจบแล้ว มีหลักประกันว่าจะได้ทำงานแน่นอน แต่ประเด็น ก็คือ สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ สถาบันการศึกษาใด จะมีมืออาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตบัณฑิตได้มากน้อย จริงจังเพียงใด

คำว่า “มืออาชีพProfessional หรือ Professionalism คืออะไรแน่ มีคนนิยามคำนี้ไว้หลากหลาย ถ้านิยามอย่างรวบรัด ก็อาจจะพูดได้ว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในเรื่องนั้น และที่อาจไม่ค่อยได้พูดถึงนัก ก็คือต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ด้วย แต่ เพียงเท่านี้คงยังไม่เพียงพอที่จะบอก คุณลักษณะของมืออาชีพ เพราะดูเหมือนว่า ความเป็นมืออาชีพยังปะปนกับคำว่า อาชีพ หรือกระทั่งคำว่า “วิชาชีพ” เมื่อกล่าวถึงในบริบทของสื่อสารมวลชน

นอกจากคำว่า “อาชีพ” “วิชาชีพ” แล้ว เมื่อพูดถึงงานด้านสื่อสารมวลชน ยังมีคำว่า “อาชีวปฏิญาณ” อีกคำหนึ่ง คำสามคำนี้ ต่างกันอย่างไร

คำว่า อาชีพ หมายถึง การทำกิจกรรม การทำงานที่ไม่เป็นโทษกับสังคมและมีรายได้ตอบแทนโดยอาศัย แรงงาน ความรู้ ทักษะ อุปกรณ์ เครื่องมือ วิธีการแตกต่างกันไป ส่วนวิชาชีพนั้น หมายถึง งานที่อุทิศจิตวิญญาณให้กับงาน ต้องอาศัยการอบรมสั่งสอนมานาน เป็นงานที่มีแบบแผนและจรรยาของหมู่คณะ จุดเน้นวิชาชีพคืออาชีพที่ต้องมีจรรยาบรรณ หากประกอบวิชาชีพขัดต่อจรรยาบรรณแล้ว จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสังคม เช่น ครู หมอ นักกฎหมาย ตำรวจ ทหาร รวมทั้งสื่อมวลชน

สำหรับ อาชีวปฏิญาณ เป็นศัพท์บัญญัติ ซึ่งยังอ้างอิงไม่ได้ชัดว่าใครคือต้นกระแสธาร แต่ครูหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร กล่าวถึงบ่อยครั้ง คือ “…การ ปฏิญาณตนต่อสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า จะประกอบอาชีพตามธรรมเนียมที่วางไว้เป็นบรรทัดฐาน หาใช่เป็นการทำมาหากิน หรือทำมาหาเลี้ยงชีพ แต่เพียงอย่างเดียว

กล่าวอย่าง รวบรัด การเรียนกับมืออาชีพ หมายถึงการเรียนกับผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในอาชีพนั้น ซึ่งในที่นี้จะพูดถึงในเรื่องอาชีพสื่อสารมวลชน ในคณะที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่านิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน หรือยังคงมีฐานะเป็นโปรแกรมในคณะวิทยาการจัดการ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่งก็ตาม แต่ในโลกความเป็นจริง สถาบันการศึกษาจำนวนไม่น้อย ยังขาดแคลนมืออาชีพที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์จริงไปพร้อมๆ กับการสอนทฤษฎีหรือหลักการในห้องเรียน

แต่ ในทางตรงกันข้าม นักวิชาชีพส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีทักษะในการสอน หรือสามารถอธิบายถ่ายทอดประสบการณ์ได้อย่างเห็นภาพ เหมือนอาจารย์อาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการเรียนการสอน นับเป็นเหรียญสองด้านที่ยังถกเถียงกันอยู่

คำว่า “เรียนกับมืออาชีพ” จึงยังเป็นคำที่ต้องค้นหาความหมายที่แท้จริงกันต่อไป แต่ในทางทฤษฎีการเรียนจากของจริง ฝึกปฏิบัติจริงและทำจริง นั่นคือสุดยอดของการเรียนแน่นอน

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น

May 7th, 2013

อาจารย์วราภร เรือนยศ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อให้การสนับสนุนในการจัดทำและเผยแพร่ผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เพื่อให้อาจารย์มีความรู้ ความเข้าใจในการรวบรวม คัดสรร วิเคราะห์ความรู้จากงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างแรงจุงในให้อาจารย์ผลิตผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ของตนเองเพิ่มขึ้น เตรียมความพร้อมและเตรียมผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ในการเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ

ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ

(1)ร้อยละของอาจารยืที่เข้าร่วมโครงการอบรม เรื่อง “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของเป้าหมาย
(2)ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการอบรม เรื่อง “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” ไม่ต่ำกว่า 3.5 จากคะแนน 5 ระดับ
ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ

ระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมอบรมโครงการในหัวข้อ “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นข้อพบว่าความรู้ความเข้าใจเรื่อง “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” ด้านความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ก่อน เข้าอบร่วมอบรมโครงการมีค่าเฉลี่ย 4.19 ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ หลัง เข้าร่วมโครงการ มีค่าเฉลี่ย 4.19 การบรรลุวัตถุประสงค์ของการเข้าร่วมโครงการ เรื่องผู้เข้าร่วมอบรมโครงการ ในหัวข้อ “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” มีค่าเฉลี่ย 4.06 ผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมกันกำเนิดแนวทางในการเตรียมความพร้อมของตนเองในการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น มีค่าเฉลี่ย 4.00 สามารถนำความรู้จากการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ไปใช้ในการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น มีค่าเฉลี่ย 4.19

ผลการประเมินผู้เข้าร่วมโครงการจากอาจารย์ มหาลัยเนชั่น 26 คน
คิดเป็นร้อยละ 100 ของเป้าหมายที่กำหนด
ผลการประเมินผู้เข้าร่วมโครงการดังนี้
มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 26 คน ผลการประเมินความพึงพอใจพบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด คือ 4.19 และ 4.16 ตามลำดับ
ถือว่าการดำเนินโครงการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

เรียบเรียงโดย สุทธินนท์  พรมพา 5308008

โครงการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เรื่อง หลักการเขียนโครงการวิจัยเพื่อชุมชน ท้องถิ่นเพื่อการรับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก

May 1st, 2013
km

km

อาจารย์วราภรณ์ เรือนยศ และอาจารย์จากมหาวิทยาลันเนชั่นลำปาง จัดทำโครงการการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เรื่อง “หลักการเขียนโครงการวิจัยเพื่อชุมชน ท้องถิ่นเพื่อการรับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก
โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในการเขียนวิจัยจากหน่วยงานภายนอก เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัย อาจารย์ ในมหาวิทยาลัยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์เกี่ยวกับการเขียนโครงร่างวิจัยเพื่อให้ได้รับสนับสนุนทุนวิจัย เพื่ออส่งเสริมการเรียนรู้ประสบการณ์ในการเขียนโครงสร้างของคนในชุมชน ให้มีความรู้ความสามารถที่ชัดเจน มุ่งเน้นให้ “การวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เป็นงานวิจัยเพื่อพลังท้องถิ่นอย่างแท้จริง เน้นกระบวนการเรียนรู้ของคนในท้องถิ่นที่ก่อให้เกิดพลังในการแก้ไขปัญหาตนเองได้ และใช้หลักการ ทฤษฏีที่สามารถบูรณาการกับท้องถิ่น เพื่อสร้าง “คนรู้” ที่นำไปแก้ไขปัญหาในชุมชน อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และสามารถนำผลการวิจัยกลับคืนสู่ชุมชนและสังเคราะห์ความรู้สู่การตีพิมพ์เผยแพร่เป็นผลงานวิชาการรับใช้สังคม
http://blog.nation.ac.th/?p=2438
วัดผลจากความพึ่งพอใจของคนที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 3.5 จากคะแนน 5 ระดับ ผลการประเมินจากผู้เข้าร่วม 15 คน อยู่ในระดับมากที่สุดคือ 4.19 และ 4.16 ตามลำดับ ผลการดำเนินงานโครงการถือว่า บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
http://www.scribd.com/doc/138821175/

http://www.facebook.com/media/set/?set=a.584196208261181.142796.506818005999002
สรุปการแบ่งปันจากแต่ละท่าน
อ.วราภรณ์ เรืองยศ
เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ตาม Powerpoint
ในหัวข้อ “หลักการเขียนโครงร่างงานวิจัย”
ซึ่งส่วนประกอบของโครงร่างงานวิจัย ประกอบด้วย
1. ชื่อเรื่อง
2. บทคัดย่อ
3. ความสำคัญและที่มาของปัญหาวิจัย
4. วัตถุประสงค์
5. แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
6. กรอบแนวคิดการวิจัย
7. คำนิยามศัพท์เฉพาะ
8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
9. สมมติฐาน
10. ขอบเขตการวิจัย
11. ระเบียบวิธีวิจัย
12. ข้อตกลงเบื้องต้น
13. เอกสารอ้างอิง

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรื่องชื่อเรื่อง
อ.วราภรณ์ เล่าว่า มีประกาศทุนวิจัย 2 เรื่องมานำเสนอ
- ศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน ปี 2556
- การแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง
อ.วิเชพ เล่าว่าชื่อที่เคยตั้งมามีกระบวนการอย่างไร
การใช้ต้นไม้ชุมชนในการเก็บข้อมูล
อ.ดร.สุจิรา บอกว่ากว่าจะได้หัวข้อมา ต้องใช้เวลามาก
ในกลุ่มแลกเปลี่ยนว่า หัวข้อต้องตรงกับผู้ให้ทุน และความต้องการของชุมชน

อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย
การเขียนบทนำ และวรรณกรรม
ต้องให้ความสำคัญกับที่มาที่ไป
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานวิจัยมีความน่าเชื่อถือ และตั้งอยู่บนหลักการที่เกี่ยวข้อง

อ.ปวินท์รัตน์ แซ่ตั้ง ได้ทุนจากเครือข่ายภาคเหนือตอนบน
แลกเปลี่ยนว่างานวิจัยต้องใช้เวลา ทำให้ครบทุกเรื่องที่สามารถทำได้
ต้องลงมือจริง ทุ่มเท และทำให้ครบวงจร
มีทั้งภาพ คลิ๊ป เว็บไซต์ ที่เกิดในพื้นที่จริง ได้ผลงาน และนำไปขายได้จริง

อ.ดร.สุจิรา หาผล
เล่าว่าการศึกษาตำนาน เรื่องเล่าของอำเภอต่าง ๆ มีกระบวนการมากมาย
ทั้งเชิงคุณภาพ วิพากษ์โดยนักวิชาการ ใช้แบบสำรวจ และวิพากษ์ผลโดยชุมชน
การเลือกคน เลือกปราชญ์ชาวบ้านเป็นเรื่องสำคัญ และต้องเขียนเรื่องของแต่ละอำเภอถึง 13 เล่ม
หลังได้รับทุนก็จะมีการติดตามจากผู้ให้ทุน และมีข้อเสนอแนะที่ทำให้แผนอาจต้องถูกปรับเปลี่ยน

อ.โอปอล์ รังสิมันตุชาติ
เล่าว่าการขอทุนวิจัยสำหรับงานวิจัยระดับปริญญาโท
มีแหล่งทุนสนับสนุนจาก สกว.อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนได้รับจากเชียงใหม่
และมีกระบวนการคล้ายกับทุนวิจัยทั่วไป
เรียบเรียงโดย สุทธินนท์ พรมพา 5308008

โครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”

May 1st, 2013
อาจารย์ ดร.สุจิรา หาผล และคณะกรรมการกิจกรรมนักศึกษา สหกิจศึกษา และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ร่วมกันจัดทำโครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษา ประจำปีการศึกษา 2555
มีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานสหกิจศึกษาของมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และร่วมกันกำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสู่สหกิจศึกษาให้ดียิ่งขึ้น
km co-op

km co-op

อนึ่ง การทำโครงการดังกล่าว ยังเป็นการเตรียมพร้อมในการรับการประเมินคุณภาพภายนอกจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ประจำปีการศึกษา 2555 ทั้งทางด้านการพัฒนาสถาบันสู่สถาบันการเรียนรู้ ด้านระบบการพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน และด้านระบบและกลไกการพัฒนาสัมฤทธิผลการเรียนรู้ตามคุณลักษณะของบัณฑิต ชี้วัดความสำเร็จของโครงการจากคณาจารย์และสังคมศาสตร์เข้าร่วมโครงการตามวันและเวลาดังกล่าว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
ผลการประเมินความพึงพอใจ ผู้เข้าร่วมโครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”  สามารถสรุปได้ดังนี้
(1) หลังการเข้าร่วมโครงการผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกิจศึกษาและแนวทางการดำเนินงานสหกิจศึกษามากขึ้น อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 63.60 เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกิจศึกษาก่อนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 54.50 โดยผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันว่าโครงการนี้ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสหกิจศึกษาให้ดียิ่งขึ้น ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 63.60 อีกเช่นกัน
(2) จากการเข้าร่วมโครงการนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เห็นว่า ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ในการ
ปฏิบัติงานด้านสหกิจศึกษาได้ ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 72.70
(3) ด้านวิทยากรในการเสวนา ผู้เข้าร่วมโครงการมีความเห็นว่าการถ่ายทอดของวิทยากรนั้น อยู่ในระดับมากและมากที่สุด คิดเป็นร้อยละที่เท่ากันคือ 45.50 โดยเห็นว่าวิทยากรสามารถอธิบายเนื้อหาได้ชัดเจน
และตรงประเด็น รวมทั้งการตอบคำถามของวิทยากรนั้น อยู่ในระดับมากที่สุดเท่ากันคือ คิดเป็นร้อยละ 54.50
(4) ด้านวิทยากรในการทำ KM Workshop ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นว่าการถ่ายทอดของวิทยากรในการทำ workshop นั้น อยู่ในระดับปานกลางและมากในร้อยละที่เท่ากันคือ 45.50 โดยวิทยากรมีการเชื่อมโยงเนื้อหาสู่การทำ workshop นั้น อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 54.50
(5) ด้านระยะเวลาในการทำ workshop นั้น ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 54.50
ผลการประเมินความสำเร็จของโครงการ
(1) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ได้แนวทางการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสู่สหกิจศึกษา ในรูปแบบคู่มือการปฏิบัติงานสหกิจศึกษาของคณะ
(2) มีคณาจารย์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เข้าร่วมโครงการจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 84.62 ของเป้าหมายที่กำหนด
(3) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์บรรลุตัวบ่งชี้งานประกันคุณภาพการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ผลการดำเนินงานโครงการถือว่า บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.564684180212384.139685.506818005999002
เรียบเรียงโดย สุทธินนท์ พรมพา 5308008