งาน freshy night 2560

October 18th, 2017

อัลบั้ม Freshy night 2560 ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น
ในชื่องาน NTU 60’s Millennium freshy night
ในวันศุกร์ที่ 29 กันยายน 2560 เวลา 16.00-24.00น.
ณ บริเวณโถงเสานัก และห้องประชุมใหญ่
อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น

กำหนดการ freshy night

กำหนดการ freshy night

มีแฟนเพจที่
https://www.facebook.com/NTUstarcontest/

และมี VTR Present ดาว-เดือน 2017

https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1616276658438198/

มี 3 อัลบั้มที่น่าสนใจ ดังนี้
1. น้องนัด กาซีล็อต – 297 ภาพ
https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1619380301461167/

2. Rungpet Arunchitti – 143 ภาพ
https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1619337274798803/

3. NTU Star Contest 2017 – 77 ภาพ
https://www.facebook.com/NTUstarcontest/posts/557102311348309

การพัฒนาความรู้ด้านการเรียนการสอน

September 25th, 2017

การพัฒนาความรู้ด้านการเรียนการสอน

KMIT-2

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 อาจารย์ศศิวิมล แรงสิงห์ และอาจารย์เกศริน อินเพลา ได้เข้าร่วมการอบรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในประเด็น “การคำนวณหาคุณภาพของข้อสอบปรนัย-อัตนัย โดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ” ซึ่งมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร เสริตานนท์ เป็นวิทยากรในการให้ความรู้ และมีการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเข้ามาช่วยในการประมวลผลและการตีความหมาย อาจารย์ศศิวิมล แรงสิงห์ ได้มีการให้ความช่วยเหลือ(วิทยากรช่วย)ในการดูแลและติดตามการใช้งานโปรแกรมระหว่างการอบรมแก่ผู้เข้าร่วมการอบรม

รูปแบบการอบรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

  1. มีการบรรยาย “การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรูปแบบข้อสอบแบบ ปรนัย-อัตนัย” พร้อมทั้งการนำข้อมูลเข้าโปรแกรมสำเร็จรูปฯ และการวิเคราะห์-ตีความผลการวิเคราะห์คะแนนผลการสอบ
  2. การยกตัวอย่าง การนำผลการให้คะแนนตามข้อสอบในรูปแบบปรนัย และแบบอัตนัย ในรายวิชาต่างๆ พร้อมทั้งการยกตัวอย่างรูปแบบการออกข้อสอบที่ไม่เหมาะสมกับการสอนในระดับอุดมศึกษา
  3. มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิเคราะห์ การหาข้อสรุป รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์ข้อสอบในรูปแบบปรนัย และแบบอัตนัย

วัตถุประสงค์ของการอบรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เพื่อทำความเข้าใจวิธีและกระบวนการวัดประเมินผลการออกแบบสอบและการให้คะแนนของอาจารย์ผู้สอน
ประโยชน์ของการนำมาพัฒนาในการเรียนการสอนในคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ

  1. นำความรู้ความเข้าใจมากระบวนการวัดประเมินผลการออกแบบสอบและการให้คะแนนของอาจารย์ในแต่ละรายวิชาในปีการศึกษาต่อไป
  2. ถ่ายทอดความรู้และวิธีการวัดและประเมินผลให้คณาจารย์ในคณะ
  3. ทดลองการประเมินผลการให้คะแนนในรายวิชาต่างๆ อย่างน้อย 5 รายวิชาในแต่ละภาคเรียน ของปีการศึกษา 2560

สรุปเนื้อหาที่ได้จากการอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในปัจจุบันนิยมใช้แบบทดสอบเป็นเรื่องมือในการวัดและประเมิน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบปรนัย เป็นแบบทดสอบที่ให้เลือกตอบจากสิ่งที่กำหนดมาให้แล้ว โดยคำตอบของแบบทดสอบแบปรนัยจะมีความถูกต้องและชัดเจน เข้าใจตรงกันทั้งผู้สอบและผู้ตรวจ รวมทั้งมีความเชื่อถือได้ มีความยุติธรรม ในขณะที่แบบทดสอบอัตนัย จะมีลักษณะตรงกันข้าม ผู้สอบจะต้องเรียบเรียงแนวความคิดและความรู้ของตนเองเป็นสำคัญ หรือแม้แต่ผู้ตรวจคนเดียวกันอาจให้คะแนนคำตอบแต่ละคนไม่ยุติธรรม ขาดความเที่ยงตรง เพราะขาดกรอบของการตอบคำถาม ไม่มีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน ทำให้มีตัวแปรอื่นๆ เข้ามามีอิทธิพลต่อคะแนนที่ให้มากกว่า ซึ่งส่งผลต่อความเป็นปรนัย ความยุติธรรม และความเที่ยงตรงของการประเมิน

ข้อดีของแบบทดสอบอัตนัย

  1. ผู้ตอบมีโอกาสใช้ความรู้ ความสามารถในการใช้ภาษาแสดงความคิดเห็น
  2. ผู้ตอบที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น จะไม่สามารถเดาคำตอบได้เลย ซึ่งจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการวัดได้เป็นอย่างดี
  3. ข้อสอบอัตนัยเหมาะกับการวัดผลทักษะในการเรียนทั้ง 6 ด้าน คือ วัดการจำรายละเอียดของเนื้อหา วัดความเข้าใจ วัดการนำไปใช้ วัดการวิเคราะห์ วัดการสังเคราะห์ และวัดการประเมิน
  4. ข้อสอบอัตนัยเป็นแบบทดสอบที่มีคุณสมบัติสามารถจำแนกผู้เรียนได้ตามความแตกต่างของบุคคลว่าใครเก่ง ปานกลาง อ่อน รอบรู้-ไม่รอบรู้

คุณภาพของแบบทดสอบอัตนัย
คุณภาพของแบบทดสอบอัตนัยมีลักษณะเช่นเดียวกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดอื่น ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่

  1. ความเที่ยงตรง (Validity) แบบทดสอบอัตนัยสามารถวัดผล วัดคุณลักษณะที่ต้องการจะวัดได้หรือไม่ ทั้งในด้านเนื้อหา โครงสร้าง และสภาพผู้เรียน
  2. ความเชื่อมั่น (Reliability) ใช้วัดความแน่นอนของแบบทดสอบอัตนัย ผลของการวัดแบบทดสอบ ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งผลจะต้องเท่ากัน ภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์เดียวกัน และค่าของความเชื่อมั่นจะอยู่ในเกณฑ์ 0.7 ≥ 1 ถือว่าเป็นข้อสอบที่เชื่อถือได้
  3. ความยากง่าย (Difficulty: P) ใช้วัดความยากง่ายของแบบทดสอบอัตนัย ซึ่งแบบทดสอบอัตนัยที่ดีควรมีความยากง่ายพอเหมาะ ไม่ยากหรือง่ายเกินไป ข้อสอบฉบับหนึ่ง ควรมีผู้ตอบถูก ไม่ต่ำกว่า 20 คนและไม่เกิน 80 คนจากผู้สอบ 100 คน นั่นคือค่า P อยู่ระหว่าง 0.2 – 0.8 จึงถือว่าเป็นข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายพอเหมาะ
  4. อำนาจจำแนก (Discrimination)คือลักษณะของแบบทดสอบ อัตนัยที่สามารถแบ่งเด็กออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ทุกระดับตั้งแต่อ่อนสุดจนถึงเก่งสุด แม้ว่าจะเก่งอ่อนกว่ากันเพียงเล็กน้อยก็สามารถชี้จำแนกให้เห็นได้ ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.2 – 0.8 ถือว่าเป็นข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนกพอเหมาะ

KMIT-1

การฝึกทักษะภาษาอังกฤษด้วยโปรแกรมออนไลน์ (Speexx)

August 1st, 2017

โดย ดร.สุจิรา หาผล เป็นวิทยากร

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2559 ณ ห้องประชุม ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์


การเรียนและการฝึกทักษะภาษาอังกฤษโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ เป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับการศึกษาในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้การเรียนภาษาอังกฤษทางออนไลน์ยังนับว่าเป็น “การเรียนรู้อย่างไม่มีสิ้นสุด” เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากเป็นแหล่งความรู้ที่เปิดกว้างให้ผู้เรียนค้นคว้าหาความรู้ฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษได้ตลอดเวลาและต่อเนื่อง อีกทั้งยังสามารถตอบสนองผู้เรียนที่มีความใฝ่รู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การเรียนและการฝึกทักษะภาษาอังกฤษโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ จึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและฝึกทักษะภาษาอังกฤษอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นหัวใจสำคัญในการการติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยนความร การประสานความร่วมมือ และการค้าขาย

19510338_10213263004393656_8999778474281683497_n

การเรียนและการฝึกทักษะภาษาอังกฤษโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ขึ้นอยู่กับความรู้พื้นฐานและเป้าหมายของผู้เรียน ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้หลายด้านอาทิเช่น ทักษะทางด้านการสื่อสาร ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ผู้เรียนสามารถเรียนตามควารมต้องการได้จาก โปรแกรมออนไลน์ ซึ่งจะมีคำอธิบายไวยากรณ์ อธิบายคำศัพท์ แปลภาษา จะมีคำแนะนำเพื่อเรียนรู้ข้อผิดพลาดได้ทีละจุด จนกระทั้งผู้เรียนทำแบบฝึกหัดถูกต้องทั้งหมด ในส่วนฝึกการออกเสียงให้ผู้เรียนสามารถฝึกการออกเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ โดยฟังเสียงและบันทึกเสียงของผู้เรียนเอง เมื่อออกเสียงให้ถูกต้องก็นำมาเปรียบเทียบกับเจ้าของภาษา การเรียนและการฝึกทักษะภาษาอังกฤษโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ยังเป็นการเตรียมความพร้อมผู้เรียนในสถานที่สำคัญ และสถานที่ทำงาน ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยใช้โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ในการเดินทางไปที่ต่างๆ การเรียนโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ยังสามารถเรียนในวิชาอื่นๆ หรือสาขาอื่นๆ ได้อีกด้วย

19511307_10213263000593561_3395986403248025099_n

การให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

July 31st, 2017

Image_f6bea00

จากการที่มหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดทำKM (สำหรับหน่วยงานสนับสนุน) ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 โดยมีวิทยากรคือ อาจารย์ดิลกา ไตรไพบูลย์ ผู้เข้าร่วมอบรมได้มีการทำกิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการให้บริการในหน่วยงานของตนและนำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อยซึ่งสามารถถอดบทเรียนได้ ดังนี้

กลุ่มที่ 1

1

กลุ่มที่ 2

2

กลุ่มที่ 3

3

กลุ่มที่ 4

4

การคำนวณหาคุณภาพของข้อสอบอัตนัยด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ

July 31st, 2017

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิริพร เสริตานนท์ เป็นวิทยากร

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องประชุม ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์


การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในปัจจุบันนิยมใช้แบบทดสอบเป็นเรื่องมือในการวัดและประเมิน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบปรนัย เป็นแบบทดสอบที่ให้เลือกตอบจากสิ่งที่กำหนดมาให้แล้ว โดยคำตอบของแบบทดสอบแบปรนัยจะมีความถูกต้องและชัดเจน เข้าใจตรงกันทั้งผู้สอบและผู้ตรวจ รวมทั้งมีความเชื่อถือได้ มีความยุติธรรม ในขณะที่แบบทดสอบอัตนัยจะมีลักษณะตรงกันข้าม ผู้สอบจะต้องเรียบเรียงแนวความคิดและความรู้ของตนเองเป็นสำคัญ หรือแม้แต่ผู้ตรวจคนเดียวกันอาจให้คะแนนคำตอบแต่ละคนไม่ยุติธรรม ขาดความเที่ยงตรง เพราะขาดกรอบของการตอบคำถาม ไม่มีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน ทำให้มีตัวแปรอื่นๆ เข้ามามีอิธิพลต่อคะแนนที่ให้มากกว่า ซึ่งส่งผลต่อความเป็นปรนัย ความยุติธรรม และความเที่ยงตรงของการประเมิน

9316

ข้อดีของแบบทดสอบอัตนัย

  1. ผู้ตอบมีโอกาสใช้ความรู้ ความสามารถในการใช้ภาษาแสดงความคิดเห็น
  2. ผู้ตอบที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น จะไม่สามารถเดาคำตอบได้เลย ซึ่งจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการวัดได้เป็นอย่างดี
  3. ข้อสอบอัตนัยเหมาะกับการวัดผลทักษะในการเรียนทั้ง 6 ด้าน คือ วัดการจำรายละเอียดของเนื้อหา วัดความเข้าใจ วัดการนำไปใช้ วัดการวิเคราะห์ วัดการสังเคราะห์ และวัดการประเมิน
  4. ข้อสอบอัตนัยเป็นแบบทดสอบที่มีคุณสมบัติสามารถจำแนกผู้เรียนได้ตามความแตกต่างของบุคคลว่าใครเก่ง ปานกลาง อ่อน รอบรู้-ไม่รอบรู้

20170704_153216

คุณภาพของแบบทดสอบอัตนัย

คุณภาพของแบบทดสอบอัตนัยมีลักษณะเช่นเดียวกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดอื่น ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่

  1. ความเที่ยงตรง (Validity) แบบทดสอบอัตนัยสามารถวัดผล วัดคุณลักษณะที่ต้องการจะวัดได้หรือไม่ ทั้งในด้านเนื้อหา โครงสร้าง และสภาพผู้เรียน
  2. ความเชื่อมั่น (Reliability) ใช้วัดความแน่นอนของแบบทดสอบอัตนัย ผลของการวัดแบบทดสอบ ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งผลจะต้องเท่ากัน ภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์เดียวกัน และค่าของความเชื่อมั่นจะอยู่ในเกณฑ์ 0.7 1 ถือว่าเป็นข้อสอบที่เชื่อถือได้
  3. ความยากง่าย (Difficulty: P) ใช้วัดความยากง่ายของแบบทดสอบอัตนัย ซึ่งแบบทดสอบอัตนัยที่ดีควรมีความยากง่ายพอเหมาะ ไม่ยากหรือง่ายเกินไป ข้อสอบฉบับหนึ่ง ควรมีผู้ตอบถูก ไม่ต่ำกว่า 20 คนและไม่เกิน  80 คนจากผู้สอบ 100 คน นั่นคือค่า P อยู่ระหว่าง 0.2 – 0.8 จึงถือว่าเป็นข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายพอเหมาะ
  4. อำนาจจำแนก (Discrimination)คือลักษณะของแบบทดสอบ อัตนัยที่สามารถแบ่งเด็กออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ทุกระดับตั้งแต่อ่อนสุดจนถึงเก่งสุด  แม้ว่าจะเก่งอ่อนกว่ากันเพียงเล็กน้อยก็สามารถชี้จำแนกให้เห็นได้ ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.2 – 0.8 ถือว่าเป็นข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนกพอเหมาะ

20170704_154550

เทคโนโลยีชีวภาพ : จากวิชาการไปสู่ผู้ประกอบการ

July 29th, 2017

จากวิชาการไปสู่ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ Bio-education to Bioentrepreneur

โดย อาจารย์เมธัส ชูเวช (วท.บ.)ชีวเคมีและชีวเคมีเทคโนโลยี  (วท.ม.) เทคโนโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คุณกำลังตัดสินใจถึงก้าวต่อไปในการสร้างอนาคตของคุณหรือเปล่า?

นวัตกรรมและการประกอบการธุรกิจด้านเทคโนโลยีชีวภาพอาจเป็นคำตอบที่ลงตัวสำหรับคุณ ก็ได้

หนึ่งในความสุดยอดของการท้าทายสำหรับนักวิจัยทางชีวภาพก็ คือ การพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์จากการคิดค้นไปสู่ธุรกิจที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำหรือค้นหาคำตอบทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้หายจากความทุกข์ทรมาน ในอดิตที่ผ่านไป “ก้าวแรก” ที่ผิดพลาดของบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพได้ฟันฝ่าไปแล้วนั้นเปรียบเสมือน “หุบเขาแห่งความตาย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่ขาดประสบการณ์และความแจนจัดที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนแนวความคิดให้ ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต่อการบริโภคของกลุ่มเป้าหมาย อันเป็นผลทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมองข้ามการลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพอีกต่อไป นี่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อนักวิจัยที่ต้องการพัฒนานวัตกรรมของตนไปสู่ภาคธุรกิจ ในโลกแห่งความเป็นจริงธุรกิจด้านชีวภาพไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการสร้างผลิตภัณฑ์โดยการใช้เทคโนโลยีการตัดต่อยีนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบที่ได้สร้างรายได้สูงสุดให้กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน อันได้แก่ ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ข้าวโพด น้ำมันปาล์ม อ้อย และผลไม้ต่างๆ

มีการพยายามสั่งสมทรัพยากรและบุคลากรเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเลิศทั้งทางด้านธุรกิจชีวภาพและความรอบรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับของตลาด หนึ่งในผลงานของทางคณะฯ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร คือ การผลิตนมข้าว จากการจดสิทธิบัตรครั้งนั้นทางคณะฯ ได้สานต่อการค้นคว้าจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เช่น ไอศครีมนมข้าว โยเกิร์ตนมข้าว ไอศครีมโยเกิร์ตจากนมข้าว สบู่นมข้าว และเครื่องสำอางนมข้าว เป็นต้น

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ จึงได้พัฒนาผู้ประกอบการทางชีวภาพสากล ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชีวภาพรายใหม่สามารถพัฒนาการค้นพบทางวิทยาศาสตร์จากห้องสมุด และภาคการทดลองมุ่งสู่ภาคธุรกิจด้วยคณาจารย์และผู้สอนที่มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ระดับโลกจากทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา

อนึ่ง ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ทำให้ผู้ประกอบการทางด้านนี้สามารถสร้างรายได้มากกว่าอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศถึง 25 เท่า โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากเทคโนโลยีชีวภาพแบบดั้งเดิม และรายได้ทั้งหมดนี้ยังได้กระจายไปสู้ประชากรอย่างทั่งถึงอีกด้วย

Bioentrepreneurship คือ ?

คำว่า “Bioentrepreneurship” ถือเป็นคำที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับประเทศทั่วโลก นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของการเป็นผู้ประกอบการทางชีวภาพ ในสหรัฐอเมริกาผู้ประกอบการทางชีวภาพถือกำเนิดมานานกว่า 3 ทศวรรษ ก่อนที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศอย่างไมโครซอฟท์ ซัน และซิสโก้จะถูกก่อตั้งขึ้น บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพอย่าง Genentech และ Amgen ได้ขยายแผนการวิจัยเชิงแข่งขันและร่วมมือกับบริษัทยามาแล้ว

ในปี 1996 Persidis เปรียบเทียบ “Bioentrepreneurship” ว่าเป็นการสร้างความมั่งคั่งซึ่งได้มาจากการประยุกต์วิทยาศาสตร์ชีวภาพสู่ภาคธุรกิจ

ผู้ประกอบการด้านชีวภาพได้พยายามแสวงหาและสร้างตุณค่าทางธุรกิจจากผลงานการวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

ทำไมต้อง Bioentrepreneurship ?

จุดมุ่งหมายของการศึกษาด้านการประกอบการ คือ การปลูกฝังนิสัยให้เยาวชนรุ่นใหม่เล็งเห็นถึงโอกาสต่างๆ และใช้มันให้เต็มศักยภาพ ผู้ประกอบการจะต้องใช้ความคิดในเชิงสร้างสรรใหม่ๆ การหา ลู่ทาง วิธีการ แนวทางและรูปแบบใหม่ๆ ที่สามารถทดสอบได้ ความเข้าใจในภาษาที่พูดในเชิงธุรกิจและมุมมองของนักบริหารที่มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่ง อาชีพ หรือการงานที่แต่ละบุคคลเลือก

 

การที่ประเทศชาติจะมีความมั่งคั่งและประชากรจะอยุ่ดีกินดีแค่ไหนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบลมากน้อยแค่ไหน แต่มันขึ้นอยุ่กับว่าเราได้สร้างผู้ประกอบการที่มีคุณธรรมและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่มีผู้สร้างเพิ่มขึ้นทุกวันมาใช้ในในเชิงธุรกิจเพื่อหารายให้กับประเทศ อยู่มากน้อยเพียงใดต่างหาก

(ข้อมูลจาก Dr. Churdchai Cheowtirakul)

ภายหลังการจัดการความรู้ครั้งนี้ ทำให้อาจารย์ภายในคณะวิทยาศาสตร์ร่วมกันพัฒนาข้อเสนอโครงการส่ง วช. ชื่อโครงการ การพัฒนาแป้งข้าวก่ำดัดแปรและการประยุกต์ใช้เพื่อผลิตเป็นอาหารสุขภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ซึ่งขณะนี้ยังรอผลการพิจารณาโครงการต่อไป

20504220_1601602376519384_899853063_n

19553893_1565089700170652_3738292315527326148_n

การพัฒนาแนวทางการสร้างผลงานวิจัยในชุมชนสำหรับอาจารย์ใหม่

July 29th, 2017

เรื่อง การพัฒนาแนวทางการสร้างผลงานวิจัยในชุมชนสำหรับอาจารย์ใหม่

โดย อาจารย์ ธณกฤษ หมื่นก้อนแก้ว และ รศ.ดร.สุดารัตน์ สิทธิสมบัติ**

Tacit Knowledge**วิทยากรผู้สอนหลักสูตรการพัฒนานักศึกวิจัยหน้าใหม่ในชุมชน โครงการลูกไก่ แม่ไก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิทยากรผู้สอนหลักสูตรการพัฒนานักศึกวิจัยหน้าใหม่ในชุมชน โครงการลูกไก่ แม่ไก่ ในการทำ KM และการสร้างผลงานวิจัยในชุมชน

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ

เนื้อหา (Content) : การทำวิจัยในชุมชนเป็นงานวิจัยที่มีการทำงานในเชิงของการมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเน้นการให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการวิจัยด้วยตนเองเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานวิจัย นำไปดำเนินงานในการพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถพึ่งพิงตนเองได้เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัย ซึ่งการทำงานวิจัยในชุมชนมีรูปแบบของการทำวิจัยที่หลากหลาย เช่น การทำวิจัยเชิงพรรณนา การทำวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ การทำวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการทำวิจัยในชุมชนจะใช้รูปแบบของการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก และอาจมีการรูปแบบของการวิจัยเชิงปริมาณร่วมด้วย ดังนั้นผู้ที่ทำวิจัยจึงต้องมีทักษะ และเข้าใจในวิธีการ และกระบวนการในการทำวิจัยในชุมชนให้ถูกต้อง และเหมาะสมเสียก่อน ซึ่งอาจจะถูกพัฒนาทักษะในแนวทางต่างๆ ประกอบด้วย

– การส่งอาจารย์หน้าใหม่ไปพัฒนาความรู้ และทักษะการทำงานวิจัยในชุมชน จากหน่วยงาน องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านนี้ โดยเฉพาะ รวมถึงให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นที่ปรึกษาในการทำงานวิจัยในชุมชน และเป็นแหล่งงบประมาณในการสนับสนุนการทำงานด้วย เพื่อที่จะทำให้อาจารย์ได้รับการพัฒนาทักษะ และประสบการณ์ผ่านการทำงานวิจัยได้อย่างถูกต้อง และมีคุณภาพมากที่สุด

– การพัฒนาอาจารย์หน้าใหม่ในการทำวิจัยในชุมชน โดยการสรรหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยในชุมชนมาเป็นที่ปรึกษาในการทำงานวิจัย และแนะนำกระบวนการทำงานวิจัยในชุมชนให้แก่อาจารย์ รวมถึงการของบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกที่สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสามารถดำเนินงานวิจัยในชุมชุนได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้ให้คำปรึกษาในการทำงานที่ดี ซึ่งจะทำให้อาจารย์ได้รับการพัฒนาประสบการณ์ในการทำวิจัยที่ดีร่วมด้วย

– การพัฒนาอาจารย์หน้าใหม่ในการทำวิจัย โดยการให้อาจารย์หน้าใหม่มาเป็นผู้ร่วมวิจัย และถ่ายทอดวิธีการ และกระบวนการทำวิจัย ผ่านการทำงานวิจัย ซึ่งอาจารย์หน้าใหม่จะได้เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ของการทำงานจากคณะผู้ดำเนินงานวิจัย ทั้งนี้งานวิจัยที่ร่วมดำเนินการจะต้องมีขนาดของงานวิจัยที่หลากหลาย และที่สำคัญต้องเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง และมีกระบวนการวิจัยที่ถูกต้อง เพื่อให้อาจารย์หน้าใหม่ได้เรียนรู้ และได้พัฒนาทักษะการทำงานวิจัยในชุมชนอย่างเหมาะสม และนำไปใช้ในการสร้างสรรค์งานวิจัยในชุมชนด้วยตนเองได้ต่อไป

** ข้อควรระวังคือ งานวิจัยในชุมชน เป็นงานที่ทำงานร่วมกับชุมชนเป็นหลัก ดังนั้นผู้ทำการวิจัยควรมีทักษะในการเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับบริบทของชุมชน วัฒนธรรมชุมชน กิจกรรมต่างๆ ของชุมชน รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่สำคัญในชุมชนนั้นๆ เป็นอย่างดีเสียก่อน อีกทั้งต้องชี้แจงวิธีการ ประโยชน์ และการนำผลที่ได้จากการทำงานวิจัยไปใช้ให้ชุมชนได้เข้าใจ ซึ่งจะทำให้การทำงานวิจัยดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพต้องเป้าหมายของการทำงานวิจัยนั้นๆ

ซึ่งจากการดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอาจารย์ใหม่ โดยส่งเสริมอาจารย์สร้างงานวิจัยในชุมชน เพื่อขอรับทุนสนับสนุนการวิจัย และมีอาจารย์ในคณะ 1 ท่าน คือ อาจารย์นิภรดา ยาวิราช ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ในงานวิจัย เรื่องการพัฒนาชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการตนเองจังหวัดลำปาง

การพัฒนาแนวทางการนิเทศงานวิชาฝึกประสบการณ์สร้างเสริมวิชาชีพสาธารณสุข สำหรับอาจารย์ใหม่

July 29th, 2017

ผลการดำเนินงานการจัดการความรู้ (KM) : ประเด็นการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน

เรื่อง การพัฒนาแนวทางการนิเทศงานวิชาฝึกประสบการณ์สร้างเสริมวิชาชีพสาธารณสุขสำหรับอาจารย์ใหม่

โดย อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์**

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Desired State): อาจารย์นิเทศงานใหม่ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

เนื้อหา (Content) : กระบวนการนิเทศงานนักศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีลักษณะการดำเนินงาน ที่ใช้ในการกำกับ ติดตาม ให้คำแนะนำ การวัดผล และประเมินผลผู้ฝึกปฏิบัติ หรือนักศึกษา โดยให้ผู้มีความรู้และประสบการณ์ อันประกอบด้วย อาจารย์ ครูพี่เลี้ยง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน เป็นผู้ใช้กระบวนการดังกล่าว สำหรับการประเมินองค์ความรู้ ทักษะ รวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้จากศาสตร์และศิลป์ที่ได้เรียนรู้มาของนักศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งบัณฑิตที่มีคุณภาพ และสามารถนำองค์ความรู้ หรือทักษะที่ได้จากการเรียนและการฝึกปฏิบัติงาน มาใช้ในการทำงานในสาขาวิชาชีพนั้นได้อย่างเต็มความสามารถ การนำกระบวนการนิเทศงานมาใช้งาน ผู้นิเทศจึงต้องมีความเข้าใจในวิธีการดำเนินการเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากดำเนินงานตามกระบวนการไม่ถูกต้อง หรือเหมาะสมแล้ว อาจทำให้นักศึกษา หรือผู้ฝึกปฏิบัติ มีคุณภาพ และความสามารถในการทำงานในสาขาวิชาชีพนั้นได้อย่างไม่เต็มความสามารถเท่าที่ควร ซึ่งรูปแบบของการนิเทศงานในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์จะจำแนกออกเป็น ระดับต่างๆ อันประกอบด้วย

– ระดับที่ 1 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ และการสุขาภิบาลมาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของกลุ่มคนไม่มีความเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

– ระดับที่ 2 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันควบคุมโรค อันได้แก่ การป้องกันควบคุมโรคติดต่อ และโรคไม่ติดต่อ การป้องกันควบคุมงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และการป้องกันควบคุมงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพที่ดี ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

– ระดับที่ 3 การนิเทศงานที่เน้นการนำองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษา และการฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยจากโรค ในกลุ่มคนที่มีความเจ็บป่วย ให้มีสุขภาพดีขึ้น ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน

ทั้งนี้ ข้อควรระวังในการนำรูปแบบการนิเทศงานทั้ง 3 ระดับมาใช้ในการดำเนินงานนั้น ผู้นิเทศงานต้องสามารถจำแนกระดับของบุคคล ครอบครัว และชุมชน ได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ในการนิเทศระดับใด เพื่อเป็นการป้องกันการผิดพลาดในการใช้กระบวนการนิเทศงาน ที่ไม่ถูกต้องกับระดับการฝึกปฏิบัติ

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการความรู้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำเป็นคู่มือสำหรับการฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพสาธารณสุขศาสตร์สำหรับนักศึกษาเป็นระดับต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์ที่นิเทศงานสามารถดำเนินการนิเทศได้อย่างถูกต้อง และมีคุณภาพต่อการจัดการเรียนการสอน

 

นวัตกรรมในสถานศึกษา.

July 20th, 2017

นวัตกรรมในสถานศึกษา.
Innovation Management for Work Improvement and Service Excellence

จากการที่ศูนย์เนชั่นบางนามีจัดการอบรมบุคลากรภายใน เรื่องนวัตกรรมในสถานศึกษา.
โดยวิทยากรบรรยาย คือ อาจารย์ดร พยัต วุฒิรงค์ ณ ห้อง 601 มหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์เนชั่นบางนา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2560

วิทยากร พูดถึง นวัตกรรม Innovation ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้า แต่นวัตกรรม Innovation is about creating value for stakeholders by improving Product, Services, Processes, Marketing Methods, and Management Methods. เช่นนวัตกรรมของอีเกีย IKEA, นครชัยแอร์และ ธนาคารไทยพาณิชย์

นอกจากนี้ยังพูดถึง Kaizen ไคเซน ซึ่งเป็นวิธีการการบริหารจัดการแบบหนึ่ง หมายถึงปรัชญาการทำงานร่วมกันขององค์กร พฤติกรรมนิยมที่ปฏิบัติร่วมกันในองค์กร วัฒนธรรมองค์กร
หลักการของไคเซน มีหัวใจสำคัญอยู่ 5 ประการคือ
– Challenge ความท้าทาย
– Kaizen ไคเซน – การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
– เก็นจิ เก็นบุตซึ – การเข้าไปตรวจสอบหน้างานจริง
– Respect การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน
– Teamwork การทำงานเป็นทีม

สรุปได้ว่า ไคเซน คือการทำงานให้น้อยลงด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงานเสียใหม่ โดยสนับสนุนให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้น เป็นการทำเพื่อตัวเราเอง เพื่อให้เราสามารถทำงานของเราได้ง่ายและสะดวกสบายขึ้น ดังนั้นตนเองต้องเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเริ่มต้นทำไคเซน การทำไคเซนเป็นสิ่งที่ทำเพื่อตัวเองการบีบคอตนเองย่อมไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง

คนญี่ปุ่นชอบปรับปรุง ตัวเองตลอด

เคล็ดลับในการทำไคเซน
เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป
เน้นวิธีการมากกว่าสิ่งของ
ไม่ลงทุน หรือ ลงทุนน้อยมากๆ
ทำบ่อยๆ ทำต่อเนื่องทำทุกคน
เน้นคนที่คุ้นเคยกับงาน
อย่าหวังว่าจะสำเร็จ 100%
ใครๆก็ทำได้

จุดแรกคือยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ความพอใจเป็นศัตรูตัวสำคัญของไคเซน
โดยปกติของมนุษย์ มีความรักตัวเองมากกว่าองค์กรเสมอ หลักการที่สำคัญคือ เลิก ลด เปลี่ยน
เลิก – เรื่องที่ไม่มีความจำเป็น เรื่องที่ไม่ทำก็ได้ เรื่องที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้
ลด – การลงมือทำซ้ำ 2 – 3 หน การแก้ไข การทำใหม่ การตรวจสอบซ้ำๆ หลายครั้ง การลอกข้อความเดิม/การเขียนใหม่หลาย ๆ ครั้ง
เปลี่ยน – เปลี่ยนขั้นตอน ตำแหน่ง วิธีเตรียมงาน ขนาด วัสดุ วัตถุดิบ

คำถามว่าอะไรคือปัญหา
– ไม่รู้ว่ามีปัญหา
– รู้ว่ามีปัญหาแต่ไม่ยอมรับรู้
– รับว่ามีปัญหา และรับรู้ แต่ไม่ยอมแก้
– รับว่ามีปัญหาแต่เกี่ยงกัน (ไม่) แก้
– เจตนากลบปัญหา (เพราะตัวเองกลัวปัญหา)
– เจตนากลบปัญหา (เพราะนายไม่ชอบปัญหา)
– ปัญหาเรื้อรัง แก้แล้วไม่หาย ก็เลยไม่แก้ (แก้ปลายเหตุ)
– รู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่ยอมกล้าแก้ (เข้าเนื้อเปล่าๆ)
– มีปัญหาต้องแก้เป็นทีม (ทีมแตกเรื่อย/ทีมมีปัญหาเอง)
– ความรู้ด้านเทคนิคไม่พอในการแก้ปัญหา
– วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาไม่เป็น
– รู้ว่ามีปัญหาแต่กำหนดไม่ถูกว่าอะไรคือ ปัญหา
จะทำให้สำเร็จได้ต้อง ยอมรับก่อนว่ามีปัญหา และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาไปด้วยกันเป็นทีม เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองและทีม ลงมือปฏิบัติ ทบทวนแก้ไขใหม่ หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ และเริ่มกระบวนการดังกล่าวอีกครั้งโดยมีทัศนคติว่า การเปลี่ยนนั้นเพื่อทำให้ตัวเองทำงานน้อยลง

อิสระภาพทางการเงินไม่ใช่แค่ฝัน คุณก็ทำได้ค่ะ

July 20th, 2017

จากการที่ศูนย์เนชั่นบางนามีจัดการอบรมภายใน เรื่องอิสระภาพทางการเงินไม่ใช่แค่ฝัน คุณก็ทำได้ค่ะ โดยวิทยากรบรรยาย คือ อาจารย์นนทิชา ศอศันสนีย ณ เอ็มเอเคเดมี่ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 โดยมีวัตถุประสงค์ให้อาจาร์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยมีอิสระภาพทางการเงิน ไม่เป็นหนี้

อิสระภาพทางการเงิน คนที่มีเงินเดือนสูง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนี้ จากสถิติพบว่า ยิ่งคนมีเงินเดือนสูง ยิ่งมีค่าใช้จ่ายมาก มีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นที่ทำให้เราต้องกู้หนี้ยืมสินจากคนอื่น โดยให้หมุนได้ก่อน อาจจะติดหนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยมาก ๆ

จุดที่ทำให้ว่าอะไรคืออิสระภาพทางการเงิน ไม่ใช่ว่ามีเงินเดือนมาก แต่เป็นการวางแผนทางการเงินจากเงินที่มีอยู่ และนำไปลงทุน

การลงทุนที่คุ้มที่สุดสำหรับคนที่เริ่มต้นทำงานที่มหาวิทยาลัยเนชั่น คือ

1.ออมเงินในสหกรณ์ โดยซื้อหุ้นเป็นรายเดือน สหกรณ์ออมทรัพย์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป ให้เงินปันผลปีละ 5 % ดังนั้น ถ้าคุณลงทุน 100,000 บาท จะได้ดอกเบี้ย 5,000 บาท มีเงิน 1,000 ลงทุนทุกเดือน โดยไม่ถอนออกมา 10 ปี คุณจะได้เงินล้าน ความพิเศษของดอกเบี้ยทบต้น (ตัวเลข 72) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการฝากเงินผ่านธนาคาร ออมทรัพย์ 0.25 %ประจำมากที่สุด 3.25%

  1. ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเนชั่น (Providence Fund) เมื่อออกจากงานจะได้มีเงินก้อน หากสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพน้อยกว่า 3 ปี แล้วออกจากงานได้เฉพาะเงินตัวเอง หากเป็นสมาชิก 3-5 ปี ได้ส่วนของตัวเอง และของบริษัท 50% และหากเป็นสมาชิก 5 ปีขึ้นไปได้ทั้งส่วนของตัวเองและบริษัท  100% ทั้งนี้แม้ว่าเราลาออกเองก็ได้เงินก้อนนี้อยู่ดี

เงินทองต้องวางแผน เรามีเวลาทำงาน แค่ 35 ปี แล้วเราต้องเอาเงินที่เราทำงาน 35 ปี ใข้ต่อจนเราตาย ยิ่งตอนนี้การแพทย์ก้าวหน้า คนอายุยืนมากขึ้น เราอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ เราอาจจะไม่ได้ตายตอนอายุ  70 อาจจะเป็น 80 90 แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนใช้ในการดำรงชีวิต ดังนั้นจึงต้องรีบเก็บตั้งแต่ตอนที่ทำงานได้

ชีวิตวัยทำงาน ก็มีซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่งงาน มีลูก ดังนั้นจึงต้องจัดสรรเงินให้เป็นส่วน ๆ เพื่อจะได้มีอิสระภาพทางการเงินอย่างแท้จริง