ชื่องานวิจัย “พฤติกรรมการเรียนที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดทำโครงงานระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์”
ประเภทการวิจัย การวิจัยในชั้นเรียน
ผู้วิจัย อาจารย์เกศริน อินเพลา
หน่วยงาน สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์
ผู้สนับสนุนทุนวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น
วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดทำโครงงานระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ของนักศึกษา
สรุปผลการวิจัย การศึกษาพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษาที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดทำโครงงานระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ (CPIS 412) มหาวิทยาลัยเนชั่น โดยใช้แบบสอบถามแบบ Rating Scale ตามวิธีของ Likert scale 5 ระดับ พบว่า พฤติกรรมการเรียนอยู่ในระดับน้อย การจัดการเวลาในการเรียนในระดับปานกลาง และมีความวิตกกังวลในระดับมากกับในการสอบป้องกันโครงงาน การมีสมาธิและการเอาใจใสต่อการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง กระบวนการรวบรวมข้อมูลและการกระตือรือร้นในการค้นหาความรู้ในระดับมาก การเลือกใจความสำคัญและการจดจำเนื้อหาที่สำคัญในระดับปานกลาง การใช้เทคนิคและเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยเหลือในการเรียนในระดับปานกลาง การทดสอบตนเอง การทบทวนและการเตรียมตัวในการเรียนในระดับปานกลาง และการเตรียมตัวสอบในระดับปานกลาง
ผลการสังเคราะห์งานวิจัย (องค์ความรู้จากการวิจัย)
การศึกษาพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษา ในรายวิชาโครงงานระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ (CPIS 412) มหาวิทยาลัยเนชั่น ได้องค์ความรู้ในภาพรวมด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการเรียนของนักศึกษา ดังนี้
องค์ความรู้ที่ได้
1.การเอาใจใส่ การบริหารจัดการเวลา และความกระตือรือร้นในการค้นคว้า นำเสนอความก้าวหน้า อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง
2.ความเข้าใจในเนื้อหา การเชื่อมโยงความคิดอย่างเป็นระบบ และความรู้ในการใช้โปรแกรม อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง
แนวทางในการแก้ปัญหา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถทำโดย
1.ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ให้นักศึกษาเห็นคุณค่าของการเรียนแต่ละรายวิชาและประโยชน์ที่จะได้รับหลังจากสำเร็จการศึกษารวมถึงการได้งานทำที่ดี และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในอนาคต
2.การสร้างแรงจูงใจในการเรียน เช่น การนำรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาเล่าถึงประสบการณ์การเรียน วิธีการเรียน
3.ชี้แจ้งให้นักศึกษาทราบถึงนโยบายในการจัดตารางเรียนตารางสอบของมหาวิทยาลัย และความสำคัญของการเรียนที่จะได้รับในแต่ละวิชา เพื่อให้นักศึกษาได้ปฏิบัติตามตารางเรียนของมหาวิทยาลัย
4.จัดกลุ่มติว เพื่อนสอนเพื่อน พี่สอนน้อง เพื่อไม่ให้นักศึกษาเกิดความวิตกกังวลในการเรียนและการสอบ และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษามากยิ่งขึ้น
5.จัดศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาด้านต่าง ๆ ของนักศึกษา หรือให้อาจารย์ที่ปรึกษาติดตามนักศึกษาที่มีปัญหา ให้เข้ามาขอคำปรึกษาและนำไปแก้ปัญหา เพื่อให้นักศึกษารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ
6.จัดอบรมเสริมทักษะด้านการรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลที่เชื่อมไปหาเหตุผลของหลักการและทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อให้นักศึกษาเกิดทักษะในการลำดับเนื้อหา ขั้นตอนการวิเคราะห์และเชื่อมโยงหาเหตุผล
7.ให้อาจารย์ผู้สอนกระตุ้นนักศึกษาขณะที่เรียน มีการให้ขีดเส้นข้อความที่สำคัญ หรือเน้นยำ เพื่อให้นักศึกษาได้ขีดเส้นข้อความที่สำคัญหรือโน้ตสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้นักศึกษาได้นำไปศึกษาทบทวน และค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป
8.จัดอบรมเสริมทักษะด้านเทคนิคและอุปกรณ์ช่วยเหลือทางการเรียน เช่น เทคนิคการสรุปความเกี่ยวกับบทเรียนอย่างเข้าใจด้วยตนเอง
9.ให้อาจารย์ผู้สอนสรุปการเรียนในแต่ละวิชาหลังจากที่สอนเสร็จแล้ว เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้กับนักศึกษาที่ยังไม่เข้าใจและนักศึกษาที่สามารถสรุปด้วยตนเองได้แล้วก็จะพิจารณาว่าสรุปตรงกับอาจารย์ที่สรุปหรือไม่
ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาวิจัย ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการทำวิจัยเรื่อง ทัศนคติในการเรียนของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
2. ควรมีการทำวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลให้นักศึกษามีสมาธิในการเรียนของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
3. ควรมีการทำวิจัยเรื่อง การศึกษายุทธวิธีในการเตรียมตัวสอบของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
4. ควรมีการทำวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลให้นักศึกษาเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตนในการเรียนของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
การใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน ทุกรายวิชา
Archive for the ‘ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์’ Category
ผลการสังเคราะองค์ความรู้จากงานวิจัย
Thursday, May 23rd, 2013อบรมการเขียนเว็บเพจเบื้องต้น
Sunday, April 22nd, 2012คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยี จัดโครงการอบรม “การเขียนเว็บเพจเบื้องต้น” เพื่อบริการวิชาการแก่ชุมชน ทั้งนี้มีหน่วยงานที่มีความต้องการให้คณะจัดฝึกอบรม คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ ห้องเรียนบุญวาทย์วิหาร โดยการบริการครั้งนี้ได้ใช้องค์ความรู้ในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ด้านการเขียนเว็บเพจเบื้องต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับโลกภายนอกอยู่ตลอดเวลา และมหาวิทยาลัยโยนกได้ดำเนินการบริการวิชาการแก่ชุมชนในรูปแบบที่หลากหลายมาเป็นเวลากว่า ๒๓ ปี โดยโครงการอบรม การเขียนเว็บเพจเบื้องต้น มีเนื้อหาการบรรยายเกี่ยวกับ การพัฒนาเว็บไซต์ โฮมเพจ โดเมนเนม และเว็บเพจ เป็นต้น
มีขั้นตอนการดำเนินงานทั้งหมด ๕ ขั้นตอน ดังนี้ ๑) ติดต่อและประสานงานกลุ่มเป้าหมาย ๒) กำหนดเนื้อหา และรายละเอียดของหัวข้อบรรยายที่ผู้เข้ารับอบรมควรรู้ ๓) จัดกิจกรรมบริการวิชาการในชุมชน ๔) ประเมินผลความพึงพอใจของผู้เข้าอบรม ๕) จัดทำรายงานสรุปผลโครงการ
มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ ๑) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนเว็บเพจเบื้องต้น ๒) เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาออกไปเรียนรู้ และทำกิจกรรมในชุมชน ๓) เพื่อพัฒนาความรู้และประสบการณ์ให้ศิษย์เก่า
ซึ่งโครงการนี้พบว่าบรรลุตามตัวบ่งชี้ คือ มีความพึงพอใจต่อโครงการ ๔.๒๖ จากคะแนน ๕ ระดับ ซึ่งเป็นระดับมากที่สุด ค่าความคลาดเคลื่อน ๐.๗๒ ซึ่งค่าความพึงพอใจไม่ต่ำกว่าที่ตั้งไว้ในตัวบ่งชี้ ดังนั้นโครงการนี้จึงบรรลุตามตัวบ่งชี้
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.115963435181311.19375.115935711850750
เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา
Tuesday, June 14th, 201114 มิ.ย.54 เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา มี อ.ดร.วิยดา เหล่มตระกูล และ อ.พงษ์วัชร ฟองกันทา เป็นวิทยากร มีเนื้อหาในการอบรม 4 เรื่อง ได้แก่
1) หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
2) การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3) การสร้างเครื่องมือวัดด้านคุณลักษณะ
4) การสร้างเครื่องมือวัดภาคปฏิบัติ
สอดรับกับ มคอ : กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualifications Framework for Higher Education, TQF:HEd)
องค์ประกอบของผลการเรียนรู้ตามแนวคิดและทฤษฎีของบลูม (Benjamin S. Bloom, 1956 อ้างอิงถึงใน ศิริชัย กาญจนวาสี, 2540) มีดังนี้
1) ด้านพุทธพิสัย (Cognitive Domain) เป็นการเรียนรู้ด้านความรู้ความเข้าใจและความคิด เป็นความสามารถทางสถิปัญญา ซึ่งมี 6 ระดับ ดังนี้ (1) ความรู้ความจำ (Knowledge) (2) ความเข้าใจ (Comprehension) (3) การนำไปใช้ (Application) (4) การวิเคราะห์ (Analysis) (5) การสังเคราะห์ (Syntehsis) (6) การประเมินผล (Evaluation)
2) ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นการเรียนรู้ด้านอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งมี 5 ระดับ ดังนี้ (1) การรับรู้หรือการใส่ใจต่อสิ่งเร้า (Receiving or Attending) (2) การตอบสนอง (Responding) (3) การเห็นคุณค่า (Valuing) (4) การจัดระบบค่านิยม (Organization) (5) การแสดงลักษณะตามค่านิยม (Characterization)
3) ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor domain/skill domain) เป็นการเรียนรู้ด้านความชำนาญ หรือทักษะในการปฏิบัติ ซึ่งมี 7 ระดับ ดังนี้ (1) การรับรู้ของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Perception) (2) ความพร้อมที่จะปฏิบัติ (Set) (3) การปฏิบัติตามข้อแนะนำ (Guided Response) (4) การปฏิบัติจนเป็นนิสัย (Mechanism) (5) การปฏิบัติที่สลับซับซ้อน (Complex overt response) (6) การปรับเปลี่ยนการปฏิบัติ (Adaption) (7) การสร้างปฏิบัติการใหม่ (Origination)
มีโอกาสฝึกปฏิบัติสร้างเครื่องมือวัด แบ่งเป็น 3 ด้าน
1) ด้านพุทธพิสัย มีประเด็นวัดผล 6 ด้านคือ (1) ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด (2) ความเข้าใจ (Comprehend) (3) การประยุกต์ (Application) (4) การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้ (5) การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่ (6) การประเมินค่า ( Evaluation)
2) ด้านจิตพิสัย จะมีองค์ประกอบที่ใช้วัด 3 ส่วนคือ เป้าหมาย (Target) ทิศทาง (Direction) และความเข้มข้น (Intensity)
3) ด้านทักษะพิสัย จะมีจุดประสงค์ปลายทางได้ 3 แบบ คือ การปฏิบัติ (performance) กระบวนการ (process) ผลผลิต (product) และวัดได้ 2 แบบคือวัดภาพรวม และวัดองค์ประกอบ
หมายเหตุ. มีบทเรียนที่ได้จากการอบรมมากมาย แต่ขอสรุปสั้น ๆ ไว้เพียงเท่านี้ครับ
สไลด์เผยแพร่เกี่ยวกับความปลอดภัย
Tuesday, May 31st, 2011จากการให้บริการวิชาการ ตามโครงการอบรม “การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย” โดย ผศ.บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ ที่ อบต.บ้านดง และทต.แม่เมาะ ระหว่าง 21 – 22 ต.ค.2553 พบว่าผู้เข้ารับการอบรมให้ความสนใจเกี่ยวกับความปลอดภัย และขอสไลด์ไว้ศึกษา แล้วคณะวิชาได้พิจารณาเห็นชอบให้นำเสนอได้ จึงนำมาเผยแพร่ให้เพื่อนบุคลากร และผู้สนใจได้ ดาวน์โหลดไปศึกษาได้
ที่ http://www.thaiall.com/security/security_basic.ppt
การบริการวิชาการ ที่แม่เมาะ
Tuesday, May 31st, 2011คณะวิชาทั้ง 3 ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยี ส่งนักวิชาการออกบริการวิชาการ ที่ อบต.บ้านดง 21 – 22 ต.ค.2553 ซึ่งสืบเนื่องมาจากการสำรวจความต้องการ และการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เมื่อ 18 ต.ค.53 โดยมีโครงการทั้งสิ้น 3 โครงการ คือ โครงการอบรม “การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย” โดย ผศ.บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ โครงการอบรม “การให้ความรู้ด้านกฎหมายครอบครัว” โดย อ.สุทธิ์พจน์ ศิริรัตนาสกุล และ โครงการอบรม “EQ กับการทำงานใต้ความกดดันและการบริหารความเครียด” โดย อ.วีระพันธ์ แก้วรัตน์
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.450808788894.247022.814248894
ประสบการณ์การเป็นกรรมการสอบการค้นคว้าแบบอิสระ
Friday, March 25th, 2011ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการสอบการค้นคว้าแบบอิสระของนักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 (ลาพักผ่อนไปครับ) จึงอยากแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อนๆ อาจารย์ (เพื่อนร่วมอาชีพของผม) โดยจะขอสรุปเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
1.กรรมการสอบมีทั้งสิ้น 3 คน ประกอบด้วยอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ 1 คน ประธานกรรมการสอบ 1 คน และกรรมการซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอีก 1 คน ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากประธานหลักสูตร (พิจารณาจาก CV ที่ต้องส่งให้พิจารณาก่อน)
2.ภาคเช้า คณะกรรมการประกอบด้วย รศ.ประทีป จันทร์คง ประธานกรรมการสอบ อ.ดร.เขมกร ไชยประสิทธิ์ กรรมการและอาจารย์ที่ปรึกษา และกระผมซึ่งเป็นกรรมการจากภายนอก
3.ในภาคเช้าผมเป็นกรรมการให้กับนักศึกษาปริญญาโทในหัวข้อ “การพัฒนาระบบการจัดการความรู้เรื่อง การซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์ โรงเรียนลำปางพาณิชยการและเทคโนโลยี” สำหรับภาคบ่ายผมขอเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์นักศึกษาปริญญาโทอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์เก่าของ ม.โยนก รุ่นที่ 4 คือ ชัยวัฒน์ สมศรี หรือ “ยาว” ของพวกเรา ทำในหัวข้อเรื่อง การพัฒนาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานบุคลากร โรงเรียนลำปางพาณิชยการและเทคโนโลยี (ประมาณนี้)
4.รูปถ่ายที่นำเสนอเป็นการสอบในช่วงบ่าย จากขวามาซ้าย คือ รศ.ประทีป จันทร์คง (กรรมการและ อ.ที่ปรึกษา) ผศ.ดร.เสมอแข สมหอม ประธานกรรมการสอบ (เป็นประธานหลักสูตร ITM) อ.พิมพร เทพปินตา กรรมการภายนอก (ผอ.โรงเรียน LCCT) ชัยวัฒน์ สมศรี และกระผม
5.นักศึกษานำเสนอด้วย powerpoint จากนั้น จะสาธิตการทำงานของระบบงานที่พัฒนาขึ้น เสร็จแล้วเป็นคำถามของกรรมการสอบ รวมแล้วมีเวลาทั้งสิ้นประมาณ 2 ชั่วโมง
6.รูปแบบก็จะคล้ายๆ กับการนำเสนอโครงงานของนักศึกษาสาขา CS และ CIS ซึ่งแน่นอนว่า ต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอนต่างๆ กับ อ.ที่ปรึกษา จนมั่นใจได้ว่าระบบมีความสมบูรณ์ พร้อมที่จะนำเสนอ โดยปกติ อ.ที่ปรึกษา จะมีความเชี่ยวชาญในหัวข้อที่นักศึกษาเลือกทำ และในวันสอบจบ กรรมการภายนอกต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อนั้นๆ เช่นกัน
7.ภายหลังการสอบเสร็จสิ้น กรรมการ 3 ท่าน จะร่วมกันปรึกษาหารือว่า เห็นชอบที่จะให้นักศึกษาสอบผ่านหรือไม่ และแจ้งให้นักศึกษาทราบ โดยปกติผู้ที่สอบผ่าน มักจะมีการแก้ไขเนื้อหาในเล่มอยู่บ้าง รวมทั้งอาจแก้ไขจุดเล็กๆ น้อยๆ ของโปรแกรม และรายงานสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขผ่าน อ.ที่ปรึกษา และ/หรือ ประธานกรรมการสอบ ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ หากนักศึกษาคนใดกรรมการยังไม่เห็นควรให้ผ่าน ก็จะให้ไปปรับปรุงแก้ไข และกลับมานำเสนอใหม่อีกครั้ง
8.ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ การพบ อ.ที่ปรึกษาและนำเสนอความก้าวหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด ก็จะสามารถจบได้ทันตามกำหนด 2 ปี แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ทันตามกำหนดเวลาแทบทุกคน เพราะยิ่งเป็น นศ.ปริญญาโท ที่ทำงานด้วยแล้ว หากแบ่งเวลาไม่เป็น ก็คงยากที่จบตามกำหนดเวลา
9.ครั้งนี้ผมได้พันธมิตรเพิ่มขึ้นคือ หลักสูตร ITM ที่ มช. และผู้อำนวยการ LCCT คงมีโอกาสได้ไปบรรยาย เป็นกรรมการสอบ หรือเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา IS อีกในอนาคต รวมทั้งความร่วมมือในด้านอื่นๆ อีกมาก
10.ผมเชื่อว่าหลายท่านทำได้ หากมีโอกาส+ความเชี่ยวชาญที่ต้องค้นพบตนเองให้ได้+การแสวงหา (อย่ารอโอกาสมาหา) ผมคาดว่าผมคงจะทำในลักษณะเดียวกันนี้ต่อไปที่ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี รวมทั้งที่มหาวิทยาลัยพะเยา (ในปีการศึกษา 2554) นี้ เป็นกำลังใจให้อาจารย์ทุกท่านครับ
ปฏิทินกิจกรรมสำหรับนักศึกษาใหม่
Thursday, March 10th, 2011ปฏิทินกิจกรรม สำหรับนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2554 เฉพาะเดือนมิถุนายน 2554 มีกิจกรรมเยอะมากครับ ตั้งแต่ต้นเดือนก็เข้าหอพัก รับน้องใหม่ จากนั้นก็เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ แล้วพิธีสมโภชพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ก่อนจะมีพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาสใหม่ แล้วจึงเปิดภาคเรียนในวันที่ 20 มิถุนายน 2554
เป็นข้อมูลที่ได้มาจากสำนักรับนักศึกษาที่งานทะเบียน เป็นผู้จัดทำกำหนดการสำหรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2554 แล้วได้ส่งข้อมูลนี้เข้าระบบปฏิทินของ http://class.yonok.ac.th ดังภาพ
30 พ.ย. 53: วันเดินทางกลับที่ไม่น่าจดจำ (ตอนที่ 1)
Friday, December 3rd, 2010ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ดูจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับคนส่วนใหญ่ในการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ บ้างก็อาจไปพักผ่อนชายทะเลแถวหัวหินหรือพัทยา บ้างก็อาจแวะไป shopping ที่ฮ่องกงหรือสิงคโปร์เพราะ agency ส่วนใหญ่ชอบวางโปรแกรมท่องเที่ยวในราคาประหยัด และผมเองเชื่อว่า ระยะเวลาดังกล่าวน่าจะพอดีกับความสุขช่วงสั้นๆ ที่ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไปของร่างกาย แต่ระยะเวลาเดียวกันนี้สำหรับการเดินทางกลับเมืองไทยของผมในครั้งนี้ กลับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน ไม่น่าจดจำ และเหนื่อยสุดๆ และหวังว่าจะไม่พบเจอะเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้วในชีวิต
การเดินทางเริ่มขึ้นประมาณ 10.30 น. ของวันที่ 30 พ.ย. เพื่อ check out ออกจากที่พักโดยทราบจากพยากรณ์อากาศมาก่อนแล้วว่าวันนี้จะมีหิมะตก (พนักงานที่พักยังพูดเชิงสนุกว่าเสียดายจังกลับพอดีน่าจะได้เห็นหิมะก่อน) บ่าย 2 โมงตรงเรามีนัดกันทั้งหมด 5 คนที่สถานี GARE DE LYON PART-DIEU เพื่อรอขึ้นรถรางด่วน (Rhone Express Tram) ไปสนามบิน Lyon ขณะนั้นก็เริ่มมีหิมะลงมาบ้างแล้ว ถึงสนามบินก่อนบ่าย 3 เล็กน้อย ภารกิจหลักคือการ claim ขอคืนภาษีจากการซื้อสินค้าและการ check in เพื่อให้แน่ใจว่ามี boarding pass และกระเป๋า Load เรียบร้อย รอเครื่องออกตามเวลา 17.45 น. ในระหว่างนั้นหิมะเริ่มตกหนักขึ้นและดูไม่มีทีท่าจะสงบ เพราะจากพยากรณ์อากาศหิมะจะตกไปจนถึงวันที่ 1 ธ.ค. อากาศจึงจะเริ่มดีขึ้น เริ่มมองหน้ากันไปมาและทุกคนเริ่มมีกังวล นัทกับฝ้ายแยกเดินทางไปก่อนเพราะต้องไปต่อเครื่องที่ปารีส ส่วนผม ปรี และบุ้ง ต้องหลังจากเที่ยวบินของนัทกับฝ้าย 45 นาที ซึ่งดูจะโล่งใจไปบ้างเมื่อสนามบินและสายการบิน KLM ให้เราขึ้นเครื่องได้ แต่ความกังวลใจกลับเริ่มมากขึ้นเมื่อกัปตันแจ้งอยู่ตลอดเวลาว่าให้ run way พร้อมก่อนและรอเจ้าหน้าที่สนามบินมาละลายหิมะที่เกาะตามปีกและหางของเครื่อง ผ่านไปราว 2 ชั่วโมง สนามบินประกาศปิดและต้องยกเลิกทุกเที่ยวบินเพื่อความปลอดภัย ต้องรอรถบัสมารับที่ตัวเครื่องกลับเข้าไปใน Terminal เพื่อรับกระเป๋าและเปลี่ยนตั๋วใหม่สำหรับบินในวันรุ่งขึ้น เสร็จสรรพใช้เวลากว่า 3 ช.ม. ใกล้เวลาเที่ยงคืน โดยสายการบินแจ้งว่าโรงแรมเต็มหมดต้องนอนสนามบิน 1 คืน มีเพียงแต่ coupon อาหารให้ไปรับ sandwich
เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตกับการนอนที่สนามบิน ไม่มีเตียงนอน ไม่มีหมอน แม้ว่ากาชาด (red cross) จะนำเตียงสนามมาให้แต่ก็ไม่เพียงพอเพราะมีผู้โดยสารตกค้างเยอะมาก จะมีให้ก็เป็นกระดาษห่อตัวป้องกันความเย็น (คล้ายๆ กระดาษ foil ห่ออาหาร) หลังจากได้พื้นที่เหมาะเจาะเป็นซอกเล็กๆ ของร้านกาแฟ จึงรีบจับจองทันทีสำหรับ 3 คน คลุมตัวด้วยกระดาษที่ได้ บอกได้อย่างเดียวว่านอนไม่หลับครับ หนาวสุดๆ อุณหภูมิด้านนอกน่าจะต่ำกว่า 0 องศา ขยับตัวไปมาไม่นาน ตี 4 ครึ่ง พนักงานร้านกาแฟมาเปิดร้าน จำเป็นต้องย้ายไปนั่งที่เก้าอี้ของสนามบินแทน สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดตอนนั้นคือ การแปรงฟันและล้างหน้าเพื่อสร้างความสดชื่นบนใบหน้า ตั้งแต่คอลงมาจนถึงปลายเท้าเริ่มสกปรกและมีกลิ่นบ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ (ทนเอา) เข้าไปนั่งจิบกาแฟที่ร้านดังดังกล่าวกว่าจะได้กาแฟและครัวซองก็เป็นนานกว่าชั่วโมง เพราะลูกค้าเยอะมาก ขณะนั้นหิมะก็ยังไม่หยุดตกเพียงแต่ดูบางลง ก็ได้แต่นั่งรอ flight และจะต้องไปที่ปารีสแทน ในใจก็ภาวนาขออย่าต้องนอนต่ออีก 1 คืนเลย เพราะถ้าปิดสนามบินอีก ยังไงก็ต้องขอกลับเข้าไปหาที่พักในเมืองเพื่ออาบน้ำอย่างแน่นอน ก็ยังดีที่คำภาวนาของพวกเราเป็นจริง เราได้เดินทางออกจากสนามบิน Lyon ประมาณเที่ยงวัน (ทั้งๆ ที่บนตั๋วเครื่องต้องออก 10.45 น. แต่ไม่รู้สึกตำหนิเขาเลย เพราะความดีใจมันมีมากกว่าเป็นสิบเท่า ถึงสนามบิน Charles de Gaulle ที่กรุงปารีสประมาณบ่าย 2 รอต่อเครื่อง Boeing ลำใหญ่กลับเมืองไทยเวลา 19.00 น. ขณะนั้นสภาพจิตใจดีขึ้นมากแต่สภาพร่างกายก็ดูจะสกปรกและส่งกลิ่นมากขึ้นเช่นกัน
26 พ.ย. 53 – ผู้พิการที่ไม่พิการที่ Lyon
Saturday, November 27th, 2010จริงๆ แล้วผมอยากเขียนบันทึกเรื่องราวต่อไปนี้มาหลายวันแล้ว แต่ก็ดันปล่อยใจให้เรื่องอื่นๆ มาแซงหน้าอยู่ร่ำไป เป็นเรื่องของผู้พิการที่ไม่พิการที่ Lyon เพราะดูแล้วจะเหมือนคนปกติทั่วไปซะมากกว่า เราจะได้เห็นเขาเหล่านั้นบนรถราง รถไฟ ในห้างสรรพสินค้า ในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ในร้าน KFC ซึ่งในประเทศไทยอาจจะเห็นภาพแบบนี้ได้ค่อนข้างยาก เพราะหัวใจสำคัญที่สุดอยู่ที่เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่รัฐต้องจัดให้บริการ ที่นี่มีบริการสำหรับผู้พิการครบทุกสถานที่ๆ เขาจะไป บนท้องถนนและฟุตบาท ใน office และตามห้าง จะมีพื้นลาดเอียงอยู่ทุกจุดทั่วทั้งเมือง จะลงใต้ดินเพื่อขึ้นรถ Metro ก็มีลิฟต์ทุกสถานี จะไปทำธุระที่ไหน ก็มีที่จอดรถสำหรับผู้พิการทุกอาคาร แม้แต่จะเข้าห้องน้ำก็มีห้องพิเศษสำหรับผู้พิการอีกเช่นกัน จึงทำให้คนปกติอย่างเราๆ ดำเนินชีวิตร่วมกับพวกเขาเหล่านั้นได้อย่างกลมกลืน สำหรับผู้พิการทั้งหลายก็มีตั้งแต่ผู้พิการทางสายตา บางท่านก็ใช้ไม้เท้านำทาง บางท่านใช้สุนัขนำทาง (เพียงคนเดียว) ผมมาวิเคราะห์ดูแล้วคนเหล่านี้ต้องความจำดีเลิศมากๆ รู้ว่าต้องขึ้นรถป้ายไหน ฝั่งซ้ายฝั่งขวา ต่อรถจุดไหน สำหรับผู้พิการที่ต้องใช้รถเข็นไฟฟ้าก็มีมาก ทุกท่านเหล่านี้สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้โดยลำพัง และคนปกติก็จะให้เกียรติและช่วยเหลือเขาในบางครั้ง วันนี้ประทับใจจริงๆ ได้เห็นคนพิการท่านหนึ่งนั่งรถเข็นไฟฟ้าบนรถ Tram ดูเหมือนว่าต้องมีท่อช่วยหายใจคอยเสียบอยู่ที่จมูกด้วย ผมเห็นแล้วทำให้นึกถึง 2 เรื่อง ประการแรก คนที่ท้อแท้ในชีวิตมีครบ 32 แต่มักบ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่ไม่สนองความต้องการของตน และตามมาด้วยข้อเรียกร้องต่างๆ นานา อยากให้เปิดหูเปิดตาดูคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรามากๆ เขายังสู้ชีวิตขนาดนั้น แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้จริงมั๊ยครับ ประการที่สองคือ ภาครัฐ เมื่อไหร่จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้สักที ผู้พิการในเมืองไทยจึงยังต้องเป็นผู้ด้อยโอกาสต่อไปและอาจตลอดไป (ไม่มีใครรู้)
24 พ.ย. 53 – A happiness with Yonok alumni
Thursday, November 25th, 2010Facebook is one of the best social networking tools for online communities. I’ve never thought before to use this tool cause I have both e-mail and MSN for offline and online communication. E-mail and MSN seems to provide enough capacities that fit all my needs. However, after frequently using FB for about a month during I stayed in Lyon, France, I felt that FB is not just a social networking tool based on my understandings. It is more than I expected and I want to share my real experiences about the FB to everyone:
A number of people tried to invite and add me on their lists but I will accept only those who use the original names and pictures. Many of them are still on my waiting list, however, plenty of friends in my FB also increase from a single digit number to almost a 3-digit number. At least 3 alumnis on my FB are good examples that I want to share experiences with you today. The 1st Yonok alumni student is “Chun Chunpradab“. She has been working at Public Relations office, Songklanakarin University – Pattani campus for many years. Will you believe me? She live at Songkla province and drive to work more than 120 kilometers everyday. Fortunately, it’s a super highway street so that she’d never affected by the Southern disturbance events. I invite her to come to Yonok for her holiday vacation next time. The 2nd alumni student is “Chonthira Gurney“. Her husband is an American engineer. Chonthira is now having a lovely daughter “Alina” and she also learn at the cooking school. Currently, she is a cook at a famous restuarant. She is Chiang Mai native person and fly back every year. Therefore, I invite Chonthira and her family to to join a meal together with my family when she come back to Chiang Mai next time. The 3rd person is “Wanlaya” or Boom. Her nickname is exactly the same as mine. She has married with a French person and living in a new house ner chateau de Versaille in Paris. Unfortunately, I cannot accept her invitation to stay at her house and have lunch with her husband this Saturday cause it is too close to my returning trip and I have an appointment with my professor Friday evening. However, I promise her to come hear again next year and her invitation will not be dismissed. I am very happy while I’m writing this today memo. I am very proud of all Yonok alumnis because they are more than we expect. Love all of you, our Yonok alumnis.







