ผลการสังเคราะห์งานวิจัย เรื่อง e-doc กับ sar evidence

ชื่องานวิจัย
การพัฒนาระบบเชื่อมโยงแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์ระดับบุคคลกับระบบอ้างอิงหลักฐาน
ตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และภายนอก
กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง

ประเภทการวิจัย
การวิจัยประยุกต์

ผู้วิจัย
หัวหน้าโครงการ ผศ.บุรินทร์  รุจจนพันธุ์

หน่วยงาน
สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ

ผู้สนับสนุนทุนวิจัย
มหาวิทยาลัยเนชั่น

วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อพัฒนาโปรแกรมให้บุคลากร และคณะวิชาจัดเก็บข้อมูลการประเมินตนเอง รองรับการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งภายใน และภายนอก และเพื่อให้ผู้ประเมินตรวจสอบหลักฐานเพื่อการประกันคุณภาพได้อย่างพอใจ

สรุปผลการวิจัย
การวัดความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบที่มีการบูรณาการระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ จากระดับบุคคลสู่คณะวิชาและเกณฑ์ประเมินคุณภาพการศึกษา ได้ใช้แบบสำรวจความพึงพอใจ พบว่า การส่งข้อมูลเข้าตามเกณฑ์คุณภาพทั้งภายในและภายนอกยังไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะมีจำนวนเอกสารเข้าสู่ระบบไม่มากพอ เนื่องจากขาดระบบและกลไกในระดับคณะวิชาที่จะขับเคลื่อนบุคลากรให้เข้าใช้งานระบบฐานข้อมูลตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับคณะวิชา ดังนั้นผู้ประเมินจึงไม่สามารถตรวจสอบเอกสารจากระบบฐานข้อมูลได้ จึงมีระดับความพึงพอใจในระดับปานกลาง จึงสรุปได้ว่าการพัฒนาระบบเชื่อมโยงแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับระบบต่าง ๆ ยังจำเป็นต้องอาศัยนโยบายของผู้บริหารที่จะกำกับติดตามให้มีหลักฐานตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกที่ชัดเจน

ผลการสังเคราะห์งานวิจัย (องค์ความรู้จากการวิจัย)
มหาวิทยาลัยควรดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่สนับสนุนคณะวิชา รองรับเกณฑ์ภายใน และภายนอก ในแต่ละปีการศึกษา เพื่อรอรับการประเมินจากผู้ประเมิน โดยเชื่อมโยงเข้ากับระบบแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ เพื่อเสริมการใช้งานระบบฐานข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษาของ สกอ. และ สมศ. (http://www.cheqa.mua.go.th) นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยและคณะวิชา ควรมีระบบและกลไกในการขับเคลื่อนให้อาจารย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักและให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการบันทึกข้อมูลการประเมินตนเองอย่างครบถ้วน

ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาวิจัย
ข้อเสนอแนะ คือ ให้พัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่เชื่อมโยงหลักฐานตามเกณฑ์ทั้งภายในและภายนอก แล้วตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ทั้งระดับบุคคล ระดับคณะวิชา และระดับมหาวิทยาลัย  และเสนอให้คณะวิชาจัดทำระบบและกลไกในการกำกับติดตามการใช้งานระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร คณะวิชา และหน่วยงานสนับสนุนอย่างเข้าใจ

การใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
ทุกรายวิชา

โพสท์ใน KM:ด้านการผลิตบัณฑิต | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ผลการสังเคราะห์งานวิจัย เรื่อง e-doc กับ sar evidence

แนวคิดเกี่ยวกับองค์การ ทฤษฎีองค์การ และการออกแบบองค์การ

องค์การ ถือเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุก คน ไม่ว่าจะในสถานะของสมาชิกในองค์การหนึ่ง ๆ หรือในสถานะผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากองค์การใดๆ ในสังคม

five S model
five S model

http://bit.ly/155lQ9C

โดย : สวรัย นัยนานนท์ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

สวรัย นัยนานนท์

การศึกษาถึงแนวคิด ทฤษฎี และการออกแบบองค์การ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคคลทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลในระดับบริหาร ซึ่งหากมีความรู้ ความเข้าใจถึงแนวคิดและทฤษฎีองค์การ เชื่อว่าจะสามารถบริหารและจัดการให้องค์การ มีผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนว คิดและทฤษฎีองค์การ มีผู้ศึกษาและให้นิยามขององค์การไว้อย่างหลากหลาย อาทิเช่น “องค์การ คือ การรวมตัวของคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อดำเนินกิจกรรมใดๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้” (ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์) หรือ “สิ่งที่มีอยู่ในสังคม มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างมีเป้าหมาย มีการออกแบบระบบโครงสร้างและระบบกิจกรรมที่มีการประสานงานกัน และมีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมภายนอก” (Richard L. Daft) เป็นต้น

ในส่วนของทฤษฎีองค์การ “เป็น หลักการศึกษาถึงโครงสร้าง และการออกแบบองค์การ โดยอธิบายว่าองค์การถูกจัดตั้งขึ้นมาได้อย่างไร และให้ข้อเสนอแนะการสร้างองค์การในลักษณะใด ที่จะก่อให้เกิดประสิทธิผลแก่องค์การเอง” (นิตยา เงินประเสริฐศรี) และเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาทฤษฎีองค์การ จึงจัดแบ่งทฤษฎีองค์การออกเป็น 3 สำนัก คือ

1. สำนักทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม จะมุ่งเน้นโครงสร้างองค์การที่เป็นทางการ และการบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะที่กำหนดไว้เป็นหลัก

2. สำนักทฤษฎีองค์การเน้นมนุษยสัมพันธ์ จะมีลักษณะตรงข้ามกับสำนักทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม กล่าวคือ มีโครงสร้างองค์การอย่างไม่เป็นทางการ และให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนมากขึ้น

3. สำนักระบบและสถานการณ์ จะให้ความสำคัญกับการพิจารณาถึงลักษณะของระบบต่างๆ ภายในองค์การที่มีความสัมพันธ์กัน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมขององค์การนั้นๆ

จาก ทฤษฎีองค์การของแต่ละสำนักตามข้างต้น จะพบว่า ในการศึกษาทฤษฎีองค์การให้เกิดความเข้าใจขึ้นได้นั้น จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจหรือศึกษาพฤติกรรมองค์การประกอบด้วย เพราะการบรรลุผลสำเร็จขององค์การได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนหรือสมาชิกภายในองค์การนั้นๆ เป็นสำคัญ

การออกแบบ องค์การ โดยทั่วไปองค์การจะประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ส่วน คือ ฝ่ายบริหารระดับสูง ฝ่ายบริหารระดับกลาง กลุ่มผู้ปฏิบัติการ ฝ่ายสนับสนุนทางการบริหาร และฝ่ายสนับสนุนทางเทคนิค ซึ่งระดับของบทบาทหน้าที่และความสำคัญขององค์ประกอบใดๆ ข้างต้น จะขึ้นอยู่กับรูปแบบขององค์การ ที่มี 5 รูปแบบ (มินซ์เบอร์ก) คือ องค์การแบบโครงสร้างอย่างง่าย องค์การแบบเครื่องจักรกล องค์การทางวิชาชีพ องค์การแบบโครงสร้างแยกหน่วยงาน และองค์การแบบเฉพาะกิจ

ทั้งนี้ มีแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการออกแบบองค์การ โดยใช้ยุทธศาสตร์ 3Rs (ฐิติกร พูลภัทรชีวิน) คือ การปรับความคิดความเข้าใจ (Rethinking) การปรับกระบวนการทำงาน (Reengineering) และ การปรับโครงสร้าง (Restructuring) ซึ่งเป็นการพัฒนาองค์การเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ ในปัจจุบันผู้ออกแบบองค์การควรตระหนักถึงลักษณะขององค์การสมัยใหม่ หรือ 5’s Model (รศ.ดร.เสน่ห์ จุ้ยโต) คือ องค์การจิ๋วแต่แจ๋วคุณภาพ (Small) องค์การฉลาดทรงภูมิปัญญา (Smart) องค์การยิ้มแย้มเปี่ยมน้ำใจ (Smile) องค์การร่วมมือไร้ความขัดแย้ง (Smooth) และ องค์การทำเรื่องยากให้ง่ายและเร็ว (Simplify) ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความสามารถของผู้บริหาร (Competency) การมีวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเอง ของพนักงาน (Self-Control) การมีกระบวนการที่ดีมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งลักษณะขององค์การตาม 5’s Model นี้ จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถให้แก่องค์การ สู่ความเป็นเลิศได้

โพสท์ใน คณะบริหารธุรกิจและรัฐประศาสนศาสตร์, ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน แนวคิดเกี่ยวกับองค์การ ทฤษฎีองค์การ และการออกแบบองค์การ

งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมือง นครลำปาง 2556

ชุดไทยย้อนยุค

ชุดไทยย้อนยุค

ในคลิ๊ป นาทีที่ 6.23

ในคลิ๊ป นาทีที่ 6.23

นักศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง ร่วมการแสดง แสง สี เสียง ในพิธีเปิดงานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมือง นครลำปาง เพื่อร่วมสืบสานประเพณีปีใหม่เมืองนครลำปาง ณ ข่วงนครลำปาง ห้าแยกหอนาฬิกา ในวันที่ 9-10 เมษายน 2556

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=447937818616642&set=a.447937738616650.1073741855.228245437252549

สลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมือง

สลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมือง

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมือง นครลำปาง 2556

การศึกษาไทยเกือบบ๊วย ถ้าไม่เปลี่ยนอาจบ๊วย

ตอนนี้หากถามว่าภูมิใจกับอันดับด้านการศึกษาของประเทศไทยในเวทีโลกหรือไม่ ก็คงไม่มีใครไปตอบว่าดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
http://bit.ly/17oaJI9

บุรินทร์ รุจจนพันธุ์

บุรินทร์ รุจจนพันธุ์

เพราะระบบการศึกษาของไทยอยู่อันดับที่ 37 จากทั้งหมด 40 ประเทศในปี 2555 จากผลการจัดอันดับโดยบริษัทด้านการศึกษา คือ เพียร์สัน (Pearson) และ อีไอยู (EIU = The Economist Intelligence Unit) ในทางกลับกันพบว่ากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยมีสถิติการเข้าถึงเครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊คเป็นอันดับหนึ่งในโลก เท่ากับ 12.7 ล้านคนจากทั้งหมด 7.8 ล้านคน มีบัญชีผู้ใช้เข้าถึงเกือบ 2 เท่าของจำนวนประชากร ก่อนถามคนไทยว่าภูมิใจหรือไม่กับการเป็นอันดับหนึ่ง ก็ต้องกลับไปทบทวนวรรณกรรมว่าสถิติแต่ละค่าเป็นตัวบ่งชี้ต่อการแผนพัฒนาประเทศในด้านใด แล้วการเข้าเฟซบุ๊คมากผิดปกติเช่นนี้จะทำให้การศึกษาของไทยพัฒนาไปกว่าเดิมหรือไม่ ถ้ามีผลเป็นปฏิกิริยาต่อกันจะเป็นแนวแปรผันหรือแนวผกผัน

เมื่อเข้าอยู่ในสนามประลองย่อมต้องเหลียวซ้ายแลขวา และย้อนดูตนเองไปพร้อมกับการชำเรืองดูคู่แข่งขัน เพราะระบบการศึกษาของเราอยู่ในอันดับเกือบบ๊วย แล้ว 5 อันดับแรกคือใคร พบว่าเบอร์หนึ่งคือ ฟินแลนด์ ตามด้วย เกาหลีใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ หลังผลการจัดอันดับออกมาแล้วพบว่ากระทรวงศึกษาธิการขยับในหลายเรื่อง อาทิเช่น ส่งหนังสือเวียนไปยังโรงเรียนให้ยกเลิกการบังคับนักเรียนชายตัดผมเกรียน นักเรียนหญิงตัดผมบ๊อบ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสั่งลดการบ้าน และหวังลดภาระนักเรียน เพื่อจะเน้นบูรณาการ ทั้งเนื้อหา เวลาเรียน การวัดผลประเมินผล และบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ไม่ให้ซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าถูกที่ ถูกทางแล้วใช่ไหม

รายงานของเพียร์สันในส่วนสรุปผู้บริหาร (Executive Summary) ได้เขียนคำแนะนำสำหรับผู้จัดทำนโยบายด้านการศึกษาทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งขอสรุปเป็นวลีสำคัญดังนี้ ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง สอนเด็กให้เลิศต้องสอนโดยครูที่เป็นเลิศ มีวัฒนธรรมที่ดีที่สนับสนุนการศึกษา พ่อแม่ต้องส่งเสริม สอนเรื่องที่นำไปใช้ในอนาคตได้ ซึ่ง 5 วลีนี้เป็นข้อเสนอในภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษา หลังจากอ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ ก็รู้สึกอื้ออึงในสมองซีกซ้ายเป็นคำถามว่ามีเรื่องใดแก้ไขได้เร็วที่สุดบ้าง เพราะทุกเรื่องล้วนเป็นปัญหาที่พบเห็นเป็นประจักษ์ แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าประเทศของเราไม่มีปัญหาดัง 5 ข้อนี้ เราก็คงไม่ได้ตำแหน่งเกือบบ๊วยเป็นแน่

สำหรับข้อที่ 3 ในคำแนะนำของเพียร์สันเป็นเรื่องกลางๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนทุกอาชีพ และทุกวัยอย่างแท้จริง เกี่ยวตรงคำว่าวัฒนธรรม ก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต รูปแบบของกิจกรรม ความสัมพันธ์ทางสังคม มุมมองต่อโลก และแนวการปฏิบัติของมนุษย์ ซึ่งวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษามีมากมาย อาทิเช่น อยากเรียนต้องได้เรียน สอบได้เป็นเรื่องตลกสอบตกเดี๋ยวก็สอบซ่อม จ่ายครบจบแน่ เชื่อในสิ่งที่เห็น เห็นแต่สิ่งที่อยากเชื่อ ชิงสุกก่อนห่าม ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ตั้งใจเรียนโตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน รีบเรียนให้จบนะลูกจะได้มาช่วยพ่อแม่ไถนา เรียนไปก็ตกงานจะตั้งใจเรียนไปทำไม เงินซื้อได้ทุกอย่างแม้แต่ปริญญา สาธุขอให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ช่วยลูกช้างให้สอบผ่านทีเถอะ หมอดูในทีวีทักมาว่าราศีไม่ดีสอบปลายภาคตกแน่ ปล่อยให้หนูจบเถอะไม่งั้นอาจารย์เจอดีแน่

การเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านการศึกษาของคนไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ดังคำว่า กรุงโรมไม่อาจสร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด ก็ไม่อาจพัฒนาการศึกษาให้สำเร็จได้ในปีเดียวฉันนั้น เพราะการเปลี่ยนวัฒนธรรมการศึกษาต้องเริ่มต้นจากการมีต้นแบบวัฒนธรรมที่ดีที่เป็นแบบอย่างได้ ถ้ายังไม่รู้ยังไม่มีวัฒนธรรมการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับทั้งสังคม ประเทศก็คงค่อยเดินค่อยคลานไปในความมืดโดยมีเป้าประสงค์ที่เลือนรางรออยู่ เพราะในสังคมไทยมีผู้คนที่เดินสวนทางกับวัฒนธรรมการศึกษาคุณภาพอยู่มากมาย โดยเฉพาะภาคเอกชนที่จะได้รับผลกระทบทันที ถ้าคนในสังคมเริ่มคิดเป็น ทำเป็น แล้วรู้จักเลือกอุปโภคบริโภคที่ไม่ได้ไปอิงกับค่านิยม ความเชื่อ ตามอิทธิพลของสื่อ ตามคนหมู่มาก หรือแฟชั่นที่ฟุ้งเฟ้อ

แหล่งข้อมูล
http://thelearningcurve.pearson.com/
http://www.thairath.co.th/content/edu/325982
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMU56ZzJPRFl5T0E9PQ==
http://www.voathai.com/content/best-education-systems-ss/1557918.html

อันดับการศึกษาของไทยในเวทีโลกยังไม่สุดท้ายซะทีเดียว .. 37 จาก 40


http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsr-th/population_thai.html
http://www.socialbakers.com/facebook-statistics/cities/

โพสท์ใน ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน การศึกษาไทยเกือบบ๊วย ถ้าไม่เปลี่ยนอาจบ๊วย

การแข่งขัน NJ Spelling bee 2013 รอบคัดเลือกประจำภาคเหนือตอนบน

การแข่งขัน NJ Spelling bee 2013
ครั้งที่ 16
ชิงรางวัลทุนการศึกษาเรียนภาษาอังกฤษ ณ ต่างประเทศ
รอบคัดเลือกประจำภาคเหนือตอนบน
ระหว่าง … รอประกาศอย่างเป็นทางการ

http://www.njspellingbee.net/


23 พฤศจิกายน 2555 ชมภาพยนตร์เรื่อง spell bound
กิจกรรมร่วมกับสถานทูตอเมริกัน .. มาปี 2556 ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน
http://blog.nation.ac.th/?p=2380

ประวัติความเป็นมา
http://www.njspellingbee.net/aboutus.php

จาก การแข่งขันที่มีผู้เข้าร่วมแข่งขันเพียงแค่กลุ่มเล็กๆ แต่หลังจากที่ได้จัดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลา 13 ปี โครงการ NJ Spelling Bee ซึ่งเป็นการแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมปลาย ได้กลายเป็นการแข่งขันที่ได้รับการยอมรับจากทั้งนักเรียนและอาจารย์จากทั่ว ประเทศ นอกจากจะเป็นโครงการใหญ่ประจำปีของ NJ แล้ว Spelling Bee ยังอยู่คู่กับนิตยสารมานานกว่าทศวรรษ โดยเริ่มจัดเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยในแต่ละปีที่ผ่านมานั้น เราได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ และเอกชน รวมไปถึงสถานศึกษาต่างๆ เป็นอย่างดีตลอดมา

ณ จุดเริ่มต้น NJ Spelling Bee ถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะด้านการฟังและการสะกดคำ ให้กับนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยจัดการแข่งขันออกไปตามภูมิภาค ต่างๆ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง เช่นเดียวกับในปัจจุบัน โดยรูปแบบการแข่งขันแบ่งออกเป็น การสะกดคำด้วยการเขียนในรอบคัดเลือก และการสะกดคำด้วยปากเปล่าในรอบชิงชนะเลิศ และพิธีกรหลักคนแรกในการแข่งขันนี้ก็คือ แอนดรูว์ บิกสส์ บรรณาธิการของ NJ ในยุคนั้น ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์คนแรกๆ ของวงการการสอนภาษาอังกฤษในบ้านเรา หลังจากนั้น NJ Spelling Bee ได้มีพิธีกรหน้าใหม่ฝีมือดีอีกหลายคนมาร่วมสร้างสีสันให้กับการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น ‘คริส’ คริสโตเฟอร์ ไรท์ คุณครูภาษาอังกฤษสุดแนวเจ้า ของรายการทอล์คโชว์ Chris Unseen The Show หรือ ‘พี่เต้’ สุผจญ กลิ่นสุวรรณ จากรายการโทรทัศน์ English Breakfast ซึ่งเป็นพิธีกรคนปัจจุบันของเรา

ถึง แม้ว่าจำนวนนักเรียนในแต่ละภูมิภาคที่เข้าร่วมการแข่งขันในยุคแรกๆ จะมีเพียงแค่หลักร้อยต้นๆ เท่านั้น แต่ด้วยรางวัลใหญ่ที่แชมป์และรองแชมป์ระดับประเทศจะได้รับ ซึ่งก็คือ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ  พร้อมทุนการศึกษาไปเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก อย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ ก็เป็นสิ่งล่อใจเหล่าผึ้งน้อยนักสะกดคำได้เป็นอย่างดี ทำให้จำนวนผู้เข้าแข่งขัน NJ Spelling Bee จึงเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างในปีล่าสุดนี้มีผู้เข้าชิงชัยในการแข่งขันระดับภูมิภาคในบางภาคมากถึง เกือบพันคน

ในรอบ 12 ปีที่ผ่านมาของ NJ Spelling Bee ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากนี้ เชื่อหรือไม่ว่ามีหลายคนที่กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็น ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ‘น้องเอมี่’ อาเมเรีย จาคอป มิสทีนไทยแลนด์ปี 2006 ซึ่งโด่งดังจากละครทีวี ธิดาวานร หรือแม้กระทั่งอนาคตคุณหมอเสียงดีแห่งค่าย The Star 6 ‘น้องริท’ เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ก็เคยเข้าร่วมแข่งขันสะกดคำกับ NJ ด้วยเหมือนกัน

จากความ สำเร็จและการตอบรับที่ได้รับมาตลอด ทำให้เรามีความตั้งใจที่พัฒนา Spelling Bee ให้เป็นการแข่งขันที่ทันสมัยและเข้าถึงนักเรียนทั่วประเทศอย่างแท้จริง โดยในปีนี้จะเป็นปีแรกที่รูปแบบการแข่งขันจะก้าวไปสู่ยุคดิจิตัล โดยเราได้จัดให้การแข่งขันรอบคัดเลือกเป็นการแข่งแบบออนไลน์ขึ้นเป็นครั้ง แรก ผ่านทางเว็บไซต์ www.247friend.net ช่องทางนี้จะเปิดกว้างให้กับนักเรียนที่สนใจเข้าร่วมแข่งขัน แต่ที่ผ่านมาอาจติดขัดด้วยปัญหาบางประการ เช่น การเดินทาง ค่าใช้จ่าย รวมถึงความไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ได้ทดสอบฝีมือกันก่อน ซึ่งไม่ว่าผู้เข้าแข่งขันจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพียงใด ขอเพียงมีคอมพิวเตอร์บวกกับสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าร่วมแข่งขันการสะกดคำภาษาอังกฤษกับ NJ ได้แล้ว และจากตัวเลขผู้เข้าร่วมแข่งขันรอบคัดเลือกออนไลน์ ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากผู้สมัครในปีที่แล้ว ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่า NJ Spelling Bee ในยุคดิจิตัลนี้จะเป็นสื่อให้เราสามารถเข้าถึงผู้สนใจทั่วประเทศอย่างแท้ จริง

หลังจากที่การแข่งขันรอบคัดเลือกออนไลน์ได้ผ่านไปแล้ว ในตอนนี้เราได้ตัวแทน 500 คนจากแต่ละภาค เพื่อเดินทางมาแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค เพื่อเฟ้นหาคนเก่ง 25 คนเพื่อไปแข่งในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศต่อไป โดยตำแหน่ง Champ of the Year ประจำปีนี้จะได้รับทุนการศึกษาไปเรียนภาษาอังกฤษ ณ Eltham College ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และอาจารย์ที่ปรึกษาของแชมป์จะได้ไปดูงานการสอนภาษาอังกฤษที่สถาบันเดียวกัน เป็นเวลาถึง 2 สัปดาห์

การแข่งขันออนไลน์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เวบไซต์ www.njspellingbee.net ที่เพิ่งเปิดขึ้นในปีนี้ จะเป็นศูนย์รวมข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่างๆ ของการแข่งขันในปีนี้ ทั้งอาจารย์และนักเรียนจากทุกภาคสามารถที่จะใช้พื้นที่ตรงนี้เพื่อแลก เปลี่ยนความคิดเห็น เคล็ดลับในการฝึกซ้อมและแข่งขัน รวมถึงบอกเล่าเรื่องราวของโรงเรียนของตัวเองให้เพื่อนๆ ทั่วประเทศได้รับรู้กัน แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ การเปิดตัว NJ Spelling Bee Game and Tutor ซึ่งนอกจากจะเป็นเกมสะกดภาษาอังกฤษออนไลน์ที่ใครได้ลองเล่นแล้ว รับรองได้ว่าต้องติดใจ จนเลิกเล่นกันไม่ได้เลยทีเดียว เกมนี้ยังได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการฝึกฝนและเตรียมตัวสำหรับผู้เข้าแข่ง ขันอีกด้วย

รีบลงทะเบียนกับ www.njspellingbee.net วันนี้ แล้วก็เริ่มฝึกซ้อมเตรียมตัวแข่งกันได้เลย

http://www.scribd.com/doc/134859628/Nj-Spelling-Bee-2013

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , , , | ปิดความเห็น บน การแข่งขัน NJ Spelling bee 2013 รอบคัดเลือกประจำภาคเหนือตอนบน

ระเบียบการให้ทุนการศึกษา ม.เนชั่น

ระเบียบมหาวิทยาลัยเนชั่น
ว่าด้วยการให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา 2556

1. ทุนเรียนดี มีจิตอาสา
2. ทุนเรียนดี
3. ทุนการศึกษา 50 เปอร์เซ็นต์ ของค่าธรรมเนียมการศึกษา
4. ทุนการศึกษา 20 เปอร์เซ็นต์ ของค่าธรรมเนียมการศึกษา
5. ทุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
ประกาศ 4 เมษายน 2556

ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา 2556
ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา 2556

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=624202364260565&set=a.509861379027998.128306.506818005999002

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ระเบียบการให้ทุนการศึกษา ม.เนชั่น

วารสารศาสตร์ คอนเวอร์เจ้นท์ สื่อหลากสี ความเสี่ยงสูง

จักร์กฤษ เพิ่มพูล

จักร์กฤษ เพิ่มพูล

หากเราไม่พิจารณาปรากฏการณ์ วารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนท์ (Convergence Journalism) หรือรูปแบบการรายงานข่าวแบบหลากหลายสื่อ

ใน มิติการปรับตัวของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งในแง่ทัศนคติของคนทำงาน ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบหลักสูตร การจัดการเรียน การสอน นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ เพื่อให้มีทักษะในการทำงานในแบบ multi-tasking skills แล้ว ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามไป ก็คือ ระดับจิตสำนึกความรับผิดชอบในเชิงจริยธรรมก็เป็นความท้าทายของนักข่าวในยุค มีเดีย คอนเวอร์เจ้นท์ด้วย

การร่วมกันในการวางแผน เลือกช่องทางในการส่งสาร ไม่ว่าจะผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ สื่อดิจิตอลในรูปแบบต่างๆ สื่อสังคมออนไลน์ที่มีความไวสูง แน่นอนที่สุดว่า ผู้บริโภคข่าวสารจะได้ประโยชน์ โดยสามารถเข้าถึงข่าว หรือข้อมูลในช่องทางที่ง่าย และสะดวกสบายขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการก็อาจได้ประโยชน์ในการลดต้นทุนการผลิต และใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรักษากลุ่มลูกค้าในสื่อดั้งเดิม แต่ในขณะเดียวกันภาระรับผิดชอบของบรรณาธิการ และนักข่าวก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นการฟ้องคดี ในช่องทางสื่อดิจิตอลหรือสื่อใหม่

เริ่มจากสื่อดั้งเดิม ความรับผิดชอบของบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ขอบเขตความรับผิดตามหลักสันนิษฐานของกฎหมายเดิมนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือไม่ เพราะในทางคดี บรรณาธิการหลายคนที่ถูกฟ้องคดีก็ยังต้องรับผิดในฐานะตัวการร่วมในการหมิ่น ประมาท ถึงแม้ว่าฝ่ายโจทก์หรือผู้เสียหาย จะไม่สามารถนำสืบได้ว่า บรรณาธิการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ แม้จะมีการตราพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ขึ้นใช้บังคับแล้ว ในหลายคดีโจทก์ก็ยังอ้าง พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ที่ได้ยกเลิกไปแล้ว ในคำขอท้ายฟ้องเพื่อให้ลงโทษจำเลยอีก เช่น คดีที่นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฟ้องบรรณาธิการ กรุงเทพธุรกิจ และเมื่อไม่นานมานี้ ข้อสอบวิชากฎหมาย ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ยังอ้างพระราชบัญญัติการพิมพ์ เป็นคำถามในการสอบ

แต่หลังจากมีคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ หลักในการพิจารณาอาจเปลี่ยนไป

พิพากษาศาลฎีกา ที่ 4948/2554 คดีหมิ่นประมาท ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โจทก์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่ 1 บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด ที่ 2 นายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ ที่ 3 และนายจิระพงศ์ เต็มเปี่ยม ที่ 4 ยืนยันหลักการบรรณาธิการไม่ต้องรับผิด เป็นบรรทัดฐาน ซึ่งจะเป็นประเด็นข้อต่อสู้สำคัญของจำเลย ที่เป็นบรรณาธิการต่อไป

คดีนี้ โจทก์ ระบุว่าจำเลยร่วมกันหมิ่นประมาท โดยตีพิมพ์จดหมายจากผู้อ่าน ในคอลัมน์ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด” พาดหัวคอลัมน์ว่า “พลังเงียบ” มีข้อความบางตอนว่า มีการสร้างกระแสอย่างเป็นขบวนการ และอย่างเป็นระบบเพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องแจ้งความเท็จแสดงทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรีผู้นำของประเทศ จนทำให้ผู้คนทั่วไปคิดว่า ผู้นำของประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่เหนือกฎหมาย และอยู่เหนือสามัญชน

จำเลยที่ 1 ตอบจดหมายผู้ใช้ชื่อว่า “พลังเงียบ” ว่า เห็นด้วยทุกอย่างครับที่เขียนมา

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก่อนที่ศาลฎีกา จะพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ศาล ฎีกา วินิจฉัยว่า ข้อความที่ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด” เป็นการแสดงความคิดเห็น ความเป็นห่วงเป็นใยในกฎระเบียบกติกา และความถูกต้องของบ้านเมือง เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ติชมด้วยเจตนาสุจริต ด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชน ย่อมกระทำได้โดยชอบตามสิทธิเสรีภาพของประชาชน สื่อมวลชนภายใต้รัฐธรรมนูญ มิใช่เป็นการใส่ความโจทก์ ขณะที่จำเลยที่ 1 นำข้อความในจดหมายของผู้ที่ใช้นามแฝงว่า “พลังเงียบ” เขียนถึงจำเลยที่ 1 มาลงพิมพ์ในคอลัมน์ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด” ซึ่งเป็นคอลัมน์ประจำของจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์รายวันแนวหน้านั้น อยู่ในช่วงที่โจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

..ตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถือเป็นตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และถือว่าเป็นตำแหน่งที่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งประเทศ โดยสถานะของโจทก์จึงต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่โจทก์ต้องประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของจริยธรรม

ศาล ฎีกา ตัดสินว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนจำเลยที่ 4 ในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซึ่งลงข้อความ หมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ไม่ได้บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบในข้อความที่ลง พิมพ์ในหนังสือที่ตนเป็นบรรณาธิการ จำเลยที่ 4 ย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดในส่วนนี้

นี่เป็นการยืนยันหลักการ ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ว่าไม่ได้บัญญัติให้ บรรณาธิการต้องรับผิดเป็นตัวการร่วมกับผู้ประพันธ์ บรรณาธิการจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับผู้ประพันธ์ หากอัยการ โจทก์ หรือผู้เสียหาย นำสืบไม่ได้ว่าบรรณาธิการมีส่วนร่วมในการประพันธ์บทประพันธ์หรือมีส่วนร่วม รู้ เห็นกับการโฆษณาบทประพันธ์ในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ อย่างไร ถือว่าบรรณาธิการไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย ดังที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 บัญญัติ ว่า

บุคคลจักต้องรับโทษ ทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้น บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และ โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่ บัญญัติไว้ในกฎหมาย

ศาลไม่อาจนำหลักสันนิษฐาน ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ที่ได้ยกเลิกไปแล้วมาพิจารณาลงโทษบรรณาธิการได้

สำหรับ การเสนอข่าวในรูปแบบของ วารสารศาสตร์ คอนเวอร์เจ้นท์ ยังไม่มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน แต่มีการฟ้องคดีแล้วจำนวนมาก ประเด็นที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ คือ บรรณาธิการ หรือ นักข่าวยังต้องรับผิดชอบในทุกสื่อที่เป็นช่องทางในการนำเสนอข่าวหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการอ้างอิงไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ส่งสาร เช่น กรณีการที่ผู้เสียหายไปพบข้อความหมิ่นประมาทใน google.com บรรณาธิการยังต้องรับผิดชอบอยู่ในระยะเวลายาวนาน เพียงใด นับจากวันที่นำเสนอข่าวในครั้งแรก

โอกาสในการส่งข่าวที่ฉับไว ผ่านสื่อที่หลากหลาย จึงอาจหมายถึงความเสี่ยงสูงที่ต้องรับผิดชอบในทางคดีด้วย

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน วารสารศาสตร์ คอนเวอร์เจ้นท์ สื่อหลากสี ความเสี่ยงสูง

กสทช. ตอบโจทย์สังคม เรื่องทีวีสาธารณะในระบบดิจิทัล ได้ไหม

กสทช. ตอบโจทย์สังคม เรื่องทีวีสาธารณะในระบบดิจิทัล ได้ไหม
จาก กรุงเทพธุรกิจ 3 เมษายน 2556

วนิดา วินิจจะกูล

มีกี่คนที่รู้และเข้าใจว่า… กสทช. มีประกาศ เรื่อง แผนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัล และ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555

ซึ่งทั้ง 2 ประกาศนี้ มีผลบังคับใช้แล้ว เพราะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อปลายปีที่แล้ว

การที่ประชาชนไม่ติดตามกฎหมายก็คงไม่น่าแปลกใจ แต่สำหรับ 2 ประกาศนี้ และระเบียบอื่นๆ ที่สืบเนื่องกัน เป็นเรื่องที่ทุกคนปล่อยผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ เพราะจะส่งผลต่อสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน และลูกหลานของเราอย่างมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เพราะจะเป็นการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรของคนทั้งประเทศ เป็นทีวีสาธารณะ ในระบบดิจิทัล จำนวน 12 ช่อง ไปให้กับผู้ประกอบการทีวีวิทยุ ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ๆ ที่อยากจะเข้ามาแบ่งเค้กก้อนนี้ (ความจริงยังมีทีวีช่องธุรกิจอีกที่ยังต้องถกเถียงกันอีกเยอะ)

จากวงเสวนา “ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัล : กสทช.ควรทำอย่างไรให้บรรลุเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ” และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการในกลุ่มนักวิชาการ หัวข้อ “การปฏิรูปสื่อในทีวีดิจิทัลสาธารณะ : รูปแบบที่ควรจะเป็น

มีหลายประเด็นที่ กสทช. ต้องออกมา “ตอบ
จะงุบงิบทำไป แบบค้านสายตาคนดู คงจะไม่ได้

เบื้อง ต้นขอให้ข้อมูลไว้ก่อนว่า กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ที่ กสทช. กำหนดจะให้ใบอนุญาตสำหรับกิจการบริการสาธารณะ มี 3 ประเภท

กิจการบริการสาธารณะประเภทที่ 1 ออก ให้สำหรับกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ การส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการส่งเสริมอาชีพอื่นๆ สุขภาพ อนามัย กีฬา หรือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

กิจการบริการสาธารณะประเภทที่ 2 ออกให้สำหรับกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ

กิจการบริการสาธารณะประเภทที่ 3 ออกให้สำหรับกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลและ ประชาชนและรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษา แก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะแก่คนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการข้อมูลข่าวสาร อันเป็นประโยชน์สาธารณะอื่น

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ประชาชนอย่างเราๆ เกิดคำถาม ข้อสงสัย อะไร หรือไม่ ?

แต่ในวงเสวนา ฟันธง ตรงไปถึง กสทช. ว่าต้องตอบ อย่างน้อยในเรื่องต่อไปนี้

กสทช. จะนิยามคำว่า “กิจการบริการสาธารณะ” ว่าอย่างไร และเหมือนหรือต่างจาก “ทีวีสาธารณะ” อย่างไทยพีบีเอส อย่างไร ตลอดจนเรื่องรูปแบบรายการ สัดส่วนรายการ ผังรายการ กลไกการกำกับดูแล เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ส่งผลอย่างมากต่อเนื้อหาสาระ คุณภาพของรายการ และเป็นเงื่อนไขการหารายได้ของแต่ละช่อง

กิจการฯ ประเภทที่ 2 เขียนไว้ไม่เกิน 2 บรรทัด แต่ กสทช. กำหนดจะให้ใบอนุญาตถึง 2 ช่อง ซึ่งขณะนี้ กองทัพบก ช่อง 5 ประกาศตัวชัดเจนมาตั้งแต่ 2-3 เดือนที่แล้วว่า จะยื่นขออนุญาตเพื่อให้ช่อง 5 เป็นช่องเพื่อความมั่นคงของรัฐ เรียกว่า ประกาศไว้ ใครก็ห้ามแย่ง แล้วล่าสุด กสทช.ก็ให้สิทธินั้นไปแล้วโดยอัตโนมัติ

ส่วนอีกช่อง ที่บอกว่าเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ก็คาดเดากันได้อย่างไม่น่าพลาดว่า โทรทัศน์ตำรวจ คงขอจอง

ข้อสังเกตที่คาใจมากที่สุดอีกเรื่อง คือ การที่ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงฯ พ.ศ. 2551 มาตรา 9 และ 11 เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐด้านความมั่นคงหารายได้จากการให้เช่าเวลาได้ไม่เกิน ร้อยละ 40 และการโฆษณาได้เท่าที่เพียงพอต่อการประกอบกิจการ ซึ่งสถานีวิทยุจุฬาฯ บอกว่าแค่ร้อยละ 20 เขาก็อยู่ได้สบายๆ แล้ว และถ้าสถานีจะดำเนินการเองเพียงร้อยละ 60 เช่นนี้ควรจะยังเรียกว่า “กิจการบริการสาธารณะ” อีกหรือ ?

นอกจากนี้ เรื่องที่ กสทช. ควรต้องตอบด้วยในเชิงของการปฏิรูปสื่อ คือ การจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีสาธารณะครั้งนี้ จะทำให้เกิดการจัดสรรโครงสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างไร ให้ถ่วงดุลกันอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปสื่อที่เรียกร้องกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540

ม. เนชั่น และเหล่านักวิชาการทางสายนิเทศศาสตร์ ที่เข้าร่วมประชุมจากทั่วประเทศ
จึงทำข้อเสนอถึง กสทช. ขอให้ “ตอบโจทย์” สังคมในเรื่องเหล่านี้
ผลจะเป็นอย่างไร ต้องช่วยกันติดตาม !

http://bit.ly/10rHgYQ

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน กสทช. ตอบโจทย์สังคม เรื่องทีวีสาธารณะในระบบดิจิทัล ได้ไหม

การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น

การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น

Posted on March 22, 2013 by 
 การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น โดย อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย

การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น โดย อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย

การสัมมนาในหัวข้อ การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น
– ความสำคัญของงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ
– บทความวิชาการและบทความวิจัย
– ประสบการณ์วิทยากร
– กุญแจสู่ความสำเร็จ

โดย อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเนชั่น
วันที่ 21 มีนาคม 2556 เวลา 13.30 – 15.30น.
ณ ห้อง 1203 อาคารบริหารธุรกิจ ม.เนชั่น

ส่วนประกอบของชื่อเรื่อง (Subject) ควรประกอบด้วย
คำว่า MIS (Acronym)
1. วิธีการ (Method)
2. จุดประสงค์ (Intention/Purpose)
3. ตัวอย่าง (Sample)

การเขียนบทคัดย่อ (Abstract) ควรประกอบด้วย
1. เกริ่นนำ (Introduction)
2. สิ่งที่ทำ (Method)
3. สรุปผล (Conclusion)

การเขียนบทนำ (Introduction) ควรประกอบด้วย
1. หลักการและเหตุผล (Rationale) หรือความเป็นมา (Background)
2. วัตถุประสงค์ (Objective)
3. ขอบเขตของเรื่อง (Scope)
4. คำจำกัดความหรือนิยามต่าง ๆ (Definition)

คาถาที่ฝากไว้ : Just do it
http://www.scribd.com/doc/131768793/

โพสท์ใน KM:ด้านการวิจัย, งานวิจัยและบริการวิชาการ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน การเขียนบทความวิชาการขั้นต้น

ประชุมกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม
ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม

http://www.facebook.com/media/set/?set=a.443766532367104.1073741851.22824543725254

นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธาน
นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดี มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง ร่วมประชุมคณะทำงานพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) โดยมีนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธาน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) จังหวัดลำปาง โดยมีหัวหน้างานจังหวัดลำปางเป็นประธานคณะทำงาน, สถิติจังหวัดลำปางเป็นรองประธานคณะทำงาน เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิทัศน์ ศาสตร์ (GIS) เป็นคณะทำงาน และหัวหน้ากลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดลำปาง เป็นคณะทำงานและเลขานุการ ณ ห้องประชุม POC ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลำปาง เมื่อวันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม 2556

28 มี.ค.56 ในการประชุมเรื่อง GIS คุณถาวร จันทร์ต๊ะ ได้นำเสนอการใช้โปรแกรม Quantum GIS ของ nectec ที่ map แผนที่ 1 ต่อ 4000 ส่วนทีมของสำนักงานสาธารณสุขนำเสนอโปรแกรม JHCIS ซึ่งใช้ระบุตำแหน่งบ้านที่มีผู้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ทำให้มีฐานข้อมูลสำหรับติดตามผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลงข้อมูลก็สามารถดำเนินการได้ไม่ยากนักคล้ายกับการปักหมุดของ google map และ export ออกมาเป็น excel เพื่อส่งไปใช้ในโปรแกรมอื่น ๆ ได้

ในที่ ประชุมได้พูดถึงการลงข้อมูลเดิมไว้ ผ่านโปรแกรม ARCView หรือ ARCInfo แต่ก็ไม่มีรายละเอียดในระหว่างการประชุมมากนัก เพราะก้าวต่อไปคือการนำเสนอประเด็นผู้สูงอายุ กับผู้พิการผ่านเว็บเบส ทำให้มีประเด็นที่ค่อนข้างหลากหลายในเวลาที่จำกัด

มีประเด็นที่พอสรุปได้เบื้องต้น
1. จัดทำความร่วมมือระหว่างจังหวัดกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
2. ประสานพื้นที่ ทำความเข้าใจและลงข้อมูลผ่าน JHCIS
3. กำหนดข้อมูลแผนที่สำหรับจัดทำ GIS ให้ชัดเจน
ในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านว่าจะใช้แผนที่จากหน่วยใด

http://www.nonpordang.com/new/thread-139-1-1.html

GIS for JHCIS on mobile version 1.0.0
http://www.nonpordang.com/ftp/gis/mgis_2013_02_24_1_0_0.zip

ผม สนใจเรื่องทำแผนที่มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ลงไปในรายละเอียด วันนี้ได้พบผู้รู้ นักวิชาการ ผู้ลงมือปฏิบัติ และผู้กำหนดนโยบายในหลายระดับ ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นมาก
+ http://www.thaiall.com/map

Download
Quantum GIS : http://www.qgis.org
JHCIS : http://www.jhcis.net

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ประชุมกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์