คณะนิเทศศาสตร์ ม.เนชั่น ใน สยามสาระพา

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น

คลิ๊ปรายการสยามสาระพา ตอน เปิดโลกการศึกษากับ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ออกอากาศวันที่ 10 พฤษภาคม 2556 ทาง Nation Channel ดำเนินรายการโดยคุณวรรณศิริ ศิริวรรณ

ได้พบกับ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง รองคณบดี จัดรายการวิทยุในห้องสถานีวิทยุเสียงลำปาง 104.25 MHz โดยเล่าถึงกิจกรรมที่นักศึกษาจะได้ทำระหว่างเรียนทั้งเป็นผู้จัดรายการ เขียนข่าว ทำรายการทีวีในห้องสตูดิโอของมหาวิทยาลัย

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน คณะนิเทศศาสตร์ ม.เนชั่น ใน สยามสาระพา

คณะบริหารธุรกิจ ม.เนชั่น ใน สยามสาระพา

คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น

คลิ๊ปรายการสยามสาระพา ตอน เปิดโลกการศึกษากับ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ออกอากาศวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 ทาง Nation Channel ดำเนินรายการโดยคุณวรรณศิริ ศิริวรรณ

ได้พบกับ อ.ชินพันธ์ โรจนไพบูลย์ รองคณบดี อ.นงลักษณ์ สุวรรณวิชิตกุล หัวหน้าสาขาการตลาด อ.จักรกฤษณ์ ตันติพงศ์ สาขาการบัญชี   บริเวณริมอ่างตระพังดาว โดยเล่ากิจกรรมการเรียนการสอน การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน คณะบริหารธุรกิจ ม.เนชั่น ใน สยามสาระพา

เกณฑ์คัดเลือกช่องทีวีสาธารณะในระบบดิจิทัล

วนิดา วินิจจะกูล
วนิดา วินิจจะกูล

เป็น ข่าวกันไปพอสมควรแล้ว สำหรับ ทีวีสาธารณะในระบบดิจิทัล ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช.

เปิดเผยว่าจะมีทั้งหมด 12 ช่อง โดยกำหนดค่อนข้างแน่นอนแล้ว 6 ช่อง โดย 4 ช่องแรกเป็นช่องที่เราคุ้นเคยกันอยู่ คือ 5, 7,11 และ ไทยพีบีเอส (ภายใต้เงื่อนไขต้องคืนคลื่นอนาล็อกก่อน) ส่วนอีก 2 สำหรับช่องเพื่อความปลอดภัย และช่องเพื่อความมั่นคง ว่ากันว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ.กลาโหม

http://bit.ly/10DG6aJ
ทั้ง 6 ช่องนี้ สมควรได้รับจัดสรรคลื่นโดยอัตโนมัติหรือไม่ เป็นประเด็นที่ยังต้องถามหาความชอบธรรม

ส่วน ที่เหลืออีก 6 ช่อง ที่ กสทช. จะพิจารณาให้องค์กรหรือหน่วยงานใดนั้น ก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์กติกาการคัดเลือกแต่อย่างใด แต่สุภิญญา กลางณรงค์ เสียงข้างน้อยอีกเช่นเคย เห็นว่า กสทช. ควรมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน เพื่อความโปร่งใส กรรมการตัดสินจะได้มีหลักยึด ดังนั้น การจัดเวทีระดมสมองเรื่อง “เกณฑ์การคัดเลือกผู้เหมาะสมให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สำหรับการประกอบกิจการบริการสาธารณะ” หรือรู้จักกันในชื่อ “บิวตี้คอนเทสต์” ที่ กสทช. สุภิญญา ในฐานะกรรมการคนหนึ่ง พยายามทำให้การตัดสินใจของ กสทช. ต่อเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติที่สามารถนำไปหา มูลค่าได้มหาศาล มีความโปร่งใส สังคมตรวจสอบได้

เกณฑ์การคัดเลือกผู้เหมาะสมให้ใช้คลื่นความถี่ฯ ในกิจการสาธารณะ ที่ทีมงาน กสทช.สุภิญญา จัดทำเป็นร่างมาให้เวทีระดมความคิดเห็นนั้น ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1. ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ 2. การผลิตรายการและที่มาของเนื้อหารายการ 3. ความทั่วถึง 4. แหล่งเงินทุนและการใช้เงินทุน 5.กลไกการติดตามตรวจสอบภายในองค์กร และ 6.การมีส่วนร่วมและการคุ้มครองผู้บริโภค

ในเวทีได้อภิปรายและเสนอข้อคิดเห็นมากมาย แต่โดยส่วนตัวนั้น สนใจมากๆ ใน 2 ประเด็น

ประเด็นแรก คือ เรื่องเกี่ยวกับศักยภาพหน่วยงานที่จะเสนอตัว ซึ่งเวทีเสนอในประเด็นนี้ค่อนข้างเยอะ

ประเด็นที่สอง คือ เรื่อง “ความคิดสร้างสรรค์” ที่ดูเหมือนจะไม่มีตัวอักษรใดในร่างที่สื่อถึงเรื่องนี้เลย ในตอนท้าย ตัวเองจึงได้เสนอความเห็นไปว่า…

คิด ว่าการกำหนดเกณฑ์เหล่านี้ไม่ควรเป็นไปเพื่อการหาทีวีสาธารณะที่ดีที่สุด แต่ต้องหาทีวีสาธารณะที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ฉะนั้นการเข้าถึงก็ดี เกณฑ์คุณภาพต่างๆ ที่พูดถึงก็ดี รู้สึกว่ากำลังจะได้ช่องที่ลงทุนไปแล้วจะไม่มีคนดูมากนัก อยากให้ช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะถ่วงดุลให้ได้ระหว่าง 3 มุมนี้ คือ

หนึ่ง ทำอย่างไรให้ผู้เสนอตัว มีทุนที่จะยืนระยะได้ หมายความว่า ทำอย่างไรให้ประชาชนอยากเข้ามาชมรายการคุณภาพ คุ้มค่ากับการเผาเวลาไปนาทีละ 2 แสน หรือวันละ 5 ล้าน (ข้อมูลจากเวที) มันมหาศาลนะ ฉะนั้นถ้าให้เขามาลงทุนแล้วบอกไม่ให้หากำไร ไม่ให้หารายได้ หรือหาได้เท่าที่จำเป็น แล้วใครจะเข้ามาเพราะว่ามันไม่น่าจูงใจเลย ฉะนั้น ทำอย่างไรให้ผู้เสนอมีรายได้พอที่จะยืนระยะในการพัฒนารายการและสถานีให้ดี ขึ้นในอนาคต ซึ่ง กสทช.อาจจะดูเรื่องการให้ทุนอุดหนุนบางส่วน หรือให้มีโฆษณาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผลิตรายการที่ด้อยคุณภาพหรือเรียกแต่เรตติ้ง

สอง ที่ต้องให้น้ำหนักด้วย คือ “คุณค่าต่อสังคม” ทั้งการเป็น “พลเมือง” หรือการให้ทุกภาคส่วนได้มีโอกาสเข้ามาใช้หรือเกิดประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ ประเด็นนี้พูดกันค่อนข้างเยอะแล้ว

สาม ที่ไม่ค่อยมีคนพูดกัน แต่คิดว่าต้องให้ความสำคัญมากที่สุดอีกมุมหนึ่งด้วย คือ เรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ ที่รายการออกมาแล้วดูสนุก หรือทำออกมาแล้วมีคนอยากดู จะเรียกว่าเรตติ้งก็ได้ พูดถึงเรตติ้งอาจจะดูเป็นเชิงลบ แต่ความคิดสร้างสรรค์อยู่ในเกณฑ์ข้อไหน เพราะร่างที่ทีมงาน กสทช.สุภิญญา นำเสนอมา ยังไม่เห็นประเด็นนี้

ตอน นี้ประชาชนเลือกดูทีละรายการแล้ว เขาดูยูทูป เขาไม่ดูทั้งสถานี ไม่ดูทั้ง 24 ชั่วโมง ไม่ดูตามเวลาที่ออกอากาศ แต่เข้ามาเลือกดูภายหลังได้ ในรายการที่เขาชอบ ฉะนั้น การที่เขาจะเข้ามาดูช่องทีวีสาธารณะ นั่นแปลว่ารายการต้องโดนเขาจริงๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องให้น้ำหนักให้ได้ระหว่าง 3 มุมที่ว่านี้ คือ 1.ให้มีเงินทุนที่จะยืนระยะได้จริงและมีแผนเลี้ยงตัวเองได้จากแหล่งไหนก็ตาม 2.คุณค่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ ไม่ใช่แค่เกิดช่องละครหรือรายการที่มีอยู่แล้วในกระแสหลัก และ 3.เรื่องความคิดสร้างสรรค์ ที่จะทำให้คนเข้ามาชมรายการมีคุณภาพอย่างที่ตั้งใจกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะทำให้เกิดประสิทธิภาพจริง ๆ ของการลงทุนและการใช้ทรัพยากรสาธารณะ

สุดท้ายที่ ประชุมสรุปเกณฑ์ออกมาได้ 5 ด้าน คือ ด้านที่เกี่ยวกับองค์กร ด้านเทคนิค ด้านเนื้อหา ด้านการเงิน และด้านธรรมาภิบาล ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรติดตามได้จากผลการประชุมของบอร์ด กสทช.เร็ว ๆ นี้

เขียนโดย วนิดา วินิจจะกูล ในกรุงเทพธุรกิจ

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน เกณฑ์คัดเลือกช่องทีวีสาธารณะในระบบดิจิทัล

ไล่ล่า มืออาชีพ

จักร์กฤษ เพิ่มพูล
จักร์กฤษ เพิ่มพูล

โฆษณาทั้งชวนเชื่อ และชวนด้วยความเชื่อจริงๆ ในเรื่องการ “เรียนกับมืออาชีพ” นับเป็นปรากฏการณ์ร่วม ที่เกิดขึ้นมายาวนานแล้ว ในสถาบันการศึกษาต่างๆ เพราะความคิดเรียนเพียงเพื่อกระดาษหนึ่งแผ่น จบแล้วไม่มีงานทำ โดยเฉพาะในสาขาทางด้านสังคมศาสตร์ที่ว่ากันว่าเรียนง่าย จบง่ายนั้น บั่นทอนขวัญและกำลังใจของผู้เรียนไม่น้อย

http://bit.ly/165e7cO

ภาพประกอบจาก http://mediainsideout.net/local/2013/04/121

เนื่องเพราะเมื่อจบแล้ว ไม่สามารถเข้าสู่ระบบงานได้ทันที เพราะเรียนมาอย่างหนึ่ง แต่ในงานเป็นอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในสาขานิเทศศาสตร์ ที่หมุนไปไม่ทันโลกแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร

ฉะนั้น การเรียนรู้กับมืออาชีพ จึงเป็น “ข้อเสนอ” และทางเลือกของผู้บริหารสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างแรงจูงใจว่า นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์โดยตรง จากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง หรือในสภาพบรรยากาศสถานที่ทำงานจริง และเมื่อจบแล้ว มีหลักประกันว่าจะได้ทำงานแน่นอน แต่ประเด็น ก็คือ สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ สถาบันการศึกษาใด จะมีมืออาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตบัณฑิตได้มากน้อย จริงจังเพียงใด

คำว่า “มืออาชีพProfessional หรือ Professionalism คืออะไรแน่ มีคนนิยามคำนี้ไว้หลากหลาย ถ้านิยามอย่างรวบรัด ก็อาจจะพูดได้ว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในเรื่องนั้น และที่อาจไม่ค่อยได้พูดถึงนัก ก็คือต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ด้วย แต่ เพียงเท่านี้คงยังไม่เพียงพอที่จะบอก คุณลักษณะของมืออาชีพ เพราะดูเหมือนว่า ความเป็นมืออาชีพยังปะปนกับคำว่า อาชีพ หรือกระทั่งคำว่า “วิชาชีพ” เมื่อกล่าวถึงในบริบทของสื่อสารมวลชน

นอกจากคำว่า “อาชีพ” “วิชาชีพ” แล้ว เมื่อพูดถึงงานด้านสื่อสารมวลชน ยังมีคำว่า “อาชีวปฏิญาณ” อีกคำหนึ่ง คำสามคำนี้ ต่างกันอย่างไร

คำว่า อาชีพ หมายถึง การทำกิจกรรม การทำงานที่ไม่เป็นโทษกับสังคมและมีรายได้ตอบแทนโดยอาศัย แรงงาน ความรู้ ทักษะ อุปกรณ์ เครื่องมือ วิธีการแตกต่างกันไป ส่วนวิชาชีพนั้น หมายถึง งานที่อุทิศจิตวิญญาณให้กับงาน ต้องอาศัยการอบรมสั่งสอนมานาน เป็นงานที่มีแบบแผนและจรรยาของหมู่คณะ จุดเน้นวิชาชีพคืออาชีพที่ต้องมีจรรยาบรรณ หากประกอบวิชาชีพขัดต่อจรรยาบรรณแล้ว จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสังคม เช่น ครู หมอ นักกฎหมาย ตำรวจ ทหาร รวมทั้งสื่อมวลชน

สำหรับ อาชีวปฏิญาณ เป็นศัพท์บัญญัติ ซึ่งยังอ้างอิงไม่ได้ชัดว่าใครคือต้นกระแสธาร แต่ครูหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร กล่าวถึงบ่อยครั้ง คือ “…การ ปฏิญาณตนต่อสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า จะประกอบอาชีพตามธรรมเนียมที่วางไว้เป็นบรรทัดฐาน หาใช่เป็นการทำมาหากิน หรือทำมาหาเลี้ยงชีพ แต่เพียงอย่างเดียว

กล่าวอย่าง รวบรัด การเรียนกับมืออาชีพ หมายถึงการเรียนกับผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในอาชีพนั้น ซึ่งในที่นี้จะพูดถึงในเรื่องอาชีพสื่อสารมวลชน ในคณะที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่านิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน หรือยังคงมีฐานะเป็นโปรแกรมในคณะวิทยาการจัดการ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่งก็ตาม แต่ในโลกความเป็นจริง สถาบันการศึกษาจำนวนไม่น้อย ยังขาดแคลนมืออาชีพที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์จริงไปพร้อมๆ กับการสอนทฤษฎีหรือหลักการในห้องเรียน

แต่ ในทางตรงกันข้าม นักวิชาชีพส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีทักษะในการสอน หรือสามารถอธิบายถ่ายทอดประสบการณ์ได้อย่างเห็นภาพ เหมือนอาจารย์อาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการเรียนการสอน นับเป็นเหรียญสองด้านที่ยังถกเถียงกันอยู่

คำว่า “เรียนกับมืออาชีพ” จึงยังเป็นคำที่ต้องค้นหาความหมายที่แท้จริงกันต่อไป แต่ในทางทฤษฎีการเรียนจากของจริง ฝึกปฏิบัติจริงและทำจริง นั่นคือสุดยอดของการเรียนแน่นอน

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ไล่ล่า มืออาชีพ

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น

อาจารย์วราภร เรือนยศ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อให้การสนับสนุนในการจัดทำและเผยแพร่ผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เพื่อให้อาจารย์มีความรู้ ความเข้าใจในการรวบรวม คัดสรร วิเคราะห์ความรู้จากงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างแรงจุงในให้อาจารย์ผลิตผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ของตนเองเพิ่มขึ้น เตรียมความพร้อมและเตรียมผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ในการเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ

ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ

(1)ร้อยละของอาจารยืที่เข้าร่วมโครงการอบรม เรื่อง “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของเป้าหมาย
(2)ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการอบรม เรื่อง “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” ไม่ต่ำกว่า 3.5 จากคะแนน 5 ระดับ
ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ

ระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมอบรมโครงการในหัวข้อ “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นข้อพบว่าความรู้ความเข้าใจเรื่อง “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” ด้านความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ก่อน เข้าอบร่วมอบรมโครงการมีค่าเฉลี่ย 4.19 ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ หลัง เข้าร่วมโครงการ มีค่าเฉลี่ย 4.19 การบรรลุวัตถุประสงค์ของการเข้าร่วมโครงการ เรื่องผู้เข้าร่วมอบรมโครงการ ในหัวข้อ “การเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น” มีค่าเฉลี่ย 4.06 ผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมกันกำเนิดแนวทางในการเตรียมความพร้อมของตนเองในการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น มีค่าเฉลี่ย 4.00 สามารถนำความรู้จากการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ไปใช้ในการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น มีค่าเฉลี่ย 4.19

ผลการประเมินผู้เข้าร่วมโครงการจากอาจารย์ มหาลัยเนชั่น 26 คน
คิดเป็นร้อยละ 100 ของเป้าหมายที่กำหนด
ผลการประเมินผู้เข้าร่วมโครงการดังนี้
มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 26 คน ผลการประเมินความพึงพอใจพบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด คือ 4.19 และ 4.16 ตามลำดับ
ถือว่าการดำเนินโครงการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

เรียบเรียงโดย สุทธินนท์  พรมพา 5308008

โพสท์ใน KM:ด้านการวิจัย | ปิดความเห็น บน โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการเขียนผลงานวิชาการขั้นต้น

โครงการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เรื่อง หลักการเขียนโครงการวิจัยเพื่อชุมชน ท้องถิ่นเพื่อการรับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก

km

km

อาจารย์วราภรณ์ เรือนยศ และอาจารย์จากมหาวิทยาลันเนชั่นลำปาง จัดทำโครงการการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เรื่อง “หลักการเขียนโครงการวิจัยเพื่อชุมชน ท้องถิ่นเพื่อการรับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก
โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในการเขียนวิจัยจากหน่วยงานภายนอก เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัย อาจารย์ ในมหาวิทยาลัยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์เกี่ยวกับการเขียนโครงร่างวิจัยเพื่อให้ได้รับสนับสนุนทุนวิจัย เพื่ออส่งเสริมการเรียนรู้ประสบการณ์ในการเขียนโครงสร้างของคนในชุมชน ให้มีความรู้ความสามารถที่ชัดเจน มุ่งเน้นให้ “การวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เป็นงานวิจัยเพื่อพลังท้องถิ่นอย่างแท้จริง เน้นกระบวนการเรียนรู้ของคนในท้องถิ่นที่ก่อให้เกิดพลังในการแก้ไขปัญหาตนเองได้ และใช้หลักการ ทฤษฏีที่สามารถบูรณาการกับท้องถิ่น เพื่อสร้าง “คนรู้” ที่นำไปแก้ไขปัญหาในชุมชน อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และสามารถนำผลการวิจัยกลับคืนสู่ชุมชนและสังเคราะห์ความรู้สู่การตีพิมพ์เผยแพร่เป็นผลงานวิชาการรับใช้สังคม
วัดผลจากความพึ่งพอใจของคนที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 3.5 จากคะแนน 5 ระดับ ผลการประเมินจากผู้เข้าร่วม 15 คน อยู่ในระดับมากที่สุดคือ 4.19 และ 4.16 ตามลำดับ ผลการดำเนินงานโครงการถือว่า บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
สรุปการแบ่งปันจากแต่ละท่าน
อ.วราภรณ์ เรืองยศ
เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ตาม Powerpoint
ในหัวข้อ “หลักการเขียนโครงร่างงานวิจัย”
ซึ่งส่วนประกอบของโครงร่างงานวิจัย ประกอบด้วย
1. ชื่อเรื่อง
2. บทคัดย่อ
3. ความสำคัญและที่มาของปัญหาวิจัย
4. วัตถุประสงค์
5. แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
6. กรอบแนวคิดการวิจัย
7. คำนิยามศัพท์เฉพาะ
8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
9. สมมติฐาน
10. ขอบเขตการวิจัย
11. ระเบียบวิธีวิจัย
12. ข้อตกลงเบื้องต้น
13. เอกสารอ้างอิง

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรื่องชื่อเรื่อง
อ.วราภรณ์ เล่าว่า มีประกาศทุนวิจัย 2 เรื่องมานำเสนอ
– ศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน ปี 2556
– การแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง
อ.วิเชพ เล่าว่าชื่อที่เคยตั้งมามีกระบวนการอย่างไร
การใช้ต้นไม้ชุมชนในการเก็บข้อมูล
อ.ดร.สุจิรา บอกว่ากว่าจะได้หัวข้อมา ต้องใช้เวลามาก
ในกลุ่มแลกเปลี่ยนว่า หัวข้อต้องตรงกับผู้ให้ทุน และความต้องการของชุมชน

อ.ดร.อติชาต หาญชาญชัย
การเขียนบทนำ และวรรณกรรม
ต้องให้ความสำคัญกับที่มาที่ไป
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานวิจัยมีความน่าเชื่อถือ และตั้งอยู่บนหลักการที่เกี่ยวข้อง

อ.ปวินท์รัตน์ แซ่ตั้ง ได้ทุนจากเครือข่ายภาคเหนือตอนบน
แลกเปลี่ยนว่างานวิจัยต้องใช้เวลา ทำให้ครบทุกเรื่องที่สามารถทำได้
ต้องลงมือจริง ทุ่มเท และทำให้ครบวงจร
มีทั้งภาพ คลิ๊ป เว็บไซต์ ที่เกิดในพื้นที่จริง ได้ผลงาน และนำไปขายได้จริง

อ.ดร.สุจิรา หาผล
เล่าว่าการศึกษาตำนาน เรื่องเล่าของอำเภอต่าง ๆ มีกระบวนการมากมาย
ทั้งเชิงคุณภาพ วิพากษ์โดยนักวิชาการ ใช้แบบสำรวจ และวิพากษ์ผลโดยชุมชน
การเลือกคน เลือกปราชญ์ชาวบ้านเป็นเรื่องสำคัญ และต้องเขียนเรื่องของแต่ละอำเภอถึง 13 เล่ม
หลังได้รับทุนก็จะมีการติดตามจากผู้ให้ทุน และมีข้อเสนอแนะที่ทำให้แผนอาจต้องถูกปรับเปลี่ยน

อ.โอปอล์ รังสิมันตุชาติ
เล่าว่าการขอทุนวิจัยสำหรับงานวิจัยระดับปริญญาโท
มีแหล่งทุนสนับสนุนจาก สกว.อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนได้รับจากเชียงใหม่
และมีกระบวนการคล้ายกับทุนวิจัยทั่วไป
เรียบเรียงโดย สุทธินนท์ พรมพา 5308008
โพสท์ใน KM:ด้านการวิจัย | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน โครงการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เรื่อง หลักการเขียนโครงการวิจัยเพื่อชุมชน ท้องถิ่นเพื่อการรับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก

โครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”

อาจารย์ ดร.สุจิรา หาผล และคณะกรรมการกิจกรรมนักศึกษา สหกิจศึกษา และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ร่วมกันจัดทำโครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษา ประจำปีการศึกษา 2555
มีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานสหกิจศึกษาของมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และร่วมกันกำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสู่สหกิจศึกษาให้ดียิ่งขึ้น
km co-op

km co-op

อนึ่ง การทำโครงการดังกล่าว ยังเป็นการเตรียมพร้อมในการรับการประเมินคุณภาพภายนอกจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ประจำปีการศึกษา 2555 ทั้งทางด้านการพัฒนาสถาบันสู่สถาบันการเรียนรู้ ด้านระบบการพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน และด้านระบบและกลไกการพัฒนาสัมฤทธิผลการเรียนรู้ตามคุณลักษณะของบัณฑิต ชี้วัดความสำเร็จของโครงการจากคณาจารย์และสังคมศาสตร์เข้าร่วมโครงการตามวันและเวลาดังกล่าว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
ผลการประเมินความพึงพอใจ ผู้เข้าร่วมโครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”  สามารถสรุปได้ดังนี้
(1) หลังการเข้าร่วมโครงการผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกิจศึกษาและแนวทางการดำเนินงานสหกิจศึกษามากขึ้น อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 63.60 เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกิจศึกษาก่อนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 54.50 โดยผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันว่าโครงการนี้ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสหกิจศึกษาให้ดียิ่งขึ้น ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 63.60 อีกเช่นกัน
(2) จากการเข้าร่วมโครงการนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เห็นว่า ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ในการ
ปฏิบัติงานด้านสหกิจศึกษาได้ ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 72.70
(3) ด้านวิทยากรในการเสวนา ผู้เข้าร่วมโครงการมีความเห็นว่าการถ่ายทอดของวิทยากรนั้น อยู่ในระดับมากและมากที่สุด คิดเป็นร้อยละที่เท่ากันคือ 45.50 โดยเห็นว่าวิทยากรสามารถอธิบายเนื้อหาได้ชัดเจน
และตรงประเด็น รวมทั้งการตอบคำถามของวิทยากรนั้น อยู่ในระดับมากที่สุดเท่ากันคือ คิดเป็นร้อยละ 54.50
(4) ด้านวิทยากรในการทำ KM Workshop ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นว่าการถ่ายทอดของวิทยากรในการทำ workshop นั้น อยู่ในระดับปานกลางและมากในร้อยละที่เท่ากันคือ 45.50 โดยวิทยากรมีการเชื่อมโยงเนื้อหาสู่การทำ workshop นั้น อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 54.50
(5) ด้านระยะเวลาในการทำ workshop นั้น ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 54.50
ผลการประเมินความสำเร็จของโครงการ
(1) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ได้แนวทางการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเพื่อเข้าสู่สหกิจศึกษา ในรูปแบบคู่มือการปฏิบัติงานสหกิจศึกษาของคณะ
(2) มีคณาจารย์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เข้าร่วมโครงการจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 84.62 ของเป้าหมายที่กำหนด
(3) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์บรรลุตัวบ่งชี้งานประกันคุณภาพการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ผลการดำเนินงานโครงการถือว่า บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
เรียบเรียงโดย สุทธินนท์ พรมพา 5308008
โพสท์ใน KM:ด้านการผลิตบัณฑิต | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน โครงการ “KM Workshop เพื่อพัฒนางานสหกิจศึกษาประจำปีการศึกษา 2555”

แผนดี ต้องมี Execution

แผนดี ต้องมี Execution

ในประสบการณ์การเป็นนักบริหาร หรือนักจัดการทุกๆ ระดับ ทั้งในองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้กับบทบาทหรือความรับผิดชอบในการพัฒนาแผนงานสำหรับหน่วยงานหรือองค์กรของทุกท่าน

plan

plan

http://bit.ly/ZFUrY4
โดย ดรรชกร ศรีไพศาล ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

การเขียนแผนงานใดๆ ทั้งแผนกลยุทธ์ระดับนโยบาย ระดับองค์กร ระดับหน่วยงาน หรือแม้แต่ในแผนงานระดับปฏิบัติการของส่วนงานต่างๆ ในองค์กร หากผู้เขียนแผนนั้นๆ มีความรู้ ความเข้าใจถึง ความเป็นมา บทบาท พันธกิจ (Mission) และเป้าหมาย (Goal) ของหน่วยงานหรือองค์กรอย่างลึกซึ้ง การจะพัฒนาหรือเขียนแผนงานในแต่ละครั้ง ย่อมจะสามารถรังสรรค์ให้มีความน่าเชื่อถือ เป็นไปได้ที่จะปฏิบัติให้สำเร็จ และถือเป็นคัมภีร์ หรือคู่มือประกอบการปฏิบัติงานของส่วนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับบนหรือบริหาร ถึงระดับปฏิบัติการ

ดรรชกร ศรีไพศาล

ดรรชกร ศรีไพศาล

แต่การมีเพียงแผนงานที่ผ่านการศึกษา การค้นคว้า การวิจัย และวิเคราะห์ และพัฒนาหรือเขียนขึ้นอย่างเป็นระบบ มีความน่าจะเป็นในการปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่กำหนดในแผนงานนั้นๆ ยังไม่อาจจะถือเป็นความสำเร็จของหน่วยงาน ขององค์กร หรือของนักบริหาร และแม้แต่ผู้พัฒนาและเขียนแผนงานนั้นๆ

หากแผนงานนั้นไม่สามารถที่จะนำไปประยุกต์สู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้ตามที่กำหนดในแผนงานที่ดีนั้น สุดท้ายแผนงานนั้นจะมีคุณค่าเป็นเพียงเอกสารกองหนึ่งที่ถูกจัดเก็บในลิ้นชัก หรือวางทิ้งให้เปื้อนฝุ่นบนโต๊ะทำงานของผู้เกี่ยวข้อง

แผนงานที่ดี จึงต้องประกอบด้วยความสามารถ และตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้เกิดผลงานอย่างเป็นรูปธรรม หรือการ Execution ของนักบริหารและนักจัดการของหน่วยงาน และองค์กร เป็นส่วนประกอบสำคัญ

Execution เป็นคำหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงความหมายของการนำแผนงานการตลาด การโฆษณา หรือการประชาสัมพันธ์ ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ระบุในแผนงานที่พัฒนาขึ้นในแต่ละวาระ และการ Execution ได้เริ่มส่งผ่านความสำคัญมาสู่การบริหารในภาคส่วนต่างๆ ขององค์กร ทั้งในภาครัฐ และเอกชนเป็นจำนวนมากในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ความสำคัญของ Execution มีมาก และมีความหมายต่อหน่วยงานหรือองค์กรอย่างมาก ดังจะพบได้ในบทสัมภาษณ์หนึ่งที่ผู้บริหารสถาบันการเงินแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ได้เคยกล่าวว่า “เขาสามารถที่จะลืมทิ้งแผนกลยุทธ์ขององค์กรได้ โดยจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร เพราะบริษัทหรือคู่แข่ง จะไม่สามารถนำแผนกลยุทธ์ของเขาไปปฏิบัติได้ ด้วยความสำเร็จในแผนกลยุทธ์ของเขา อยู่ที่ความสามารถในการ Execution แผนกลยุทธ์ มากกว่าตัวแผนกลยุทธ์นั้น

เชื่อว่าคำกล่าวข้างต้น คงเป็นความเห็นหนึ่งที่สอดคล้องกับประสบการณ์ตรงของนักบริหาร นักจัดการทุกๆ ระดับ ที่เป็นทั้งผู้พัฒนาแผนงาน และย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นในการเป็นผู้นำแผนงาน ทั้งที่พัฒนาขึ้นเอง หรือพัฒนาขึ้นโดยผู้อื่นไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลงานตามเป้าหมายที่กำหนดในแผนงาน และต้องประสบกับปัญหาที่ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามแผนที่พัฒนาขึ้นมาอย่างสวยหรูนั้น

ทางออกหนึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการ Execution แผนงาน ที่นักบริหาร และนักจัดการนิยมใช้ คือ การกำหนดเป้าหมายในแผนงานให้มีความสะดวกในการปฏิบัติได้จริง หรือไม่ไกลเกินเอื้อมของผู้เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเป้าหมายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงเท่าเดิม หรือการรักษาศักยภาพการดำเนินงานในระดับเดิม หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ง่าย และสะดวกต่อการ Execution แผนงานให้ประสบความสำเร็จ แต่อาจจะเป็นแนวทางบ่อนทำลายศักยภาพที่แท้จริงของหน่วยงานหรือองค์กรในเวลาเดียวกัน ดังจะเห็นหรือพิจารณาได้จากองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย ที่มีผลการดำเนินงานอันน่าเป็นห่วงอยู่ในปัจจุบันนี้

และสังคมปัจจุบัน คงปราศจากความก้าวหน้า และความน่าตื่นตา ตื่นใจในเทคโนโลยีใหม่ต่างๆ ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราในวันนี้ หากขาดนักบริหาร นักจัดการ ที่กล้าท้าทายความสามารถของตนเอง และ Execution ให้เกิดผลงานอันเป็นรูปธรรมให้ปรากฏแก่โลกในทุกวันนี้

การ Execution จึงอาจจะเป็นสิ่งน่ากังวลสำหรับนักบริหาร นักจัดการบางคน บางกลุ่ม หรือในบางองค์กร แต่สำหรับนักบริหาร นักจัดการที่มีความสามารถ จะเห็นเป็นกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาองค์กรเท่านั้น และยิ่งในแผนงานมีความยากมากเพียงไร ยิ่งเป็นความท้าทายความสามารถของนักบริหาร นักจัดการ มากเสียกว่าจะพิจารณาให้เป็นปัญหา หรืออุปสรรคในการดำเนินงาน

ถึงอย่างไร ความสำเร็จเบื้องต้นขององค์กรต่างๆ ย่อมมีแผนการดำเนินงานที่มีคุณภาพเป็นคัมภีร์การดำเนินงานขององค์กร ซึ่งแผนการดำเนินงานที่ดี มีคุณภาพเพียงไร ย่อมยากที่จะปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย แต่หากนักบริหาร นักจัดการขององค์กร มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถในการ Execution แผนงาน ย่อมสร้างความได้เปรียบแก่องค์กรในการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จได้

และการ Execution ในแต่ละแผนการดำเนินงาน ของสำหรับหน่วยงานหรือองค์กร ย่อมต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน

ในส่วนของผู้บริหาร ที่จะ Execution แผนงานได้ดี จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ และสามารถสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานได้

ประสบการณ์ในการทำงาน หรือการบริหาร จะเป็นเครื่องมือสร้างจินตนาการถึงผลลัพธ์ของแผนงานนั้นๆ และส่งทอดเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไปสู่กระบวนการตัดสินใจที่กล้า และถูกต้องของผู้บริหาร ก่อนจะสื่อสารให้ผู้ปฏิบัติงานในแต่ละระดับเกิดความเข้าใจ เชื่อมั่น และมุ่งมั่นในแนวทางการดำเนินงานได้ในท้ายที่สุด

ในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน แม้จะเป็นเพียงฟันเฟืองชิ้นเล็กขององค์กรหรือหน่วยงาน แต่หากขาดความพยายามในการที่จะปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของตนให้ประสบความสำเร็จ ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องไปสู่ส่วนงานอื่นๆ ได้ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ซื้อวัตถุดิบไร้คุณภาพ ฝ่ายผลิตย่อมผลิตได้แต่สินค้าด้อยคุณภาพ ยากที่ฝ่ายการตลาดจะแข่งขัน เพื่อจำหน่ายหรือขายได้ เป็นต้น

ถึงอย่างไร ในท้ายที่สุด ทั้งการจัดทำแผนงานที่ดี คุณสมบัติของผู้บริหารที่เหมาะสม ความเข้าใจ เชื่อมั่น และมุ่งมั่นของผู้ปฏิบัติงาน ล้วนมีที่มาจากผู้บริหารทั้งสิ้น ดังนั้น ความล้มเหลวของการดำเนินงานตามแผนธุรกิจ หรือแผนการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ในองค์กร จึงเป็นความรับผิดชอบของบุคคลที่ดำรงสถานะผู้บริหารโดยไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

โพสท์ใน คณะบริหารธุรกิจและรัฐประศาสนศาสตร์ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน แผนดี ต้องมี Execution

คิดก่อนโพสต์ในเฟสบุ๊ค

เฟสบุ๊คไม่ใช่ที่ส่วนตัวอีกต่อไป
Posted on April 20, 2013 by 
กรณีผู้จัดการโรงภาพยนตร์กับลูกค้า

กรณีผู้จัดการโรงภาพยนตร์กับลูกค้า

http://www.manager.co.th/lite/ViewNews.aspx?NewsID=9560000046526

ผู้ใช้เฟสบุ๊คหลายคนคงเชื่อฝังหัวว่า เฟสบุ๊คคือพื้นที่ส่วนตัว จะบ่น จะด่าอะไรก็ได้ เป็นที่ระบายอารมณ์ให้เพื่อนฟังอย่างเสรี ไร้ปัญหาแน่นอน จะถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า โทษฟ้า โทษดินก็ทำได้ เพราะไม่ใช้ชื่อจริง ไม่ใช้ภาพจริง แล้วหลายคนก็ประกาศไว้ว่าถ้าไม่อยากติดต่อ ไม่พอใจในการเป็นเพื่อนก็ให้กดปุ่ม unfriend ยกเลิกความสัมพันธ์ได้ทันที ซึ่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้นไปทั้งหมด มีกรณีปัญหาจากการโพสต์ไม่คิดเกิดขึ้นมาแล้ว อาทิ ด่าเจ้านายก็ถูกไล่ออก ครูชายชมนักเรียนหญิงก็ถูกไล่ออก พนักงานด่าลูกค้าก็ถูกไล่ออกแม้ใช้ชื่อปลอม หรือภาพประจำตัวปลอมก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ซึ่งสามกรณีข้างต้นเกิดขึ้น และถูกแบ่งปันกันอย่างแพร่หลาย

ในต่างประเทศเมื่อเกิดข้อพิพาทก็จะผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน แต่ที่ประเทศไทยเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้จัดการโรงภาพยนตร์กับลูกค้าย่านพระราม 3 เมื่อกลางเดือนเมษายน 2556 เป็นเหตุให้ผู้จัดการพิจารณาตนเองแล้วลาออกไป จากนั้นอีก 2 วันพนักงาน 2 คนก็ถูกให้ออก แบบประกาศผ่านเครือข่ายสังคม เพราะมีเหตุมาจากเครือข่ายสังคมที่พนักงานไปแสดงความเห็นว่าเบื่องาน และพูดถึงลูกค้าด้วยวาจาไม่เหมาะสม ซึ่งเชื่อว่าผู้ถูกพิจารณาให้ออกงานจะไม่ยื่นอุทธรณ์ แล้วโรงภาพยนตร์ก็ประกาศเป็นการแสดงความรับผิดชอบ และแก้ไข เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าในการให้บริการที่มีคุณภาพต่อไป

เคยมีคนกล่าวว่า การเขียนในเครือข่ายสังคม โดยเฉพาะเฟสบุ๊คเสมือนเขียนด้วยปากกา ไม่ใช่ดินสอ เพราะเกิดเรื่องมาแล้วลบด้วยยางลบไม่ได้ แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนไทยก็จะเขียนด้วยสำนวนที่เป็นกันเองมากเกินไป เหมือนเขียนไว้อ่านคนเดียว ไม่คำนึงว่าเพื่อนนับร้อยนับพันที่เคยรับไว้เป็นเพื่อน นั้นมีเพื่อนของเพื่อน ญาติ ครู อาจารย์ ลูกค้า เจ้านาย หรือผู้สูงอายุอยู่ในกลุ่มได้รับข้อความเหล่านั้น เมื่อเคยชินกับการใช้ถ้อยคำที่ไม่ได้กลั่นกรอง ก็อาจมีบางครั้งเขียนข้อความที่ผู้อ่านบางคนยอมรับไม่ได้ แล้วถ้าผู้อ่านคือหัวหน้า เจ้านาย หรือลูกค้าก็อาจนำไปเขียนซ้ำ (repost) แบ่งปัน (share) หรือเก็บจอภาพ (capture) ไปเผยแพร่ต่อ ย่อมเป็นความเสียหายที่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ก็หวังว่าเพื่อนชาวไทยจะใช้ความระมัดระวังในการเขียนเรื่องราวลงไปในเครือข่ายสังคมเพิ่มขึ้น

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน คิดก่อนโพสต์ในเฟสบุ๊ค

เล่าสู่กันฟัง เรื่องปัญหาการปรับเปลี่ยนรุ่นของ server

URL กับ REQUEST_URI
URL กับ REQUEST_URI

เนื่องจาก script ที่ใช้เคย สามารถใช้งานได้ปกติ
แต่เกิดปัญหาหลัง upgrade server
ที่ต้องใช้ PHP version ใหม่ ก็พบว่า script เดิมใช้งานไม่ได้
ตรวจดูก็พบว่าค่าของระบบ _SERVER ที่เคยส่งให้กับ script ภาษา PHP
ไม่ยอมส่งค่าให้ตามปกติ คือ ไม่ส่งอะไรคืนมาเลย
ต้องแก้ไขโดยกำหนดการรับค่าจากระบบ เป็นค่าใหม่

เดิมรับค่า “URL” ก็ต้องเปลี่ยนเป็นรับค่า “REQUEST_URI”

ซึ่งเหตุการแบบนี้เกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน และเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอนในอนาคต
เมื่อต้องมีการ upgrade server ในปีต่อ ๆ ไป

โพสท์ใน วิทยาการคอมพิวเตอร์ | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน เล่าสู่กันฟัง เรื่องปัญหาการปรับเปลี่ยนรุ่นของ server