สังคมเสื่อมเพราะคนมีคม ตัวอย่างจาก 2 คน 2 คม

4 ธ.ค.52 ภาพยนต์เรื่อง 2 คน 2 คม ที่มีตัวตนจริงในสังคมใดย่อมหมายถึงความเสื่อมที่ซ่อนบ่มใน สังคมนั้น 1)คมหนึ่งที่ดูภายนอกเป็นคนดี แต่อันที่จริงเป็นคนร้าย คอยทำลายสังคมที่สงบให้ปั่นป่วน 2)คมที่สองที่ดูภายนอกเป็นคนร้าย แต่ก็พยายามทำสิ่งดีเพื่อสังคม หวังว่าสังคมจะสงบสุขและน่าอยู่ อันที่จริงคนทั้งสองต่างมีอัตตา มีความมุ่งมั่นในวิถีการดำรงชีวิตของตน เป็นธรรมดาของโลกและของทุกสังคมที่มีคนหลายประเภท ดังนั้นทุกประเทศต้องมีตำรวจ และทหาร เพื่อรักษาความสงบไม่ให้คมที่อยู่ในตัวคนออกมาแสดงบทบาทเชือดเฉือนคนรอบตัวจนเกินพอดี วันใดคนมีคมสองคนที่มีความเห็นไม่ลงรอยกัน ขัดผลประโยชน์ ขัดหูขัดตา ย่อมเกิดโทสะทำให้สังคมลุกเป็นไฟ และคนในสังคมนั้นก็จะไม่สงบสุขอย่างเช่น เสื้อเหลือง เสื้อแดง
     ผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม กลายเป็นเรื่องรอง ถ้าคนสองคมมาเผชิญหน้ากัน ถ้าคมหนึ่งเป็นผู้มีอำนาจในบางเรื่อง แต่ไม่ใช้เหตุผลเป็นฐานคิด อาจเลือกปฏิบัติไปในทางที่ทำให้สังคมเสื่อมเสีย เพราะมองเห็นอีกคมหนึ่งเป็นศัตรู ไม่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ต้องการเสวนาด้วย เหมือนทหารที่พยายามดับเพลิงด้วยปาก โดยไม่ขอความช่วยเหลือจากพนักงานดับเพลิงที่มีน้ำอยู่เต็มคันรถ แล้วทุกคนก็ยืนดูเพลิงเผาผลาญทุกอย่างให้วอดวายไปอย่างน่าเสียดาย  ตามประสา “คนเชียร์มวย” ที่มีความสุขที่เห็นผู้ประทะกันอย่างมีความสุข
     ถ้าอีกคมหนึ่งมีทรัพยากรที่สังคมต้องการไว้ในครอบครอง แต่ไม่ถูกร้องขอจาก ผู้ควบคุม อย่างเช่นพนักงานดับเพลิงที่ไม่อาจเข้าไปดับเพลิงในค่ายทหาร เพราะไม่ได้รับอนุญาตไม่ว่ากรณีใด ถ้าเข้าไปเป็นเจอคุก นายทหารอาจยึดกฎ ยึดหลักการของตนอย่างไม่สมเหตุสมผล ก็เป็นอภิสิทธิ์ที่พวกเขากระทำได้ แต่ผลสุดท้ายค่ายทหาร และชุมชนรอบค่าย ครอบครัวทหาร ก็จะได้รับผลกระทบกันไปหมด และในจำนวนนั้นก็อาจมีญาติพี่น้องของพนักงานดับเพลิงรวมอยู่ ปัญหาทั้งหมดเกิดเพียงเพราะผู้บังคับบัญชาค่ายทหารมีอัตตาไม่ลงรอยกับผู้อำนวยการสำนักดับเพลิง และพนักงานดับเพลิงก็กลัวคุก ถ้าทุกคนยึดมั่นในประโยชน์สูงสุดของสังคมแล้ว สังคมที่เราอยู่ก็คงจะเป็นสุข .. นี่คือเรื่องเล่าที่เรียนรู้มาจากภาพยนต์

โพสท์ใน ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน สังคมเสื่อมเพราะคนมีคม ตัวอย่างจาก 2 คน 2 คม

สรุปผลการวิจัย 1/9 ตอน ของ sar51

4 ธ.ค.52 โครงการวิจัยพัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองปีการศึกษา 2551
     สรุปผลการวิจัยตอนที่ 1 ใน 9 ตอน ส่วนของผลการวิเคราะห์สถานการณ์ระบบฯ  พบว่า การพัฒนาระบบฐานข้อมูลในมหาวิทยาลัยผ่านกระบวนการวิจัย ทำให้สอดรับกับตัวบ่งชี้คุณภาพอย่างน้อย 4 ตัวบ่งชี้ คือ 1)ตัวบ่งชี้ 4.1 มีการพัฒนาระบบและกลไกในการสนับสนุนการผลิตงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ 2)ตัวบ่งชี้ 7.5 ศักยภาพของระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหาร การเรียนการสอน และการวิจัย 3)ตัวบ่งชี้ 9.1 มีระบบและกลไกการประกันคุณภาพภายในที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษา 4)ตัวบ่งชี้ 9.3 ระดับความสำเร็จของการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน
     ผลต่อตัวบ่งชี้ 4.1 คือ แสดงให้เห็นว่าคณะวิชามีบทบาท มีส่วนร่วมในการดำเนินการตามระบบ และกลไกที่ส่งบุคลากรเข้าร่วมเป็นทีมวิจัยโครงการวิจัยบูรณาการในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองของมหาวิทยาลัย แล้วนำระบบที่พัฒนาขึ้นกลับไปใช้ประโยชน์ในคณะวิชาอย่างต่อเนื่อง
     ผลต่อตัวบ่งชี้ 7.5 คือ คณะวิชามีส่วนพัฒนาระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเอง ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เพื่อเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน แล้วใช้ประโยชน์จากรายงานที่ได้ อาทิ ตารางสรุปผลทั้ง 4 ประเภทไปช่วยในการตัดสินใจพัฒนาคุณภาพการศึกษาของคณะอย่างต่อเนื่อง
     ผลต่อตัวบ่งชี้ 9.1 คือ คณะวิชามีส่วนร่วมพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศที่สนับสนุนการประกันคุณภาพการศึกษาและใช้ร่วมกันในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องมาแล้วเป็นปีที่สอง
     ผลต่อตัวบ่งชี้ 9.3 คือ คณะวิชาได้รายงานผลการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสู่สาธารณชนภายในเวลาที่กำหนด ผ่านระบบฐานข้อมูลการประเมินตนเองที่คณะวิชามีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อใช้งานในมหาวิทยาลัยเป็นปีที่สอง
     สำหรับการดำเนินการ นำเสนอผลการประกันคุณภาพสู่สาธารณชน อยู่ขั้นตอนการพัฒนารายละเอียด และขออนุมัติผู้บริหาร ซึ่งมีตัวอย่างที่สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เผยแพร่สู่สาธารณะ ดังนี้
http://science.psru.ac.th/sar/ocomponent1_1.php
+ http://www.nsru.ac.th/aritc/sar51/7_5.htm
+ http://www.bcnnv.ac.th/manage/StandardDetail.php?code=244
+ http://www.pnc.ac.th/manage/StandardDetail.php?code=47
+ http://sci.skru.ac.th/science/sciquanlity/sar51/sarpointer7_5.php
+ http://202.183.204.134/manage/StandardDetail.php?code=99
+ http://202.29.80.19/~sar/acomponent3_4.php
+ http://www.techno.msu.ac.th/SAR/007/p7_05.htm
+ http://www.ubu.ac.th/~softset/qaocn50/act50_751.php

โพสท์ใน งานวิจัยและบริการวิชาการ | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน สรุปผลการวิจัย 1/9 ตอน ของ sar51

ขั้นตอนการทำ KM ให้ได้คะแนนประกัน และถูกตามหลักสากล

1 ธ.ค.52 ช่วงนี้หารือกับอาจารย์อติชาต หาญชาญชัย เรื่องเขียนแผน KM ของคณะบ่อยครั้ง ท่านทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ขั้นตอนสำหรับการจัดทำตามแผน KM มีอย่างน้อย 5 ขั้นตอนในเบื้องต้น คือ 1)ระบุว่าทำ KM เรื่องอะไร 2)เป้าหมายของแผน KM คืออะไร 3)หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรมคืออะไร 4)ควรยึดแนวกระบวนการ KM ที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งพบว่ามีผู้เชี่ยวชาญนำเสนอกระบวนการไว้ 3 แนว ได้แก่ของ 4.1)กพร. 4.2)ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช 4.3)ดร.ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ สำหรับม.โยนกใช้แนวของ กพร. เพราะมีคู่มือ และแบบฟอร์มที่ใช้กันทั่วไป 5)แต่ละกิจกรรมตามแผน KM ต้องมีตัวบ่งชี้และเป้าหมาย เมื่อดำเนินการตามแผน ต้องมีหลักฐานว่าได้ผลเป็นอย่างไรตามเป้าหมายของกิจกรรม
     เพราะในการประกันคุณภาพของ สกอ. ตัวบ่งชี้ 7.3 เกณฑ์ที่ 3 ระบุว่า “มีการดำเนินการตามแผนจัดการความรู้และประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ร้อยละ ๑๐๐” ทั้งหมดที่เขียนมาก็เพื่อ 3 คะแนนในตัวบ่งชี้นี้
+ http://www.thaiall.com/km/handbook_2549.doc
+ http://www.thaiall.com/km/indexo.html
+ http://202.183.204.134/manage/StandardDetail.php?code=94

โพสท์ใน KM:ด้านการผลิตบัณฑิต, คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน ขั้นตอนการทำ KM ให้ได้คะแนนประกัน และถูกตามหลักสากล

IFRS + AEC กับอนาคตนักบัญชีไทย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาประจำปีของบริษัท Pricewaterhousecoopers เรื่องการพัฒนาการรายงานการเงินประจำปี 2009 ที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ ประเด็นสำคัญในการสัมมนาในครั้งนี้คือ update ว่าขณะนี้ สภาวิชาชีพบัญชี มีความคืบหน้าในการปรับปรุงและมีความพร้อมเพียงใดในการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีไทย Thai Generally Accepted Accounting Principle หรือ ที่เรียกว่า Thai GAAP มาเป็น มาตรฐานสากล หรือที่เรียกว่า International Financial Reporting Standard IFRS เพื่อให้มาตรฐานบัญชีทุกอย่างรวมกันเป็นมาตรฐานเดียวทั่วโลก ซึ่งบางประเทศได้นำมาตรฐานนี้ไปใช้แล้ว เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กำหนดให้ทุกบริษัทต้องทำงบการเงินตาม IFRS ตั้งแต่ปี 2005

ในส่วนของประเทศไทยนั้น เราคงจะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการลงบัญชีสากลใหม่นี้ได้ยาก เนื่องจากเรายังต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และยังต้องแสดงให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่มาตรฐานเดียวกันกับหลักมาตรฐานสากลของโลก ซึ่งการที่ประเทศไทยจะนำมาตรฐานการลงบัญชีสากลใหม่นี้มาปฏิบัติสามารถเลือกทำได้ 2 วิธีคือ
1. ประกาศรับ IFRS เพื่อนำไปปฏิบัติเป็นมาตรฐานการบัญชี(Adoption approach)
2. พัฒนามาตรฐานการบัญชีของไทยให้มีรายละเอียดที่ครอบคลุม ลดความแตกต่างและทำให้สอดคล้องกับมาตรฐาน IFRS (Convergence approach) อย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นลำดับและต่อเนื่อง

ทางสภาวิชาชีพบัญชีได้กำหนดให้บริษัทไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องนำมาตรฐานฉบับใหม่นี้มาใช้ในปี 2011 และ 2013 ตามลำดับ ซึ่งนับเป็นความกังวลใจของนักบัญชีไทยในปัจจุบันมิใช่น้อยที่จะต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมกับความท้าทายครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ สำหรับบริษัทที่ผมทำงานในปัจจุบันได้ adopt IFRS มาใช้เป็นที่เรียบร้อยในบางส่วน เพราะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงค์โปร์

ประกอบกับ เหลืออีกแค่เพียง 6 ปี สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่รู้จักกันในนามอาเซียน จะเดินทางไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) ในปี 2015 ที่ชาติ สมาชิกทั้ง 10 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 550 ล้านคน จะรวมตัวกลายเป็นฐานตลาดเดียวกันทั้งสินค้า แรงงาน บริการ การลงทุน รวมถึงงานด้านบัญชีการเงินด้วย สามารถที่จะเคลื่อนย้ายระหว่างกันได้อย่างเสรี หมายถึงคนในประเทศอาเซียนสามารถเข้าไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนได้อย่างคล่องตัว

ผมฟังการสัมมนาในครั้งนี้ด้วยความกังวลใจอยู่ไม่น้อย ว่าเราจะผ่านก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดีเพียงไร เพราะพื้นฐานความพร้อมของบุคลากรในประเทศของเรา โดยเฉพาะนักศึกษาอนาคตชาติในปัจจุบัน จะสามารถต้านทานศักยภาพของคนในอาเซียนโดยเฉพาะ สิงค์โปร์ มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งกัมพูชาได้อย่างไร

ทำไม ผมถึงกล่าวถึงกัมพูชา เพราะผมเคยมีประสบการณ์สัมผัสโดยตรง ขณะที่ทำงานอยู่ บริษัท Bristal Myer Squibb ประมาณ 7 ปีแล้ว ในตำแหน่ง Business Analyst นักวิเคราะห์ธุรกิจ บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา บริษัทฯ ก็ส่งผมกับทีมงานของบริษัท Deloitte เข้าไปศึกษาช่องทางธุรกิจในเมืองพนมเปญกับเมืองเสียมเรียบ โดยจ้างนักศึกษามาเป็นล่ามเพื่อช่วยเหลือเวลาสนธนากับนักธุรกิจชาวกัมพูชา เชื่อไหมว่าผมทึ่งกับศักยภาพของนักศึกษาที่มาเป็นล่ามให้ผมมาก เขาพูดได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่
1. ภาษาเขมร okay เพราะเป็นภาษาประจำชาติ
2. ภาษาจีน okay เพราะครอบครัวเขาเป็นคนจีน
3. ภาษาไทย พูดได้ดีและคล่องแคล้ว เพราะ เขาดูโทรทัศน์ ข่าวสาร ต่าง ๆ จาก โทรทัศน์ของไทย
4. ภาษาฝรั่งเศส เพราะ ประเทศกัมพูชาเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส หลักสูตรการเรียนการสอนของเขาจำเป็นต้องมีภาษาฝรั่งเศสด้วย
5. ภาษาอังกฤษ เพราะ เป็นภาคบังคับในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่เขากำลังเรียนอยู่

ตอนนี้ไทยเรามีปัญหากับประเทศกัมพูชา ผมสังเกตเห็นจากข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ นักวิชาการระดับครูบาอาจารย์ออกมาแสดงความเห็นเชิงลบโดยไม่แคร์ คิดว่าประเทศกัมพูชา เป็นประเทศเล็กไม่มีศักยภาพ ใด ๆ ที่สู้กับประเทศไทยได้ อย่าประมาณไปนะครับ กัมพูชาอาจจะเป็นเหมือนประเทศสิงคโปร์ก็ได้ใครจะรู้ แต่ประเทศไทยหละ ผมว่าเรามีแต่ถอยหลังลงคลอง ทุกวัน ๆ

Phiboon Buakhunngamcharoen
Group Financial Controller
Mermaid Drilling Ltd

BA, Yonok #5
MBA, NIDA Flex #4
EDP, Thammasat University

โพสท์ใน การบัญชี, ทั่วไป | ปิดความเห็น บน IFRS + AEC กับอนาคตนักบัญชีไทย

Creative Economy ของรัฐบาลไทย กับ Creative Park University ของมหาวิทยาลัยโยนก

Creative Economy  ของรัฐบาลไทย กับ Creative Park University   ของมหาวิทยาลัยโยนก

          นับว่าเป็นก้าวใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง    ที่มหาวิทยาลัยโยนกของเรากำลังกำหนดตำแหน่งครองตลาดของเราใหม่เป็น  Creative Park University  ผมจะขออนุญาตใช้ความรู้ภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ที่สำเนียงเป็นไทยของผมแบบที่เขาเรียกกันว่า “ Tinglish” อย่างที่อาจารย์สอนภาษาอังกฤษตอนเด็กๆ  ของผมบอก โดยแปลเอาเองว่า  “อุทยานการศึกษาแห่งการสร้างสรรค์”  และจะเรียกอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะมีชื่อเป็นทางการออกมา   เราคงจะต้องคอยรอดูว่า  กลยุทธ์ และ แผนการปฏิบัติการที่จะเป็น Creative Park University  นั้นต้องทำอย่างไร ? และพวกเราทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้ละมืออย่างสุดกำลังความสามารถอย่างไร ? แต่ในตอนนี้ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมผมเอาไปเกี่ยวพันกับนโยบาย Creative Economy  ของรัฐบาลได้อย่างไร   ก่อนอื่นก็อยากจะปูพื้นฐานก่อนว่าขณะนี้ในวงราชการ คำว่า  “Creative”  กำลังเป็นคำ  Top Hit  ในยุครัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 เป็นต้นมารัฐบาลประกาศเป็นวัน Kick Off เริ่มเดินเครื่อง  ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)   ของประเทศ  โดยรัฐบาลได้ประกาศพันธสัญญา (Commitment) 12 ข้อและกำหนด เป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยโมเดลใหม่คือระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ มี   2 เป้าหมาย   คือ จะสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเชียน (Asean) และ จะเพิ่ม GDP ของประเทศเฉพาะในอุตสาหกรรมประเภทขายการสร้างสรรค์ที่ยังเติบโตอยู่ในขณะนี้จากระดับ 10 % ไปให้ถึง 20 %  ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ประกาศพันธสัญญา  โดยตกลงจะทุ่มงบประมาณใส่เข้าไปถึง 20,000 ล้านบาท เริ่มจากปีงบประมาณ 2553    จะเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทยโดยให้  สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบรรจุนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์  เป็นแกนหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11   และรัฐบาลชุดนี้จะเริ่มลงมือดำเนินการทันทีโดยให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการร่วมกันกำหนดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ  มาอยู่ในโครงสร้างเดียวกันจัดตั้งเป็นสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง และปูทางให้เปลี่ยนเป็นองค์กรมหาชนในอีกสองปีข้างหน้าเพื่อสามารถทำงานต่อเนื่องตลอดไปไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่   ภายใต้โครงสร้างเดียวกันการทำงานจะเป็นเอกภาพและสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จนบรรลุผลตามพันธสัญญา 12 ข้อของรัฐบาลที่ประกาศไว้   โดยกำหนดจะให้การรวมโครงสร้างหน่วยงานนี้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากวันประกาศ   และจะร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติกับภาคีภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติภายใต้หลักการของ  Public Private Partnership (PPP)   นายอลงกร  พลบุตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  แกนหลักของนโยบายนี้ประกาศว่าจะพยายามเตรียมการทุกอย่างให้เสร็จก่อนภายในสิ้นปี 2552

          เกริ่นนำมาพอสมควรแล้ว   ผมจะขอผ่านรายละเอียดเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างอื่น ๆ ไปก่อน  เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นเรื่องยาว ขอเก็บเอาส่วนของ 12  พันธสัญญาของรัฐบาล  ขอเอาส่วนของ 15 สาขาอุตสาหกรรมที่จัดเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  รวมทั้งโครงสร้างการบริหารจัดการและกำหนดนโยบายเอาไว้ก่อน  ค่อยเล่าสู่กันฟังวันหลัง    วันนี้ขอเอาเฉพาะส่วนของโครงสร้างการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการศึกษามาเล่าสู่กันฟังเพื่อที่จะได้เห็นภาพว่าเขาจะเกี่ยวกันกับเรา  หรือเราจะไปเกี่ยวกันกับเขาอย่างไรเสียก่อนโดยจะสรุปก่อนเข้าเรื่องถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ดังนี้

          Creative Economy  เป็น  economic model ใหม่ที่รัฐบาลมุ่งจะเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในรูปแบบใหม่บนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย  หรือสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าที่มีอยู่เดิมในกลุ่มอุตสาหกรรม      หรือกลุ่มสินค้าที่ต้องแข่งขันด้วยการขายความคิดสร้างสรรค์  แล้วใส่  Branding  ตราสินค้าของไทยเราลงไป  เช่น ในอุตสาหกรรมการ   ขายไอเดีย ขายดีไซน์  ขายนวัตกรรม  หรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์  หรือการผลิต Animation  เพราะรัฐบาลมองเห็นว่า เศรษฐกิจตามโครงสร้างและรูปแบบปัจจุบันนั้นทำให้ประเทศไทยแข่งขันกับใครไม่ได้  เพราะปัญหาการที่เราลงทุนในเรื่อง R&D ต่ำไม่สามารถที่จะต่อสู้ในเรื่องการพัฒนา Technology ต่าง ๆกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้   ครั้นจะแข่งขันกับประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราก็มีปัญหาในเรื่องแรงงานที่เขาถูกกว่าเรา และมิหนำซ้ำทรัพยากรบางอย่างก็มีต้นทุนการได้มาที่ต่ำกว่า ทางเลือกในอนาคตที่เหลืออยู่สำหรับการสร้างความเติบโตฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วก็คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมุ่ง เน้นพัฒนาสินค้าที่เพิ่มมูลค่าเพิ่ม ด้วย  Creative Economy  เพื่อสร้างตลาดใหม่ของเรา

          Creative  Economy  นั้นเป็นการปฏิรูปสังคม  ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปแนวคิดแห่งชาติเลยทีเดียว  ดังนั้นการที่จะให้พันธสัญญา 12 ข้อของรัฐบาลนั้นจะขับเคลื่อนได้ต้องมีโครงสร้างหลักๆ    สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อผลักดันเศรษฐกิจ สร้างสรรค์  4 หลักเสียก่อน   แต่ผมก็จะยังไม่ลงลึกบอกรายละเอียดของทั้งสี่โครงสร้างเลยในขณะนี้ แต่จะบอกเพียงว่า   หนึ่งในสี่หลักที่เป็นเหตุให้  Creative Park University  ของโยนกเราเข้าไปเกี่ยวโยงด้วยก็คือโครงสร้างด้าน  Creative Education & Human Resource  ของปฏิบัติการ Creative Economyนั่นเอง 

          ในแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลกำหนดไว้ว่าในปีการศึกษา 2553  จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้ง ตำรา  การเรียนการสอนในระบบการศึกษาทุกระดับทั้ง ประถม  มัธยม อาชีวะ และอุดมศึกษา   จะต้องเตรียมอบรมครู เพื่อเปลี่ยนการสอนในรูปแบบเดิมเป็นการสอนใน  Creative Class    ในระดับต้นประมาณการไว้ว่าจะต้องมีการ  Training  บรรดาครูทั่วประเทศทุกระดับ จำนวนประมาณ  500,000 คนก่อน  เพื่อจะให้สามารถสอนให้เด็กไทยให้หลุดออกจากกรอบเดิม  สามารถแสดงออกในเรื่องความคิดสร้างสรรค์  จินตนาการ และใช้ความสามารถของเขาเองได้อย่างเต็มที่  ไม่ใช่ในกรอบที่อาจารย์ผู้สอนกำหนดหรือต้องการให้เป็นในชั้นเรียนประเภท  Creative class  เพราะประเทศไทยต้องการสร้างสังคมใหม่ที่เป็น   Creative Society  ตำแหน่งครองตลาดของมหาวิทยาลัยโยนกก็จะเป็น   Creative Park University   “อุทยานการศึกษาแห่งการสร้างสรรค์”  ก็คงจะชัดเจนแก่ทุกท่านว่าเราจะเป็นมหาวิทยาลัยแรก ๆ ทีเดียวที่ประกาศตนว่าเราจะสอนแบบ Creative Class ของรัฐบาลที่ว่าไว้ข้างต้น   เราจะบ่มเพาะให้นักศึกษาของเรามีความคิดสร้างสรรค์  มีจินตนาการ  มีความสามารถอย่างเปี่ยมล้นที่จะคิด  หรือทำสิ่งแปลกใหม่ให้เกิดขึ้น  เพื่อให้สำเร็จการศึกษาออกไปสู่สังคม  Creative Society   ที่ต้องการกองกำลังทรัพยากรมนุษย์พันธ์ใหม่เข้าไปช่วยเพิ่มมูลค่าเข้าไปให้กับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์

          จะทำภารกิจนี้ให้ลุล่วงและสำเร็จได้  มหาวิทยาลัยโยนกของเราคงต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ยิ่งกว่าการเปลี่ยนของ Business Process  Re-Engineering  อย่างที่ตำราการบริหารจัดการพูดถึง   การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการบริหารจัดการองค์กรในยุคที่ผ่านมา  เพราะการเปลี่ยนคราวนี้จะเป็นการเปลี่ยนทั้งหมดทั้งองค์กรอย่างพลิกฝ่ามือจากหน้ามือเป็นหลังมือในรูปแบบที่เรียกว่า  Business Process  Transformation  คือเปลี่ยนทั้งแนวคิด โครงสร้าง  วัฒนธรรมองค์กร คุณค่าหลัก  แนวทาง และกระบวนการบริหารจัดการใหม่โดยสิ้นเชิง      บุคลากรทุกคนทุกระดับต้องเตรียมตัว  ปรับตัวยิ่งกว่าคิดใหม่ ทำใหม่  ถ้าเปรียบเป็นน้ำที่อยู่ในแก้ว  บัดนี้รูปทรงของแก้วต้องเปลี่ยนไปแล้ว  รูปทรงของน้ำที่มองเห็นใหม่ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตามกันไปด้วย  โปรดเตรียมตัวให้พร้อม.  และมหาวิทยาลัยคงจะต้องใช้เทคนิค 3 E เพื่อการเปลี่ยนแปลงของ Prof. W Chan Kim   เจ้าของแนวคิดกลยุทธ์ท้องทะเลสีคราม ( Blue Ocean Strategy ) ที่ผมเคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งแล้ว คือ  Engagement  ดึงพนักงานทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลง  และ Explanation  คือให้คำอธิบายถึงวิธีการที่จะทำการเปลี่ยนแปลงจนเป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง  และสุดท้าย Expectation  คือการบอกเป้าหมายสุดท้ายที่คาดหวังให้ชัดเจนเพื่อที่ทุกคนจะได้พยายามก้าวไปให้ถึงเป้าหมายที่คาดหวังไว้ให้ได้

นิยม  จันทกูล

คณะบริหารธุรกิจ

27/ 11 / 52

(ที่มาของข้อมูล : จากบทความเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างอย่างไรจึงจะสร้างชาติ” ในวารสาร SMEs Today  ปีที่ 7  ฉบับที่ 84  ประจำเดือนตุลาคม 2552 ).

โพสท์ใน คณะบริหารธุรกิจและรัฐประศาสนศาสตร์, บริหารธุรกิจ | ติดป้ายกำกับ , , , , | ปิดความเห็น บน Creative Economy ของรัฐบาลไทย กับ Creative Park University ของมหาวิทยาลัยโยนก

ประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความพึงพอใจของ DB

26 พ.ย.52 วันนี้ไปประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบฐานข้อมูลรวม 15 คน ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยผมยกร่าง ตารางการเข้าประเมินระบบฐานข้อมูล และแบบประเมินทั้ง 3 ประเภทได้แก่ 1)แบบประเมินประสิทธิภาพ 2)แบบประเมินความปลอดภัย และ 3)แบบประเมินความพึงพอใจ ก็มีเรื่องให้ประหลาดใจว่า กรรมการไม่ติดใจเรื่องของแบบประเมินมากนัก เมื่ออธิบายในประเด็นที่มีข้อสงสัยก็เข้าใจกันทุกคน
     แต่มาติดใจตั้งแต่ 2 ระบบแรก ตามข้อมูลใน ตารางเข้าประเมินระบบฐานข้อมูล เรื่อง การประเมินที่ขึ้นกับชื่อระบบในประเด็นที่สัมพันธ์ กับ ความหมายของคำว่าระบบฐานข้อมูลออนไลน์ ซึ่งอธิบายให้ทุกคนได้คลายข้อสงสัยว่า ระบบฐานข้อมูลแบ่งเป็น 3 ส่วนได้แก่ 1)ผู้ส่งข้อมูลเข้า (Input) 2)การประมวลผลหรือกระบวนการทำงาน (Process) และ 3)ผู้รับข้อมูลไปใช้ประโยชน์ (Output) โดยการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยจะจัดทีมที่เข้าใจเข้าไปประเมินทีละระบบ ซึ่งประเมินในส่วนของ การประมวลผลหรือกระบวนการทำงาน (Process)
     แต่การประเมินความพึงพอใจ จะประเมิน Input กับ Output ซึ่งไม่จำเป็นที่ผู้ตอบแบบสอบถาม ต้องสัมผัสกับเครื่องบริการโดยตรง หรือไม่จำเป็นที่ระบบนั้นต้องเป็นออนไลน์ กว่าจะคลายข้อสงสัยได้ก็ใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง แต่ผมก็ว่าคุ้ม เพราะถ้าวันนี้ทุกคนเข้าใจ งานก็จะเดิน การประเมินตามแผนการประกันคุณภาพการศึกษา และการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่สะดุด ถือว่าวันนี้คุ้มที่ได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนบุคลากร

ประชุมเสร็จผมก็ทำหนังสือแจ้งกำหนดการ
๑. หน่วยงานที่ดูแลระบบฐานข้อมูลเตรียมความพร้อมรับการประเมิน
๓๐ พ.ย.–๔ ธ.ค.๕๒
๒. ทีมประเมินประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเข้าประเมินฯ
๒ ธ.ค.–๑๑ ธ.ค.๕๒
๓. เจ้าหน้าที่ IT เก็บข้อมูลการประเมินความพึงพอใจฯ
๓๐ พ.ย.–๑๑ ธ.ค.๕๒
๔. เจ้าหน้าที่ IT สรุปผลและจัดทำรายงานการประเมินส่งให้หน่วยงาน
๓๐ ธ.ค.๕๒
๕. คณะกรรมการฯ ประชุมวิพากษ์ผลประเมินและแบบประเมิน
ก.พ.๕๓

     วันนี้ผมยกให้กับ อ.แดน เป็นพระเอกในเวที เพราะท่านช่วยให้ความกระจ่าง ช่วยให้เวทีผ่อนคลายอย่างได้ผล ช่วยให้การโต้เถียงที่รุนแรงลดลง เพราะในเวทีมีหลายท่านกล้าพูด กล้าคิดในมุมของตน กล้าออกนอกกรอบ ด้วยผมก็รู้ว่าทุกคนมีเจตนาดี และแล้วก็กลับเข้าที่เข้าทาง ยังมีอีกหลายท่านก็พยายามช่วยกันกำกับเวที ทั้ง อ.นุ้ย และน้องแบงค์ ก็ขอบคุณด้วยเช่นกันที่ทำให้การประเมินครั้งที่ไม่ล้มไปซะก่อน
http://www.thaiall.com/yonok/52_project_poll_database_v3.doc

โพสท์ใน งานระบบบริการสารสนเทศ | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความพึงพอใจของ DB

“ผู้เรียนเป็นสำคัญ” ไม่ใช่เรื่องง่าย

คำว่า “จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” ไม่ใช่คำใหม่ เราได้ยินกันมานานแล้ว และผมเชื่อว่าอาจารย์หลายท่านก็ได้ใช้หลักการดังกล่าวในการเรียนการสอนของรายวิชาต่างๆ กันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีการจัดเก็บวิธีการสอนของอาจารย์แต่ละคนอย่างเป็นระบบ จึงไม่มีการแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนเพื่อการเรียนรู้และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในปีต่อๆ ไป อาจารย์ที่เพิ่งมาสอนใหม่ๆ จึงต้องใช้วิธีการสอนแบบ “มวยวัด” กว่าจะเข้าที่เข้าทางอาจเป็นปีหรือนานกว่านั้น ในเรื่องนี้ผมขอแบ่งปันประสบการณ์สัก ๑ เรื่อง ที่ได้พบจากการสอน BCOM 100 ให้กับ Freshmen BBA Students ในวันนี้ หัวข้อคือ การสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวด้วย Google Sites ผมเริ่มต้นด้วยการอธิบายทีละขั้นตอนผ่านสไลด์ Powerpoint และสาธิตปฏิบัติจริงผ่าน Web Google จากนั้นให้นักศึกษาปฏิบัติเองในห้องเรียนด้วย Notebook ส่วนตัว ผ่านไป ๑/๒ ชั่วโมง ผลที่ได้คือ มีทั้งที่ทำเสร็จตามเป้าหมายของวันนี้ บางคนสำเร็จเพียงครึ่งเดียว บางคนยังอยู่ที่จุด Start ผมจึงอยากบอกเพียงว่า การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีปัจจัยแวดล้อมหลายตัวที่เกี่ยวข้อง การใช้วิธีการหรือเครื่องมือตามที่ สกอ. ระบุมาให้ในคู่มือประกันคุณภาพ นอกจากต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนในรายละเอียดเมื่อนำไปปฏิบัติกับ Input ที่แตกต่างกัน และอาจารย์ผู้สอนเองก็ต้องเลือกใช้วิธีการที่ตนเองถนัดด้วย เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย “อย่าคิดคนเดียว ต้องระดมสมอง แลกเปลี่ยน รับฟัง และยอมรับในมติ”

โพสท์ใน KM:ด้านการผลิตบัณฑิต | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน “ผู้เรียนเป็นสำคัญ” ไม่ใช่เรื่องง่าย

ให้คำปรึกษาศิษย์ใต้บรรไดที่บ้าน

ittiphon
25 พ.ย.52 ในคณะวิทย์ใครต่อใครต่างรู้จัก น้องอิทธิพล หรือที่ผมเรียกว่าลูกศิษย์ เพราะ ร.คณบดีก็พูดถึง อาจารย์ผู้สอบหัวข้อก็พูดถึง ส่วนผมรับช่วงเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่ ก็ต้องดูแลศิษย์คนนี้ให้เต็มที่หน่อย ก็ต้องบอกว่าตอนนี้ลงทะเบียนเรียนเรียบร้อยแล้ว จึงมีเวลาทำงานอีกหลายเดือน แต่เขาก็จะเร่งให้เสร็จในวันนี้วันพรุ่ง ผมก็เอาใจช่วย เพราะเขาว่างเฉพาะตอนเย็น 1)การเข้าพบที่จริงจังนับได้ว่าวันนี้วันพุธเป็นครั้งที่ 2 โดยดูเพียงเอกสารก็ถือว่าเอกสารผ่านไปแล้วกว่า 80% 2)โดยครั้งแรกวันจันทร์ดูทั้งโปรแกรมและเอกสาร ซึ่งถ้าประเมินความสมบูรณ์ให้ได้เพียง 70% เพื่อนที่มาด้วยก็ยังชมเลยว่า ถ้าเมื่อก่อนมาพบอาจารย์ใต้บรรไดบ้านอย่างนี้บ่อย ๆ ป่านนี้จบไปแล้ว ผมก็เชื่อว่าถ้ามีเพื่อนคุมอย่างนี้ น่าจะสำเร็จการศึกษาได้ในไม่ช้า เพราะเขามีศักยภาพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว .. ดูจากภาพแล้วเขาก็ช่างพูดอยู่ไม่น้อยนะครับ

โพสท์ใน KM:ด้านการผลิตบัณฑิต, คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ให้คำปรึกษาศิษย์ใต้บรรไดที่บ้าน

ผมเกือบล้มแผน KM ของอ.บุ๋ม แล้ว

25 พ.ย.52 ในการประชุมวันนี้ อ.บุ๋มและผม ได้ร่วมกันยกร่างแผน KM ของคณะ มีการกำหนดเป้าหมาย และหน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม ซึ่งใช้เป็นต้นแบบประกอบการประชุม ประกอบด้วย 1)แผนการจัดการความรู้ 2)แบบฟอร์มกรอกประเด็นความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ สำหรับการบ่งชี้ความรู้ เช่น หลักธรรม วิธีการ เครื่องมือ และประสบการณ์ 3)ความหมายของการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในคู่มือประกันคุณภาพ 4)รายงานการประชุมที่มีการดำเนินการตามกิจกรรมที่ 1 มาแล้ว
     หลังจากเริ่มประชุมเพียง 5 นาทีแรก ผมก็เกือบล้มแผน KM ตามแนวทางในแผนซึ่ง ก.พ.ร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กำหนดแนวทางไว้ นี่นับเป็นอีกครั้งที่ผมเกือบจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา ซึ่งมติที่ประชุมจะหันไปมุมการทำแผนแก้ปัญหา หรือแผนปรับการเรียนการสอน เฉพาะวิชาหนึ่งของคณะ ในเป้าหมายเรื่อง “การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” ซึ่งไม่ใช่แผนการจัดการความรู้ในแบบที่มีการปฏิบัติกันทั่วไป แต่งานนี้ อ.บุ๋ม ท่านไม่ยอมให้แผนถูกล้มหรือผลิกเป็นแผนอะไรก็ไม่รู้ เพราะท่านเข้าใจอย่างถ่องแท้ และรู้ว่าถ้าพลิกแผนจะตอบคำถาม อย่างที่เคยถูก อ.ทัน เคยเคี่ยวในเวทีประเมินมาแล้วได้ลำบากขึ้น ท่านจึงเปิดเวทีแลกเปลี่ยนใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่าหนึ่งชั่วโมงให้ทุกคนได้เข้าใจ ว่าขั้นตอนเหล่านี้มีรายละเอียดอย่างไร จะพลิกแผนเป็นแผนอื่นก็จะผิดไปจากที่ควร .. สรุปว่าแผนครั้งนี้ไม่ถูกล้ม ยังคงเป็นแผนตามมาตรฐานการจัดการความรู้เช่นเดิม .. แต่ผมขู่ อ.บุ๋ม ไปว่า ถ้าครั้งต่อไปอาจารย์ไม่ร่วมประชุมล่ะก็มีหวังผมล้มแผน KM ในที่ประชุมเป็นแน่ .. ขอเอาใจช่วยให้แผน KM ยังคงเป็นแผน KM ไม่ถูกปรับแก้ไปตามความเข้าใจเดิมเดิม
     งานนี้สรุปได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าแผน KM ไม่มีชื่อผมก็คงจะไม่มีการเสนอล้มแผน KM เป็นแผนอื่น  เพราะผมเป็นพวกเคยชินกับความล้มเหลว ใครกำหนดอะไรมาแปลกผมเป็นต้องร้องทักไปแต่ถ้าการทำตัวเป็นจิ้งจกร้องทักของผมทำแล้วไม่เกิดผล ผมก็จะทำใจยอมรับกับชะตานั้น คงเพราะผมเคยชินกับการเขียนโปรแกรมแล้ว compile ไม่ผ่านมามาก เคยชินกับการเขียนโปรแกรมแล้วไม่มีคนใช้ ก็เลยชินครับ .. สรุปว่าผมเขียนเล่าเรื่องวิบากกรรมที่ผมกับอ.บุ๋ม พบในวันนี้ ก็เท่านั้นเอง
+ http://www.thaiall.com/km/indexo.html
+ http://www.thaiall.com/km/handbook_2549.doc
+ http://blog.yonok.ac.th/burin/1140/

โพสท์ใน KM:ด้านการผลิตบัณฑิต | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ผมเกือบล้มแผน KM ของอ.บุ๋ม แล้ว

บริการวิชาการ 2 โครงการที่บ้านดง

บริการวิชาการที่ อบต.บ้านดง บริการวิชาการที่ อบต.บ้านดง

18 พ.ย.52 อาจารย์ทนงศักดิ์ เมืองฝั้น หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ อาจารย์เกศริน  อินเพลา หัวหน้าสาขาวิชาระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยโยนก เป็นวิทยากรให้บริการวิชาการใน โครงการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย และ โครงการความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  แก่บุคลากรอบต.บ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ณ ที่ทำการอบต.บ้านดง เมื่อวันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 โดย นายศุกร์ ไทยธนสุกานต์ นายกอบต.บ้านดง และ นางสาวณภัทร หวันแก้ว ปลัดอบต.บ้านดง ให้การต้อนรับ มีบุคลากรร่วมรับการอบรมจำนวน 21 คน
+ http://www.bandongmaemoh.ob.tc/council.html
+ http://www.thaiall.com/yonok/52_service_bandong.zip

โพสท์ใน คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ, วิทยาการคอมพิวเตอร์ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน บริการวิชาการ 2 โครงการที่บ้านดง