Posts Tagged ‘การจัดการ’

การปรับตัวเข้ากับระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย

Thursday, June 16th, 2016

 

rmis

rmis

ความรู้เรื่องการผลิตผลงานวิจัย งานวิชาการ หรืองานสร้างสรรค์ เพื่อการเผยแพร่นั้นมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ แหล่งทุนก็เป็นประเด็นพูดคุยในคณะวิชาว่าแหล่งทุนจากส่วนกลาง มีหลายแหล่ง อาทิ
สกว. หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
http://www.trf.or.th/
สสส. หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
http://www.thaihealth.or.th/
วช หรือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
http://www.nrct.go.th/
ซึ่งมีฐานข้อมูลให้สืบค้นมากมาย

แล้วเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ด้านการวิจัยมีดังนี้

  1. แผนการจัดการความรู้ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ 2558

http://doc.nation.ac.th/sarit58/KM_Plan_IT_58.doc

  1. เอกสารอบรมระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย 2558

http://doc.nation.ac.th/sarit58/RMIS_System_V41.pptx

  1. คู่มือนักวิจัย 2556

http://doc.nation.ac.th/sarit56/ResearchHandbook_Nation_2556.pdf

อ.จีรศักดิ์ ประทุมรัตน์ ได้แบ่งปันข้อมูลระบบบริหารจัดการงานวิจัยแห่งชาติ
ให้กับเพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัยได้ทราบว่า ทุนที่เปิดรับข้อเสนองานวิจัย ยังเปิดรับอยู่
ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://www.nrms.go.th/

– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : โครงการความร่วมมือไทย-จีน (NRCT-NSFC) แผนงาน Future Earth ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2559 – 31 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : ทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทบัณฑิตศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2560 ระดับปริญญาโท ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2559 – 20 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย – ทุนบัณฑิต (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : ทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทบัณฑิตศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2560 ระดับปริญญาเอก ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2559 – 20 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย – ทุนบัณฑิต (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : ทุนอุดหนุนการวิจัยร่วม Joint Research Program (NRCT-JSPS) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 8 กันยายน 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองการต่างประเทศ (กกต.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560001 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 ข้าว ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560002 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 มันสำปะหลัง ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560003 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 ยางพารา ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560004 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 อ้อยและน้ำตาล ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560005 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 ปาล์มน้ำมัน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560006 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 พืชสวน/พืชไร่ (เช่น ข้าวโพด ไม้ผล พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560007 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 สัตว์เศรษฐกิจ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560008 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 พลาสติกชีวภาพ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560009 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 สมุนไพรไทย อาหารเสริมและสปา ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560010 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 อาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าและความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค และการค้า ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560011 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560012 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560013 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การคมนาคมขนส่งระบบราง ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560014 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560015 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การศึกษาและสร้างสรรค์การเรียนรู้ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560016 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การแพทย์และสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560017 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 ประชาคมอาเซียน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560018 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การบริหารจัดการการท่องเที่ยว ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560019 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 มนุษยศาสตร์ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560020 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การวิจัยพัฒนาพฤติกรรมเยาวชนและสังคมไทย ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560021 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560022 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศความหลากหลายทางชีวภาพ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560023 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560024 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560025 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การสร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560026 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 เทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านวัสดุนาโนและนาโนเทคโนโลยี ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560027 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 ผลกระทบการใช้แร่ใยหินและศึกษาวัสดุทดแทน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560028 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 ผู้สูงอายุ และคนพิการ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560029 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560030 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560031 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 เศรษฐกิจพอพียง ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560032 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 ความมั่นคงของรัฐและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ด้านการต่อต้านการทุจริต ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : (ทดสอบ)ทุนงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 19 เมษายน 2559 – 30 สิงหาคม 2559 แหล่งทุน : เงินงบประมาณแผ่นดิน (สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (กมว.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : ทุนงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2559 (สำหรับโครงการที่เข้าใหม่) ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม 2558 – 31 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : เงินงบประมาณแผ่นดิน (สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (กมว.))


ในปีการศึกษา 2558 คณะวิชาให้ความสำคัญกับระบบการบริหารจัดการงานวิจัย
ซึ่งครอบคลุมประเด็นการผลิตผลงานวิจัย งานวิชาการ หรืองานสร้างสรรค์
โดยอาจารย์สามารถส่งผลงานวิชาการเข้าสู่ระบบ และผ่านการพิจารณาอย่างเป็นระบบ
เป็นการกระตุ้นให้อาจารย์มีความสนใจในการทำวิจัย
ลักษณะผลงานที่นำเข้าระบบได้มีให้เลือกหลายรูปแบบ
ซึ่งทำให้เข้าใจว่าบทบาทของอาจารย์จะต้องทำผลงานวิชาการแบบใด

ประกอบด้วย
1. เอกสารเชิงหลักการ (Concept paper)
2. ข้อเสนอโครงการ (Proposal)
3. สัญญา/บันทึกอนุมัติ (Promise)
4. รายงานความก้าวหน้า (Progress)
5. รายงานฉบับสมบูรณ์ (Fullpaper)
6. บทความนำเสนอ (Proceeding)
7. บทความตีพิมพ์ (Journal)
8. เอกสารรับรองการใช้ประโยชน์ (Advantage Certification)
9. การนำเสนอผลงานในลักษณะอื่นๆ (Others)

เพื่อให้ระบบบริหารจัดการงานวิจัยมีผลสัมฤทธิ์ จึงมีการพัฒนา
ระบบ RMIS โดยอ้างอิงตามนโยบายของ ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร
และเปิดใช้งานระบบที่โดยเชื่อมโยงกับระบบรายงานการปฏิบัติงาน
และมีการอบรมให้ความรู้ทั้งความสัมพันธ์ของงานวิจัยกับการประกันคุณภาพ
และการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการประเมินผลการปฏิบัติงาน
ซึ่งบุคลากรเข้าใช้งานระบบได้ที่ http://it.nation.ac.th/rmis

การเปิดตลาดการค้าบริการของไทยในเวทีโลก

Friday, February 5th, 2010

         ได้มีโอกาสเข้ารับฟังการถ่ายทอดความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนาของท่านอาจารย์สิริรัตน์  เลิศมี-มงคลชัย ที่ท่านได้เข้าร่วมสัมมนาการเปิดตลาดการค้าบริการของไทยในเวทีโลก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 โดยเฉพาะเรื่องของการการเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Area) และผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจการขนส่ง การศึกษา และสปา รวมถึงข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ โดยให้ข้อมูลความคืบหน้าของการเจรจาเปิดการค้าเสรีระหว่างไทยกับประเทศคู่เจรจา

         เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมาย เพื่อลดภาษีศูลกรกรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็น 0% และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การนำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านการค้า โดยการลดภาษี และอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก แต่เขตการเค้าเสรีในระยะหลังๆ นั้น รวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการและการลงทุน

          แล้วเรื่องการเตรียมบุคลากรหรือทรัพยากรบุคคลด้านต่างๆ ได้มีการเตรียมตัวมากน้อยขนาดไหน ? เป็นคำถามที่จะทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันหาคำตอบ และร่วมกันในการเตรียมการพร้อมรับมือกับ FTA เราลองมาดูในแต่ละประเด็นกันครับ

         ผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจด้านลอจิสติกส์

         เนื่องจากมาตรฐานของลอจิสติกส์ไทยยังอยุ่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานสากล และมีต้นทุนสูงถึงร้อยละ 19 ของ GDP ประเทศไทย ภายใต้พันธกรณีที่ได้เปิดตลาดลอจิสติกส์ในองค์การค้าโลก โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน และจัดตั้งธุรกิจไทย แต่ให้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 ปัจจุบันบริษัทที่ทำธุรกิจลอจิสติกส์ในระดับนานาชาติจะเป็นของต่างชาติส่วนใหญ่ การจัดอันดับดัชนีโลจิสติกสส์ของธนาคารโลกปี 2550 พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 31 จาก 150 ประเทศ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยของเราจะต้องเตรียมบุคลากร หรือทรัพยากรบุคคลให้พร้อม ทั้งในเรื่องของภาษาและความสามารถของบุคลากรที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์นี้

          ผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจสปา

          วิทยากรได้นำเสนอระดับของการจัดอันดับธุรกิจสปาระดับโลก ซึ่งก็มีธุรกิจสปาของไทยที่ติดอันดับ โดยการจัดระดับประจำปี 2009 จากนิตยสาร Travel & Leisure (World Best Spas 2009) ถึง 7 แห่ง คือ

  1. Anatare Koh Sansui Resort and Spa        95.07
  2. Four Season Resort Chiangmai                 94.96
  3. Mandarin Friengal Bangkok                       94.61
  4. Anatara Hua Hin Resort Spa                      94.21
  5. Mandarin Oriental Dhara Dhevi Chiangmai          92.19
  6. Shangri-La Hotel Bangkok                                           91.8
  7. Penninsula Bangkok                                                       90.63

          ทั้งนี้เป็นผลจากการให้บริการแก่ผู้มาเยือน ด้วยความใส่ใจ และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสปาไทย ถึงแม้ว่าประเทศไทยเราจะมีติดอันดับหลายแห่งด้วยกัน แต่ประเทศไทยเราก็ควรที่จะพัฒนาบุคลากรให้พร้อมในการดำเนินธุรกิจสปา และให้ความรุ้ด้าน FTA ต่อผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจสปาเช่นเดียวกัน

          ผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจบริการ

          ธุรกิจการศึกษาของบไทยไม่ได้ติดอันดับท็อปเทนโลกเหมือนประเทศสิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ดังนั้นการเปิดสาขาชองสถาบันการศึกษาไทยในต่างประเทศจำเป็นต้องศึกษาการประกันคุณภาพการศึกษาที่ต่างประเทศกำหนด ซึ่งเป็นมาตรฐานตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ   ดังนั้นการดำเนินธุรกิจการศึกษาในต่างประเทศ จึงควรเลือกในสิ่งที่ต่างประเทศไม่มี หรือเป็นเอกลักษณ์ของไทย เป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ เช่น มวยไทย สอนทำอาหารไทย นวดแผนไทย การฝึกโยคะ การทำสมาธิ เป็นต้น  ธุรกิจบริการก็เช่นกัน เราควรเตรียมความพร้อม และมองภาพรวมของการรับมือกับ FTA ที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน

          และในฐานะที่ท่านได้มีโอกาสเรียนในวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ ท่านจะมีแนวทางในการรับมือกับ FTA อย่างไรบ้าง ? พร้อมทั้งจะมีจะมีแนวทางการพัฒนาทรัพยากรด้านบุคคลอย่างไร เมื่อมันกำลังจะเข้ามาแล้ว !!!!!

Creative Economy ของรัฐบาลไทย กับ Creative Park University ของมหาวิทยาลัยโยนก

Monday, November 30th, 2009

Creative Economy  ของรัฐบาลไทย กับ Creative Park University   ของมหาวิทยาลัยโยนก

          นับว่าเป็นก้าวใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง    ที่มหาวิทยาลัยโยนกของเรากำลังกำหนดตำแหน่งครองตลาดของเราใหม่เป็น  Creative Park University  ผมจะขออนุญาตใช้ความรู้ภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ที่สำเนียงเป็นไทยของผมแบบที่เขาเรียกกันว่า “ Tinglish” อย่างที่อาจารย์สอนภาษาอังกฤษตอนเด็กๆ  ของผมบอก โดยแปลเอาเองว่า  “อุทยานการศึกษาแห่งการสร้างสรรค์”  และจะเรียกอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะมีชื่อเป็นทางการออกมา   เราคงจะต้องคอยรอดูว่า  กลยุทธ์ และ แผนการปฏิบัติการที่จะเป็น Creative Park University  นั้นต้องทำอย่างไร ? และพวกเราทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้ละมืออย่างสุดกำลังความสามารถอย่างไร ? แต่ในตอนนี้ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมผมเอาไปเกี่ยวพันกับนโยบาย Creative Economy  ของรัฐบาลได้อย่างไร   ก่อนอื่นก็อยากจะปูพื้นฐานก่อนว่าขณะนี้ในวงราชการ คำว่า  “Creative”  กำลังเป็นคำ  Top Hit  ในยุครัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 เป็นต้นมารัฐบาลประกาศเป็นวัน Kick Off เริ่มเดินเครื่อง  ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)   ของประเทศ  โดยรัฐบาลได้ประกาศพันธสัญญา (Commitment) 12 ข้อและกำหนด เป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยโมเดลใหม่คือระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ มี   2 เป้าหมาย   คือ จะสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเชียน (Asean) และ จะเพิ่ม GDP ของประเทศเฉพาะในอุตสาหกรรมประเภทขายการสร้างสรรค์ที่ยังเติบโตอยู่ในขณะนี้จากระดับ 10 % ไปให้ถึง 20 %  ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ประกาศพันธสัญญา  โดยตกลงจะทุ่มงบประมาณใส่เข้าไปถึง 20,000 ล้านบาท เริ่มจากปีงบประมาณ 2553    จะเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทยโดยให้  สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบรรจุนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์  เป็นแกนหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11   และรัฐบาลชุดนี้จะเริ่มลงมือดำเนินการทันทีโดยให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการร่วมกันกำหนดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ  มาอยู่ในโครงสร้างเดียวกันจัดตั้งเป็นสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง และปูทางให้เปลี่ยนเป็นองค์กรมหาชนในอีกสองปีข้างหน้าเพื่อสามารถทำงานต่อเนื่องตลอดไปไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่   ภายใต้โครงสร้างเดียวกันการทำงานจะเป็นเอกภาพและสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จนบรรลุผลตามพันธสัญญา 12 ข้อของรัฐบาลที่ประกาศไว้   โดยกำหนดจะให้การรวมโครงสร้างหน่วยงานนี้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากวันประกาศ   และจะร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติกับภาคีภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติภายใต้หลักการของ  Public Private Partnership (PPP)   นายอลงกร  พลบุตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  แกนหลักของนโยบายนี้ประกาศว่าจะพยายามเตรียมการทุกอย่างให้เสร็จก่อนภายในสิ้นปี 2552

          เกริ่นนำมาพอสมควรแล้ว   ผมจะขอผ่านรายละเอียดเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างอื่น ๆ ไปก่อน  เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นเรื่องยาว ขอเก็บเอาส่วนของ 12  พันธสัญญาของรัฐบาล  ขอเอาส่วนของ 15 สาขาอุตสาหกรรมที่จัดเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  รวมทั้งโครงสร้างการบริหารจัดการและกำหนดนโยบายเอาไว้ก่อน  ค่อยเล่าสู่กันฟังวันหลัง    วันนี้ขอเอาเฉพาะส่วนของโครงสร้างการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการศึกษามาเล่าสู่กันฟังเพื่อที่จะได้เห็นภาพว่าเขาจะเกี่ยวกันกับเรา  หรือเราจะไปเกี่ยวกันกับเขาอย่างไรเสียก่อนโดยจะสรุปก่อนเข้าเรื่องถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ดังนี้

          Creative Economy  เป็น  economic model ใหม่ที่รัฐบาลมุ่งจะเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในรูปแบบใหม่บนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย  หรือสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าที่มีอยู่เดิมในกลุ่มอุตสาหกรรม      หรือกลุ่มสินค้าที่ต้องแข่งขันด้วยการขายความคิดสร้างสรรค์  แล้วใส่  Branding  ตราสินค้าของไทยเราลงไป  เช่น ในอุตสาหกรรมการ   ขายไอเดีย ขายดีไซน์  ขายนวัตกรรม  หรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์  หรือการผลิต Animation  เพราะรัฐบาลมองเห็นว่า เศรษฐกิจตามโครงสร้างและรูปแบบปัจจุบันนั้นทำให้ประเทศไทยแข่งขันกับใครไม่ได้  เพราะปัญหาการที่เราลงทุนในเรื่อง R&D ต่ำไม่สามารถที่จะต่อสู้ในเรื่องการพัฒนา Technology ต่าง ๆกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้   ครั้นจะแข่งขันกับประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราก็มีปัญหาในเรื่องแรงงานที่เขาถูกกว่าเรา และมิหนำซ้ำทรัพยากรบางอย่างก็มีต้นทุนการได้มาที่ต่ำกว่า ทางเลือกในอนาคตที่เหลืออยู่สำหรับการสร้างความเติบโตฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วก็คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมุ่ง เน้นพัฒนาสินค้าที่เพิ่มมูลค่าเพิ่ม ด้วย  Creative Economy  เพื่อสร้างตลาดใหม่ของเรา

          Creative  Economy  นั้นเป็นการปฏิรูปสังคม  ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปแนวคิดแห่งชาติเลยทีเดียว  ดังนั้นการที่จะให้พันธสัญญา 12 ข้อของรัฐบาลนั้นจะขับเคลื่อนได้ต้องมีโครงสร้างหลักๆ    สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อผลักดันเศรษฐกิจ สร้างสรรค์  4 หลักเสียก่อน   แต่ผมก็จะยังไม่ลงลึกบอกรายละเอียดของทั้งสี่โครงสร้างเลยในขณะนี้ แต่จะบอกเพียงว่า   หนึ่งในสี่หลักที่เป็นเหตุให้  Creative Park University  ของโยนกเราเข้าไปเกี่ยวโยงด้วยก็คือโครงสร้างด้าน  Creative Education & Human Resource  ของปฏิบัติการ Creative Economyนั่นเอง 

          ในแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลกำหนดไว้ว่าในปีการศึกษา 2553  จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้ง ตำรา  การเรียนการสอนในระบบการศึกษาทุกระดับทั้ง ประถม  มัธยม อาชีวะ และอุดมศึกษา   จะต้องเตรียมอบรมครู เพื่อเปลี่ยนการสอนในรูปแบบเดิมเป็นการสอนใน  Creative Class    ในระดับต้นประมาณการไว้ว่าจะต้องมีการ  Training  บรรดาครูทั่วประเทศทุกระดับ จำนวนประมาณ  500,000 คนก่อน  เพื่อจะให้สามารถสอนให้เด็กไทยให้หลุดออกจากกรอบเดิม  สามารถแสดงออกในเรื่องความคิดสร้างสรรค์  จินตนาการ และใช้ความสามารถของเขาเองได้อย่างเต็มที่  ไม่ใช่ในกรอบที่อาจารย์ผู้สอนกำหนดหรือต้องการให้เป็นในชั้นเรียนประเภท  Creative class  เพราะประเทศไทยต้องการสร้างสังคมใหม่ที่เป็น   Creative Society  ตำแหน่งครองตลาดของมหาวิทยาลัยโยนกก็จะเป็น   Creative Park University   “อุทยานการศึกษาแห่งการสร้างสรรค์”  ก็คงจะชัดเจนแก่ทุกท่านว่าเราจะเป็นมหาวิทยาลัยแรก ๆ ทีเดียวที่ประกาศตนว่าเราจะสอนแบบ Creative Class ของรัฐบาลที่ว่าไว้ข้างต้น   เราจะบ่มเพาะให้นักศึกษาของเรามีความคิดสร้างสรรค์  มีจินตนาการ  มีความสามารถอย่างเปี่ยมล้นที่จะคิด  หรือทำสิ่งแปลกใหม่ให้เกิดขึ้น  เพื่อให้สำเร็จการศึกษาออกไปสู่สังคม  Creative Society   ที่ต้องการกองกำลังทรัพยากรมนุษย์พันธ์ใหม่เข้าไปช่วยเพิ่มมูลค่าเข้าไปให้กับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์

          จะทำภารกิจนี้ให้ลุล่วงและสำเร็จได้  มหาวิทยาลัยโยนกของเราคงต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ยิ่งกว่าการเปลี่ยนของ Business Process  Re-Engineering  อย่างที่ตำราการบริหารจัดการพูดถึง   การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการบริหารจัดการองค์กรในยุคที่ผ่านมา  เพราะการเปลี่ยนคราวนี้จะเป็นการเปลี่ยนทั้งหมดทั้งองค์กรอย่างพลิกฝ่ามือจากหน้ามือเป็นหลังมือในรูปแบบที่เรียกว่า  Business Process  Transformation  คือเปลี่ยนทั้งแนวคิด โครงสร้าง  วัฒนธรรมองค์กร คุณค่าหลัก  แนวทาง และกระบวนการบริหารจัดการใหม่โดยสิ้นเชิง      บุคลากรทุกคนทุกระดับต้องเตรียมตัว  ปรับตัวยิ่งกว่าคิดใหม่ ทำใหม่  ถ้าเปรียบเป็นน้ำที่อยู่ในแก้ว  บัดนี้รูปทรงของแก้วต้องเปลี่ยนไปแล้ว  รูปทรงของน้ำที่มองเห็นใหม่ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตามกันไปด้วย  โปรดเตรียมตัวให้พร้อม.  และมหาวิทยาลัยคงจะต้องใช้เทคนิค 3 E เพื่อการเปลี่ยนแปลงของ Prof. W Chan Kim   เจ้าของแนวคิดกลยุทธ์ท้องทะเลสีคราม ( Blue Ocean Strategy ) ที่ผมเคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งแล้ว คือ  Engagement  ดึงพนักงานทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลง  และ Explanation  คือให้คำอธิบายถึงวิธีการที่จะทำการเปลี่ยนแปลงจนเป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง  และสุดท้าย Expectation  คือการบอกเป้าหมายสุดท้ายที่คาดหวังให้ชัดเจนเพื่อที่ทุกคนจะได้พยายามก้าวไปให้ถึงเป้าหมายที่คาดหวังไว้ให้ได้

นิยม  จันทกูล

คณะบริหารธุรกิจ

27/ 11 / 52

(ที่มาของข้อมูล : จากบทความเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างอย่างไรจึงจะสร้างชาติ” ในวารสาร SMEs Today  ปีที่ 7  ฉบับที่ 84  ประจำเดือนตุลาคม 2552 ).

ประชาสัมพันธ์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

Friday, November 6th, 2009

ประชาสัมพันธ์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

          คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า  สังคมสมัยนี้เป็นสังคมข่าวสารอย่างแท้จริง  ข่าวสารกระจายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเรามีเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่พัฒนาความรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ  กอร์ปกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่พัฒนาเป็นผู้บริโภคข่าวสารอย่างจริงจัง  ข่าวสารก็มีลักษณะเช่นเดียวกับบรรดาสรรพสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย  นั่นคือ  หากปล่อยให้กระจายหรือเติบโตไปตามธรรมชาติแล้วมันก็จะกระจายไปอย่างไม่ เป็นระเบียบ  ข่าวสารบางส่วนอาจก่อให้เกิดประโยชน์  แต่อีกบางส่วนก็อาจจะเป็นโทษได้  หากเราจัดระเบียบข่าวสารได้เป็นอย่างดี  เราก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่จากข่าวสาร

          ผู้เขียนมีความเห็นว่า  ปัจจุบันนี้ข่าวสารไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ประกอบอาชีพด้านสื่อสารมวลชนที่จะสรรค์สร้างแต่เพียงฝ่ายเดียวแล้ว หากแต่เป็นเรื่องที่บุคคลแต่ละคนสามารถสรรค์สร้างเพื่อส่งเสริมตนเองหรือหน่วยงานของตนเองได้

          หลักสากลของงานประชาสัมพันธ์ มีเพียงวัตถุประสงค์เดียวในอันที่จะให้ข่าวสารมีส่วนสนับสนุน ส่งเสริมให้ไปถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้  สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ “ใครจะใช้วิธีการใดในการประชาสัมพันธ์”

          ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า  นักบริหารในปัจจุบันให้ความสำคัญยิ่งต่อการประชาสัมพันธ์เพราะถือว่าเป็น   หัวใจของการดำเนินงานขององค์การเลยทีเดียว  องค์การไหนที่อ่อนในด้านประชาสัมพันธ์องค์การนั้นก็ต้องแพ้คู่แข่งในด้านการตลาด ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันการศึกษาที่มีการแข่งขันกันดุเดือด บางสถาบันปิดประตูไม่ให้สถาบันที่คิดว่าจะเป็นผู้แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกันกับตนเองเข้าไปพบหรือพูดคุยแนะแนว ทางการศึกษาต่อให้กับนักศึกษาในสถาบันของตนเองด้วยซ้ำไป  ดังนั้นคงจะเห็นได้ว่าหากสถานการณ์ มีการแข่งขันที่รุนแรงและไม่อาจเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยง่ายแล้วล่ะก็  การประชาสัมพันธ์จะเป็นเรื่องสำคัญ ในระดับต้น ๆ  ที่องค์กรทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ

          การจัดการกับข่าวสารไม่ใช่เรื่องยาก  การทำตนให้เป็นข่าวเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากมายอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากคุณแน่ใจว่าคุณมีความสามารถมากพอที่จะให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ในด้านใดด้านหนึ่งขององค์การของคุณ  คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักประชาสัมพันธ์มืออาชีพเลยก็ได้

“ทำไมต้องประชาสัมพันธ์”

          องค์กรหลายองค์กรก็สามารถดำเนินงานได้โดยปราศจากการประชาสัมพันธ์ แต่มีองค์กรอีก         มากมายที่หวังผลลัพธ์ที่ดีกว่าและมีชื่อเสียงที่ขจรขจายมากกว่า ถ้าพวกเขามีแผนประชาสัมพันธ์  ไม่มีการประชาสัมพันธ์ใดที่สามารถปกปิดคุณภาพสินค้าที่ไม่ดี หรือปกป้ององค์กรที่ไม่มีจริยธรรม เพราะการประชาสัมพันธ์จะสำเร็จได้ก็เพราะองค์กรนั้น ๆ เชื่อถือได้  การใช้ประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาองค์กรที่ฟอนเฟะได้   การประชาสัมพันธ์ทำได้เพียงช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และลดทอนความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทำผิดพลาดไป

          ทุกองค์กรต้องมีลูกค้า  ถึงแม้ว่าองค์กรนั้นไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าก็ตาม และนี่ก็เป็นเพียงบางส่วนที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นกลยุทธ์สู่ความเป็นเลิศในงานประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ได้

………. โดยอาจารย์ศิรินธร   อุทิศชลานนท์

คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยโยนก

แก้เกมการเมือง

Tuesday, September 29th, 2009

     วันนี้ได้รับวารสาร Productivity corner ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ปีที่ 10 ฉบับที่ 114 กันยายน 2552 มาหมาดๆ พอเปิดอ่านไปหัวข้อ Human Touch แล้ว มีเนื้อหาเรื่อง “แก้เกมการเมือง” อืมดูแล้วน่าสนใจดี พอลองอ่านดูแล้วยิ่งน่าสนใจไปใหญ่ เลยนำมาแบ่งปันให้กับประชาคม Blog Yonok ครับ ซึ่งเขียนโดยคุณรัชฎา  อสิสนธิสกุล โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

     องค์กรใด ถ้าการเมือง “แรง” ไม่แพ้การเมืองระดับประเทศแล้ว ไม่นานย่อมเข้าสู่ความเสื่อมถอย คนดีและเก่งเริ่มตีตนออกห่างหรือไม่ก็วางเฉย ไม่รับรู้หรือช่วยกันแก้ไข อาการขนาดนี้นับว่าสาหัส ถ้าม่แก้ไขอาจมีสภาพไม่ต่างกับองค์กรยักษ์ใหญ่ในอดีตที่เหลือแต่เพียงตำนานความสำเร็จให้คนพูดถึงเท่านั้น

     บรรยากาศการทำงานในองค์กรเช่นนี้ ยากต่อการจูงใจให้บุคลากรทุ่มเทกับการทำงาน หรือเหนี่ยวรั้งให้คนเก่งอยู่กับองค์กร สุดท้ายผลการดำเนินงานอาจบรรลุความสำเร็จได้ยาก ความจริงแล้ว การแก้ไขให้บรรยากาศของการทำงานลดปัญหาการเล่นเกมการเมือง อาจต้องทำหลายวิธีตามสภาพอาการ ว่าหนักเบาเพียงใด แต่ไม่ยากเกินกว่าผู้บริหารที่จะทำได้ วิธีที่แนะนำ ได้แก่

  • กำหนดหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน วิธีนี้เป็นวิธีพื้นฐาน หรือวัยรุ่นเรียกว่า วิธีแบบบ้านๆ แค่เขียนใบพรรณนาลักษณะงาน (Job Description) ที่มีระบุว่าตำแหน่งใดต้องทำงานใดบ้าง อำนาจในการบริหารมีขอบเขตแค่ไหน เชื่อหรือไม่ว่า หลายองค์กรใบพรรณนาลักษณะงานหลักจากเขียนขึ้น (ด้วยความยากลำบาก) แล้วไม่เคยนำมาใช้หรือเก็บไว้ที่ใครคนใดคนหนึ่งในองค์กรจนทุกคนหลงลืม บางแห่งอยู่รวมกับคู่มือการบริหารคุณภาพขององค์กร (คู่มือระบบ ISO นั่นเอง) พนักงานหรือหัวหน้างานอาจไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตการทำงานก็ได้ ดังนั้น การใช้ที่ถูกต้องนั้น จำเป็นต้องให้พนักงานได้รับทราบหน้าที่และขอบเขตอำนาจในการทำงานของตนเอง ถ้าการทำงานจริงไม่ตรงกับเอกสารต้องปรับให้ตรงกับความเป็นจริงอยู่เสมอ
  • วางระบบการเลื่อนตำแหน่งตามความสามารถ การเมืองเกิดจากการที่บุคลากรเข้าใจว่า คนที่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้นั้นอาจมีสาเหตุอื่นแอบแฝงนอกจากการพิจารณาความสามารถที่แท้จริง ถ้ามีตัวอย่างที่มีการเลื่อนตำแหน่งคนที่ใครๆ ต่างสังสัยว่ามีความสามารถไม่พอในตำแหน่งนั้นแล้ว จะทำให้เกิดความเข้าใจว่าผู้บริหารอาจตองการตบแทนเฉพาะบางคนด้วยเหตุผลพิเศษที่ไม่เปิดเผย การสร้างระบบการเลื่อนตำแหน่ง (หรือในการบริหารทรัพยากรบุคคลเรียกว่า Career path) โดยพิจารณาจากความสามารถ หรือ Competency ที่ระบุไว้ชัดเจว่า ต้องเป็นคนที่มีความสามารถและคุณสมบัติแบบใดแล้ว จึงจะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง จะช่วยลดความเข้าใจผิดและองค์กรสามารถเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมโดยไม่ต้องอาศัยดุลยพินิจของผู้บริหารที่แต่ละคนอาจะแตกต่างกัน
  • กำหนดนโยบายค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่สอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบ องค์กรควรทบทวนและปรับปรุงนโยบายในเรื่องนี้ใหทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเมาสมตามสถานะขององค์กร เช่น ไม่แตกต่างกันมากนักกบค่าตอบแทนของตำแน่งเดียวกันในองค์กรอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน คอยติดตามและให้สวัสดิการที่ตรงกับความต้องการของพนักงานบ้าง (ถ้ามากนักอาจเป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่าย) ถ้าการเมืองมุ่งเรื่องผลประโยชน์มาก อาจต้องใช้กลยุทธ์ เช่น ค่าตอบแทนของแต่ละระดบตำแหน่งงานไม่ควรแตกต่างกันมากนัก หรือกำหนดให้ตำแหน่งที่มีค่าตอบแทนสูงต้องมีผลงานหรือเป้าหมายสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
  • ใส่ใจเรื่องการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจท่ถูกต้อง เมื่อกำหนดระบบหรือนโยบายการบริหารงานแล้ว สิ่งสำคัญต่อไป คือ การหมั่นสื่อสารสร้างความเข้าใจอยู่บ่อยๆ อย่าหวังว่าการอธิบายหรือส่งกระดาษให้หนึ่งแผ่นแล้ว ทุกคนจะเข้าใจเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะอืมครึม มีความเข้าใจผิพลาดคลาดเคลื่อนอยู่บ่อย หรือีข่าวลือข่าวปล่อยทั้งหลาย การสื่อสารที่สั้นกระชับ และรวดเร็ว จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อยุติการแพร่กระจายของข่าวลือทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ถ้าปล่อยไว้นานคนที่ได้ฟังอาจคิดว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อนั้นต่อให้ใช้วิธีการสื่อสารใดๆ อาจยากเกินเขียวยา
  • ผู้นำเข็มแข็งเด็ดขาด ถ้าได้ทำดังที่บอกข้างต้นแล้ว แต่เมื่อจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นำจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะเลือกใคร (ถ้าต้องเลือก) หรือดำเนินการทางวินัยตั้งแต่สถานเบา คือ การตัดเตือนด้วยวาจาสำหรับผู้ที่สร้างความเสียหาย หรือผู้ที่ประพฤติไม่หาะสม ไปจนถึงสถานหนัก เช่น งดให้เข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง (เหมาะสำหรับชกับผู้บริหารเพื่อแสดงการไมยอมรับ หรือไม่ให้ความสำคัญอีกต่อไปหรือสักระยะหนึ่ง เป็นต้น การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วยอำนาจที่มีอยู่จะเสริมสร้างภาวะผู้นำหรือในเมืองไทยเราเรียกว่า “บารมี” ผู้นำที่มีบารมีจะช่วยสยบการเล่นการเมืองได้ไม่น่อย

     การเมืองในองค์กรแก้ไขได้ไมยาก แต่ที่ง่ายกว่า คือ การป้องกันด้วยการสร้างระบบการบริหารที่โปร่งใส เป็นธรรม มีการสื่อสารที่เปิดเผย สร้างค่านิยมของการทำงานดวยความสามารถ และสร้างภาวะผู้นำให้กับผู้บริหาร

เมื่อป้องกันไม่ให้มีการเล่นการเมืองแล้ว ย่อมไม่ถูกการเมือง “เล่นงาน” แน่นอน (more…)