Posts Tagged ‘วิจัยพัฒนา’

การเขียนบทความวิจัยอย่างไร จึงจะโดนใจบรรณาธิการ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ

Sunday, July 31st, 2016
ภาพโดย อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง

ภาพโดย อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง

ตามที่ได้ไปประชุมร่วมกับ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และ อ.ดร.ตะวันฉาย มิตรประชา
เรื่อง เขียนบทความวิจัยอย่างไร จึงจะโดนใจบรรณาธิการ
โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่
มีเรื่องราวจากเอกสารของท่านวิทยากร มาแบ่งปันดังนี้

นิยามศัพท์

บทความ หมายถึง งานเขียนประเภทร้อยแก้ว ซึ่งผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความคิด
และ/หรือ ข้อมูลข่าวสารไปยังผู้อ่านโดยใช้ตัวอักษรเป็นสื่อกลาง
ประเภทของบทความ
– บทความทั่วไป
– บทความกึ่งวิชาการ
– บทความทางวิชาการ
บทความทั่วไป หมายถึง งานเขียนที่มิได้มุ่งเน้นการให้ความรู้
หรือข้อเท็จจริงเชิงวิชาการ แต่มุ่งเน้นที่จะให้ความรู้ทั่วไป ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
หรือให้ข้อคิดแก่ผู้อ่าน เช่น บทความแสดงความคิดเห็น บทความเล่าอัตชีวประวัติ
บทความเล่าประสบการณ์การเดินทาง และบทความที่ให้ข้อคิดหรือปรัชญาชีวิต เป็นต้น
บทความกึ่งวิชาการ หมายถึง งานเขียนที่ผู้เขียนประสงค์จะให้ความรู้เชิงวิชาการ
แต่ไม่ลึกซึ้งถึงระดับองค์ความรู้หรือทฤษฎี เช่น บทความที่เป็นบทวิเคราะห์/วิพากษ์
และบทความสนับสนุนหลักการหรือแนวคิด เป็นต้น
บทความทางวิชาการ หมายถึง งานเขียนหรือความเรียงที่ผู้เขียนประสงค์จะสื่อองค์ความรู้
หรือข้อค้นพบใหม่ ๆ ทางวิชาการในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่น บทความวิจัย
บทความเสนอแนวคิด หลักการ และ/หรือแบบจำลอง เป็นต้น

ธรรมชาติของบทความทางวิชาการร
1. นำเสนอความรู้ที่ตั้งอยู่บนฐานวิชาการของสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง
2. ความรู้ที่นำเสนอต้องมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องมีแนวคิดหรือทฤษฎีสนับสนุน
3. เนื้อหาสาระที่นำเสนอต้องผ่านการประมวล หรือการสังเคราะห์ก่อนเรียบเรียงเชิงพรรณนาตามลำดับอย่างเหมาะสม
4. มีการวิเคราะห์ วิจารณ์ (ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ) บนพื้นฐานทักษะความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เขียน
5. มีการสรุปและอภิปรายผล รวมตลอดจนให้ข้อเสนอแนะที่จะนำไปสู่การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม

การเลือกประเด็นเพื่อเขียนบทความทางวิชาการ
1. เป็นประเด็นที่อยู่ในกรอบความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เขียน
2. เป็นประเด็นที่มีความแปลกใหม่ ทันสมัย และอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป หรือเป็นประเด็นเก่าที่ควรรู้แต่ถูกทิ้งลืม
3. เป็นประเด็นที่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical data) หรือมีแนวคิด ทฤษฎีสนับสนุน
4. เป็นประเด็นที่สามารถสร้างเสริมความรู้ และความแตกฉานทางวิชาการให้กับทั้งผู้เขียน และผู้อ่าน
5. เป็นประเด็นที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม/ประเทศชาติ

องค์ประกอบของบทความทางวิชาการ
1. ชื่อบทความ
2. ชื่อผู้เขียน
3. บทคัดย่อ และคำสำคัญ (Abstract และ Keywords)
4. บทนำ/ความนำ
5. เนื้อเรื่อง (สาระสำคัญ/ความรู้ที่ต้องการนำเสนอ)
6. บทสรุปและอภิปรายผล
7. เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรม

บทความวิจัย หมายถึง เอกสารความเรียงที่ได้มาจากการประมวลสรุป (Condensation & Digestion)
รายงานการวิจัย หรือวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา
ทั้งนี้บทความวิจัยมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ ดังนี้
– มีความยาวจำกัด จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมวิชาการหรือลงพิมพ์ในวารสารวิชาการ
– เป็นเอกสารที่มีความทันสมัย และทันต่อเหตุการณ์มากกว่ารายงานการวิจัย
ทั้งนี้เพราะผู้วิจัยสามารถเพิ่มเติมหรือตัดทอนบางส่วนของรายงานการวิจัยเพื่อการเผยแพร่ได้
– มีคุณภาพที่เป็นมาตรฐานมากกว่ารายงานการวิจัยเพราะต้องทำให้อยู่ใน format ที่เป็นที่ยอมรับตามหลักสากล

องค์ประกอบของบทความวิจัย
1. ชื่อเรื่อง
2. ชื่อผู้วิจัย
3. บทคัดย่อ/คำสำคัญ (Abstract/keywords)
4. บทนำ/ความนำ
5. วิธีดำเนินการวิจัย
6. ผลการวิจัย
7. อภิปรายผล
8. เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรม

ข้อแนะนำในการเขียนบทความวิจัย
1. ชื่อเรื่องสั้น กระทัดรัดได้ความหมาย (อาจระบุมิติและ/หรือลักษณะการวิจัยด้วยก็ได้)
2. บทคัดย่อเขียนให้กระชับแต่ครอบคลุมกระบวนการวิจัย
โดยปกติมีความยาวไม่เกิน 300 คำ(15 บรรทัด) มีการแบ่งย่อหน้าตามความเหมาะสม
3. บทนำ/ความนำ บ่งบอกถึงที่มาและความสำคัญของการวิจัย
(ทำไมจึงเลือกทำวิจัยเรื่องนี้ / ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร)
4. วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย
– ขอบเขตของการวิจัย (พื้นที่/ประชากร/เนื้อหา/เวลา)
– ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
– ข้อมูล และแหล่งของข้อมูล
– เครื่องมือ และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
– วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
5. ผลการวิจัย เขียนสรุปเรียงตามวัตถุประสงค์
6. อภิปรายผล
– อภิปรายเปรียบเทียบกับวรรณกรรมที่ทบทวน
– อภิปรายข้อค้นพบที่มีความพิเศษเฉพาะ
7. เอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรม
แจงให้ครบตามที่อ้างอิง และเขียนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ข้อสังเกตสำหรับการเขียนบทความวิชาการ/บทความวิจัยที่ไม่ผ่านการคัดกรองเพื่อการเผยแพร่
1. ไม่ดำเนินการตามระเบียบหรือข้อกำหนดของวารสาร หรือที่ประชุม/สัมมนาวิชาการ
2. เนื้อหาสาระของบทความไม่สอดคล้องกับสาขาวิชาเฉพาะของวารสารหรือไม่ตรงกับ Theme
ของการประชุม/สัมมนาวิชาการ
3. บทความขาดความเป็นเอกภาพ (แต่ละองค์ประกอบไม่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน)
4. ขาดความชัดเจนในการนำเสนอ/ไม่ครบกระบวนการของการทำวิจัย
5. ไม่ได้ทำการประมวลสรุปเพื่อเขียนเป็นบทความ แต่นำเอาบทสุดท้ายมาปรับเขียน
6. โครงสร้างการเขียนไม่ดี ไม่เป็นไปตามลำดับ ขาดความเป็นเหตุเป็นผล
7. ขาดลีลาการเขียน (Writing style) ที่เป็นวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนวนภาษา
การแบ่งประโยค และการแบ่งวรรคตอน
8. สาระที่นำเสนอไม่ลึกซึ้ง และไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
9. ไม่ประณีต พิถีพิถันในการใช้ภาษา (ไม่คำนึงถึงหลักไวยากรณ์ พิมพ์ผิด สะกดผิด)
10. เป็นเพียงรายงานการศึกษา ขาดการวิเคราะห์ วิจารณ์ และ/หรือการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ

ข้อเสนอแนะเพื่อการเผยแพร่บทความ
1. สำรวจวารสารวิชาการ การประชุมสัมมนาวิชาการ ที่บทความที่เขียนสามารถนำไปเผยแพร่ได้
2. ศึกษาและทบทวนระเบียบและข้อกำหนดของวารสาร
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระ และรูปแบบของบทความ
3. วางแผนการเขียนบทความอย่างเป็นระบบ กำหนดโครงร่างและองค์ประกอบของบทความ
กรอบเวลาที่จะเขียน และเวลาที่จะเผยแพร่
4. การเขียนเป็นเรื่องของทักษะ ควรศึกษาหาความรู้ และเพิ่มพูนทักษะด้วยการฝึกเขียนบ่อย ๆ
และด้วยการอ่านบทความดี ๆ จากวารสารดี ๆ
5. ใช้ภาษาเขียนที่เป็นมาตรฐานทางวิชาการ ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์
6. ตรวจสอบและตรวจทานสิ่งที่ได้เขียนแล้วในบทความหลาย ๆ ครั้ง
เพื่อตัดทอน และ/หรือเพิ่มเติมสาระให้มีความถูกต้องและเหมาะสม
7. กรณีของบทความวิชาการ ต้องไม่ลืมส่วนที่เป็นบทวิเคราะห์ วิจารณ์ และการแสดงความคิดเห็น
บนพื้นฐานของหลักวิชาการ
8. กรณีของบทความวิจัย ต้อเป็นการเรียบเรียงในลักษณะของการประมวลสรุปจากรายงานการวิจัย
มิใช่การนำเอาบทสุดท้ายมานำเสนอ
9. หลักการเขียนบทความวิจัย ต้องพยายามยึดวัตถุประสงค์เป็นตัวตั้งเสมอ
10. นำเสนอเนื้อหาสาระโดยปราศจากอคติ ตรงไปตรงมา

เอกสารประกอบการค้นคว้า
– นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล ว่องวานิช, “การจัดทำรายงานวิชาการ บทความวิจัย และการอ้างอิง”, [ออนไลน์]
– รสริน พิมลบรรยวก์, “การเขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ”, [ออนไลน์]
– รัตนะ บัวสนธ์, “การเขียนบทความวิชาการและบทความวิจัย”, [ออนไลน์]

29 ก.ค.59 มีการอบรมโครงการ “อบรมและพัฒนานักวิจัย” ประจำปี 2559
หลักสูตร “การเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ”
จัดโดย เครือข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ร่วมกับ งานบริหารงานวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ณ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่
https://www.facebook.com/groups/thaiebook/658232967660858/
http://unrn.rac.oop.cmu.ac.th

อบรมการเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ

Friday, July 29th, 2016
การเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ

การเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ

29 ก.ค.59 มีการอบรมโครงการ “อบรมและพัฒนานักวิจัย” ประจำปี 2559
หลักสูตร “การเขียนบทความวิจัยทางวิชาการ
จัดโดย เครือข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ร่วมกับ งานบริหารงานวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ณ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่

โครงการ "อบรมและพัฒนานักวิจัย" ประจำปี 2559

โครงการ “อบรมและพัฒนานักวิจัย” ประจำปี 2559

– เปิดงานโดย ศาสตราจารย์ ดร.สัญชัย จตุรสิทธา
ประธานเครือข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่

– หัวข้อเรื่อง เขียนบทความวิจัยอย่างไร จึงจะโดนใจบรรณาธิการ
โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนัส สุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ
คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

– หัวข้อเรื่อง เทคนิคการเขียนบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ
โดน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ
คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อดีตอาจารย์ National University of Singapore
https://www.facebook.com/groups/thaiebook/658232967660858/
http://unrn.rac.oop.cmu.ac.th

อ.ศิริอมร กาวีระ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ศิษย์โยนก รุ่น 4

อ.ศิริอมร กาวีระ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
ศิษย์โยนก รุ่น 4

พบ อ.ศิริอมร กาวีระ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
ศิษย์โยนก รุ่น 4 ถ่ายภาพร่วมกับ อ.อดิศักดิ์ จำปาทอง และผม

การปรับตัวเข้ากับระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย

Thursday, June 16th, 2016

 

rmis

rmis

ความรู้เรื่องการผลิตผลงานวิจัย งานวิชาการ หรืองานสร้างสรรค์ เพื่อการเผยแพร่นั้นมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ แหล่งทุนก็เป็นประเด็นพูดคุยในคณะวิชาว่าแหล่งทุนจากส่วนกลาง มีหลายแหล่ง อาทิ
สกว. หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
http://www.trf.or.th/
สสส. หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
http://www.thaihealth.or.th/
วช หรือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
http://www.nrct.go.th/
ซึ่งมีฐานข้อมูลให้สืบค้นมากมาย

แล้วเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ด้านการวิจัยมีดังนี้

  1. แผนการจัดการความรู้ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ 2558

http://doc.nation.ac.th/sarit58/KM_Plan_IT_58.doc

  1. เอกสารอบรมระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัย 2558

http://doc.nation.ac.th/sarit58/RMIS_System_V41.pptx

  1. คู่มือนักวิจัย 2556

http://doc.nation.ac.th/sarit56/ResearchHandbook_Nation_2556.pdf

อ.จีรศักดิ์ ประทุมรัตน์ ได้แบ่งปันข้อมูลระบบบริหารจัดการงานวิจัยแห่งชาติ
ให้กับเพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัยได้ทราบว่า ทุนที่เปิดรับข้อเสนองานวิจัย ยังเปิดรับอยู่
ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://www.nrms.go.th/

– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : โครงการความร่วมมือไทย-จีน (NRCT-NSFC) แผนงาน Future Earth ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2559 – 31 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : ทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทบัณฑิตศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2560 ระดับปริญญาโท ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2559 – 20 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย – ทุนบัณฑิต (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : ทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทบัณฑิตศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2560 ระดับปริญญาเอก ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2559 – 20 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย – ทุนบัณฑิต (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : ทุนอุดหนุนการวิจัยร่วม Joint Research Program (NRCT-JSPS) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 8 กันยายน 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองการต่างประเทศ (กกต.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560001 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 ข้าว ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560002 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 มันสำปะหลัง ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560003 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 ยางพารา ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560004 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 อ้อยและน้ำตาล ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560005 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 ปาล์มน้ำมัน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560006 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 พืชสวน/พืชไร่ (เช่น ข้าวโพด ไม้ผล พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560007 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 สัตว์เศรษฐกิจ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560008 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 พลาสติกชีวภาพ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560009 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 สมุนไพรไทย อาหารเสริมและสปา ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560010 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 อาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าและความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค และการค้า ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560011 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560012 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560013 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การคมนาคมขนส่งระบบราง ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560014 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560015 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การศึกษาและสร้างสรรค์การเรียนรู้ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560016 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การแพทย์และสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560017 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 ประชาคมอาเซียน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560018 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การบริหารจัดการการท่องเที่ยว ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560019 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 มนุษยศาสตร์ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560020 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การวิจัยพัฒนาพฤติกรรมเยาวชนและสังคมไทย ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560021 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560022 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศความหลากหลายทางชีวภาพ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560023 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560024 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560025 ทุนวิจัยมุ่งเป้า ปีงบประมาณ 2560 การสร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุนวิจัยมุ่งเป้า (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560026 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 เทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านวัสดุนาโนและนาโนเทคโนโลยี ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560027 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 ผลกระทบการใช้แร่ใยหินและศึกษาวัสดุทดแทน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560028 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 ผู้สูงอายุ และคนพิการ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560029 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560030 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560031 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 เศรษฐกิจพอพียง ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : T2560032 ทุนวิจัยพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2560 ความมั่นคงของรัฐและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ด้านการต่อต้านการทุจริต ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 – 15 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : ทุน วช. (กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย (กบง.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : (ทดสอบ)ทุนงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 19 เมษายน 2559 – 30 สิงหาคม 2559 แหล่งทุน : เงินงบประมาณแผ่นดิน (สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (กมว.))
– เปิดรับข้อเสนอการวิจัย : ทุนงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2559 (สำหรับโครงการที่เข้าใหม่) ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม 2558 – 31 กรกฎาคม 2559 แหล่งทุน : เงินงบประมาณแผ่นดิน (สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (กมว.))


ในปีการศึกษา 2558 คณะวิชาให้ความสำคัญกับระบบการบริหารจัดการงานวิจัย
ซึ่งครอบคลุมประเด็นการผลิตผลงานวิจัย งานวิชาการ หรืองานสร้างสรรค์
โดยอาจารย์สามารถส่งผลงานวิชาการเข้าสู่ระบบ และผ่านการพิจารณาอย่างเป็นระบบ
เป็นการกระตุ้นให้อาจารย์มีความสนใจในการทำวิจัย
ลักษณะผลงานที่นำเข้าระบบได้มีให้เลือกหลายรูปแบบ
ซึ่งทำให้เข้าใจว่าบทบาทของอาจารย์จะต้องทำผลงานวิชาการแบบใด

ประกอบด้วย
1. เอกสารเชิงหลักการ (Concept paper)
2. ข้อเสนอโครงการ (Proposal)
3. สัญญา/บันทึกอนุมัติ (Promise)
4. รายงานความก้าวหน้า (Progress)
5. รายงานฉบับสมบูรณ์ (Fullpaper)
6. บทความนำเสนอ (Proceeding)
7. บทความตีพิมพ์ (Journal)
8. เอกสารรับรองการใช้ประโยชน์ (Advantage Certification)
9. การนำเสนอผลงานในลักษณะอื่นๆ (Others)

เพื่อให้ระบบบริหารจัดการงานวิจัยมีผลสัมฤทธิ์ จึงมีการพัฒนา
ระบบ RMIS โดยอ้างอิงตามนโยบายของ ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร
และเปิดใช้งานระบบที่โดยเชื่อมโยงกับระบบรายงานการปฏิบัติงาน
และมีการอบรมให้ความรู้ทั้งความสัมพันธ์ของงานวิจัยกับการประกันคุณภาพ
และการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการประเมินผลการปฏิบัติงาน
ซึ่งบุคลากรเข้าใช้งานระบบได้ที่ http://it.nation.ac.th/rmis

อบรมการทำวิจัยและเขียนบทความวิจัย

Tuesday, June 30th, 2015

สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น

สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น


สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดการอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยและเขียนบทความวิจัยเพื่อสามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่เป็นที่ยอมรับได้ เมื่อวันที่ 23 – 24 มิถุนายน 2558 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วัลลภ ลำพาย อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาบรรยายเกี่ยวกับการการวิจัยและระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ และ อาจารย์ ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น ได้บรรยายเกี่ยวกับการเขียนบทความวิจัยให้ได้รับการตีพิมพ์ และกระบวนการคัดเลือกของวารสารวิชาการ

รายชื่อวารสารกลุ่มที่ 1 และ 2 ที่ปรากฎใน TCI

Friday, June 5th, 2015

รายชื่อวารสารกลุ่มที่ 1 และ 2 ที่ปรากฎใน TCI

ผลการประเมินวารสารวิชาการไทยรอบที่ 3 (พ.ศ.2558-2562)
มีเอกสารรายงานผลการประเมินวารสารในฐาน TCI รอบที่ 3
– วารสารกลุ่มที่ 1 วารสารที่มีคุณภาพสูง และผ่านการรับรองคุณภาพของ TCI มี 259 ฉบับ

https://www.facebook.com/groups/thaiebook/491544044329752/

– วารสารกลุ่มที่ 2 วารสารที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองคุณภาพของ TCI มี 221 ฉบับ

https://www.facebook.com/groups/thaiebook/491544070996416/

– วารสารกลุ่มที่ 3 วารสารที่ไม่ผ่านการรับรองคุณภาพ และอาจไม่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูล TCI ในอนาคต มี 119 ฉบับ
จากวารสารทั้งหมด 626 ฉบับ
ในทั้งหมดนี้มีวารสารสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 280 ฉบับ
และวารสารสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 346 ฉบับ

http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/index.html
http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/Evaluation/2558/Announced/News.html

โครงการพัฒนาบ้านไร่ศิลาทอง

Monday, September 22nd, 2014
วิจัยบ้านไร่ศิลาทอง

วิจัยบ้านไร่ศิลาทอง

22 ก.ย.57 สกว.ลำปาง พร้อมกับผู้นำด้านสุขภาพในพื้นที่ตำบลไร่ศิลาทอง
นำโดย คุณศิริพร ปัญญาเสน ผอ.โรงเรียนชาวนา ต.พิชัย หรืออดีตนายก อบต.พิชัย
พร้อมผู้ใหญ่บ้าน เจ้าอาวาส และ อสม.หลายท่าน ดังคำว่า บ้านวัดโรงเรียน ร่วมมือกัน
มาประชุมเตรียมความพร้อม ที่มหาวิทยาลัยเนชั่น
เพื่อทำโครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
ในการบูรณาการงานเหล้า บุหรี่ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอนามัยชุมชน
เพื่อพัฒนาศักยภาพ อสม. ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอนามัยชุมชน
ในเรื่องเหล้าและบุหรี่
โดยการสนับสนุนของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
และมีผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม ร่วมแลกเปลี่ยน ให้ข้อเสนอแนะแก่ทีมวิจัย
และมีอาจารย์เบญจวรรณ นันทชัย คณบดีคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ
เป็นผู้เตรียมยกร่างข้อเสนอโครงการวิจัย หลังลงพื้นที่ศึกษาปัญหาตามกรอกเวลา 6 เดือน
เริ่มเสนอข้อเสนอโครงการ มกราคม 2558
มีเป้าหมายลงพื้นที่ ณ บ้านไร่ศิลาทอง หมู่ 10 ต.พิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง
https://www.facebook.com/NationUNews/posts/698003603610061

โครงการการหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม

Monday, July 21st, 2014

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

วัณโรค   เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ   ซึ่งสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วทำให้วัณโรคกลับมาเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขอีก จากรายงานของ  กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับองค์การอนามัยโลกเมื่อปี 2013 พบว่า วัณโรคยังเป็นปัญหาแพร่ระบาดทั่วโลก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตปีละกว่า 1.7 ล้านคน องค์การอนามัยโลกจัดให้ไทยเป็น 1 ใน 22 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคในระดับรุนแรงซึ่งคาดว่าขณะนี้มีผู้ป่วยทั้งรายเก่าและใหม่ประมาณ 110,000 รายโดยมีรายใหม่เพิ่มปีละประมาณ 86,000 ราย และเสียชีวิตประมาณ 9,800 รายสำคัญที่สุดต้องเร่งจัดการปัญหาให้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดคือเชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนานและดื้อยารุนแรงซึ่งจะทำให้การใช้งบประมาณเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาสิ้นเปลืองกว่าเชื้อวัณโรคทั่วไป 50-100 เท่าองค์อนามัยโลกประมาณการว่าประเทศไทยน่าจะมีผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานและวัณโรคดื้อยารุนแรงประมาณ 2,000 รายและอาจแพร่เชื้อชนิดนี้ไปสู่คนอื่นได้อีก

ด้วยสภาวะแวดล้อมของชุมชนบ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบล กล้วยแพะ อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง ซึ่งมีประชาชนประกอบอาชีพเสริมคือมัดหอมกระเทียม จากข้อมูลประชากรที่ได้มาทั้งหมดคือ1,492 คนพบว่าในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคจำนวน16 คน  โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ  ปีพ.ศ.2552 จำนวน 4 คน คิดเป็นอัตรา 86.52  ปี พ.ศ.2553 จำนวน 4 คน คิดเป็นอัตรา 86.52  ปี พ.ศ.2554 จำนวน 2 คน คิดเป็นอัตรา 134.04  ปี  พ.ศ.2555 จำนวน 2 คน คิดเป็นอัตรา 134.04  ปี พ.ศ.2556 จำนวน 4 คน คิดเป็นอัตรา 86.52 (อัตราประชากรต่อแสน)

ดังนั้นเพื่อสร้างความตระหนักในระดับชุมชนและร่วมกันส่งเสริมป้องกันปัญหาของวัณโรคให้ลดน้อยลงทางกลุ่มจึงได้จัดทำและดำเนินการโครงการหยุดยั้งวัณโรคเพื่อป้องกันและควบคุมวัณโรคในกลุ่มอาชีพผู้มัดหอมกระเทียมไม่ให้แพร่กระจายและติดต่อผู้อื่นต่อไป

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ในแง่ของการปฏิบัติตัวเพื่อการป้องกันโรควัณโรคและสร้างความตระหนักในอันตรายของโรควัณโรค

ผู้รับผิดชอบโครงการ

  1. นายปรัชญา           มาวงค์วัน       5306008
  2. นายเอนก              อัครนันท์        5306009
  3. นางสาวเบญจมาศ  ตันวงศ์          5306020
  4. นางสาวจันทร์เพ็ญ  สุทธิพันธ์        5306025

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยเนชั่น

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ

อาจารย์ พฤกษ์ศราวุธ      จักสวย

ขอบเขตการศึกษา

ผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม จำนวน 71 คน ชุมชนบ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบล กล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. มีผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาการหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม ร้อยละ 80

 

วิธีดำเนินการ

ขั้นเตรียมการ

1.การวางแผนกำหนดโครงการ

2.ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการ แบ่งหน้าที่แต่ละฝ่าย

3.เขียนโครงการเสนอต่ออาจารย์พี่เลี้ยงในแหล่งฝึก

4.ประชุมติดตามงานแต่ละฝ่ายหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข และนำเสนออีกครั้ง

ขั้นตอนดำเนินการในชุมชน

1.การวางแผนกำหนดโครงการ

ศึกษาข้อมูลระบาดวิทยาย้อนหลังจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยพบว่าโรคระบาดลำดับแรกคือ โรคอุจจาระร่วง อันดับที่สองคือ โรควัณโรค เหตุผลที่เลือกที่จะทำโครงการเกี่ยวกับโรควัณโรคเพราะ ในช่วงนั้นโรควัณโรคกับกำลังมีการระบาดและผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียม ทางกลุ่มเราจึงเลือกทำโครงการที่จะรณรงค์ให้ความรู้ในเรื่องของโรควัณโรคแก่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม จึงทำให้เกิดโครงการการหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียมแบบครบวงจร

เมื่อได้หัวข้อโครงการแล้ว ทางกลุ่มเราจึงต้องออกสำรวจบุคคลที่ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียมว่าเสี่ยงต่อการเกิดโรคใดบ้าง เช่น โรควัณโรค  ผู้สูงอายุ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน/ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยเพื่อที่จะได้ค้นหาบุคคลที่ป่วยเป็นโรควัณโรคในขณะนั้น

ขั้นเตรียมการ

1.ประชุมกลุ่ม

2.วางแผนจัดทำโครงการ

2.การให้ความรู้

โรควัณโรค  เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ   ซึ่งสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อที่ปอด การตรวจเสมหะของผู้ป่วยโดยการย้อมเสมหะพบเชื้อหรือเพาะเชื้อขึ้น ผู้ป่วยเป็นวัณโรคปอดมักมีอาการและอาการแสดง คือ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์โดยที่มีหรือไม่มีไข้ ไอเป็นเลือด หรือมีภาพถ่ายรังสีทรวงอกเข้าได้กับวัณโรคและตรวจไม่พบสาเหตุอื่นๆ ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์

ด้วยสภาวะแวดล้อมของชุมชนบ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบล กล้วยแพะ อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง ซึ่งมีประชาชนประกอบอาชีพเสริมคือมัดหอมกระเทียม จากข้อมูลประชากรที่ได้มาทั้งหมดคือ1,492 คนพบว่าในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรคจำนวน16 คน

อาการของวัณโรค

1. ไอ ระยะแรกๆ ไอแห้งๆ ไอนานกว่า 2 อาทิตย์

2. ไข้ เป็นอาการตั้งแต่เริ่มแรกและมีความสำคัญที่จะชี้ถึงความรุนแรงของโรคเมื่อเป็นน้อยๆ ไข้ไม่สูง มักมีไข้ตอนบ่าย แต่ถ้าได้พักผ่อนมากๆ

3. อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรงเล็กน้อย

4. น้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะในรายที่โรคกำลังเป็นมากขึ้น หรือรุนแรงมักจะผอมซีด

5. มีเหงื่อออกผิดปกติในตอนกลางคืน อาจจะมีตั้งแต่ระยะเริ่มเป็นวัณโรคโดยเฉพาะระยะที่มีไข้

6. เบื่ออาหาร บางรายพบว่า การย่อยอาหารไม่ปกติ โดยผู้ป่วยจะให้ประวัติว่ามีท้องเสียบ่อยๆ มีคลื่นไส้อาเจียน

7. ไอมีเลือดปน (Hemoptysis) เลือดมักออกเวลาไอ อาจออกเพียงเล็กน้อยบางครั้งออกเป็นเลือดสดๆ

การรักษา

ผู้ป่วยวัณโรคที่ไม่ได้รักษาจะมีอัตราการตาย ร้อยละ 40-60 ปัจจุบันมีวิธีการรักษาวัณโรคระยะสั้น โดยการให้ยารักษาควบคู่กันไปหลายขนาน หากรักษาครบกำหนดจะมีอัตราหายร้อยละ 90 การรักษาจะใช้ร่วมกันหลายชนิดโดยให้ INH, Rifampicine 6 เดือน และให้ Ethambutal,pyracinamide 2 เดือนแรก ผู้ป่วยที่มีรายได้น้อยก็สามารถไปรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยของรัฐเมื่อรักษาไป 2-3 สัปดาห์ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่าตัดสินใจหยุดยาเองเป็นอันขาด การกินยาไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดยาก่อนกำหนดจะทำให้เชื้อโรคดื้อยาการรักษาวัณโรคที่ดื้อยา ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อดื้อยาไปสู่ผู้อื่น จะต้องใช้ยา 18-24 เดือนโดยใช้ยาที่เชื้อไม่ดื้อยาอย่างน้อย3 ชนิด

ขั้นเตรียมการ

1.ทำการศึกษาข้อมูลทางระบาดวิทยาโรควัณโรคย้อนหลัง 5 ปี ของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกล้วยม่วง

2.ทำการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

3.การประชาสัมพันธ์

เนื้อหาโปสเตอร์ขั้นตอนการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

1.ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่หน้ากากอนามัย

2.ใช้ด้านสีเข้มอยู่ด้านนอก โดยให้ขอบลวดอยู่บนสันจมูก

3.ดึงสายหน้ากากอนามัยคล้องหูทั้งสองข้าง

4.กดขอบลวดให้ติดกับสันจมูก

5.ดึงหน้ากากลงมาให้ปิดจมูกและปากให้กระชับ

เนื้อหาโปสเตอร์ข้อควรปฏิบัติในขณะการมัดหอมและมัดกระเทียมเพื่อสุขภาพที่ดี ห่างไกลวัณโรค

1. ใส่ผ้าปิดจมูกและปาก/หน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนปฏิบัติงาน

2.จัดสถานที่ทำงานให้อากาศถ่ายเทสะดวก

3.ไม่ทำงานหักโหมมากจนเกินไป

4.ระมัดระวังการใช้ภาชนะร่วมกัน

5.หากท่านมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ต่ำๆตอนบ่ายหรือเย็นและไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ควรรีบปรึกษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง

ขั้นตอนดำเนินงาน

1.ประชุมเพื่อวางแผนการจัดทำการประชาสัมพันธ์โครงการ

2.ศึกษาข้อมูลการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง และข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันวัณโรค

3.นำเสนอโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องและข้อควรปฏิบัติในขณะการมัดหอมและมัดกระเทียมเพื่อสุขภาพที่ดี ห่างไกลวัณโรคกับครูพี่เลี้ยงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง

4.จัดทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องและข้อควรปฏิบัติในขณะการมัดหอมและมัดกระเทียมเพื่อสุขภาพที่ดี ห่างไกลวัณโรค

 

ระยะเวลาดำเนินงาน

กิจกรรม เดือน
พ.ย.56 ธ.ค.56 ม.ค.57 ก.พ.57 มี.ค.57  

เม.ย57

 

การเตรียมการ

1.การวางแผนกำหนดโครงการ

2.ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการ แบ่งหน้าที่แต่ละฝ่าย

3.เขียนโครงการเสนอต่ออาจารย์พี่เลี้ยงในแหล่งฝึก

4.ประชุมติดตามงานแต่ละฝ่ายหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข และนำเสนออีกครั้ง

ขั้นตอนการดำเนินการสัมมนา

1.เชิญวิทยากร

2.ประชาสัมพันธ์

3.จัดการดำเนินการศึกษาผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม

4.สรุปผลการศึกษาผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม

5.จัดสถานที่ในการสัมมนา ณ ตึก คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

6.ดำเนินการจัดสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง การหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม

7.ติดตามประเมินผลการจัดสัมมนา

8.สรุปผลการจัดสัมมนา

24 มี.ค57

9.จัดส่งเอกสารสรุปผลการจัดเชิงวิชาการเรื่อง การหยุดยั้งวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

19 มี.ค 57
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องวัณโรค

ความหมายของวัณโรค

โรควัณโรค หมายถึง โรคซึ่งเกิดจากเชื้อมัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสีส (Mycobacterium

tuberculosis) ทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อที่ปอด การตรวจเสมหะของผู้ป่วยโดยการย้อมเสมหะพบเชื้อหรือเพาะเชื้อขึ้น ผู้ป่วยเป็นวัณโรคปอดมักมีอาการและอาการแสดง คือ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์โดยที่มีหรือไม่มีไข้ ไอเป็นเลือด หรือมีภาพถ่ายรังสีทรวงอกเข้าได้กับวัณโรคและตรวจไม่พบสาเหตุอื่นๆ ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์ (กลุ่มงานระบาดวิทยาโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักระบาดวิทยา, 2548; บัญญัติ ปริชญญานนท์ และคณะ, 2542)

วัณโรค (Tuberculosis หรือ TB) เป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium ถูกค้นพบโดย โรเบิร์ต ค๊อค (Robert Kock) นายแพทย์ชาวเยอรมัน ในปีพ.ศ. 2425 (บัญญัติ ปริชญานนท์, 2542)

อาการของวัณโรค

อาการของวัณโรคขึ้นอยู่กับเชื้อวัณโรคจะไปเติบโตที่ส่วนใดของร่างกาย แต่โดยทั่วไปเชื้อวัณโรคมักเติบโตที่ปอด ทำให้กลายเป็นวัณโรคปอด ซึ่งมีอาการสำคัญ (บัญญัติ ปริชญานนท์,2542) ดังนี้

1. ไอ ระยะแรกๆ ไอแห้งๆ ไอนานกว่า 2 อาทิตย์ ต่อมาอาจจะมีเสมหะร่วมด้วยเจ็บชายโครงขณะไอ บางรายเป็นมากเสมหะจะเหนียวมีสีเขียวกลิ่นเหม็น ถ้าไอมากๆ บางครั้งมีเลือดปนเสมหะออกมาด้วย ทำให้เสมหะเป็นสีน้ำตาลหรือแดง อาจพบหายใจลำบากร่วมด้วย

2. ไข้ เป็นอาการตั้งแต่เริ่มแรกและมีความสำคัญที่จะชี้ถึงความรุนแรงของโรคเมื่อเป็นน้อยๆ ไข้ไม่สูง มักมีไข้ตอนบ่าย แต่ถ้าได้พักผ่อนมากๆ ไข้จะหายไปเอง ลักษณะของไข้จะขึ้นลงเปลี่ยนแปลงไปแต่ละวัน มีไข้ต่ำๆ

3. อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรงเล็กน้อย อาการดังกล่าวจะมากขึ้นนับแต่เริ่มเป็นจนกระทั่งเป็นมากขึ้น ไม่มีแรงเมื่อทำงานเล็กๆ น้อยๆ

4. น้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะในรายที่โรคกำลังเป็นมากขึ้น หรือรุนแรงมักจะผอมซีด

5. มีเหงื่อออกผิดปกติในตอนกลางคืน อาจจะมีตั้งแต่ระยะเริ่มเป็นวัณโรคโดยเฉพาะระยะที่มีไข้

6. เบื่ออาหาร บางรายพบว่า การย่อยอาหารไม่ปกติ โดยผู้ป่วยจะให้ประวัติว่ามีท้องเสียบ่อยๆ หรือมีคลื่นไส้อาเจียน

7. ไอมีเลือดปน (Hemoptysis) เลือดมักออกเวลาไอ อาจออกเพียงเล็กน้อยบางครั้งออกเป็นเลือดสดๆ

  การติดต่อของวัณโรค

1. การติดต่อระบบทางเดินหายใจ เชื้อวัณโรคจะแพร่กระจายจากปอดของผู้ป่วยวัณโรค เมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือบ้วนเสมหะ จะทำให้ละอองฝอย (Droplet nuclei) ขนาดเล็ก ซึ่งมีเชื้อวัณโรคอยู่เข้าสู่ปอดของบุคคลทั่วไปที่หายใจสูดเอาละอองซึ่งมีเชื้อวัณโรคเข้าไปในถุงลม ถ้าหากผู้รับเชื้อมีสุขภาพและภูมิต้านทานที่ดี ก็จะไม่ป่วยเป็นวัณโรค ในขณะที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น อยู่ในภาวะขาดสารอาหารเป็นเบาหวาน ติดเชื้อเอช ไอ วี เป็นต้น โอกาสป่วยเป็นวัณโรคก็มากขึ้น (นงเยาว์ มีสิทธิ์, 2547)

2. การติดต่อของเชื้อวัณโรค นอกเหนือจากการหายใจการติดต่อของเชื้อวัณโรค นอกเหนือจากการหายใจ (นงเยาว์ มีสิทธิ์, 2547) พบได้น้อย ได้แก่

1. การกลืนกินเชื้อเข้าไป จากการที่เชื้อปนเปื้อนในนมหรืออาหาร ซึ่งในอดีตเป็นทางติดต่อที่สำคัญของเชื้อ Mycobacterium bovis จากวัวสู่คน เพราะการดื่มนมสดที่ไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ

2. การติดเชื้อโดยการสัมผัส พบในกรณีมีรอยโรค หรือมีแผลในผิวหนัง

3. การติดเชื้อจากการฉีดสารเข้าสู่ร่างกายหรือขณะทำหัตถการ เช่น การติดเชื้อ BCG แพร่กระจายหลังฉีดวัคซีน BCG ในเด็กติดเชื้อเอดส์ หรือเป็นวัณโรคผิวหนังหลังจากการสัก หรือการเจาะหู เป็นต้น

4. การติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ ซึ่งอาจติดเชื้อผ่านทางรกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือจากการสัมผัส การกลืน หรือสำลักเชื้อลงปอดระหว่างการทำคลอด ในมารดาที่มีวัณโรคระยะลุกลามบริเวณช่องคลอด

การวินิจฉัยวัณโรค(สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และคณะ, 2543)

1. อาการและอาการแสดง อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรคปอด ได้แก่ อาการไอเรื้อรังโดยเฉพาะหากไอนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือไอเป็นเลือดสำหรับอาการอื่นๆ เช่น อาการเหนื่อยอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกตอนกลางคืนหรือเจ็บหน้าอก อาจเป็นอาการของวัณโรคได้ แต่มีความเฉพาะเจาะจงน้อยกว่าอาการไอเป็นเลือด

2. การถ่ายภาพรังสีทรวงอก เป็นการตรวจที่มีความไวสูง แต่มีความจำเพาะต่ำ คือความผิดปกติที่เห็นอาจจะไม่ใช่เกิดจากวัณโรคก็ได้ โดยอาจจะเป็นเงาเปรอะเปื้อนบนฟิล์ม เป็นเนื้องอกหรือมะเร็ง หรือเกิดจากโรคติดเชื้ออื่นๆ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคปอด จึงต้องการทำร่วมกับการตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรคด้วยเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยผิดพลาดและการรักษาที่ไม่จำเป็นให้เหลือน้อยที่สุด

3. การตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค

3.1 วิธีการตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรคด้วยกล้องจุลทรรศน์ (บัญญัติ ปริชญานนท์,2542)

3.1.1 วิธีป้ายจากเสมหะโดยตรง (Direct smear) เตรียมโดยใช้ไม้เขี่ยเสมหะแล้วป้ายลงบนแผ่นกระจกสไลด์โดยตรงวิธีนี้เป็นที่นิยมใช้กันมาก เพราะเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และรวดเร็ว สามารถทำได้ในสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ ผลการตรวจพบเชื้อวัณโรคขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อในเสมหะจะต้องมีมากพอควร ข้อเท็จจริงที่ควรปฏิบัติคือ การกระจายของเชื้อวัณโรคในเสมหะไม่เท่ากัน ดังนั้นการเลือกเขี่ยเสมหะมาป้ายบนกระจกสไลด์จึงสำคัญมาก ถ้าเขี่ยบริเวณที่ไม่

มีเชื้อหรือมีเชื้อจำนวนน้อยมาป้ายก็จะตรวจไม่พบหรือพบเชื้อได้ยาก จึงจำเป็นต้องเลือกเขี่ยส่วนที่น่าจะมีเชื้อมากที่สุดมาตรวจ คือ ส่วนที่เป็นก้อนเมือกเหนียว สีขุ่น สีเข้ม คล้ายหนอง จะพบเชื้อได้ง่ายขึ้น

3.1.2 วิธีป้ายจากตะกอนเสมหะ (Concentrated smear) เตรียมโดยผ่านกรรมวิธีย่อยเสมหะด้วยสารเคมีก่อน ทำให้เชื้อกระจายสม่ำเสมอแล้วนำมาปั่นด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงเอาเฉพาะตะกอนที่เข้มข้นมาป้ายบนแผ่นกระจกสไลด์ จะทำให้ตรวจพบเชื้อได้ง่ายขึ้น แต่ต้องใช้เครื่องปั่นเหวี่ยงที่มีแรงปั่นเหวี่ยงสูงถึง 3000 xg จึงจะทำให้เชื้อตกตะกอนดีขึ้น การย่อยเสมหะโดยใช้สารเคมีที่แนะนำให้ใช้คือ น้ำยาฟอกผ้าขาว ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เช่น Clorox ที่มีส่วนผสมของ Sodium hypochlorite ประมาณร้อยละ 5–10 โดยผสมลงในเสมหะปริมาณเท่าตัวเขย่าให้เข้ากันดีประมาณ 5 นาที แล้วนำมาปั่นในเครื่อง Centrifuge ความเร็ว 3,000 รอบต่อนาทีหรือเทียบเป็นค่า Relative Centrification Force (RCF) ได้เท่า กับ 3,000 xg หรือมากกว่าเป็นเวลานาน 15 นาที เพื่อให้เชื้อวัณโรคในเสมหะตกตะกอนเทน้ำส่วนใสทิ้ง แล้วนำตะกอนเสมหะมาป้ายบนกระจกสไลด์ เพื่อย้อมสีจะทำให้มีโอกาสตรวจพบเชื้อได้มากขึ้น และหากทำด้วยความระมัดระวังก็จะไม่มีอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน เพราะสารนี้ฆ่าเชื้อวัณโรคในเสมหะได้ดีจึงเหมาะใช้เฉพาะวิธีตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เท่านั้นจะนำไปเพาะเชื้อไม่ได้ เนื่องจากเชื้อวัณโรคจะตายหมด

3.2 การเพาะเชื้อวัณโรค และการทดสอบความไวของเชื้อต่อยา มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคจริงเพราะมีเชื้ออยู่ในร่างกาย และเพื่อต้องการได้เชื้อวัณโรคมาทดสอบการดื้อยาของเชื้อวัณโรค เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วย ควรทำการเพาะเชื้อในรายที่อยู่โรงพยาบาลที่สามารถจะทำการเพาะเชื้อได้ หรือในรายสงสัยว่าจะเป็นวัณโรคแต่เสมหะไม่พบเชื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัย การส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรคและทดสอบความไวของเชื้อต่อยาวัณโรคก่อนการรักษาจะต้องทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีเชื้อวัณโรคดื้อยา ในกรณีต่อไปนี้

1. ผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาไม่สม่ำเสมอ

2. ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วกลับเป็นซ้ำ

3. ผู้ป่วยที่มีการรักษาล้มเหลว

4. ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยดื้อยา หรือมีประวัติวัณโรคดื้อยาในครอบครัว

5. ผู้ป่วยที่ติดยาเสพติด

4. การตรวจทางพยาธิวิทยาของชิ้นเนื้อ

5. การใช้เทคนิคใหม่อย่างอื่น เช่น Polymerase chain reaction (PCR), Ligase chainreaction (LCR), Transcription mediated amplification (TMA) ยังไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการวินิจฉัยวัณโรคปอด ตามห้องปฏิบัติการทั่วไป เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงและต้องอาศัยความชำนาญของเจ้าหน้าที่เทคนิคมาก การประเมินค่าใช้จ่ายต่อผลประโยชน์จะไม่คุ้มค่า ยกเว้นในบางกรณีโดยเฉพาะการวินิจฉัยวัณโรคนอกปอด เช่น การใช้ PCR ในการวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มสมองAdenosine deaminase activity ในการวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอด เป็นต้น

การติดเชื้อวัณโรค

หมายถึง การที่เชื้อวัณโรครุกล้ำเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายและเจริญเติบโตหรือเพิ่มจำนวนอยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายแต่ยังไม่ทำให้เกิดโรค เรียกว่าอยู่ในระยะสงบ (Latent state) ผลการทดสอบ Tuberculin เป็นบวก ผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกมักปกติ ไม่สามารถตรวจหาเชื้อวัณโรคพบในเสมหะหรือเนื้อเยื่อของร่างกาย ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อหรือติดต่อสู่ผู้อื่น ไม่มีอาการแสดงของการป่วยเป็นวัณโรค ผู้ที่ติดเชื้อมีความเสี่ยงที่จะเกิดการป่วยเป็นวัณโรคตามมาหลังการติดเชื้อได้ประมาณร้อยละ 10 ตลอดช่วงชีวิต

องค์ประกอบที่สำคัญของการติดเชื้อวัณโรคตามหลักวิทยาการระบาด

การติดเชื้อวัณโรคมีองค์ประกอบที่สำคัญตามหลักวิทยาการระบาด ได้แก่ บุคคล (host)

เชื้อก่อโรค (agent) และสิ่งแวดล้อม (environment) ดังนี้

1. บุคคล

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคน ได้แก่

1.1 อายุ ผู้สูงอายุและเด็กจะติดเชื้อได้โดยง่ายกว่ากลุ่มอายุอื่นๆทั้งนี้เนื่องจากจะมีระดับภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากอวัยวะต่างๆของร่างกายยังเจริญไม่เต็มที่ทำให้ความสามารถในการกำจัดเชื้อโรคไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนผู้สูงอายุระบบภูมิต้านทานเสื่อมประสิทธิภาพลงจึงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายจากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อวัณโรคจากการสัมผัสผู้ป่วยวัณโรคโดยตรง และผู้สูงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไปที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ มีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคระยะแพร่กระจายสูงกว่าคนปกติถึง 2.2- 5 เท่า ในผู้สูงอายุพบว่าร้อยละ 90ของวัณโรคเกิดจาก reactivation ของการติดเชื้อวัณโรคในระยะแรก

1.2 เพศ มีการศึกษาพบว่าเพศมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค โดยพบว่าเพศชายมีการติดเชื้อและป่วยเป็นวัณโรคมากกว่าเพศหญิง 2.36 เท่า (นิธิพัฒน์ เจียรกุล และ สมลักษณ์ จึงสมาน, 2544) ความแตกต่างของการติดเชื้อและการป่วยระหว่างเพศเชื่อว่าเพศชายขาดความสนใจในการดูแลตนเอง ไม่ค่อยยอมรับความเจ็บป่วย ไม่แสวงหาการรักษา จึงทำให้เกิดการล่าช้าในการรักษาและมักไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา เพศหญิงจะสนใจดูแลสุขภาพของตนเองดีกว่า นอกจากนี้เพศชายยังมีปัจจัยเสี่ยงทางอ้อมประการอื่น เช่นการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ เป็นต้นซึ่งพบมากกว่าเพศหญิง (บุญเชิด กลัดพ่วง, ประทิน จาดตาล, และจรีย์ จันทร์แก้ว, 2545) 1.3 โรคเดิมที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ เป็นสาเหตุส่งเสริม เช่นผู้ป่วยเบาหวาน ในภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะมีความผิดปกติของระบบเลือด เช่น เม็ดเลือดแดงจะมีอายุสั้นลง เกร็ดเลือดจะยิ่งเกาะ และรวมตัวกันได้ง่าย เม็ดเลือดขาวบางชนิด เช่น โพลีมอโฟนิวเคลียร์ (polymorphonuclear) ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคได้ไม่ดี โดยพบว่าการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณที่มีการติดเชื้อเป็นไปได้ไม่ดีความสามารถในการยึดติดกับผิวของส่วนที่มีการติดเชื้อลดลง การทำหน้าที่ฟาโกไซโตสีส (phagocytosis) และฆ่าแบคทีเรียก็ลดลงด้วย ลิมโฟซัยท์ (lymphocyte) ที่มีบทบาทในการทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งที่อยู่ในกระแสเลือดและที่เกี่ยวข้องกับเซลล์ก็เสื่อมหน้าที่ลง ทำให้ผู้ป่วยมีความต้านทานโรคต่ำกว่าคนปกติ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย (สมจิต หนูเจริญกุล, 2534)โรคมะเร็ง ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งจะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงลดจำนวนลง ระดับอิมมูโนโกลบูลิน(immunoglobulin) ต่ำลง การสร้างโปรตีนของร่างกายบกพร่องทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และจากการที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด รังสีรักษา และยากดภูมิคุ้มกัน จะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงเช่นกัน

โรคพิษสุราเรื้อรัง การดื่มสุราทำให้เกิดการทำลายของอวัยวะ หลายๆระบบรวมทั้งระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน โดยแอลกอฮอล์ในสุราทำให้การทำหน้าที่ของโมโนนิวเคลียร์แมคโครฟาจ (Mononuclear Macrophage) และอัลวีโอลาแมคโครฟาจ (Alveolar Macrophage) ในการทำลายโรคเสียไป (สมบัติ ลีลาสุภาศรี, 2539)ผู้ป่วยไตวายหรือโรคไตระยะสุดท้าย ในประเทศไทย จากการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในผู้ป่วยเยื่อบุช่องท้องอักเสบ จากเชื้อวัณโรคในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการล้างท้องอย่างถาวร พบว่าการติดเชื้อวัณโรคมัก เกิดจากการลดลงของภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ (Cellular immunity) ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย มีอุบัติการณ์สูงกว่าประชากรทั่วไปประมาณ 6-16 เท่า และมี อุบัติการณ์ของการติดเชื้อ ในอวัยวะนอกปอดมากกว่าประชากรทั่วไปถึง 4 เท่า (เจริญ เกียรติวัชรชัย, 2541)ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ และผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคสูงจากความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ (Cellular-Mediated Immunity: CMI) (นิธิพัฒน์ เจียรกุล, 2551

1.3 ภาวะทุพโภชนาการ ในผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร พบว่ามีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ (Cellular-Mediated Immunity: CMI) จำนวนลิมโฟซัยท์ (lymphocyte)ที่ลดลงทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย อีกทั้งยังมีผลต่อการสร้างโปรตีนลดลง ทำให้กลไกการป้องกันของปอดเสียหน้าที่ ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานลดลง ในผู้ป่วยวัณโรค น้ำหนักตัวเป็นตัวชี้วัดระดับสุขภาพอนามัย ภาวะทุพโภชนาการทำให้ความต้านทานของร่างกายลดลง พบว่าผู้ป่วยที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 40 กิโลกรัม มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.01    (บุญเชิดกลัดพ่วง, ประทิน จาดตาล, และ จรีย์ จันทร์แก้ว, 2545)

2. เชื้อวัณโรค

เชื้อวัณโรค เป็นเชื้อแบคทีเรียจัดอยู่ใน ตระกูลมัยโคแบคทีรีเอเซ่ (Family mycobacteriacae)ชื่อว่า มัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสีส (Mycobacterium tuberculosis) เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดชอบอากาศ (aerobic) มีขนาดเล็กประมาณ 1-5 ไมครอน เชื้อมีผนังหนาทำให้ทนทานต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเจริญได้ดีในที่ซึ่งมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) 6.0-7.6 ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส (°C)เชื้อวัณโรคมีระยะฟักตัวประมาณ 4-5 สัปดาห์ (อะเคื้อ อุณหเลขกะ, 2545)ลักษณะของเชื้อมัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสีส เมื่ออยู่ในเนื้อเยื่อจะมีลักษณะเป็นท่อนตรง ผอมบาง (Slender shape) หรือโค้งเล็กน้อย ขนาดกว้าง 0.3-0.6ไมโครเมตร ยาว 2-4ไมโครเมตร อยู่เดี่ยวๆ แต่มักอยู่เป็นกลุ่มไม่สร้างสปอร์ ไม่เคลื่อนที่ ไม่มีแคปซูล และเมื่อเลี้ยงใอาหาร อาจเป็นทรงกลมและแตกกิ่งก้าน ไม่สามารถจัดเป็นพวกแกรมบวกหรือแกรมลบ เพราะย้อมสีธรรมดาติดสียากต้องย้อมด้วยสีทนกรดโดยใช้สีของ คาร์บอน ฟุคซิล (carbon-fuchsin) ตัวเชื้อจะติดสีแดงเป็นท่อนยาว เมื่อย้อมติดสีแล้วจะทนต่อการล้างด้วยแอลกอฮอล์กรด (acid alcohol) จึงเรียกเชื้อนี้ว่า แบคทีเรียทนกรด (acid fast bacteria) การที่เชื้อมีสมบัติทนกรดเพราะมีปริมาณไขมันมากที่ผนังเซลล์ สีย้อมจะทำปฏิกิริยากับกรดไมโคลิก (mycolic acid) ที่ผนังเซลล์จึงจับสีไว้ การย้อมสีด้วยวิธีนี้ถ้าเป็นเชื้อจากเนื้อเยื่อและเสมหะจะติดสีไม่สม่ำเสมอและเป็นแถบๆ เพราะมีแวคิวโอล และสารพอลิฟอสเฟต นอกจากนี้ยังอาจย้อมด้วยสีคาร์บอน-ออรามีน (carbon-auramine) เมื่อส่องด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลตจะเกิดการเรืองแสงเป็นสีเหลืองสว่าง (ชัยเวช นุชประยูร, 2542; ปรีชา วิชิตพันธ์,เปรม บุรี, และ วัลลี สัตยาศัย, 2537)เชื้อวัณโรคถูกทำลายได้ในน้ำเดือดเป็นเวลานาน 2 นาที การแช่แข็ง (freezing) ไม่สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ เชื้อวัณโรคทนทานต่อความแห้ง เชื้อวัณโรคที่ถูกทำให้แห้ง (driedtubercle bacilli) สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่ 4 ชั่วโมงถึง 5 วัน ในภาวะแวดล้อมต่างๆ กัน และสามารถมีชีวิตอยู่ในห้องมืดได้นานตั้งแต่ 40 วัน จนถึง 5 เดือน รังสีอุลตราไวโอเลทในแสงแดดสามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ เชื้อวัณโรคมีความทนทานต่อน้ำยาทำลายเชื้อมากกว่าเชื้อชนิดอื่นๆ เอทธิล(Ethyl) และ ไอโซพรอพพิล แอลกอฮอล์ (isopropyl alcohols) ที่มีความเข้มข้นสูงสามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ แสงแดดทำลายเชื้อวัณโรคได้ภายใน 5 นาที การผึ่งแดดจึงเป็นวิธีการที่สะดวกที่สุดในการทำลายเชื้อ เชื้อวัณโรคอาจมีชีวิตเป็นปีในที่มืด ความร้อนที่อุณหภูมิ 60 และ 70 องศาเซลเซียส สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ภายในเวลา 20 และ 5 นาที ตามลำดับ (ปรีชา วิชิตพันธ์และคณะ 2537; ชัยเวช นุชประยูร, 2542)

 

3. สิ่งแวดล้อม (environment)

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ

3.1 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (physical environment) มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการ

แพร่กระจายของเชื้อวัณโรคได้ ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นคือ สถานที่คับแคบหรือทึบ(enclosed spaces) ขาดการถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม การไหลเวียนของอากาศที่ไม่ดี ไม่เพียงพอในการขจัด ละอองเชื้อโรค(infectious droplet nuclei) เช่น ภายในโรงพยาบาลหรือหอผู้ป่วยที่มีการระบายอากาศไม่ดี อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือบางแห่งไม่มีการระบายอากาศเลย ผู้ป่วยที่ต้องอยู่อย่างแออัดมีโอกาสรับเชื้อวัณโรคได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณซึ่งมีผู้ป่วยวัณโรคที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา นอกจากนี้การใช้เครื่องปรับอากาศในหอผู้ป่วยหรือในบริเวณที่มีผู้ป่วยแออัดจะทำให้การไหลเวียนอากาศลดลง เชื้อวัณโรคจึงลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน

3.2 สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ (biological environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ

สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ญาติผู้ป่วย และผู้ที่มาเยี่ยม มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อ หรือเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อวัณโรคในโรงพยาบาลโดยตรง หากบุคคลนั้นป่วยเป็นวัณโรคปอดระยะแพร่กระจายเชื้อการป่วยเป็นวัณโรค ( Tuberculosis )หมายถึงการติดเชื้อวัณโรคแล้วเกิดการลุกลามของรอยโรคขึ้นจนปรากฏอาการหรือมีอาการแสดงของโรค และปรากฏให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพยาธิสภาพในอวัยวะที่ติดเชื้อ (กองวัณโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข, 2537) ผลการทดสอบ Tuberculin เป็นบวกผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกมักผิดปกติ สามารถตรวจหาเชื้อวัณโรคพบในเสมหะหรือเนื้อเยื่อของร่างกาย สามารถแพร่กระจายเชื้อหรือติดต่อสู่ผู้อื่นได้ หากอยู่ในระยะแพร่เชื้อ (active state) และไม่ได้รับการรักษา

การเปรียบเทียบระหว่างการติดเชื้อวัณโรค (Tuberculous infection) และการป่วยเป็นวัณโรค (Tuberculosis)

สิ่งที่เหมือนกันคือมีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย และการทดสอบปฏิกิริยาTuberculin ให้ผลบวกเหมือนกัน ส่วนความแตกต่างคือการป่วยเป็นวัณโรคจะมีภาพถ่ายรังสีทรวงอกผิดปกติ มีอาการแสดงของการป่วยเป็นวัณโรค สามารถตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุในเสมหะหรือเนื้อเยื่อของร่างกายและสามารถแพร่กระจายเชื้อหรือติดต่อไปยังผู้อื่นได้ ในขณะที่การติดเชื้อวัณโรคผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกมักปกติ ไม่พบเชื้อจากการตรวจเสมหะและการเพาะเชื้อ ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อหรือติดต่อไปยังผู้อื่นและไม่มีอาการแสดงของการป่วยเป็นวัณ

อาการและอาการแสดงของผู้ป่วยวัณโรค

อาการและอาการแสดงที่พบบ่อย คือ อาการและอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจได้แก่ อาการไอมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เป็นหวัดบ่อย ส่วนอาการและอาการแสดงในระบบอื่นๆ ที่สำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอดได้แก่ มีไข้ต่ำๆ มักเป็นตอนบ่ายหรือตอนเย็นเหงื่อออกตอนกลางคืน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด (กระทรวงสาธารณสุข, 2541; ปรีชา วิชิตพันธ์, เปรม บุรี, และ วัลลี สัตยาสัย, 2542; นิธิพัฒน์ เจียรกุล, 2551; Luelmo, 2004)

อาการและอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่

1. อาการไอ เป็นอาการที่พบบ่อยจากการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน และจะหายไปเองภายใน 1 หรือ 2 สัปดาห์ หากผู้ป่วยมีอาการไอมากกว่า 2-3 สัปดาห์ จำเป็นต้องตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อวัณโรค เสมหะจะไม่มีลักษณะพิเศษ อาจจะใสเหนียว เป็นหนอง หรือปนเลือดก็ได้ เลือดที่ปนในเสมหะผู้ป่วยวัณโรคปอด อาจมีเพียงจุดเล็กๆ หรือไอออกมาเป็นก้อนใหญ่ก็ได้

2. อาการเจ็บหน้าอก เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค บางครั้งเป็นเพียงเจ็บตื้อๆ บางครั้งเจ็บมากขณะหายใจเข้าเนื่องจากเยื่อหุ้มปอดอักเสบ บางครั้งก็เกิดจากการขัดยอกของกล้ามเนื้อหน้าอกจากการไอมากๆ และบางครั้งอาจไอมากจนทำให้กระดูกซี่โครงหัก(cough fracture)

3. อาการหายใจลำบาก ในผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอด เกิดจากโรคกระจายไปมากในปอด หรือเกิดจากน้ำในช่องปอดซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อน บางครั้งผู้ป่วยจะหายใจมีเสียงวี๊ด(wheeze) เนื่องจากหลอดลมอักเสบจากเชื้อวัณโรค หรือจากการกดทับต่อมน้ำเหลืองต่อหลอดลม

อาการและอาการแสดงในระบบอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่

1. มีไข้ต่ำๆ มักเป็นตอนบ่ายหรือตอนเย็น ผู้ป่วยมีอาการตัวร้อนได้ง่าย หากทำงานหนักเกินไป ตกใจ หรือดีใจง่าย เมื่อวัดไข้จะมีอุณหภูมิประมาณ 38.3 องศาเซลเซียส ในเวลาเช้ามักมีอาการตัวเย็นกว่าปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการมึนศีรษะและอ่อนเพลียมาก

2. เหงื่อออกตอนกลางคืน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนส่างไข้ และมีเหงื่อออกมากจนเสื้อเปียก ทำให้นอนไม่หลับ เมื่อตื่นนอนตอนเช้าตัวก็จะเย็นกว่าปกติ มีอาการหนาวจนตัวสั่น

3. อาการอ่อนเพลีย จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นมากในตอนเช้า และเป็นน้อยในตอนบ่าย

4. เบื่ออาหาร

5. น้ำหนักลด ผู้ป่วยเป็นวัณโรคมักเป็นผู้ที่มีรูปร่างผอม และจะมีน้ำหนักลดอย่าง

รวดเร็ว

การวินิจฉัยวัณโรคปอด

การวินิจฉัยวัณโรคปอดสามารถวินิจฉัยได้จากอาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้  (ยุทธิชัย เกษตรเจริญ, 2542; ATS, 2000)

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

1.1 อาการและอาการแสดงของวัณโรคปอด สามารถวินิจฉัยการเกิดวัณโรคปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพในเบื้องต้น อาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอด ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ต่ำๆ มักเป็นตอนบ่ายหรือตอนเย็นเหงื่อออกตอนกลางคืน

1.2 อาการทางปอด ได้แก่ อาการไอมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปสามารถทำนายการเกิดวัณโรคได้ร้อยละ 100 อาจไอเป็นเลือด ไอเสมหะมีเลือดปน เสมหะมักมีสีเหลือง เขียวและมีกลิ่นเหม็น บางรายอาจมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ฟังเสียงการหายใจลดลงจากการมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ฟังปอดมีเสียง crepitation บริเวณรอยโรค

2. การตรวจเสมหะเพื่อวินิจฉัยวัณโรค

2.1 การตรวจเสมหะด้วยวิธีย้อมเชื้อทนกรด เป็นการตรวจหาเชื้อวัณโรคด้วยวิธีdirect smear มีความจำเพาะ (specificity) สูงมาก คิดเป็นร้อยละ 99.6-100 หากตรวจเสมหะพบเชื้อสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นวัณโรค และให้การรักษาได้โดยไม่ต้องรอผลการเพาะเชื้อ แต่มีความไว (sensitivity) ร้อยละ 39-74 คือไม่สามารถบอกชนิดของ Mycobacterium ได้การตรวจหาเชื้อทนกรดในเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะมีโอกาสพบเชื้อวัณโรคได้หากในเสมหะ1 มิลลิลิตร มีเชื้อประมาณ 5,000-10,000 ตัวขึ้นไป หากปริมาณเชื้อน้อยกว่านี้โอกาสตรวจพบด้วยกล้องจุลทรรศน์จะลดลงมาก การตรวจควรตรวจซ้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง ดังนั้นจึงต้องมีการเก็บเสมหะอย่างถูกต้อง ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าต้องเป็นเสมหะที่ไอจากส่วนลึกของหลอดลม และมีปริมาณมากพอสมควรประมาณ 5-10 มิลลิลิตร หากเก็บไม่ถูกต้อง จะทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้เสมหะที่ได้ควรส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจโดยเร็ว หากเก็บไว้ในตู้เย็น4 °Cไม่ควรเก็บนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ (สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์,2544)

2.2 การเพาะเชื้อในเสมหะ เป็นการตรวจที่ให้ผลถูกต้องแม่นยำ มีความไวและความจำเพาะร้อยละ 81.5 และ 98.4 ตามลำดับ ถือเป็นมาตรฐานสามารถตรวจพิสูจน์หาเชื้อวัณโรคได้แม้จะมีจำนวนเชื้อวัณโรคที่มีชีวิตเพียง 10 เซลล์ต่อสิ่งส่งตรวจ 1มิลลิลิตร และยังจำแนกชนิดของเชื้อและทดสอบความไวของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะ เพื่อตรวจหาเชื้อ

3. การตรวจด้วยเทคนิคสมัยใหม่

3.1 Polymerase Chain Reaction (PCR) เป็นเทคนิคการสังเคราะห์สารพันธุกรรม(DNA) ในหลอดทดลองเลียนแบบการสังเคราะห์ DNA ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ทำการทดสอบ DNAที่ได้จากเทคนิค PCR เทียบกับ DNA มาตรฐานโดยวิธีอีเลคโตรโฟรีสิส (electrophoresis) วิธีการนี้มีข้อดีคือมีความไวและความจำเพาะสูงมากอาจถึงร้อยละ 100 (95% CI= 85-100) แม้มีเชื้อวัณโรคในสิ่งส่งตรวจเพียง 3 ตัว ก็สามารถตรวจพบได้ภายในเวลา 48 ชั่วโมง หากมีการปนเปื้อนเชื้อวัณโรคอาจจะให้ผลเป็นลบได้ (Warren et al., 2004)

3.2 Restriction fragments length polymorphism (RFLP) เป็นการนำเอา DNAของเชื้อมาตัดด้วยเอนไซม์ เรสทริคชั่น เอ็นโดนิวคลีเอส (restriction endonuclease) ให้ DNA ขาดเป็นท่อนๆ แล้วนำไปแยกด้วยวิธีอีเลคโตรโฟรีสิส (electrophoresis) จะเกิดรูปแบบการเรียงตัวของDNA ท่อนเล็กและท่อนใหญ่ที่เรียกว่า DNA fingerprinting ซึ่งใช้จำแนกสายพันธุ์ของเชื้อได้ วิธีนี้ จะมีประโยชน์ในการศึกษาระบาดวิทยาของเชื้อโรค สามารถบอกแหล่งระบาดของโรคได้

4. การทดสอบปฏิกิริยาทูเบอร์คูลินทางผิวหนัง (tuberculin skin test) หมายถึง                                              การใช้น้ำยาทูเบอร์คูลินชนิดพีพีดี (Purified Protein Derivative [PPD]) จำนวน 0.1 มิลลิลิตร ฉีดเข้าชั้นผิวหนังแล้วอ่านผลหลังทดสอบ 48-72 ชั่วโมง เป็นการตรวจวินิจฉัยที่นิยมเนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวก ทราบผลการตรวจได้รวดเร็วและมีความแม่นยำ สามารถตรวจโดยทั่วไปได้ ความไวของการทดสอบทูเบอร์คูลินทางผิวหนังเพื่อตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคในคนปกติ มีค่าอยู่ระหว่างร้อยละ92-94 และมีความจำเพาะร้อยละ 98-99 เป็นการตรวจวินิจฉัยว่าผู้นั้นได้รับเชื้อวัณโรคมาแล้ว เนื่องจากในประเทศไทยมีความครอบคลุมการฉีดวัคซีน BCGค่อนข้างสูง จึงเป็นการยากที่จะแยกปฏิกิริยาที่เกิดจากการติดเชื้อวัณโรคและการได้รับวัคซีน BCGได้ ดังนั้นจึงใช้ตรวจเพื่อวินิจฉัยวัณโรคที่ตรวจไม่พบเชื้อ ในประเทศไทยไม่แนะนำให้ทดสอบปฏิกิริยาทูเบอร์คูลินในประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอาการผิดปกติ แต่ให้สอบถามอาการที่เกี่ยวข้องกับวัณโรคเป็นประจำ ได้แก่ อาการไข้เรื้อรัง ไอตั้งแต่ 3 สัปดาห์ขึ้นไป ไอเป็นเลือด หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ (อภิรักษ์ ปาลวัฒน์วิชัยไชย, ประมวณ สุนากร, และ วัลลภ ปายะนันทน์, 2542)

การแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค (บุญส่งพัจนสุนทร และ วิภา รีชัยวิชิตกุล, 2543) คือ

1. การแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยวัณโรคปอดสู่ผู้ป่วยอื่น พบได้ในกรณีผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษา ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอดระยะแพร่เชื้อ และยังไม่ได้รับการรักษา จึงมีการแพร่กระจายเชื้อได้มาก ผู้ป่วยอื่นและบุคลากรไม่มีการป้องกันตัวเอง โอกาสได้รับเชื้อและป่วยเป็นวัณโรคมีสูงมาก มีคนจำนวนมากที่มีการติดเชื้อวัณโรค แต่ไม่ป่วยเป็นวัณโรค เนื่องจากมีภูมิต้านทานแข็งแรงพอที่จะยับยั้งการป่วยเป็นวัณโรค แต่ภูมิต้านทานก็ไม่สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้หมด ดังนั้นคนที่ติดเชื้อวัณโรคยังคงมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นวัณโรค หากเชื้อวัณโรคสามารถต่อต้านภูมิคุ้มกันของร่างกายและเจริญแพร่พันธุ์ได้ (อะเคื้อ อุณหเลขกะ, 2545) ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการป่วยเป็นวัณโรคได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำที่เกิดจากเชื้อไวรัส (WHO, 1995) ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง เนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะภูมิต้านทานต่ำเมื่อมีการติดเชื้อวัณโรค เชื้อก็จะต่อต้านภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ เอชไอวีบางรายผลการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ และการถ่ายภาพรังสีทรวงอกที่เป็นลบ ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยและรักษาวัณโรคได้ในระยะแรกของการติดเชื้อวัณโรค ทำให้โรคดำเนินต่อไปและแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้หากเข้าสู่ระยะแพร่กระจาย

การรักษา

ผู้ป่วยวัณโรคที่ไม่ได้รักษาจะมีอัตราการตาย ร้อยละ 40-60 ปัจจุบันมีวิธีการรักษาวัณโรคระยะสั้น โดยการให้ยารักษาควบคู่กันไปหลายขนาน หากรักษาครบกำหนดจะมีอัตราหายร้อยละ 90 การรักษาจะใช้ร่วมกันหลายชนิดโดยให้ INH, Rifampicine 6 เดือน และให้ Ethambutal,pyracinamide 2 เดือนแรก ผู้ป่วยที่มีรายได้น้อยก็สามารถไปรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยของรัฐเมื่อรักษาไป 2-3 สัปดาห์ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่าตัดสินใจหยุดยาเองเป็นอันขาด การกินยาไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดยาก่อนกำหนดจะทำให้เชื้อโรคดื้อยาการรักษาวัณโรคที่ดื้อยา ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อดื้อยาไปสู่ผู้อื่น จะต้องใช้ยา 18-24 เดือนโดยใช้ยาที่เชื้อไม่ดื้อยาอย่างน้อย3 ชนิด(สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข)

ระบบยาที่แนะนำ มีดังต่อไปนี้

ระบบยาสำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่เคยได้รับการ รักษามาก่อน (หรือไม่เกิน 1 เดือน) การให้ยาแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะเข้ม ข้น (intensive phase) และระยะต่อเนื่อง(maintenance phase) ระบบยาที่เหมาะสมกับประเทศไทย ทั้งในแง่ประสิทธิภาพที่ดี ราคายาที่ เหมาะสม และอัตราการกลับเป็นใหม่ของโรคที่ต่ำ(relapse) ได้แก่

 

 

1.1 ผู้ป่วยใหม่ย้อมเสมหะพบเชื้อ

1.1.1) ระบบยาที่ใช้เวลา 6 เดือน 2HRZE(S)/4HR หรือ 2HRZE(S)/4H3R3

1.1.2) ระบบยาที่ใช้เวลา 8 เดือน 2HRZE(S)/6HE

1.1.3) ระบบยาที่ใช้เวลา 9 เดือน 2HRE/7HR

ยารักษาวัณโรค

หมายเหตุ :แนะนำให้ใช้สูตร 6 เดือนเป็นหลัก ให้ ใช้ยาอย่างน้อย 4 ชนิด ในระยะเข้มข้นเนื่องจากมี อัตราเชื้อต้านยาปฐมภูมิต่อ INH สูง ยกเว้นในผู้ป่วย บางรายที่มีปัญหาเช่น ทนฤทธิ์ยาพัยราซินะไมด์ไม่ ได้ อาจใช้2HRE/7HR ได้ ต้องพยายามจัดระบบการรักษาระยะ สั้นแบบให้กินยาภายใต้การสังเกตโดยตรง Directly observed treatment, short coutse (DOTS) ทุกราย เพื่อป้องกันการดื้อยา การให้ยาแบบสัปดาห์ละ 3 ครั้ง มี เงื่อนไขว่าต้องให้ผู้ป่วยกินยาต่อเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยได้รับยาจริง การใช้ยาในระยะ 2 เดือนแรก มีความ สำคัญต่อการรักษามาก ควรจัดให้อยู่ในการควบคุม อย่างใกล้ชิด หรือ DOTS

ยา อีแธมบิวตอล และ สเตร็พโตมัยซิน อาจใช้แทนกันได้ ยารับประทานทุกขนานควรใช้วันละ ครั้งเดียวเวลาท้องว่าง เช่น ก่อนนอนโดยจัดรวมอยู่ ในซองเดียวกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาดีที่สุด ต้องให้ แน่ใจว่า ผู้ป่วยใช้ยาทุกขนานครบตามระบบยานั้น ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่รับประทานยาบางขนาน ซึ่ง อาจจะทำให้เกิดภาวะดื้อยา และการรักษาไม่ได้ผล ดี จึงสนับสนุนให้ใช้ยา Rifampicin รวมกับยาอื่น 13 รวม 2-3 ขนานในเม็ดเดียวกัน (Fixed-dose combination) ซึ่งมีกำหนดสัดส่วนที่แน่นอนโดยเลือก ยาชนิดที่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับ Bioavailability ใน คน จากสถาบันทีเชื่อถือได้

1.2 ผู้ป่วยใหม่ย้อมเสมหะไม่พบเชื้อ

1.2.1 ให้การรักษาเหมือน new smear-positive pulmonary tuberculosis คือสูตรยา 6 เดือน

1.2.2 ในรายที่เสมหะตรวจย้อมสี ไม่พบเชื้อ(smear negative) และการเพาะเชื้อให้ผลบวกหรือลบ ก็ตาม ร่วมกับภาพรังสีทรวงอกมีรอยโรคขนาดน้อย มากและไม่มีโพรง กล่าวคือมีขนาดรอยโรครวมกัน ทั้งปอดแล้วไม่เกิน 10 ตร.ซม. อาจให้การรักษา 6 เดือน ด้วยระบบยา 2HRZ/4HRระบบยาสำหรับผู้ป่วยเสมหะบวก ที่เคยได้รับการรักษามาแล้ว (Retreatment)คำจำกัดความ

2.1 Treatment failure หมายถึง ผู้ป่วยที่ กำลังรักษาอยู่ด้วยระบบยาระยะสั้น 6 เดือนนาน เกิน 5 เดือน แล้วเสมหะยังตรวจพบเชื้อ

2.2 Relapse หมายถึง ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาหายมาแล้วหยุดยาแล้วโรคกลับเป็นใหม่ โดยมีผลตรวจเสมหะ (direct smear หรือ culture) เป็นบวก

2.3 Default หมายถึง ผู้ป่วยที่ขาดยาติดต่อ กันนานเกินกว่า 2 เดือน

การรักษาซ้ำในกรณีผู้ป่วย relapse, default และ treatment failure ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนครบ สูตรยาและแพทย์สั่งจำหน่ายหายแล้วแต่ผู้ป่วยกลับ ป่วยเป็นวัณโรคอีก (Relapse) จากการศึกษาพบว่า เชื้อมักจะไม่ดื้อต่อยาในกรณีนี้ให้ใช้ระบบระยะสั้นเดิม แล้วส่งเสมหะก่อนเริ่มให้ยาเพื่อเพาะเชื้อและ ทดสอบความไวของยาในกรณีที่ผู้ป่วยรับยาไม่สม่ำเสมอหรือ ขาดการรักษา (Default) หรือไม่ครบขนานหรือบาง ขนานที่ระบบยาสั้น และคาดว่าเชื้ออาจจะดื้อต่อยา บางขนาน แต่ไม่ใช่การดื้อยาหลายขนาน (MDRTB) โดยเฉพาะดื้อต่อยา RMP ให้ใช้ระบบยา 2HRZES/1HRZE/5HREในกรณีที่ผู้ป่วยมีการรักษาล้มเหลวด้วยระบบยาที่ใช้ยาอยู่ตามข้อ 1.1.1 หรือตามข้อ 1.1.2                       โดยมีหลักฐานว่าผู้ป่วยได้รับยาสม่ำเสมอเช่นได้ รับ DOTS มาตลอด ให้ส่งเสมหะเพื่อเพาะเชื้อและ ทดสอบความไวของเชื้อต่อยาก่อนเปลี่ยนระบบยา ใหม่ทั้งหมดโดยใช้ยารักษาวัณโรคตัวอื่นๆ ที่ไม่เคย ใช้มาก่อนอย่างน้อยอีก 3 ตัว (พิจารณายาสำรอง ตามตารางที่ 2) เมื่อได้ผลเพาะเชื้อแล้วให้ปรับระบบ ยาใหม่ตามผลการทดสอบความไวของยา การรักษาใหม่ในรายที่มีการรักษาล้มเหลวจากเชื้อดื้อยา จะ ต้องให้ยาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือน หลังจากที่ตรวจย้อมเสมหะและเพาะเชื้อไม่พบเชื้อวัณโรค ควรเน้นการรักษาครั้งแรกให้ถูกต้องเป็น ปัจจัยสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการรักษาล้ม เหลวและเชื้อดื้อยา โดยให้การบริการจัดการรักษา วัณโรคที่ดีและให้ DOTS ในกรณีที่สถานบริการไม่สามารถจะทำการเพาะเชื้อและทดสอบความไวของ เชื้อต่อยาได้ อาจจะต้องส่งตัวผู้ป่วยไปรักษายัง สถานบริการที่สามารถกระทำได้

การติดตามและประเมินผลการรักษา

ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีเสมหะย้อมสีพบ เชื้อทนกรด และได้รับการรักษาด้วยยารักษาวัณโรค ด้วยระบบมาตรฐาน การตรวจเสมหะด้วยกล้อง จุลทรรศน์ (และการเพาะเชื้อถ้ากระทำได้) เป็นวิธีการหลักในการประเมินผลการรักษาที่สำคัญและไว กว่าการทำภาพรังสีทรวงอก จึงต้องได้รับการตรวจ ย้อมสีเสมหะเพื่อตรวจหาเชื้ออย่างน้อย 3 ช่วงเวลา ระหว่างรักษา คือ หลังการรักษา 2 เดือนเพื่อดูอัตรา การเปลี่ยนของเสมหะจากบวกเป็นลบ (conversion rate) ช่วงที่สองหลังการรักษา 5 เดือน เพื่อดูว่ามีการ รักษาล้มเหลวหรือไม่ และเมื่อสิ้นสุดการรักษาเพื่อดู อัตราการหายใจจากโรค (cure rate) เสมหะที่ส่ง ตรวจแต่ละครั้งควรจะต้องประกอบด้วยเสมหะ 2 ตัว อย่าง ที่เก็บในตอนหลังตื่นนอนหนึ่งตัวอย่าง และอีก หนึ่งตัวอย่างจะเก็บขณะที่ผู้ป่วยมารับการตรวจ รักษาหรืออย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัวอย่าง ถ้าหาก สามารถจะเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะได้ควรจะทำ การเพาะเชื้อร่วมด้วยภาพรังสีทรวงอกผู้ป่วย อาจถ่ายภาพรังสี ทรวงอกก่อนการรักษา และควรถ่ายภาพรังสีทรวง อกอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดการรักษา เพื่อเป็นภาพรังสีทรวง อกที่ใช้ในการเปรียบเทียบหากผู้ป่วยมีอาการหลัง หยุดการรักษา การถ่ายภาพรังสีทรวงอกระหว่างการรักษาไม่จำเป็น ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการ เปลี่ยนแปลงที่เลวลงระหว่างการรักษาหรือสงสัยว่ามีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น

ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ตรวจเสมหะย้อมสี ไม่พบเชื้อด้วยวิธีตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ไม่ว่าผล การเพาะเชื้อเป็นบวกหรือลบก็ตาม โดยทั่วไปให้ใช้ อาการแสดงทางคลินิกดูผลการรักษา แต่ควรตรวจ เสมหะเมื่อสิ้นสุดการรักษาระยะเข้มข้นเพื่อป้องกัน ความผิดพลาดในผลการตรวจเสมหะก่อนรักษา หรือผู้ป่วยได้รับยาไม่สม่ำเสมอผู้ป่วยที่ขาดยาเกิน 2 วัน ในระยะเข้ม ข้นหรือเกิน 7 วัน ในระยะต่อเนื่องต้องติดตามทันทีเพื่อหาสาเหตุและอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความ สำคัญของการกินยาให้ครบถ้วน

ตารางที่ 1 ยารักษาวัณโรคที่มีประสิทธิภาพดี

ชื่อ ใช้ยาทุกวัน ให้ยาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง (สำหรับผู้ใหญ่) ฤทธิ์ข้างเคียงที่ สำคัญ
ผู้ใหญ่ เด็ก
Isoniazid (H) 300 มก./วัน 5(4-6) มก./กก./วัน 10(8-12) มก./กก. ตับอักเสบ
Rifampicin (R) >50กก.ให้ 600 มก./วัน

<50กก.ให้ 450 มก./วัน

10(8-12) มก./กก./วัน 10(8-12) มก./กก. ตับอักเสบ อาการ คล้ายไข้หวัดใหญ่ ถ้าให้ยาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
Streptomycin (S) >50 กก.ให้ 1 กรัม/วัน

< 50 กก.ให้ 0.75 กรัม/วัน

15(12-18) มก./กก./วัน ไม่เกินวันละ 1 กรัม 15(12-18) มก./กก. หูตึง เสียการทรงตัว
Pyrazinamide (Z) 20-30 มก./กก./วัน 25(20-30) มก./กก./วัน 35(30-40) มก./กก. ตับอักเสบ ผิวหนังเกรียม แพ้แดด ปวดมือ
Ethambutol (E) 15-25 มก./กก./วัน 15(15-20) มก./กก./วัน 30(25-30) มก./กก. ตามัว และอาจตาบอดได้

** หมายเหตุ : มก. = มิลลิกรัม กก. = กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมียาสำรองบางชนิดที่หาซื้อได้ยาก ราคาแพง ประสิทธิภาพปานกลางหรือต่ำ และมี ฤทธิ์ข้างเคียงสูง (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 ยาสำรอง (ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย)

ขนาด ผลข้างเคียง
1) Thiacetazone 150 มก./วัน เบื่ออาหาร ผื่นคัน ตับอักเสบ
2) Amikacin 15 มก./กก./วัน หูตึง เสียการทรวงตัว
3) Kanamycin 15 มก./กก./วัน หูตึง เสียการทรงตัว
4) Ofloxacin 400-600 มก./วัน คลื่นไส้ ปวดศีรษะ
5) Levofloxacin 400-600 มก./วัน คลื่นไส้ ปวดศีรษะ
6) Ciprofloxacin 750-1000 มก./วัน คลื่นไส้ ปวดศีรษะ
7) PAS 8-12 กรัม/วัน คลื่นไส้ แน่นท้อง ท้องเสีย เป็นผื่น
8) Cycloserine 500-750 มก./วัน บวม อารมณ์ผันผวน จิตประสาท ชัก

** หมายเหตุ : มก. = มิลลิกรัม กก. = กิโลกรัม

นำมาจาก แนวทางการวินิจฉัยและรักษาวัณโรคในประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุง)

 

วิธีการดำเนินงาน

การศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ศึกษาผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม ณ หมู่บ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง 52000

โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1. กำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง

2. สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

3. การเก็บรวบรวมข้อมูล

4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียม หมู่บ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 71 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็นดังนี้ คือ

ส่วนที่ 1 แบบคัดกรองรายชื่อผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค ประกอบด้วย

–                    ชื่อ – สกุล

–                    อายุ

–                    ที่อยู่

–                    จำนวนปีที่มัดหอมกระเทียม

–                    ระยะเวลาในการมัดหอม

–                    การสำรวจปัจจัยเสี่ยงต่างๆของโรคประกอบด้วย โรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  โรควัณโรค  ผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน/ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค โรคความดันและโรคความดันโลหิตสูง

การเก็บรวบรวม

ในการศึกษาครั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลา 3 สัปดาห์โดยการศึกษาจากผู้ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียม หมู่บ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 71 คน

การวิเคราะห์ข้อมูล

            การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้สถิติบรรยาย คือ ค่าร้อยละ (Percentage)

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ตารางสรุปผลการสำรวจในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค หมู่บ้านกล้วยม่วง หมู3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ส่วนที่ 1 เพศ

เพศ จำนวนคน ร้อยละ
ชาย 28 39.43
หญิง 43 60.56

จากตารางส่วนที่ 1 จะพบว่า กลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค ชุมชนกล้วยม่วง หมู่3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง มีทั้งหมด 71 คน จากประชากรทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 4.46  มีเพศชาย 28 คน คิดเป็นร้อยละ 39.43  เพศพญิง 43 คน คิดเป็นร้อยละ 60.56 ของกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

ส่วนที่ 2 ข้อมูลช่วงอายุแบ่งตามเพศ

ช่วงอายุ เพศชาย (คน) ร้อยละ เพศหญิง (คน) ร้อยละ
30 – 40 ปี 2 2.81
41 – 50 ปี 12 16.90
51 – 60ปี 5 7.04 26 36.61
60 ปีขึ้นไป 9 12.67 17 23.94

จากตารางส่วนที่ 2 จะพบว่า ช่วงอายุเพศชายในการประกอบอาชีพกลุ่มมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค ในช่วงอายุ 51-60 ปี มีจำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 7.04 และ 61 ปีขึ้นไปมีจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 12.67 ของประชาการในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

ช่วงอายุเพศหญิงในการประกอบอาชีพกลุ่มมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรคในช่วงอายุ 30-40 ปี มีจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  41-50 ปี มีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 16.90  51-60 ปี มีจำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 36.61 และ 61 ปีขึ้นไป มีจำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 23.94 ของประชาการในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

 ส่วนที่ 3 ระยะเวลาที่เริ่มประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียม

ระยะเวลา(ปี) จำนวนคน ร้อยละ
1 – 5 ปี 12 16.90
6 – 10 ปี 15 21.12
11 – 15 ปี 39 54.92
16 – 20 ปี 3 4.22
20 ปีขึ้นไป 2 2.81

จากตารางส่วนที่ 3 จะพบว่า การเริ่มทำงานของแต่ละคนในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรคในระยะเวลา 1-5 ปี ในการทำงานมีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 16.90  6-10 ปีในการทำงานมีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ21.12  11-15 ปีในการทำงานมีจำนวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 54.92  16-20 ปีในการทำงานมีจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 4.22  และ20ปีขึ้นไป มีจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81 ของประชาการในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

ส่วนที่ 4 ระยะเวลา/วันที่ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียม

ระยะเวลา(ชั่วโมง) จำนวนคน ร้อยละ
06.00 น. – 15.00 น. 2 2.81
06.00 น. – 16.00 น. 1 1.40
06.00 น. – 17.00 น. 2 2.81
07.00 น. – 15.00 น. 1 1.40
07.00 น. – 16.00 น. 2 2.81
07.00 น. – 17.00 น. 3 4.22
08.00 น. – 15.00 น. 2 2.81
08.00 น. – 16.00 น. 11 15.49
08.00 น. – 17.00 น. 47 66.19

จากตารางส่วนที่ 3 จะพบว่า ระยะเวลาในการทำงาน เวลา/วัน(ชั่วโมง)ในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค บ้านกล้วยม่วงในช่วงเวลาต่อไปนี้ 06.00 น. – 15.00 น. จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  06.00 น. – 16.00 น. จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.40  06.00 น. – 17.00 น. จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  07.00 น. – 15.00 น. จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.40  07.00 น. – 16.00 น. จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  07.00 น. – 17.00 น. จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 4.22  08.00 น. – 15.00 น. จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  08.00 น. – 16.00 น. จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 15.49  และ08.00 น. – 17.00 น. จำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 66.19 ของประชาการในกลุ่มอาชีพมัดหอมกระเทียมทั้งหมด

ส่วนที่ 5 ปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆในกลุ่มผู้มัดหอมและกระเทียม

ปัจจัยเสี่ยง จำนวนคน ร้อยละ
DM 11 15.49
HT 15 21.12
DM+HT 12 16.90
วัณโรค
ผู้สู้อายุ 31 43.66
ผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน-ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค 2 2.81

จากตารางส่วนที่ 5 จะพบว่า โรคที่มีปัจจัยเสี่ยงกลุ่มอาชีพมัดหอมมัดกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค โรคเบาหวาน มีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 15.49 โรคความดันโลหิตสูง มีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 21.12 โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 16.90 ผู้สูงอายุจำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 43.66 และผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน-ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81

 

สรุปผลการดำเนินงาน

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวัณโรคในกลุ่มอาชีพมัดหอมและกระเทียม หมู่บ้านกล้วยม่วง  หมู่ที่ 3 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง 52000 เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ที่ประกอบอาชีพมัดหอมและกระเทียมในหมู่บ้านกล้วยม่วง หมู่ที่ 3 จำนวน 71 ราย โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sample)  ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบคัดกรองรายชื่อผู้ประกอบอาชีพมัดหอมกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค  ผลการศึกษาพบว่า โรคที่มีปัจจัยเสี่ยงกลุ่มอาชีพมัดหอมมัดกระเทียมที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค โรคเบาหวาน มีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 15.49 โรคความดันโลหิตสูง มีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 21.12 โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 16.90 ผู้สูงอายุจำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 43.66 และผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน-ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.81  ซึ่งจากผลการศึกษาจะพบว่าไม่พบผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรควัณโรค

ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

Monday, July 21st, 2014

10485378_793292337382628_1642523949_n

10514993_793292340715961_1269704288_n

10559122_793292344049294_848723760_n

ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

ฉัตรชัย หมื่นก้อนแก้ว*­,ธนัชพร มณีวรรณ, สุภา ศรีรุ่งเรือง, กรุณา ยะสะโน,นภดล แนบนิล,วัชรินทร์ พุกอุด, อรุณี ทวีชีพ,ณัฐวรรณ ตันชะและอรพิมล ดวงติ๊บ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มญาติผู้ป่วย รวมทั้งเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปางกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง กลุ่มญาติผู้ป่วยโรคมะเร็ง และกลุ่มประชาชนทั่วไป จำนวน 341 คน ซึ่งได้จากกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Hendelที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ปัจจัยด้านบุคคล ประกอบด้วย ปัจจัยเสี่ยงด้านอาหาร และปัจจัยเสี่ยงด้านการใช้ชีวิต และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ปัจจัยเสี่ยงด้านภายในบ้าน และปัจจัยเสี่ยงด้านภายในสถานที่ทำงาน ซึ่งทดสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยการหาความเที่ยงตรงของเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และหาความเชื่อมมั่นของเครื่องมือโดยไปทดสอบ กับกลุ่มที่คล้ายคลึงตัวอย่างจำนวน 30 คน ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาคอนบรากเท่ากับ 0.79 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย แบบ t-test

ผลการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยด้านบุคคลที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งพบว่าปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหาร มีระดับความเสี่ยงปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.18 +1.01โดยพฤติกรรมพบมากที่สุด คือการรับประทานอาหารแห้งในกลุ่มพืชที่ใช้สำหรับเครื่องปรุงอาหารและปัจจัยเสี่ยงด้านการใช้ชีวิต พบว่า มีระดับความเสี่ยงปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.76 +1.14 โดยพฤติกรรมพบมากที่สุด คือวิธีการจัดการความเครียดด้วยตนเอง ในส่วนของด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง พบว่าปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน มีระดับความเสี่ยงปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.20 +1.24 โดยพฤติกรรมพบมากที่สุด คือการใช้เคมีทำความสะอาดอุปกรณ์ และปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงาน มีระดับความเสี่ยงต่ำ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.44 +0.84 โดยพฤติกรรมพบมากที่สุด คือการทำงานที่สัมผัสกับควัน

สำหรับผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มญาติผู้ป่วย พบว่า มีความแตกต่างทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P < 0.033) คือปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มญาติผู้ป่วย (2.21 + 0.93> 2.12 + 0.97) และผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มบุคคลทั่วไป พบว่า มีความแตกต่างทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P < 0.001) คือปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงน้อยกว่ากลุ่มบุคคลทั่วไป (1.90 + 0.50 < 2.24 + 0.51)

สรุปจากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าประชาชนในพื้นที่ ที่ทำการศึกษายังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวสามารถนำไปเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายและวางแผนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมะเร็งในพื้นที่รับผิดชอบให้เหมาะสมได้

 

การอภิปรายผล

การศึกษาเรื่องปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ ประกอบด้วยปัจจัยด้านบุคคลเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ปัจจัยด้านบุคคลพฤติกรรมการใช้ชีวิต ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงาน

จากการสอบถามข้อมูลทั่วไปจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 59.90 และประชาชนที่มีช่วงอายุ 49-56 ปี คือกลุ่มตัวอย่างที่พบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 19.76 โดยมีการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 59.88 และประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก คิดเป็นร้อยละ 31.43 ทั้งนี้ประชาชนร้อยละ 80.88 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 9,000 บาท และส่วนใหญ่ร้อยละ 58.98 เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับประวัติการป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในครอบครัว พบว่ามีครอบครัวที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง แล้วยังมีชีวิตอยู่ คิดเป็นร้อยละ 6.58 และเป็นผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง คิดเป็นร้อยละ 16.76 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เคยมีญาติที่เคยป่วย และเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งซึ่งเป็นญาติสายตรง คิดเป็นร้อยละ 96.10

สำหรับการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคล ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคลเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และปัจจัยด้านบุคคลพฤติกรรมการใช้ชีวิต ผลการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคลเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งในเรื่องของการรับประทานอาหารแห้ง ได้แก่ พริกแห้ง หอม กระเทียม ถั่วลิสง และเครื่องเทศต่างๆ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ประชาชนนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงในการประกอบอาหารรับประทานเป็นประจำ ซึ่งอาหารกลุ่มนี้อาจมีสาเหตุของความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง คือการได้รับสารเคมีตกค้างจากการเพาะปลูกทางการเกษตรสะสมในร่างกาย เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่ จึงส่งผลให้วัตถุดิบดังกล่าวไม่มีความปลอดภัย สำหรับความเสี่ยงอีกด้านหนึ่ง คืออาจได้รับสารพิษ และสารก่อมะเร็ง จากวัตถุดิบที่มีการเก็บรักษาไม่เหมาะสม เช่น การเก็บรักษาอาหารไว้ในที่ที่มีความชื้นสูง อาจทำให้มีเชื้อราเกิดขึ้นในอาหารได้ง่าย ทำให้อาหารไม่มีความปลอดภัยเนื่องจากมีการสร้างสารพิษจากเชื้อราตกค้างในอาหาร และหากอาหารนั้นถูกเก็บรักษาไว้เป็นเวลานานยิ่งทำให้อาหารเกิดสารพิษตกค้างมากขึ้น โดยเฉพาะสารอะฟลาทอคซิน ซึ่งเป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง สำหรับความเสี่ยงรองลงมา พบว่าประชาชนนิยมรับประทานผักชนิดต่างๆ ซึ่งมีความเสี่ยงที่แฝงคือการมีสารเคมีตกค้างเช่นเดียวกับการรับประทานอาหารแห้ง เนื่องจากประชาชนนิยมซื้อผักมารับประทานแต่อาจมีวิธีการลดสารเคมีตกค้างในผักที่ไม่เหมาะสม จึงทำให้ได้รับการสะสมสารเคมีตกค้างในร่างกายเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ในระยะยาว เมื่อพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นรายกลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีความเสี่ยงสูงในเรื่องของการรับประทานอาหารแห้ง ทั้งนี้ความเสี่ยงที่แต่ละกลุ่มจะได้รับจะแตกต่างกันไป โดยในกลุ่มผู้ป่วยอาจมีโอกาสที่โรคจะมีความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น หรือในกลุ่มผู้ที่หายจากโรคแล้วอาจกลับมาเป็นโรคใหม่ได้อีกครั้ง เนื่องจากการได้รับสารเคมีทางการเกษตร และสารพิษจากเชื้อราในอาหารสะสมในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าว ซึ่งผลการวิจัยคล้ายคลึงกับงานของ กนกกาญจน์ บำรุงกิจ (2555) ศึกษาเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของยีน ทีพี 53 ของผู้ป่วยมะเร็งปอดในภาคเหนือของประเทศไทย และความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงผลจากการศึกษา พบว่าการใช้ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการอาศัยอยู่ในบ้านที่มีอากาศถ่ายเทไม่ดี ได้แก่ บ้านซีเมนต์ หรือบ้านที่มีห้องครัวอยู่ภายในบ้าน มีผลต่อการกลายพันธุ์ของยีนทีพี 53 ในผู้ป่วยมะเร็งปอด ทางด้านกลุ่มญาติผู้ป่วย อาจได้รับสารเคมีทางการเกษตร และสารพิษจากเชื้อราในอาหารสะสมในร่างกาย และทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งขึ้นได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเกี่ยวเนื่องทางพันธุกรรมกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งสูงกว่าบุคคลทั่วไป และในกลุ่มบุคคลทั่วไป หากได้รับการสะสมของสารเคมีทางการเกษตร และสารพิษจากเชื้อราในอาหารสะสมในร่างกายอย่างต่อเนื่องอาจมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งขึ้น

เมื่อพิจารณาผลการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีวิธีการจัดการความเครียดที่ไม่เหมาะสม เช่น การสูบบุหรี่ การรวมกลุ่มกันดื่มสุราหลังจากเลิกงาน และการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ วนิดา โชควาณิชย์พงษ์ (2552) ศึกษาเกี่ยวกับการสำรวจพฤติกรรม และทัศนคติการบริโภคปลาดิบ และการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี พบว่ามีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ที่เกิดจากการบริโภคปลาน้ำจืด ทั้งเพศชาย และเพศหญิง ส่วนใหญ่นิยมบริโภคปลาดิบ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ในตับ มีผลเสี่ยงต่อปัจจัยที่ก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี อีกทั้งขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อทำเป็นประจำมีโอกาสกระตุ้นการเกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ เพราะร่างกายเสื่อมโทรมจากการดื่มสุรา การสะสมสารพิษจากการสูบบุหรี่ และร่างกายกำจัดสารพิษออกจากร่างกายไม่เพียงพอเพราะออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ เป็นสาเหตุทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมโทรม มีการทำงานผิดปกติ และส่งผลให้เกิดเป็นเซลล์ก่อโรคมะเร็งขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุพรรณี พรหมเทศ (2553) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในคนไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าการสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา มีความสัมพันธ์ต่อความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอดในเพศชาย โดยเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งปอดมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นรายกลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีการจัดการความเครียดที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงขาดการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลทั่วไปมีพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงสูง คือสูบบุหรี่และมีการรวมกลุ่มกันดื่มสุราหลังจากเลิกงานเป็นประจำ รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เป็นประจำ รวมถึงขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อมโทรม และมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งได้ในที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Kiyomi Sakata and et all. (2005). ศึกษาเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหารในคนญี่ปุ่น พบว่าเพศชาย ในประชากรทั่วไปวัย 40-79 ปี โดยเครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ในวิถีการดำรงชีวิตเกี่ยวกับอัตราการตายด้วยการสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา พบผู้ที่สูบบุหรี่ และผู้ที่หยุดสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราเสี่ยงต่อการตายสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งผู้ที่ดื่มสุรา และผู้ที่หยุดดื่มสุราแล้ว มีอัตราเสี่ยงต่อการตายสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มสุรา จะมีปริมาณที่มากขึ้นก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารจากการสูบบุหรี่และดื่มสุราเพิ่มมากขึ้น สำหรับกลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มญาติผู้ป่วย มีการจัดการความเครียดบางอย่างที่ไม่เหมาะสม เช่น ยังมีการสูบบุหรี่ รวมถึงดื่มแอลกอฮอล์เป็นบางครั้ง ทั้งนี้หากกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจมีโอกาสที่อาการของโรคมะเร็งจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และในกลุ่มของญาติผู้ป่วย ความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งมากกว่ากลุ่มบุคคลทั่วไป เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเกี่ยวเนื่องทางพันธุกรรมกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทั้งนี้หากมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งรวมด้วย มีโอกาสทำให้บุคคลกลุ่มนี้เกิดเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้นตามไปด้วย

ในส่วนของการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงาน ผลการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสกับอาหาร และสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาดภายในบ้าน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดพื้น น้ำยาล้างห้องน้ำ เป็นต้น ความเสี่ยงที่จะได้รับจากการใช้สารเคมีเหล่านี้ โดยเฉพาะสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสกับอาหาร เกิดจากมีสารเคมีตกค้างในภาชนะ ทำให้เกิดการปนเปื้อนสารเคมีลงสู่อาหาร เมื่อบุคคลภายในบ้านรับประทานอาหารเข้าไปทำให้เกิดการสะสมสารเคมีในร่างกายได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Ami R Zota (2010) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยด้านเคมี และสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีทำความสะอาดภายในบ้านที่มีผล และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม พบว่าการใช้สารเคมีทำความสะอาดภายในบ้านและสารเคมีที่ใช้สำหรับปรับอากาศภายในบ้านมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น

เมื่อพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นรายกลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีการใช้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสกับอาหาร และสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาดภายในบ้านในปริมาณสูง โดยเฉพาะในกลุ่มบุคคลทั่วไป มีการใช้สารเคมีเหล่านี้ในปริมาณสูงจึงมีโอกาสที่สารเคมีจะสะสมในร่างกายได้สูงตามไปด้วย หากไม่มีการตระหนักในเรื่องการปนเปื้อนของสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสกับอาหาร ทั้งนี้การที่บุคคลได้รับการสะสมสารเคมีในร่างกายอย่างต่อเนื่อง และมีพฤติกรรมเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ยอมมีโอกาสที่เป็นสาเหตุในการก่อให้เกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น สำหรับในกลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มญาติผู้ป่วย ความเสี่ยงที่ได้รับเช่นเดียวกับกลุ่มบุคคลทั่วไป แต่มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งได้ง่ายในกลุ่มของญาติผู้ป่วย ซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องของการเกิดโรคมะเร็งที่แฝงมากับยีนทางพันธุกรรม และในกลุ่มของผู้ป่วยอาจเกิดการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงของโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นในบุคคลที่เป็นโรคมะเร็งอยู่ หรืออาจทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งได้ ใหม่ในบุคคลที่เป็นโรคมะเร็งมาก่อน

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงาน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสสัมผัสกับควันไฟ เนื่องจากประชาชนประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรมเป็นหลัก และมีการประกอบอาหารโดยใช้วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงทางธรรมชาติ ดังนั้นจึงมีโอกาสสัมผัสกับควันไฟตลอดเวลา เช่น ควันไฟจากการเผาถ่าน การประกอบอาหารโดยใช้ฟืน การเผาขยะภายในบ้าน รวมถึงการเผาฟางข้าวเพื่อทำการเกษตร จากการที่ประชาชนสัมผัสกับควันไฟมีโอกาสได้รับสารพิษจากควันไฟที่เกิดจากการเผาไหม้วัสดุต่างๆ สะสมภายในร่างกายตลอดเวลาส่งผลให้เกิดเป็นโรคระบบทางเดินหายใจชนิดต่างๆ ขึ้นได้ และหากมีอาการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งระบบทางเดินหายใจขึ้นได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด ทั้งนี้หากมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การสูบบุหรี่เป็นประจำ และการทำงานในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองสูง ยอมทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งได้สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งได้ผลการวิจัยคล้ายคลึงกับงานของ Dario Consonni and et all. (2009) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในการก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งปอดจากการสูบบุหรี่ รวมทั้งสารเคมีต่างๆในสถานที่ทำงาน พบว่ากลุ่มที่ทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง คือกลุ่มที่ทำงานที่สัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำ เช่น งานที่เกี่ยวกับการผลิต เซรามิค และงานที่เกี่ยวกับสารเคมีเป็นสารระเหย ร่วมกับการมีพฤติกรรมเสี่ยง คือการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอร์ ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น เมื่อพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นรายกลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีความเสี่ยงจากการได้รับสารพิษจากควันไฟของการเผ้าไหม้วัสดุต่างๆ สะสมในร่างกาย โดยเฉพาะของกลุ่มบุคคลทั่วไป และกลุ่มญาติผู้ป่วย ซึ่งมีโอกาสได้รับควันไฟจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ควันไฟจากการเกษตร ควันไฟจากการประกอบอาหาร ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องมีโอกาสเกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่าย และหากเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจเรื้อรังอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ ทั้งนี้ในกลุ่มของญาติผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคมะเร็งได้สูงกว่ากลุ่มบุคคลทั่วไปด้วย เนื่องจากมียีนแฝงของการเกิดโรคมะเร็งอยู่ภายในร่างกาย สำหรับกลุ่มผู้ป่วยมีโอกาสสัมผัสกับควันไฟจากการประกอบอาหารเป็นส่วนใหญ่ แต่หากได้รับการสัมผัสอย่างต่อเนื่องอาจกระตุ้นโรคมะเร็งให้มีความรุนแรงสูงขึ้น หรือมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้

ในส่วนของการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มญาติผู้ป่วยทั้งหมด พบว่าปัจจัยที่มีค่าความแตกต่างกันมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P < 0.033) คือปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน โดยค่าเฉลี่ยรวมปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้านของกลุ่มผู้ป่วย มีค่าเท่ากับ 2.21 + 0.93 และกลุ่มญาติผู้ป่วย มีค่าเท่ากับ 2.12 + 0.97 หากพิจารณาจากค่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจะเห็นได้ว่ากลุ่มของผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มญาติผู้ป่วย ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยอาจมีโอกาสที่โรคจะทวีความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น หรือในกลุ่มผู้ที่หายจากโรคแล้วอาจกลับมาเป็นโรคใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับ Ami R Zota (2010) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยด้านเคมี และสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีทำความสะอาดภายในบ้านที่มีผล และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม พบว่าการใช้สารเคมีทำความสะอาดภายในบ้านและสารเคมีที่ใช้สำหรับปรับอากาศภายในบ้านมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ร้อยละ30 และในกลุ่มที่ใช้เป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ร้อยละ 50

สำหรับการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มบุคคลทั่วไปทั้งหมด พบว่าปัจจัยที่มีค่าความแตกต่างกันมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P < 0.001) คือปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยค่าเฉลี่ยรวมปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มผู้ป่วย มีค่าเท่ากับ 1.90 + 0.50 และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีค่าเท่ากับ 2.24 + 0.51 หากพิจารณาจากค่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจะเห็นได้ว่ากลุ่มของบุคคลทั่วไปมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วย ดังนั้นกลุ่มบุคคลทั่วไปอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น หากมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านการรับประทานอาหาร ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา และการได้รับสารเคมีร่วมกับปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นๆ อาทิเช่น พฤติกรรมเสี่ยงจากการทำงานในสถานที่ที่มีฝุ่นละออง หรือไอระเหยของสารเคมีเป็นประจำ ซึ่งได้ผลการวิจัยคล้ายคลึงกับงานของ Dario Consonni (2009) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในการก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งปอดจากการสูบบุหรี่ รวมทั้งสารเคมีต่างๆในสถานที่ทำงาน พบว่ากลุ่มที่ทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง คือกลุ่มที่ทำงานที่สัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำ เช่น งานที่เกี่ยวกับการผลิต เซรามิค และงานที่เกี่ยวกับสารเคมีเป็นสารระเหย ร่วมกับการมีพฤติกรรมเสี่ยง คือการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอร์ ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น

การมีส่วนร่วมในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และศาสตร์การสาธารณสุข : กรณีศึกษาบ้านต้นฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

Monday, July 21st, 2014

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ชื่อเรื่องวิจัย การมีส่วนร่วมในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้    สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และศาสตร์การสาธารณสุข  : กรณีศึกษาบ้านต้นฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ผู้เขียน          นายสกุลศักดิ์  อินหล้า

บทคัดย่อ   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อสร้างสุขภาพที่ดี ครอบครัวอบอุ่น และศึกษาการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์การสาธารณสุข บ้านต้นฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เพื่อนำเสนอบริบทชุมชน การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของกลุ่มเป้าหมายด้านสุขภาพ กระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชน การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์การสาธารณสุขในชุมชนบ้านฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เป็นวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม สามารถนำเสนอผลการศึกษา ดังนี้รูปภาพ5 1) บริบทชุมชน และสภาพที่เป็นจริงของชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา 2) กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ครอบครัวเกิดความอบอุ่นและมีความสุขร่วมกันของชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา 3) การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์การสาธารณสุขในชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา

สรุปผลการวิจัย

            จากการวิจัยครั้งนี้ สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

             ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาและการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อเกิดการสร้างหรือพัฒนารูปแบบเชิงคุณภาพ ดังนี้

  1. บริบทชุมชนบ้านฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

บ้านต้นฮ่างพัฒนาเป็นหมู่บ้านที่มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขาสูง มีป่าไม้และภูเขาล้อมรอบ มีอาณาเขตพื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ที่มีเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนและเขตอุทยานแห่งชาติขุนตาล เนื้อที่ถือครองที่ดินทั้งหมดของหมู่บ้านต้นฮ่างพัฒนา มีจำนวน 2,500 ไร่ จำนวนครัวเรือนทั้งหมด 249 ครัวเรือน มีประชากรรวม 986 คน ประกอบด้วยชาย 508 คน หญิง 478 คน เด็กอายุ 0 – 6 ปี จำนวน 58 คน ผู้สูงอายุ จำนวน 148 คน ทิศเหนือจรดตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน ทิศใต้จรดตำบลบ้านเอื้อม ทิศตะวันตกจรดอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูนทิศตะวันออก  จรดอำเภอแจ้ห่ม อาชีพหลักทำเกษตรกรรม อาชีพรองเลี้ยงสัตว์ และงานรับจ้างทั่วไป มีการปกครอง  โดยผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนหลักหรือผู้นำของหมู่บ้าน โดยมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีก 2 คน การดูแลของหมู่บ้านมีรูปแบบการกระจายงานโดยผ่านกลุ่มผู้นำ มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้สั่งการ ผ่านมายังผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 2 ท่าน และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการของหมู่บ้าน 12 คน โดยมีหน้าที่ดูแลบ้านแต่ละหมวดของตัวเอง หมู่บ้านต้นฮ่างพัฒนามีทุนทางสังคม ประกอบไปด้วย ทุนวัฒนธรรม ความเชื่อ และประเพณี ทุนกลุ่มและบุคคลภายใน ทุนกลุ่มจากภายนอก ทุนทรัพยากรในชุมชน

2. การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของกลุ่มเป้าหมายด้านสุขภาพ

ปัญหาในชุมชนที่ไม่สามารถแก้ไขได้และเป็นปัญหาใหญ่ คือ ปัญหายาเสพติด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คนในชุมชนไม่เข้มแข็งพอ คนในชุมชนต้องช่วยกันแก้ไขสาเหตุของปัญหา สิ่งสำคัญคือ คนในชุมชนต้องร่วมมือกันด้วยความเข้มแข็งของชุมชน แสดงถึงแนวคิดวิเคราะห์ชุมชนได้ อย่างในปัจจุบัน มีการรวมกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนบ้านต้นฮ่าง เช่น กลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ให้เด็กหันมาสนใจกิจกรรมอื่น ๆ มากกว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด กลุ่มสตรีแม่บ้าน รวมตัวเพื่อหารายได้เข้าหมู่บ้านและครอบครัว กลุ่มสมุนไพรไทย  และกลุ่มผู้สูงอายุ

3. กระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชน

ชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา มีกระบวนการการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชนต่าง ได้แก่ การรวมกลุ่มทำแปรงผักเกษตรอินทรีย์ การลดการใช้สารเคมี การตรวจเลือดหาสารพิษตกค้างในเลือด การออกกำลังกายของกลุ่มเยาวชนในชุมชน และแผนงานที่ชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนาจะผลักดันไปสู่อนาคต คือ โครงการลูกโลกสีเขียว และผลักดันชุมชนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศในอนาคต โดยในชุมชนมีคณะทำงานเครือข่ายพันธมิตรสร้างสุขภาพของชุมชน คือ กลุ่ม อสม. และชมรมผู้สูงอายุ

4. การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์การสาธารณสุขในชุมชน

การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชุมชน บ้านต้นฮ่างพัฒนาได้รับสืบทอดตำราสมุนไพรเป็นลักษณะของปริศนาสมุนไพรหรือยาผีบอก ซึ่งตัวของปราชญ์ชุมชนได้รับสืบทอดมาจากคุณพ่อของตน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการใช้สมุนไพรไม่ได้มีการเผยแพร่และไม่เคยใช้รักษาให้คนในชุมชนนอกจากนำมาใช้ในครอบครัวตนเองเท่านั้น

ทั้งนี้ หลังจากได้มีการศึกษาการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนาจึงได้คัดลอกตำรายาสมุนไพรส่วนหนึ่งนำมาให้กลุ่มเยาวชน ได้ศึกษาเรียนรู้ถึงชนิดและวิธีการใช้ประโยชน์ของสมุนไพร และผนวกกับองค์ความรู้ทางด้านสมุนไพรไทย ในชุมชนที่กลุ่มเยาวชนได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้สืบสานเป็นองค์ความรู้ของชุมชนสืบไป

การอภิปรายผลการศึกษา

  1. บริบทชุมชน และสภาพที่เป็นจริงของชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนาเป็นอย่างไร

บ้านต้นฮ่างพัฒนาเป็นหมู่บ้านที่มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขาสูง มีป่าไม้และภูเขาล้อมรอบ เป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้และสัตว์ป่าอยู่มากมายหลายชนิดเหมาะสมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ ลักษณะโครงสร้างทางสังคม ประชาชนส่วนใหญ่ มีความสัมพันธ์แบบชนบท ความผูกพันแบบญาติมิตร มีความเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในครอบครัวและเพื่อนบ้าน ประชาชนยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา สอดคล้องกับงานวิจัย (กนกรัตน์ ทิพนี, 2552) ว่า “ประชาชนให้ความร่วมมือร่วมใจในการดำรง รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีอย่างมั่นคง ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพก็ตาม”

  1. กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ครอบครัว  เกิดความอบอุ่นและมีความสุขร่วมกันของชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา

นโยบายด้านสาธารณสุขยังเป็นนโยบายในภาพรวมเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่เป็นนโยบายที่ชัดเจน ไม่มีการดำเนินงานร่วมกับชุมชน มีเพียงแต่ความร่วมมือกับ อสม. เท่านั้น เรื่องสุขภาพของคนในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือร่วมใจทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดี นำไปสู่การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชน คนในชุมชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมยังไม่ให้ความสำคัญและไม่ตระหนักถึงอันตรายจากการใช้สารเคมีเท่าที่ควร ปัญหาในชุมชนที่ไม่สามารถแก้ไขได้และเป็นปัญหาใหญ่ คือ ปัญหายาเสพติด คนในชุมชนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ต้องร่วมมือกันด้วยความเข้มแข็งของชุมชน สอดคล้องกับประโยชน์ของการมีส่วนร่วมของเฉลียว บุรีภักดี และคณะ (จีระศักดิ์ เจริญพันธ์, 2550)และสอดคล้องกับงานวิจัย (กนกรัตน์ ทิพนี, 2552) ว่า “วิถีชีวิตประจำวันของคนในชุมชน หลังเลิกงานในตอนเย็นก็จะมีการแวะดื่มที่ร้านเหล้าในชุมชนประจำ จับกลุ่มคุยกันเฮฮาทุกเย็น

การเสริมสร้างครอบครัวอบอุ่น เกิดจากการรวมกลุ่มของเยาวชนซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ หรือการที่เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหรือทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน ทำให้เกิดการยอมรับจากคนในชุมชนและครอบครัวของกลุ่มเยาวชนเองว่าพวกเขาก็สามารถสร้างสิ่งที่ดีและมีประโยชน์แก่ชุมชนได้ จุดเด่นของการทำกิจกรรมที่ทำให้คนในชุมชนและคนในครอบครัวของกลุ่มเยาวชนยอมรับและเห็นคุณค่าตลอดจนความสามารถของกลุ่มเยาวชน คือ กิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำ และการปลูกผักโดยใช้แนวทางของเกษตรอินทรีย์รวมถึงการเลี้ยงหมูหลุม โดยยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพที่มีในกลุ่มเยาวชนให้คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าในตัวของเยาวชน ซึ่งจะทำให้กลุ่มเยาวชนเกิดการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตัวเองเช่นกัน เนื่องจากได้รับการยอมรับจากบุคคลในครอบครัว เยาวชนจึงอยากที่จะรักษาคุณค่าของตัวเองไว้ ส่งผลให้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องในการทำให้ครอบครัวอบอุ่นคือ เยาวชนเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งของกิจกรรมสามารถส่งเสริมให้เกิดรูปแบบครอบครัวที่ดีได้ เช่น เกิดการรับฟังซึ่งกันและกันเพราะการได้พูดคุยกันภายในครอบครัว การทำกิจกรรมของกลุ่มเยาวชนตลอดจนเรื่องของการประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ในการจุนเจือครอบครัวอยู่ดีมีสุข และ เป็นครอบครัวที่อยู่รวมกันเพราะสมาชิกภายในครอบครัวรู้บทบาทหน้าที่ของตน โดยพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก เช่น ไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่สนใจแต่การทำงานจนไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดูบุตรของตัวเอง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ดึงให้เยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด เพราะปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่สำคัญอีกหนึ่งปัญหาสำหรับเยาวชนและเมื่อเยาวชนห่างไกลจากยาเสพติดแล้วเยาวชนก็จะมีความใกล้ชิดกับครอบครัว เมื่อครอบครัวได้ปะทะสังสรรค์กันมากขึ้นก็จะก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวมากขึ้น เพราะเยาวชนไม่ไปรวมกลุ่มมั่วสุมเรื่องยาเสพติด ทำให้เยาวชนถูกมองในแง่ดี คนในชุมชนก็เห็นความสำคัญของเยาวชนจากกิจกรรมที่เยาวชนทำซึ่งจะส่งผลเกิดความรักสามัคคีกันในชุมชนและจะส่งผลต่อยอดไปทำให้ชุมชนเข้มแข็งโดยมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นพื้นฐานของความเข้มแข็งในที่สุด

  1. การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์ การสาธารณสุขในชุมชนอย่างไร

พืชสมุนไพรที่มีอยู่ในชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนานั้นสามารถสำรวจได้ 91 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิด มีสรรพคุณที่ใช้ในการรักษาความเจ็บป่วยที่แตกต่างกันออกไปโดยที่มาขององค์ความรู้ในเรื่องพืชสมุนไพรในชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนาได้มีการสืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ส่วนในการเสาะแสวงหาพืชสมุนไพรเพื่อนำมาใช้นั้นส่วนใหญ่จะเสาะหาจากแหล่งธรรมชาติภายในชุมชน สอดคล้องกับทฤษฎีต้นทุนทางสังคมของครูเตอร์และเลซิน (ณรงค์ศักดิ์ หนูสอน, 2553) เนื่องจากมีพื้นที่อยู่ในเขตต้นน้ำ ทำให้มีสภาพป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ทำให้พบพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดในบริเวณป่าชุมชนและภายในบริเวณหมู่บ้านเอง สอดคล้องกับงานวิจัย (พัชทิชา กุลสุวรรณ์, 2554) ว่า “องค์ความรู้ในเรื่องพืชสมุนไพรการเรียนรู้เริ่มจากครอบครัวและเครือญาติที่มีการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ หากมีผู้ใดในครอบครัวเจ็บป่วยผู้ที่มีความรู้ในการใช้พืชสมุนไพรภายในครอบครัวจะเป็นผู้ดูแลรักษาและเสาะหาสมุนไพร เพื่อนำมารักษาผู้ป่วยบุคคลภายในครอบครัวจะเกิดการเรียนรู้ จดจำ และเมื่อเกิดการทำหลาย ๆ ครั้ง ก็เกิดเป็นประสบการณ์และสามารถปฏิบัติเองได้”

ต.ย. หัวข้องานวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

Friday, June 13th, 2014
research structure

research structure

กรณีนี้ เป็นเอกสารที่จำลองขึ้นมาว่า .. มีโอกาสได้สื่อสารกับนักศึกษา เรื่องการเตรียมเอกสารนำเสนอหัวข้อ หรือสอบป้องกันหัวข้อ สำหรับ 3 บทแรก ในกลุ่มนักศึกษาทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ก่อนจะเข้าสู่สนามสอบก็ต้องผ่านการพิจารณาซักซ้อมกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน ในการพิจารณาหลายครั้งนั้น ก็จะมีการให้ข้อเสนอแนะปรับแก้ และติดตามให้มีความเข้าใจถูกต้องตรงกัน ได้เอกสารสื่อออกมาได้ตรงกับที่ตั้งใจ ซึ่งรายละเอียดที่ใช้ในแต่ละสถาบัน แต่ละหลักสูตรก็จะมีการกำกับดูแล มีตัวแบบ ขั้นตอน หรือเกณฑ์พิจารณาที่แตกต่างกันไป

ตัวแบบหัวข้อ การศึกษาค้นคว้าอิสระ
สำหรับ 3 บทแรก (ตัวเลขหัวข้อย่อย เวลาเขียนจริง ไม่ต้องมีตัวเลขกำกับนะครับ)

บทที่ 1 บทนำ
1. ชื่อหัวข้อ - มักพบว่ามีคำที่ใช้เป็นตัวแปรตามในกรอบแนวคิด
2. บทนำ
2.1 ภาพกว้าง
2.2 พบประเด็นอะไร
2.3 เสนอแนวทางหาคำตอบที่สอดรับกับหัวข้อ
3. วัตถุประสงค์ - ตอบหัวข้อ และบทนำ
4. ขอบเขต - เนื้อหา+ประชากร+ตัวแปร+เวลา+สถานที่
5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ - สอดรับกับวัตถุประสงค์
6. นิยามศัพท์ - อธิบายคำที่ต้องขยายความ
7. สมมติฐานการวิจัย - มักได้คำตอบด้วยค่าสถิติ
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง - ต้องถูกใช้ในแบบสอบถาม
2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - ต้องถูกใช้ในการอภิปรายผล
3. กรอบแนวคิดในการวิจัย - สิ่งที่เรารู้ กับสิ่งที่เราค้นหา
บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย
1.  ขั้นตอนดำเนินการวิจัย - เป็นข้อ จนถึงสรุปผล
2.  แหล่งข้อมูล - ปฐมภูมิ หรือทุติยภูมิ
3.  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง - การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง
4.  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - ให้เหตุผลของแต่ละเครื่องมือ
5.  การเก็บรวบรวมข้อมูล - ใช้เครื่องมือใด ที่ไหน อย่างไร
6.  การวิเคราะห์ข้อมูล - ค่าสถิติใด ใช้เพื่ออะไร