คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้(KM) : การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ

การจัดการความรู้(KM): การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ

                                                 โดย  อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์**

Tacit Knowledge **อาจารย์ผู้สอนหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณทิตและพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาพยาบาลชุมชนและสาขาพยาบาลอาชีวอนามัย) และหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต(หลักสูตรนานาชาติ) ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นวิทยากร ในการทำ KM และการเขียนบทความทางวิชาการ

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ

 เนื้อหา (Content) : การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการควรเป็นงานวิจัย  ที่มีลักษณะ เป็นงานค้นคว้าอย่างมีระบบและมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล  หลักการ  หรือข้อสรุปรวมที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ  หรือเอื้อต่อการนำวิชาการนั้นไปประยุกต์  ใช้ให้เกิดประโยชน์ในแวดวงวิชาการ เช่นใช้ในการจัดการเรียนการสอน หรือสามารถประยุกต์ใช้กับงานบริการวิชาการเป็นต้น  ตลอดจนเป็นเอกสารที่มีระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาและ งานวิจัยที่คณาจารย์ทำแล้ว  ให้นำเผยแพร่ควรมีลักษณะใด ลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้

–        ตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปของบทความวิจัย ในวารสารทางวิชาการ ที่มีคุณภาพตั้งแต่ดีจนถึงดีเด่น

–        ตีพิมพ์ในหนังสือรวมงานวิจัยระดับนานาชาติ  ซึ่งเป็นงานที่ได้รับเชิญให้เขียน  และ / หรือมีกองบรรณาธิการ ตรวจสอบคุณภาพของงานวิจัยนั้นๆ

–        เสนองานวิจัยในรูปของเอกสารต่อที่ประชุมทางวิชาการ  ซึ่ง            เป็นที่ยอมรับของผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ โดยมีการ นำไปรวมเล่มเผยแพร่ในรูปของเอกสารวิชาการ  (proceeding) จากการประชุมครั้งนั้น

–        ในกรณีที่งานวิจัยฉบับสมบูรณ์  มีความยาวขนาดเล่มหนังสือ  จะต้องผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ  ก่อนนำเผยแพร่ไปยังสถาบันทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง

–        ได้รับการพิมพ์เผยแพร่มาแล้ว และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา  และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

–        ผลงานที่มิได้จัดทำแต่ผู้เดียว  ให้ระบุผู้ขอมีส่วนร่วมจัดทำร้อยละเท่าไหร่

จัดทำอยู่ในส่วนใด  และผู้ร่วมจัดทำ  ต้องรับรองว่าผู้ร่วมจัดทำ  ได้จัดทำในส่วนใด

** ข้อควรระวังคือ ผลงานทางวิชาการ ต้องไม่เป็นผลงานที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา หรือ เคยใช้เพื่อเลื่อนตำแหน่ง หรือเลื่อนวิทยฐานะ มาแล้ว เช่น ขอตำแหน่ง ศาสตราจารย์ (ศ.) ผลงานวิจัยไม่ควรซ้ำกับการที่เคยขอตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ (รศ.) หรือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) เป็นต้น

โพสท์ใน KM:ด้านการวิจัย, คณะสาธารณสุขศาสตร์ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้(KM) : การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้ (KM) : แนวปฏิบัติในการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

การจัดการความรู้ (KM): แนวปฏิบัติในการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา

                                                                     โดย อาจารย์ เบญจวรรณ นันทชัย**

**คณบดีคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น  ผู้แลกเปลี่ยนความรู้

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ     

เนื้อหา (Content)  

    ความนำ

            กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualification Framework for Higher Education: TQF)     ได้กำหนดให้ทุกหลักสูตรต้องดำเนินการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ        ในกลยุทธ์หรือกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ ที่จัดให้แก่นักศึกษาเพื่อเป็นการพัฒนาผลการเรียนรู้    ในแต่ละด้านตามแผนที่การกระจายความรับผิดชอบมาตรฐานผลการเรียนรู้จากหลักสูตรสู่รายวิชา (Curriculum Mapping) โดยความรู้และทักษะนั้น ๆ จะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่สาขาวิชากำหนดไว้ในรายละเอียดของหลักสูตร (มคอ. 2 หมวดที่ 4,5) และวิธีการดำเนินการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามที่ระบุไว้ในรายละเอียด ของรายวิชาทุกวิชา (มคอ. 3 มคอ.4 : หมวดที่ 7)  ทั้งนี้ให้มีการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาอย่างน้อย   ร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา

 

แนวทางปฏิบัติ :  การทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

มหาวิทยาลัยเนชั่น มีนโยบายในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นให้คณะวิชาต่าง ๆ พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรให้สอดคล้องตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นเครื่องมือปฏิบัติในการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นมาตรฐานผลการเรียนรู้ของบัณฑิต (Learning Outcome) เป็นสำคัญ ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ข้อ 6 กำหนดให้มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดใน มคอ. 3 และมคอ. 4 อย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพจึงกำหนดวิธีการ     ทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาซึ่งคณะ ฯ ได้ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้

1. ดำเนินการทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษาโดยอาจารย์ประจำคณะ ฯ ที่เป็นคณะกรรมการวิชาการ

2. คณาจารย์พิจารณาคัดเลือกรายวิชาที่เปิดสอนในหลักสูตรในแต่ละปีการศึกษาเพื่อดำเนินการทวนสอบผลสัมฤทธิ์โดยใช้แนวทางการพิจารณา คือ การคัดเลือกในรายวิชาแกน/วิชาเอก รายวิชาที่ระบุการเรียนการสอนสอดคล้องกับเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย โดยคณะกรรมการสุ่มรายวิชาอย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละภาคของแต่ละปีการศึกษาและไม่ทวนสอบรายวิชาเดิมหรือซ้ำซ้อน สำหรับการดำเนินการทวนสอบรายวิชาในรายวิชาศึกษาทั่วไป และรายวิชาพื้นฐาน ขึ้นอยู่กับการดำเนินการมหาวิทยาลัย

3. ใช้กระบวนการทวนสอบในหลายวิธี เช่น การสังเกต การตรวจสอบ ผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัย การสอบถามนักศึกษา เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่กำหนดขึ้นนั้นได้มีการดำเนินการและบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเป็นที่เข้าใจตรงกันและมีการจัดการเรียนการสอนจนบรรลุผลสำเร็จ

4. วิธีการทวนสอบ ดำเนินการโดยให้นักศึกษาประเมินตนเองเกี่ยวกับระดับความรู้ความสามารถ ทักษะ พฤติกรรมหลังจากเรียนทุกรายวิชาวิชาเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนในแต่ละภาคการศึกษาในระบบการประเมินของมหาวิทยาลัย คณะกรรมการทวนสอบ ฯ นำผลการประเมินมาบันทึกในแบบรายงานผลการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาที่คณะ ฯ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการในทิศทางเดียวกัน

หมายเหตุ 

  1. ตัวบ่งชี้กำหนดให้มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดใน มคอ. 3 และ มคอ. 4 (ถ้ามี) อย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา
  2. การทวนสอบเป็นการหาหลักฐานว่าได้มีการดำเนินการตามมาตรฐานผลการเรียนรู้และมีการจัดการเรียนการสอนจนบรรลุผลสำเร็จ
  3. แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบประเมินเพื่อให้นักศึกษาได้ประเมินตนเองภายหลัง  การเรียนรายวิชาว่าเกิดผลการเรียนรู้อะไรบ้าง ซึ่งผู้ประเมินต้องนำไปเทียบกับมาตรฐานผลการเรียนรู้ของรายวิชา (ตาม มคอ. 3) และ มคอ. 4 ว่าผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นของนักศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ หรือไม่

 

 

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพได้กำหนดให้มีระบบและกลไกการทวนสอบทางการศึกษาเพื่อตรวจสอบว่านักศึกษา     มีผลการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้และการได้รับการพัฒนาคุณลักษณะครบถ้วนทั้ง 5 ด้าน ตามที่กำหนดไว้           ในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ (มคอ. 2) ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาและเพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรโดยผ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอนในทุกรายวิชาการทวนผลการเรียนรู้ได้ดำเนินการทวนสอบทั้งในระดับรายวิชา และในระดับหลักสูตร โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในระดับรายวิชา
กำหนดแนวทางดำเนินการ วิธีดำเนินการ/ แหล่งข้อมูลที่ทำการทวนสอบฯ
  1. มีคณะกรรมการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษา

2. อาจารย์ผู้สอนต้องดำเนินการดังนี้

– จัดทำ มคอ. 3 รายละเอียดของรายวิชา (Course Specification) ล่วงหน้าก่อนเปิดภาคเรียน ในทุกรายวิชา

– จัดทำมคอ. 5 รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา (Course Report)

– จัดทำมคอ. 6 รายงานผลการดำเนินการของประสบการณ์ภาคสนาม (Field Experience Report)

** ให้ครบทุกรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละภาคการศึกษา ภายใน 30 วัน หลังสิ้นสุดภาคการศึกษา

1. แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการภายในคณะทำการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาระดับรายวิชาทุกรายวิชาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ โดยดำเนินการร่วมอาจารย์ผู้รับผิดชอบวิชาทุกรายวิชา

 

3. คณะกรรมการทำการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับรายวิชา อย่างน้อย 25% ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละภาคการศึกษาภายใน 2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดการเรียนการสอน

3.1 อาจารย์ประจำสาขาวิชามีส่วนร่วมในการทวนสอบ ฯ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

3.2 คะแนนผลการประเมินความ       พึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน   ในแต่ละรายวิชา และสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอนที่ประเมินโดยนักศึกษาต้อง        ไม่น้อยกว่า 3.51 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน (องค์ประกอบที่ 2 สกอ. ตัวบ่งชี้ 2.6 )

 

 

3. ทำการทวนสอบโดยวิธีการวิเคราะห์จากเอกสาร/หลักฐาน ดังนี้

3.1 มคอ. 2 รายละเอียดหลักสูตร (Programme Specification)

3.2 มคอ. 3 รายละเอียดของรายวิชา (Course Specification)

– หมวดที่ 5 แผนการสอนและการประเมินผล

(ข้อ 2. แผนการประเมินผลการเรียนรู้)

– หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

(ข้อ 1.  ผลการประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา)

(ข้อ 2. ประเมินจากผลการเรียนของนักศึกษาหรือการสังเกตการณ์สอน)

(ข้อ 4. ทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษาในรายวิชา ได้แก่

การทวนสอบจากคะแนนข้อสอบ งานที่มอบหมาย เช่น กรณีศึกษา

การนำเสนอรายงาน คะแนนการปฏิบัติงาน บันทึกประสบการณ์)

3.3มคอ. 4 รายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม (Field Experience Specification)

– หมวดที่ 3การพัฒนาผลการเรียนรู้

(ข้อ 3 วิธีการที่จะใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ในมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง)

– หมวดที่ 6 การประเมินนักศึกษา

(ข้อ 2 กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของนักศึกษา)

  1. คณะกรรมการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษาทำการวิเคราะห์ และสรุปผลการดำเนินการทวนสอบ ฯ เสนอต่อที่ประชุมคณะ ฯ เพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป
4. วิเคราะห์ และสรุปผลการทวนสอบ ฯ

4.1 มคอ. 5 รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา (Course Report)

– หมวดที่ 3 สรุปผลการจัดการเรียนการสอนของรายวิชา

(ข้อ 7.การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา ระบุวิธีการทวนสอบ และสรุปผลการทวนสอบ)

– หมวดที่ 6 แผนการปรับปรุง (ข้อ 2. การดำเนินการในการปรับปรุงรายวิชา)

 

 

 

 

แหล่งข้อมูลที่ทำการวิเคราะห์ในการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในระดับรายวิชา

 

มคอ. 3 รายละเอียดของรายวิชา (Course Specification)

การจัดการเรียนการสอนของแต่ละรายวิชาให้สอดคล้องรายละเอียด ของหลักสูตร แต่ละรายวิชาจะกำหนดวัตถุประสงค์และรายละเอียดของเนื้อหาความรู้ในรายวิชา แนวทางการปลูกฝังทักษะและคุณลักษณะที่นักศึกษาจะได้รับ         การพัฒนาให้ประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของรายวิชา มีการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน วิธีการเรียน การสอนการวัดและประเมินผลในรายวิชา

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

ข้อ 1. กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา

ข้อ 2. กลยุทธ์การประเมินการสอน

ระบุวิธีการประเมินที่จะได้ข้อมูลการสอน เช่น จากผู้สังเกตการณ์ หรือทีมผู้สอน หรือผลการเรียนของนักศึกษา     เป็นต้น

ข้อ 4. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาในรายวิชา

อธิบายกระบวนการที่ใช้ในการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ของรายวิชา      เช่น ทวนสอบจากคะแนนข้อสอบ หรืองานที่มอบหมาย กระบวนการอาจจะต่างกันไปสำหรับรายวิชาที่แตกต่างกัน หรือสำหรับมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้าน

 

 

 

 

 

 

มคอ. 4 รายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม  (Field Experience Specification)

การบริหารจัดการในรายวิชาหรือกิจกรรมที่นักศึกษาจะต้องออกฝึกงานหรือฝึกภาคสนาม โดยต้องวางแผน            ให้สอดคล้องตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดของหลักสูตร วัตถุประสงค์และกิจกรรมการฝึกต้องมีความชัดเจน                 เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้และทักษะจากประสบการณ์ภาคสนาม รวมทั้งเกณฑ์การวัดและประเมินผลประสบการณ์ภาคสนาม

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 3การพัฒนาผลการเรียนรู้

(ข้อ3วิธีการที่จะใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ในมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง)

หมวดที่ 6 การประเมินนักศึกษา

(ข้อ 2 กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของนักศึกษา)

หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม

(ข้อ 1 กระบวนการประเมินการฝึกประสบการณ์ภาคสนามจากผู้เกี่ยวข้องต่อไปนี้

1.1 นักศึกษา

1.2 พนักงานพี่เลี้ยงหรือผู้ประกอบการ

1.3 อาจารย์ที่ดูแลกิจกรรมภาคสนาม

1.4 อื่น ๆ เช่น บัณฑิตจบใหม่)

มคอ.6

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 5 การประเมินการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม

-ความเห็น/ข้อเสนอแนะของอาจารย์ผู้รับผิดชอบ/อาจารย์ที่ปรึกษาการฝึกประสบการณ์ภาคสนามเสนอต่ออาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร

– อาจารย์พี่เลี้ยงที่ดูแลกิจกรรมการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม

 

มคอ. 5 รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา (Course Report)

การรายงานผล การจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชาเมื่อสิ้นภาคเรียนเกี่ยวกับภาพรวมของ        การจัดการเรียนการสอนในวิชานั้น ๆ ว่า ได้ดำเนินการสอนอย่างครอบคลุมและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ในรายละเอียด          ของรายวิชาหรือไม่และหากไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ต้องให้เหตุผลและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการจัดการเรียน    การสอนของรายวิชาดังกล่าวในครั้งต่อไป รายงานนี้จะครอบคลุมถึงผลการเรียนของนักศึกษา จำนวนนักศึกษาตั้งแต่   เริ่มเรียนจนสิ้นสุด ปัญหาในด้านการบริหารจัดการและสิ่งอำนวยความสะดวก การวิเคราะห์ผลการประเมินรายวิชาของนักศึกษา

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 3 สรุปผลการจัดการเรียนการสอนของรายวิชา

(ข้อ 7.การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา ระบุวิธีการทวนสอบ และสรุปผลการทวนสอบ)

หมวดที่ 6 แผนการปรับปรุง

(ข้อ 2. การดำเนินการในการปรับปรุงรายวิชา)

 

เครื่องมือที่ใช้ในการทวนสอบผลสัมฤทธิ์การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในระดับรายวิชา

1. แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน : แบบสัมภาษณ์นักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน

  1. แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน : แบบประเมินผลการนำเสนอรายงาน
  2. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา : แบบประเมินคุณลักษณะของตนเอง5 ด้าน
  3. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์ : การจัดการเรียนการสอนชองอาจารย์ (ภาคทฤษฎี)

5. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์ : แบบประเมินพฤติกรรมการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษา (ภาคสนาม)

6. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์ : แบบประเมินผลการจัดการเรียนการสอน (ระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัย

 

โพสท์ใน KM:ด้านการวิจัย, คณะสาธารณสุขศาสตร์ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้ (KM) : แนวปฏิบัติในการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา

เกณฑ์ประเมินวารสารวิชาการ ของ TCI (Thai-Journal Citation Index Centre)

tci - Thai-Journal Citation Index Centre

tci – Thai-Journal Citation Index Centre

มีโอกาสได้อ่านเกณฑ์ประเมินวารสารวิชาการ
ของ TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) รอบที่ 2 พ.ศ.2555
จึงได้รู้ว่าคะแนนเต็ม 18 ถ้าเฉลี่ยเป็นร้อยละแล้วไม่ถึง 40% จัดอยู่ในกลุ่ม 3 ที่ถือว่าตก
ถ้าถึง 40-79% ให้อยู่ในกลุ่ม 2 ถ้า 80% ขึ้นไปอยู่ในกลุ่ม 1

วารสารต่าง ๆ ทั้ง 541 ฉบับ ที่เคยเข้าไปอยู่ใน TCI คงตกใจไม่น้อยที่ถูกประเมินด้วยเกณฑ์เข้ม
เพราะ มีเพียง 144 วารสาร (27%) ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 1
และ มี 260 วารสาร (48%) ที่ไปอยู่ในกลุ่ม 2
แต่มีถึง 137 วารสาร (25%) ที่ไปอยู่ในกลุ่ม 3
และเป็นความผิดปกติที่ 126 วารสารไม่ได้ส่งข้อมูลเพื่อรับการประเมิน
เมื่อเข้าไปดูใน 126 วารสาร พบว่ามีหลายฉบับหยุดตีพิมพ์ไป ได้แก่
กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.1685-2044     KMITL Science Journal     Faculty of Science, King Monkuts Institute of Technology Ladkrabang
2.0858-0405     วารสารการศึกษาพยาบาล     สถาบันพระบรมราชชนก
3.0125-3794     วารสารกีฏและสัตววิทยา     กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร
4.1905-8837     วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช     มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
5.0858-8430     วารสารพระจอมเกล้าลาดกระบัง     สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
6.0859-0818     วารสารพลังงาน     สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
7.0859-2586     วารสารมหิดล     มหาวิทยาลัยมหิดล
8.0858-2688     วารสารร่มไทรทอง     มหาวิทยาลัยเอเซียอาคเนย์
9.1513-4865     วารสารสหเวชศาสตร์     คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10.0857-0965     วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อม     สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย
กลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
1.0125-8427     บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ มข.     ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศ ศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศมสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2.1906-2591     วารสารการสื่อสารมวลชน     คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3.0125-0906     วารสารข้าราชการ     สวัสดิการสำนักงาน ก.พ.
4.0858-7396     วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร     คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
5.xxxx-xxxx     วารสารสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์     สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์
6.1685-2494     วารสารสหวิทยาการ     โครงการปริญญาเอก สหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เกณฑ์เชิงคุณภาพในการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI
รอบที่ 2 พ.ศ.2555 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

เกณฑณ์การพิจารณา (ข้อละ 2 คะแนนรวม 18 คะแนน ถ้าประเมินแล้วไม่ถึง 10 ถือว่าไม่ผ่าน)
1. บทความทุกบทความต้องมีการควบคุมคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)
2. วารสารมีกำหนดออกตรงเวลา
3. วารสารมีอายุการตีพิมพ์บทความวิชาการไม่น้อยกว่า 3 ปี
4. วารสารมี citation ที่ตรวจสอบได้จากฐานข้อมูล TCI
5. วารสารมีการกำหนดกติกาและรูปแบบการตีพิมพ์อย่างชัดเจน
6. วารสารมีกองบรรณาธิการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมาจากหลากหลายหน่วยงาน
7. วารสารตีพิมพ์บทความที่มีผู้นิพนธ์มาจากหลากหลายหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก
8. วารสารมีการตีพิมพ์บทความที่มีรูปแบบการตีพิมพ์และรูปเล่มที่ได้มาตรฐาน
9. วารสารควรมีเว็บไซต์ของวารสารหรือมีระบบการส่งบทความแบบออนไลน์ และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิงจาก http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/Evaluation/Evaluation_56.html

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน เกณฑ์ประเมินวารสารวิชาการ ของ TCI (Thai-Journal Citation Index Centre)

KM.การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเข้าสู่ต าแหน่งทางวิชาการ ได้จัดการอบบรมคณาจารย์ในคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เนื่องจากทาง คณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้เล็งเห็นถึงความส าคัญในการเข้าสู่ต าแหน่งทางวิชาการของ
อาจารย์อันเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าของคณะฯ นอกจากการท าหน้าที่หลักด้านการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ ถ่ายทอดความรู้เพื่อผลิตบัณฑิตที่เป็นคนดีและเก่ง ให้บริการทางวิชาการและการท านุบ ารุงศิลปวัฒนธรรม
แล้ว อาจารย์ยังเป็นกลไกส าคัญในการน ามหาวิทยาลัยให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นน าที่ ผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ด้วยความส าเร็จและความก้าวหน้าทางวิชาการของ
อาจารย์จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความส าเร็จและความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยโดยรวมด้วย
ดังนั้น การพัฒนาส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์ได้รับการยอมรับในฐานะนักวิชาการที่เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่สอน วิจัย หรือบริการวิชาการ เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ และมีความก้าวหน้าในต าแหน่งวิชาการในเวลาที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งจ าเป็นและส าคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาด้านวิชาการของมหาวิทยาลัย การสนับสนุนและส่งเสริมให้อาจารย์ได้ด ารงต าแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญก าลังใจให้กับอาจารย์แล้ว ยังเป็นสิ่งส าคัญที่แสดงถึงความก้าวหน้าและความเป็นเลิศทางวิชาการของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส าคัญยิ่งในการพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกด้วยความภาคภูมิใจ

km

KM การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

โพสท์ใน KM:ด้านการวิจัย | ปิดความเห็น บน KM.การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

KM.การทวนสอบผลสัมฤทธิ์

จากการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การทวนสอบผลสัมฤทธฺิ์”  ซึ่งจัดโดย คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557   โดยได้เรียนเชิญ ผศ.ดร.ศิริพร เสริตานนท์  เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่บุคลากรของคณะสังคมศาสตร์ฯ และคณะอืน ๆ ด้วยนั้น  ซี่งพอจะอภิปรายผลได้ดังนี้

จากตารางผลการสอบก่อน และหลังการบริหารจัดการความรู้  เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ ก่อน และ หลัง พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังการให้ความรู้เรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนดำเนินการ เท่ากับ โดยเมื่อทำการทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อน และหลังดังกล่าวด้วยสถิติ paired sample t-test พบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญที่ระดับ .05

จึงสรุปได้ว่า การบริหารจัดการความรู้ เรื่องการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา เมื่อวันที่ 25มิถุนายน 2557 ของมหาวิทยาลัยเนชั่นมิได้มีผลให้ความรู้ในหัวข้อดังกล่าวของคณาจารย์เพิ่มขึ้นทั้งนี้อาจเนื่องจากอาจารย์ผู้เข้าร่วมการอบรมความรู้เกือบทั้งหมด มีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการ วิธีการ ขั้นตอนต่างๆ ของการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ด้งนั้นการอบรมแบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นเพียงการทบทวนความรู้ ความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติ และการใช้เครื่องมือในการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ที่หลากหลาย และเป็นที่เข้าใจได้ตรงกันมากขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อการวัดและการประเมินผลที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อันเป็นที่ยอมรับ  เป็นไปในทิศทางเดียวกันทุกสาขาวิชา และบรรลุวัตถุประสงค์ของกระบวนการเรียนการสอนมากขึ้น

ผศ.ดร.ศิริพร  เสริตานนท์

วิทยากร/ผู้รายงาน

IMG_1648

KM.ทวนสอบผลสัมฤทธิ์

โพสท์ใน KM:ด้านการวิจัย | ปิดความเห็น บน KM.การทวนสอบผลสัมฤทธิ์

เทคนิคการเขียนโครงการวิจัยอย่างไรให้ได้ทุน วช.

ชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม/สัมมนาภายนอก

1. อาจารย์ดรรชกร ศรีไพศาล

  2. อาจารย์รุ่งรัตน์ ธนบดีธาดา

  3. อาจารย์ชินกฤต อุดมลาภไพศาล

 

หน่วยงานที่จัด ศูนย์บ่มเพาะทางธุรกิจ สำนักวิจัยและพัฒนา ร่วมกับคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร

วัน/เวลา วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2557 เวลา 13.00 – 16.00 น.

สถานที่จัด ณ หอประชุมปัญญาภิวัฒน์ 2-3 สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

วิทยากรโดย คุณสุนันทา สมพงษ์ ผู้อำนวยการกองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 02 940 9495 , 02 579 2284 www.nrct.go.th

e-mail address;rpcd2007@yahoo.com , rpcd2007@hotmail.com

การเตรียมความพร้อมในการเขียนโครงการวิจัย

ขั้นตอนเตรียมการวิจัย เน้นเรื่องการกำหนดสภาพปัญหา การกำหนดชื่อเรื่อง การกำหนดวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นด่านแรกของคณะกรรมการในการเลือกที่จะเปิดอ่านในหน้าต่อไปหรือไม่ โดยต้องเข้าใจถึงความสอดคล้องของการทบทวนวรรณกรรมเอกสารงานวิจัย การกำหนดสมมติฐาน  ตัวแปร และรายละเอียด ของงานวิจัย ให้ชัดเจนในด้านประชากร เครื่องมือ วิธีการเก็บรวบรวม และ การวิเคราะห์ผล การแปลผล และการสรุปผลข้อมูล เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการเขียนรายงานการวิจัย

ข้อพึงระลึกอยู่ตลอดสำหรับการเป็นนักวิจัยที่ดีคือ การ Copy งานของผู้อื่นมาเป็นผลงานของตนเอง การทิ้งงานวิจัยกลางคัน นักวิจัยจะถูกขึ้นบัญชีดำกับ วช และ ทาง วช จะทำหนังสือแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทราบ

การเสนอโครงการงานวิจัยที่จะได้รับการพิจารณา

1 ต้องเขียนตามแบบฟอร์มให้ครบถ้วนทุกข้อ

2 ยื่นเอกสารให้ตรงเวลาที่กำหนด

3 การเตรียมความพร้อมในการเขียนโครงการตาม TOR เช่นการแปลความ การสื่อสารให้ชัดเจน และ ตรงประเด็น

4 ต้องเป็นงานวิจัยที่ไม่ขึ้นหิ้ง แต่ในทางกลับกันต้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ หรือต่อยอดการใช้ประโยชน์สู่การพัฒนาให้เกิดเป็นผลกระทบเป็นผลงานวิจัยที่ช่วยพัฒนาประเทศ หรือพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์

5ต้องเป็นงานวิจัยที่สร้างจุดขาย หรือ ความแตกต่างให้สามารถประเมินความคุ้มค่าของงานวิจัยจากงบประมาณ บุคคลากร และ เวลาที่ใช้ไป

คำถามที่ผู้ตรวจสอบ วช. มักมองหา

1 รู้หรือไม่ว่าจะมาขอทำวิจัยเกี่ยวกับอะไร

2 รู้หรือไม่ว่าต้องมีหลักอะไร มีการเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง

3 มีประสบการณ์ด้านการศึกษาและประสบการการวิจัยอะไรมาบ้าง เพียงพอที่จะให้กรรมการเชื่อว่าจะสามารถทำงานวิจัยที่ให้อย่างมีคุณภาพ

4 มีความเป็นได้แค่ไหนที่จะทำงานวิจัยให้สำเร็จ โดยผู้ตรวจสอบดูจากประสบการณ์ โจทย์การวิจัย วิธีการศึกษา การทบทวนเอกสาร กรอบแนวคิดการวิจัยตั้งคณะกรรมการเพื่อ ขอบเขต ตัวชี้วัด งบประมาณ ประโยชน์ที่ได้รับเป็นต้น

ระบบการประเมินผลงานวิจัย

ประเมินจากการช่วงการดำเนินการ และ แบ่งจ่ายงบประมาณให้ตามช่วงการดำเนินการที่แล้วเสร็จเห็นเป็นผลสัมฤทธิ์ จากคณะกรรมการ

เมื่อผลงานวิจัยไม่สัมฤทธิ์ ตามกำหนดการ และผู้วิจัยรายงานผลพร้อมหลักฐานแนบโดยสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากการละทิ้งงาน ทาง วช จะตั้งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินตามสภาพอีกครั้ง

 ประโยชน์ที่ท่านสามารถนำมาใช้กับการปฏิบัติงานได้ ดังนี้

การเตรียมความพร้อมในการพัฒนางานวิจัย เพื่อนำไปสู่การการของบประมาณจากหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐบาล และ ภาคเอกชน

ความเห็น/ข้อเสนอแนะอื่นๆ

มหาวิทยาลัยควรสนับสนุบงบประมาณเพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคคลากร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมอบรมสัมมนาในหลักสูตรระยะยาว  ซึ่งเป็นการช่วยเปิดมุมมองความคิด และสามารถปรับปรุงตนเอง เพื่อให้เกิดผลงานวิจัยที่ช่วยพัฒนาประเทศ หรือพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ได้

โพสท์ใน งานวิจัยและบริการวิชาการ | ปิดความเห็น บน เทคนิคการเขียนโครงการวิจัยอย่างไรให้ได้ทุน วช.

ตำแหน่งของ [ร่าง] คู่มือประกันคุณภาพ สกอ. และสมศ. 2557

ตำแหน่งของ [ร่าง] คู่มือประกันคุณภาพ สกอ. และสมศ. 2557

ตำแหน่งของ [ร่าง] คู่มือประกันคุณภาพ สกอ. และสมศ. 2557

ตำแหน่งของ [ร่าง] คู่มือประกันคุณภาพ สกอ. และสมศ. 2557

ปีการศึกษา 2557 มีการจัดทำร่างเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษา
ทั้งของ สกอ. และ สมศ. และในการประชุมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557
ผู้ใหญ่ให้แขวนร่าง คู่มือประกันคุณภาพการศึกษา ทั้ง 2 เล่ม
เพื่อให้ทุกท่านเข้าถึงได้โดยสะดวก

จึงนำคู่มือทั้ง 2 เล่มในแบบ pdf
แขวนไว้ที่ http://www.nation.ac.th/handbooks
เพื่อสามารถ download มาใช้อ้างอิงในการทำงานต่อไป
ตำแหน่งดาวน์โหลดปรากฎตามภาพ
หรือดาวน์โหลดโดยตรงผ่านลิงค์
http://it.nation.ac.th/intranet/handbooks/handin/iqa_57.pdf
และ
http://it.nation.ac.th/intranet/handbooks/handin/onesqa_57.pdf
หากทาง สกอ. และสมศ. ปรับเอกสารรุ่นใหม่ ก็จะนำเข้าเว็บเพจและทับแฟ้มเดิมนี้ต่อไป

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , , , | ปิดความเห็น บน ตำแหน่งของ [ร่าง] คู่มือประกันคุณภาพ สกอ. และสมศ. 2557

กระบวนการเขียนบทความวิชาการที่มีคุณภาพ

กระบวนการเขียนบทความวิชาการที่มีคุณภาพ
สุจิรา หาผล*

ความหมายของบทความ ความเรียงที่เขียนขึ้นมีหลักฐานข้อเท็จจริง ที่ผู้เขียนได้แทรกข้อเสนอแนะเชิงวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เอาไว้ด้วยในเนื้อหา
ลักษณะเฉพาะของบทความ
1. เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจในขณะนั้น อาจเป็นปัญหาที่ต้องการคำตอบว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมีผลอย่างไร
หรือเป็นเรื่องที่อยู่ในยุคสมัย (In trend)
2. มีแก่นสาร มีสาระ ได้ความรู้ หรือแนวคิดเพิ่มเติม มีลักษณะเชิงคิดวิพากษ์ (Critical Thinking)
3. มีทัศนะ ข้อคิดเห็น ตลอดจนแนวทางข้อเสนอแนะของผู้เขียนแทรกด้วย โดยอาจยกแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ประกอบ
4. วิธีการเขียนน่าอ่าน ชวนติดตาม ท้าทายความคิด สนุก เพลิดเพลินจากความคิดที่นำเสนอในเชิงโต้แย้ง
5. เนื้อหาสาระและสำนวนภาษาเหมาะสมกับบทความเชิงวิชาการ
ชนิดของบทความ แบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ ดังนี้
1. บทความเชิงสาระ (Formal Essay) เน้นเรื่องวิชาการ ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสำคัญ
2. บทความเชิงปกิณกะ (Informal Essay) เน้นความรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน ด้วยบทความที่มีแก่นสาร ซึ่งมีเนื้อหาสาระประกอบกับการใช้สำนวนโวหารให้เกิดอรรถรส
บทความวิชาการ เป็นงานเขียนซึ่งผู้เขียนได้กำหนดวัตถุประสงค์ตามหลักวิชาการที่ชัดเจน วิเคราะห์ประเด็นปัญหา รวมทั้งสรุปประเด็นดังกล่าว โดยอาจนำความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ และอาจแทรกทัศนะต่างๆ ทางวิชาการของผู้เขียนไว้อย่างชัดเจนและอาจมีการเสนอแนะการแก้ปัญหาหรือวิเคราะห์คาดการณ์ประเด็นต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไว้ด้วยก็ได้

องค์ประกอบบทความวิชาการ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนนำ (Introduction) ส่วนเนื้อหา (Body) และส่วนท้าย (Conclusion)

ประเภทบทความวิชาการ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 บทความวิชาการทั่วไป บทความที่นำเสนอความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ของผู้เขียน งานเขียนลักษณะนี้เป็นการนำข้อมูลความรู้ต่างๆ มาเรียบเรียง สอดแทรกความคิดเห็น เป็นลักษณะบทความกึ่งวิชาการ
ประเภทที่ 2 บทความปริทัศน์ บทความที่นำเสนอเนื้อหาเชิงวิชาการที่มีการสังเคราะห์ โดยการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ สรุปประเด็น วิจารณ์ และมีข้อเสนอแนะ เป็นต้น
ประเภทที่ 3 บทความวิจัย นำเสนอผลการค้นคว้าวิจัยใหม่ๆ ด้วยการนำเสนอความเป็นมา การทบทวนวรรณกรรม ระเบียบวิธีวิจัย บทสรุป และข้อเสนอแนะ

กระบวนการเขียนบทความวิชาการ
ประกอบด้วย 1) การกำหนดแนวคิด 2) การวิเคราะห์แนวคิด 3) การกำหนดชื่อเรื่อง 4) การวางโครงเรื่อง 5) การลงมือเขียน 6) การทบทวน การประเมินผลงานเขียน และ7) การกำหนดสาระสังเขป
1) การกำหนดแนวคิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้อ่านสนใจ และต้องเป็นเนื้อหาผู้เขียนมีความรู้และเชี่ยวชาญ สามารถศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อนำมาแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนวทางได้อย่างเหมาะสม
2) การวิเคราะห์แนวคิด พิจารณาถึงประเด็นที่จะเขียน มีการทบทวนขอบเขตของแนวคิดอย่างละเอียด เพื่อวางโครงเรื่อง
3) การกำหนดชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องต้องครอบคลุมเนื้อหาและสื่อถึงแนวคิดอย่างชัดเจน เพื่อให้การตั้งชื่อเรื่องดูเหมาะสม อาจต้องไปสำรวจชื่อหนังสือ ชื่อบทความต่างๆ ของวารสารต่างๆ จากฐานข้อมูลห้องสมุดรวมถึงแหล่งสารสนเทศอื่นๆ เช่น จากเว็บไซต์ต่างๆ
4) การวางโครงเรื่อง คือ การวางแผนการเขียนเนื้อหา โดยการลำดับเนื้อหา อาจลำดับตามเวลา ตามความสำคัญ หรือจากการตั้งประเด็น ซึ่งคล้ายคลึงกับการตั้งโจทย์คำถาม แล้วตอบคำถามทีละประเด็น การลำดับแบบใดแบบหนึ่งควรจะพิจารณาร่วมกับวัตถุประสงค์การเขียนและขอบเขตเนื้อหาด้วย
5) การลงมือเขียน ประกอบด้วยการเขียน ส่วนนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป
6) การทบทวนและการประเมินผลงานเขียน อาจกระทำได้ด้วยตัวเอง หรือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินงานเขียน
7) การกำหนดสาระสังเขป เป็นขั้นตอนการมองภาพรวมทั้งหมดของผลงานการเขียนตั้งแต่ต้นจนจบ (overview)

วิธีการหาข้อมูลเนื้อหา
ก่อนที่เขียนบทความ ผู้เขียนต้องสืบเสาะหาสาระจากความรู้และเรื่องราวอันเป็นข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นแก่นและเนื้อหาสำหรับการเขียน เพราะเป็นการเขียนประเภทที่ไม่ใช่แต่งหรือสมมติขึ้นเองได้ อาจหาข้อมูลได้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้
1. จากการสัมภาษณ์ สอบถามผู้รู้
2. จากการสืบค้น เสาะแสวงหาว่าที่ใดมีข้อมูลที่ต้องการ ลงไปดูสถานที่จริง ไปพบบุคคล สังเกตเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีข้อมูลเหล่านั้น
3. จากข่าวสารตามหนังสือพิมพ์รายวัน ข่าวสดทั้งใหม่และเก่า ตั้งแต่เรื่องที่เป็นประเด็นจนถึงเรื่องสามัญทั่วๆ ไป นักเขียนบทความ สามารถหยิบยกเรื่องจากประเด็นข่าวสดต่างๆ มาเขียนอ้างได้
4. จากหนังสือและบทความในวารสารต่างๆ
5. จากบุคคลต่างๆ เริ่มจากบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวเรา จนถึงบุคคลที่มีการแนะนำอ้างถึง
6. จากการเดินทางท่องเที่ยว สามารถเก็บภาพต่างๆ ออกมาเขียนเป็นข้อมูล และสามารถนำมาเขียนอ้างอิง เสนอแนะต่างๆ ได้
7. จากปฏิทินในรอบปีซึ่งมีถึง 12 เดือน มีเทศกาลมากมายหลากหลาย ตั้งแต่พระราชพิธีต่างๆ จนถึงงานเทศกาลของแต่ละจังหวัด
8. จากแวดวงไม่ว่าจะเป็นบันเทิงคดี การเมือง การศึกษา ครอบครัว กีฬา และสถานบันต่างๆ

วิธีเขียนบทความ
การเขียนบทความที่มีคุณภาพ ผู้เขียนต้องรู้จักวางโครงเรื่องให้ดี เพราะโครงเรื่องจะช่วยควบคุมการเขียน ให้เป็นไปตามแนวคิดที่กำหนดไว้ เป็นการป้องกันมิให้เขียนวกวนกลับไปกลับมา โครงเรื่องของบทความแบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่
– เกริ่นนำ (Introduction) เป็นการขึ้นต้นบอกกล่าวให้รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร การขึ้นเกริ่นนำมีอยู่ 2 แบบ คือ 1) การกล่าวขึ้นต้นทั่วไป ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาที่จะเขียน 2) กล่าวเจาะลงไปให้ตรงกับชื่อเรื่องที่จะเขียนเลย
การเขียนบทนำต้องเขียนน่าอ่านชวนติดตาม เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่นิยมอ่านย่อหน้าแรกก่อน หากอ่านแล้วไม่น่าติดตามก็จะไม่อ่านส่วนต่อไป
– เนื้อเรื่อง (Body) แบ่งเป็น 2 ตอน คือ 1) ส่วนแรกเป็นการขยายความ ที่ได้เกริ่นในบทนำแล้ว หากผู้อ่านยังติดตามความคิดที่ผู้เขียนได้เกริ่นไว้ ยังไม่เข้าใจดีพอ ก็ต้องขยายความออกไป เพื่อช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น 2) ส่วนที่สองเป็นรายละเอียด มีสถิติ การเก็บรวบรวมข้อมูล การเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างประกอบ แต่ต้องอย่าให้มากจนผู้อ่านอาจไม่อยากติดตาม ต้องดูความเหมาะสม แต่ถ้าเป็นบทความจากงานวิจัยก็นำเฉพาะประเด็นที่สำคัญเท่านั้น เพราะจะทำให้เนื้อหามากจนดูเฝือ
– บทสรุป (Conclusion) เป็นส่วนที่แสดงทัศนะข้อคิดเห็นของผู้อื่นที่นำมาอภิปรายเพื่อให้ภาพรวมของบทความดูมีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆ

วิธีการเขียนเกริ่นนำ
การเขียนเกริ่นนำถือว่าเป็นบทที่ยากที่สุด ถ้าเริ่มได้ดีก็จะช่วยให้การเขียนในส่วนต่อไปไหลลื่น การเขียนบทนำจึงเป็นส่วนที่ต้องการความละเมียดละไมอย่างมากเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้อ่าน ทำให้ส่วนต่อไปซึ่งเป็นเนื้อหาของเรื่องน่าชวนติดตาม การเขียนบทนำ มีหลากหลายวิธีดังต่อไปนี้
1. นำด้วยข่าว
2. นำด้วยการอธิบาย
3. นำด้วยการเสนอความคิดเห็น
4. นำด้วยการใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ
5. นำด้วยการเล่าถึงความสำคัญ
6. นำด้วยการประชดประชันหรือเสียดสี
7. นำด้วยการตั้งคำถาม
8. นำด้วยการสรุปใจความสำคัญของเรื่อง
9. นำด้วยสุภาษิต คำพังเพย คำคม บทกวี ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเรื่อง
10. นำด้วยสุนทรพจน์ของผู้นำ บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม

วิธีการเขียนเนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องเป็นส่วนเนื้อหาสาระที่สำคัญ เป็นส่วนที่ยาวที่สุด รวมความคิดและข้อมูลทั้งหมด ย่อหน้าแต่ละย่อหน้าในเนื้อเรื่องจะต้องสัมพันธ์เป็นเนื้อเดียวกัน (Coherence) มีการเรียงลำดับขั้นตอนไม่วกวนไปมา (Organization without Circumlocution) ก่อนเขียนบทความผู้เขียนต้องหาข้อมูลความรู้ที่จะนำมาเขียน การหาข้อมูลดูวิธีการหาข้อมูลเนื้อหาข้างต้น

การเขียนเนื้อเรื่องควรคำนึงถึงความสำคัญดังต่อไปนี้
1. ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องตามความหมาย ตัวสะกดถูกต้องตามพจนานุกรม
2. ใช้สำนวนโวหารให้เหมาะกับเรื่อง ใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการ ใช้ศัพท์เฉพาะในการเขียนบทความทางวิชาการ ใช้ถ้อยคำที่สำนวน คำแสลงได้ สำหรับการเขียนบทความทั่วไป
3. ข้อมูล เหตุผล สถิติและการอ้างอิงประกอบเรื่อง ที่เข้าใจง่ายและเชื่อถือได้

วิธีการเขียนสรุป
การเขียนบทความในส่วนสรุปหรือบทลงท้าย ส่วนนี้ผู้เขียนต้องการบอกเล่าให้ผู้อื่นทราบว่า ข้อมูลทั้งหมดที่เสนอมาทั้งหมดจะจบลงแล้ว ผู้เขียนควรมีกลวิธี ที่จะทำให้ผู้อ่าน พอใจ ประทับใจ ตอนสรุปนี้เป็นส่วนที่ผู้เขียนจะฝากความคิดและประเด็นปัญหาไว้กับผู้อ่านหลังจากที่อ่านแล้ว การเขียนสรุปหรือบทลงท้ายมีหลายแบบดังนี้
1. สรุปด้วยใจความสำคัญ (Main Idea or Theme)
2. สรุปด้วยการแสดงความประสงค์ของผู้เขียน (Writer’s Intention)
3. สรุปด้วยคำถามที่ชวนให้ผู้อ่านคิดหาคำตอบ (Questions)
4. สรุปด้วยการใช้คำกล่าว คำคม บทกวี สุนทรพจน์ ที่ประทับใจ (Sayings, Quotes, or Speeches)
5. สรุปด้วยการใช้สำนวนโวหาร การเล่นคำ (Rhetorical Expressions)

อ้างอิง
http://elearning.spu.ac.th/content/thi114/write5.html. เข้าถึงเมื่อ 11 พ.ค. 2557
http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=academic-writing:academic-article. เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2557

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน กระบวนการเขียนบทความวิชาการที่มีคุณภาพ

กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

ppt.บรรยาย การขอตำแหน่งทางวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ” ไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 เวลา 9.00-12.00 น. เป็นการให้ความรู้แก่คณาจารย์ในคณะวิชาและอาจารย์ที่สนใจของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นการจัดความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับคณาจารย์ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานในฐานะอาจารย์ผู้สอน และต้องมีตำแหน่งอันทรงเกียรติคู่ควรกับภาระหน้าที่นี้ด้วยอีกคำรบเช่นกัน  ดังนั้นเอกสารที่ผศ.ดร.ศิริพร เสริตานนท์ ได้บรรยายในวันนั้น ขอนำมาแบ่งปันให้กับทุกคนในห้องการจัดการความรู้นี้เพื่อเป็น knowledge sharing ให้คณาจารย์ที่ตั้งใจจะเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการได้วางแผนและเตรียมตัวไว้เลย

 

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

ค่าเช่าการใช้อาคารสถานที่ของมหาวิทยาลัยเนชั่น

rental rate

rental rate

ประกาศมหาวิทยาลัยเนชั่น
เรื่อง อัตราค่าบำรุงการใช้อาคารสถานที่ของมหาวิทยาลัยเนชั่น
หรือค่าเช่าสถานที่ต่าง ๆ ทั้งหมด 11 สถานที่

ดังนี้
ห้องประชุมใหญ่อาคารบริหารธุรกิจ
ห้องประชุมใหญ่อาคารคณะนิเทศศาสตร์/อาคารอเนกประสงค์
ห้องประชุมอาคาร ดร.เทียม โชควัฒนา
ห้องประชุมอาคารศูนย์นักศึกษาคริสเตียน
ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
ห้องเรียนตามอาคารต่าง ๆ
ห้องเรียน 1203 และ 1208
ลานข่วงดาว
ร้านดอยพระบาท
อัฒจันทร์กลางแจ้ง (ริมอ่างตระพังดาว)
ลานดาว อาคาร ดร.เทียม
สำหรับรายละเอียดค่าบริการตามภาพ

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ค่าเช่าการใช้อาคารสถานที่ของมหาวิทยาลัยเนชั่น