Posts Tagged ‘การจัดการความรู้’

สรุปรายงาน KM จำนวน 2 เล่ม

Saturday, May 22nd, 2010

22 พ.ค.53 ตามที่อ.อติชาต เป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลการจัดการความรู้ในคณะวิทย์ ทำให้มีรายงานตามแผนการจัดการความรู้เกิดขึ้นใน 2 ปีที่ผ่านมาจำนวน 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1) ในปีการศึกษา 2551 ทำ KM เรื่อง การสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนัก
     ในปีการศึกษา 2552 ผ่องถ่ายมายังคณะวิทย์ และเกิดการทำงานตามแผนทั้งหมด 2 แผน คือ 2) มิ.ย.-พ.ย.52 ทำเรื่อง การพัฒนาการเรียนการสอน และ 3) ม.ค.-เม.ย.53 ทำเรื่องการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และได้จัดทำรายงานเผยแพร่ใน blog ของมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดให้เพื่อนบุคลากรและบุคคลทั่วไปได้เข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผลการติดตามเรื่องแรก พบว่า ค่าเฉลี่ยความสำเร็จของการนำความรู้ไปใช้อยู่ระดับมากที่สุด (X=4.57) ผลการติดตามเรื่องที่สอง พบว่า มีการยอมรับคู่มือวิชาโครงงานฯ สำหรับนำไปประกอบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผ่านกระบวนการจัดการความรู้
     หากเพื่อนท่านใดมีข้อเสนอแนะก็ยินดีรับ เพื่อการปรับแก้และเป็นบทเรียนแก่บุคคลทั่วไป
+ http://www.thaiall.com/km/science/52_km_june_nov_v1.zip
+ http://www.thaiall.com/km/science/53_km_jan_may_v3.zip

ผลการสังเคราะห์ความรู้จากการจัดการความรู้

Sunday, April 11th, 2010

1) อาจารย์อติชาต  ให้รายละเอียดว่าวิชาโครงงานระบบสารสนเทศที่ตนเองมีหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานั้นมีกระบวนการคือ นักศึกษาได้เข้ามาขอคำปรึกษาโดยแต่ละคนมีกรณีศึกษางานในภาคธุรกิจเฉพาะบุคคลที่แตกต่างกันไป เป็นการเรียนที่อิงพัฒนาการของผู้เรียนอย่างชัดเจน นักศึกษาต้องนำเอกสารมาแสดงความก้าวหน้าในการค้นคว้า และนำเสนออย่างเข้าใจ หากมีความพร้อมก็จะขอรับการสอบหัวข้อจากคณะกรรมการ ถ้าหัวข้อผ่านแล้วก็จะพัฒนาโปรแกรม แล้วนำโปรแกรมมานำเสนอขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา เมื่องานสำเร็จตามนโยบายที่เคยกำหนดไว้และอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นว่ามีความพร้อม นักศึกษาก็จะขอสอบกับคณะกรรมการสอบป้องกันเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งนักศึกษาได้ค้นคว้าในหัวข้อที่ตนเองสนใจ เมื่อสำเร็จการศึกษาก็จะสามารถไปสมัครงานและตอบคำถามผู้สัมภาษณ์ได้อย่างชัดเจน เพราะเคยลงมือปฏิบัติด้วยตนเองมาแล้ว
2) อาจารย์ศศิวิมล ให้ความคิดเห็นว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยสนับสนุนให้อาจารย์ได้ทำวิจัยในชั้นเรียน สนับสนุนให้ออกไปบริการวิชาการ และนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอน แต่ยังมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่มากนักขอรับการสนับสนุน ส่วนในคณะวิทย์ฯ ยังไม่มีอาจารย์ที่สนใจ หากเป็นไปได้ในภาคเรียนที่ 2 หรือปีการศึกษาต่อไปควรมีแผนให้อาจารย์ขอรับการสนับสนุน แล้วนำมาพัฒนาการเรียนการสอนในลำดับต่อไป ซึ่งเรื่องนี้มีผลต่อการประกันคุณภาพการศึกษา หากในคณะมีระบบและกลไกการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมก็จะดียิ่ง เพราะจะสอดรับกับการประกันคุณภาพของคณะ และของมหาวิทยาลัยไปพร้อมกัน
3) อาจารย์วิเชพ เล่าว่าในฐานะที่ตนเองมีหน้าที่เป็นคณะกรรมการผู้สอบโครงงานนักศึกษาเห็นด้วยกับกระบวนการที่อาจารย์อติชาต หาญชาญชัยนำเสนอ  แต่มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือนักศึกษายังขาดวินัยในการทำงาน มาพบอาจารย์ที่ปรึกษาน้อยไป หรือไม่เข้าไปพบหน่วยงานทางธุรกิจอย่างจริงจัง จึงเก็บรายละเอียดได้ไม่ครบ ทำให้ไม่เข้าใจระบบงานมากพอที่จะนำกลับมาเขียนข้อเสนอ เมื่อสอบหัวข้อก็ตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการไม่ได้ เมื่อสอบถามจากนักศึกษาแล้วก็ได้ข้อมูลว่าอาจารย์ที่ปรึกษายังคุมวินัยของนักศึกษาไม่เข้มงวด บางคนบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาไม่สนใจ ไม่มีเวลาให้ หรือให้มาสอบโดยไม่ให้คำปรึกษาอย่างจริงจัง เป็นปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคล แต่การมีระบบสอบสองชั้นคือสอบหัวข้อ และสอบป้องกันก็ทำให้คัดกรองนักศึกษาที่มีคุณภาพได้ หากสอบไม่ผ่านก็ต้องให้นักศึกษากลับไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ ทำให้การทำโครงงานมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ และเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา
4) อาจารย์ทนงศักดิ์ เล่าว่าการสอนวิชาคอมพิวเตอร์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ใช้เทคนิค การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small – Group Discussion) ซึ่งนักศึกษาที่ชื่อกร มาเล่าว่าตนเองเปลี่ยนไปจากการที่ไม่กล้าพูด ขี้อาย ไม่กล้าทักเพื่อน ก็ทำให้ตนมีเพื่อน กล้าเป็นผู้นำ เพราะกิจกรรมแบบนี้จัดขึ้นบ่อย ทำให้มีโอกาสเปลี่ยนกันเป็นหัวหน้ากลุ่มและออกมานำเสนอหน้าชั้น ส่วนนักศึกษาที่ชื่อปราง บอกว่าประทับใจในการเข้ากิจกรรมกลุ่ม เพราะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน การเรียนตามตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นกว่า
5) อาจารย์เกศริน  เล่าว่านักศึกษาชอบการเรียนด้วย กรณีศึกษา (Case Studies) มีนักศึกษาชื่อดุล มาเล่าว่าชอบเรียนวิชาอีคอมเมอร์ซ เพราะลองนำความรู้จากในชั้นเรียนไปทำเว็บไซต์ขายกระเป๋าหนังทำมือเผยแพร่สินค้าทางอินเทอร์เน็ตแล้วมียอดสั่งซื้อจากอินเทอร์เน็ตเดือนละหลายหมื่นบาท ถ้าไม่ได้เห็นกรณีตัวอย่างการใช้เว็บไซต์ tarad.com ก็คงไม่ทำให้เขามั่นใจและเข้าใจมากพอที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ นอกจากนี้ยังสังเกตว่าในระหว่างเรียนนายดุล ตั้งใจเรียนเพิ่มขึ้นจากช่วงแรกที่เรียนแนวคิดพื้นฐาน ก็มักจะนั่งหลับบ่อย แต่เมื่อได้เรียนกรณีศึกษาแล้ว นายดุลก็ไม่เคยนั่งหลับอีกเลย เพราะเห็นประโยชน์ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ใช้ในธุรกิจครอบครัวของตนได้อย่างแท้จริง

รง.ประชุม KM กิจกรรมที่ 2 บ่งชี้ความรู้

Sunday, February 7th, 2010

 

ผู้ร่วมกิจกรรมที่ 2 ตามขั้นตอน km ของ กพร.

 7 ก.พ.53 ได้รับมอบหมายจาก อ.อติชาต หาญชาญชัย และ อ.วิเชพ ใจบุญ ให้ร่วมกับ คุณพัชรินทร์ สันสุวรรณ จัดประชุมและเชียนรายงาน “โครงการสนับสนุนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” กิจกรรมที่ 2 ตามแผนการจัดการความรู้ ปีการศึกษา 2552 ห้อง 1204 วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553  เวลา  15.00 – 17.00 น. ซึ่งจะเป็นหลักฐานแสดงร่องรอยการจัดการความรู้ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างร่างรายงานในส่วนของแจ้งเพื่อทราบแบ่งเป็น 3 เรื่องคือ ที่มา กิจกรรมตามแผน แนวทางที่เป็นความรู้จากคู่มือของสกอ.
     สำหรับประเด็นบ่งชี้ความรู้จากแต่ละบุคคล ถูกแบ่งเป็น 5 เรื่อง คือ 1) การบ่งชี้เรื่องความเป็นมา และเป้าประสงค์ของวิชา 2) การบ่งชี้เรื่องประเด็นมาตรฐานหรือแนวทางของโครงงาน 3) การบ่งชี้เรื่องประเด็นมาตรฐานการให้คะแนนสำหรับแต่ละแนวทาง 4) การบ่งชี้เรื่องประเด็นสารสนเทศที่ควรตกลงร่วมกัน 5) การบ่งชี้เรื่องประเด็นปัญหาอยากหาทางแก้ไข แล้วปิดรายงานด้วยสรุปผลการบ่งชี้ความรู้ที่จะนำไปใช้ต่อในกิจกรรมต่อไป
     ในรายงานการประชุมกิจกรรมที่ 2 นี้มีแผนทำรายงานที่มีหัวข้อย่อยแบ่งไปตามการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากแต่ละท่าน อาทิ หัวข้อที่หนึ่งมีตอนหนึ่ง อ.วิเชพ ใจบุญ ชวนให้ในเวทีแลกเปลี่ยนเรื่องเป้าประสงค์ของวิชา แล้ว อ.ศศิวิมล  แรงสิงห์ เสนอว่า “เพื่อให้นักศึกษาทำงานเป็น และประกอบอาชีพได้ เมื่อสำเร็จการศึกษา” อ.ทนงศักดิ์ เมืองฝั้น เสนอว่า “เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เรียนมาไปประยุกต์ใช้กับการทำงานจริง” หรือ อ.ศิรดา ชัยบุตร โดยคำถามเข้าในเวทีว่าวิชานี้ทำกันอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน และมีหลายเรื่องที่ผมไม่เคยทราบก็ได้รับความรู้มากมายจาก อ.วิเชพ ใจบุญ และ อ.ศศิวิมล แรงสิงห์ หลังจากการประชุมครั้งนี้แล้ว ก็มีแผนจัดกิจกรรมที่ 3 คือการรวบรวมความรู้ และกิจกรรมที่ 4 คือคัดแยกความรู้

ติดตั้งสาย fiber optic จากหอพักไปสระว่ายน้ำและสนามกอล์ฟ

Wednesday, February 3rd, 2010

 

แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมผู้เชี่ยวชาญการติดตั้ง fiber optic

 

3 ก.พ.53 นายอนุชิต ยอดใจยา ให้ความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่บริษัท Com-Link ในการติดตั้งสาย Fiber Optic โดยลากสายจากหอพักหญิงไปตามเสาไฟฟ้าในมหาวิทยาลัยจนถึงสระว่ายน้ำ และสนามกอล์ฟ โดยเป็นทีมที่ประจำอยู่ จังหวัดลำปางและพิษณุโลก รวมทั้งหมด 5 คนมาติดตั้งรวม 2 วันระหว่าง 3-4 ก.พ.53 โดยมีนายธรณินทร์ สุรินทร์ปันยศ และนายวศิลป์ สินพูลทรัพย์ เข้าร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนกับช่างมืออาชีพ และเก็บภาพประทับใจบริเวณไซท์งานร่วมกัน กิจกรรมต่อไปคือการติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) ที่สระว่ายน้ำ และสนามกอล์ฟ ส่วนอาคารนิเทศจะติดตั้งเพิ่ม 1 จุด เพื่อให้บริการคลุมพื้นที่สนามฟุตบอล โดยมีพี่สมศักดิ์ นำทีมจากกรุงเทพฯ มาติดตั้งในวันจันทร์ที่ 8 ก.พ.53 ซึ่งมีนายอนุชิต ยอดใจยาให้การต้อนรับและประสานงานเช่นเดิม
+ http://thaiabc.hi5.com

ขั้นตอนการทำ KM ให้ได้คะแนนประกัน และถูกตามหลักสากล

Tuesday, December 1st, 2009

1 ธ.ค.52 ช่วงนี้หารือกับอาจารย์อติชาต หาญชาญชัย เรื่องเขียนแผน KM ของคณะบ่อยครั้ง ท่านทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ขั้นตอนสำหรับการจัดทำตามแผน KM มีอย่างน้อย 5 ขั้นตอนในเบื้องต้น คือ 1)ระบุว่าทำ KM เรื่องอะไร 2)เป้าหมายของแผน KM คืออะไร 3)หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรมคืออะไร 4)ควรยึดแนวกระบวนการ KM ที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งพบว่ามีผู้เชี่ยวชาญนำเสนอกระบวนการไว้ 3 แนว ได้แก่ของ 4.1)กพร. 4.2)ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช 4.3)ดร.ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ สำหรับม.โยนกใช้แนวของ กพร. เพราะมีคู่มือ และแบบฟอร์มที่ใช้กันทั่วไป 5)แต่ละกิจกรรมตามแผน KM ต้องมีตัวบ่งชี้และเป้าหมาย เมื่อดำเนินการตามแผน ต้องมีหลักฐานว่าได้ผลเป็นอย่างไรตามเป้าหมายของกิจกรรม
     เพราะในการประกันคุณภาพของ สกอ. ตัวบ่งชี้ 7.3 เกณฑ์ที่ 3 ระบุว่า “มีการดำเนินการตามแผนจัดการความรู้และประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ร้อยละ ๑๐๐” ทั้งหมดที่เขียนมาก็เพื่อ 3 คะแนนในตัวบ่งชี้นี้
+ http://www.thaiall.com/km/handbook_2549.doc
+ http://www.thaiall.com/km/indexo.html
+ http://202.183.204.134/manage/StandardDetail.php?code=94

“ผู้เรียนเป็นสำคัญ” ไม่ใช่เรื่องง่าย

Wednesday, November 25th, 2009

คำว่า “จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” ไม่ใช่คำใหม่ เราได้ยินกันมานานแล้ว และผมเชื่อว่าอาจารย์หลายท่านก็ได้ใช้หลักการดังกล่าวในการเรียนการสอนของรายวิชาต่างๆ กันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีการจัดเก็บวิธีการสอนของอาจารย์แต่ละคนอย่างเป็นระบบ จึงไม่มีการแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนเพื่อการเรียนรู้และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในปีต่อๆ ไป อาจารย์ที่เพิ่งมาสอนใหม่ๆ จึงต้องใช้วิธีการสอนแบบ “มวยวัด” กว่าจะเข้าที่เข้าทางอาจเป็นปีหรือนานกว่านั้น ในเรื่องนี้ผมขอแบ่งปันประสบการณ์สัก ๑ เรื่อง ที่ได้พบจากการสอน BCOM 100 ให้กับ Freshmen BBA Students ในวันนี้ หัวข้อคือ การสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวด้วย Google Sites ผมเริ่มต้นด้วยการอธิบายทีละขั้นตอนผ่านสไลด์ Powerpoint และสาธิตปฏิบัติจริงผ่าน Web Google จากนั้นให้นักศึกษาปฏิบัติเองในห้องเรียนด้วย Notebook ส่วนตัว ผ่านไป ๑/๒ ชั่วโมง ผลที่ได้คือ มีทั้งที่ทำเสร็จตามเป้าหมายของวันนี้ บางคนสำเร็จเพียงครึ่งเดียว บางคนยังอยู่ที่จุด Start ผมจึงอยากบอกเพียงว่า การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีปัจจัยแวดล้อมหลายตัวที่เกี่ยวข้อง การใช้วิธีการหรือเครื่องมือตามที่ สกอ. ระบุมาให้ในคู่มือประกันคุณภาพ นอกจากต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนในรายละเอียดเมื่อนำไปปฏิบัติกับ Input ที่แตกต่างกัน และอาจารย์ผู้สอนเองก็ต้องเลือกใช้วิธีการที่ตนเองถนัดด้วย เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย “อย่าคิดคนเดียว ต้องระดมสมอง แลกเปลี่ยน รับฟัง และยอมรับในมติ”

ผมเกือบล้มแผน KM ของอ.บุ๋ม แล้ว

Wednesday, November 25th, 2009

25 พ.ย.52 ในการประชุมวันนี้ อ.บุ๋มและผม ได้ร่วมกันยกร่างแผน KM ของคณะ มีการกำหนดเป้าหมาย และหน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม ซึ่งใช้เป็นต้นแบบประกอบการประชุม ประกอบด้วย 1)แผนการจัดการความรู้ 2)แบบฟอร์มกรอกประเด็นความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ สำหรับการบ่งชี้ความรู้ เช่น หลักธรรม วิธีการ เครื่องมือ และประสบการณ์ 3)ความหมายของการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในคู่มือประกันคุณภาพ 4)รายงานการประชุมที่มีการดำเนินการตามกิจกรรมที่ 1 มาแล้ว
     หลังจากเริ่มประชุมเพียง 5 นาทีแรก ผมก็เกือบล้มแผน KM ตามแนวทางในแผนซึ่ง ก.พ.ร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กำหนดแนวทางไว้ นี่นับเป็นอีกครั้งที่ผมเกือบจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา ซึ่งมติที่ประชุมจะหันไปมุมการทำแผนแก้ปัญหา หรือแผนปรับการเรียนการสอน เฉพาะวิชาหนึ่งของคณะ ในเป้าหมายเรื่อง “การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” ซึ่งไม่ใช่แผนการจัดการความรู้ในแบบที่มีการปฏิบัติกันทั่วไป แต่งานนี้ อ.บุ๋ม ท่านไม่ยอมให้แผนถูกล้มหรือผลิกเป็นแผนอะไรก็ไม่รู้ เพราะท่านเข้าใจอย่างถ่องแท้ และรู้ว่าถ้าพลิกแผนจะตอบคำถาม อย่างที่เคยถูก อ.ทัน เคยเคี่ยวในเวทีประเมินมาแล้วได้ลำบากขึ้น ท่านจึงเปิดเวทีแลกเปลี่ยนใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่าหนึ่งชั่วโมงให้ทุกคนได้เข้าใจ ว่าขั้นตอนเหล่านี้มีรายละเอียดอย่างไร จะพลิกแผนเป็นแผนอื่นก็จะผิดไปจากที่ควร .. สรุปว่าแผนครั้งนี้ไม่ถูกล้ม ยังคงเป็นแผนตามมาตรฐานการจัดการความรู้เช่นเดิม .. แต่ผมขู่ อ.บุ๋ม ไปว่า ถ้าครั้งต่อไปอาจารย์ไม่ร่วมประชุมล่ะก็มีหวังผมล้มแผน KM ในที่ประชุมเป็นแน่ .. ขอเอาใจช่วยให้แผน KM ยังคงเป็นแผน KM ไม่ถูกปรับแก้ไปตามความเข้าใจเดิมเดิม
     งานนี้สรุปได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าแผน KM ไม่มีชื่อผมก็คงจะไม่มีการเสนอล้มแผน KM เป็นแผนอื่น  เพราะผมเป็นพวกเคยชินกับความล้มเหลว ใครกำหนดอะไรมาแปลกผมเป็นต้องร้องทักไปแต่ถ้าการทำตัวเป็นจิ้งจกร้องทักของผมทำแล้วไม่เกิดผล ผมก็จะทำใจยอมรับกับชะตานั้น คงเพราะผมเคยชินกับการเขียนโปรแกรมแล้ว compile ไม่ผ่านมามาก เคยชินกับการเขียนโปรแกรมแล้วไม่มีคนใช้ ก็เลยชินครับ .. สรุปว่าผมเขียนเล่าเรื่องวิบากกรรมที่ผมกับอ.บุ๋ม พบในวันนี้ ก็เท่านั้นเอง
+ http://www.thaiall.com/km/indexo.html
+ http://www.thaiall.com/km/handbook_2549.doc
+ http://blog.yonok.ac.th/burin/1140/

มองก้าว การจัดการความรู้คณะบริหารธุรกิจ ม.โยนก

Saturday, November 21st, 2009

เมื่อวันศุกร์ที่ 13 พ.ย.52 คณะบริหารฯ ดำเนินการตามแผนการจัดการความรู้ เห็นในขั้นตอนที่ 1 “การบ่งชี้ความรู้” เป็นที่ประจักษ์ คือ การระบุประเด็นความรู้ รูปแบบ และผู้รู้ที่สอดรับกับนโยบาย ขอบเขตและเป้าหมายขององค์กร โดยกำหนดเรื่องของ KM ว่า “การบริหารจัดการยุคใหม่” ตามนโยบายของท่านอธิการที่จะมี KM คณะละเรื่อง ซึ่งคณะบริหาร มีองค์ความรู้ มีความเข้าใจ มีความชำนาญ และผู้ที่ชำนาญในเรื่องที่กำหนดขึ้นก็มีอยู่หลายท่าน ก็ต้องเอาใจช่วยใน 2 เรื่อง คือ 1)กำหนดเป้าหมายที่จะวัดให้ชัดเจน (Desired State) 2)หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม เพราะการวัดผลสมัยนี้เป็นไปในแนวนี้ทั้งสิ้น ก็เอาใจช่วยและหวังจะเห็นคณะบริหารฯ เป็น good practice ขององค์กร เนื่องจากเริ่มต้นอย่างมีกระบวนการและเรื่องที่ชัดเจน ผ่านบทบาทของ อาจารย์บอย และ อาจารย์นิยม ในระดับคณะเป็นคณะแรกของมหาวิทยาลัย
     จากการชวน อ.บอย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง แผนการจัดการความรู้ ซึ่งมี 7 ขั้นตอน ตามแนว กพร. และ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ที่ได้จัดทำคู่มืออบรมไว้โดยละเอียด พบว่า การดำเนินการตามแผนที่ได้รับการยอมรับในแวดวงประกันคุณภาพ น่าจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจ ซึ่งผมมอบแผน KM ที่ อาจารย์อติชาต หาญชาญชัย ท่านเขียนใช้ในคณะวิทย์ฯ ให้แก่อาจารย์บอยได้ศึกษาประยุกต์ ซึ่งอาจเป็นแนวทางให้มหาวิทยาลัยใช้แนวนี้ก็ได้
+ http://www.thaiall.com/km/indexo.html
+ http://www.yonok.ac.th/business/showword.php
+ http://www.thaiall.com/km/handbook_2549.doc
+ http://www.thaiall.com/blog/burin/722/

[itinlife218] กระบวนการจัดการความรู้

Saturday, November 14th, 2009
กระบวนการจัดการความรู้

กระบวนการจัดการความรู้

14 พ.ย.52 การจัดการความรู้หรือเคเอ็ม (KM = Knowledge Management) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดย นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ระบุว่าการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่ 1) บรรลุเป้าหมายของงาน 2) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน 3) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ 4) บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน
     การจัดการความรู้เป็นเรื่องใหม่ที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ อาจฝืนธรรมชาติของมนุษย์บางท่าน แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะสนับสนุนให้มนุษย์มีความเอื้ออาทรเพิ่มขึ้นในจิตใจ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน และเห็นเป้าหมายขององค์กรเป็นที่ตั้ง ซึ่งมีกระบวนการที่ยอมรับทั่วไป 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การบ่งชี้ความรู้ คือ การระบุประเด็นความรู้ รูปแบบ และผู้รู้ที่สอดรับกับนโยบาย ขอบเขตและเป้าหมายขององค์กร 2) การสร้างและแสวงหาความรู้ คือ การรวบรวมความรู้ใหม่ รักษาความรู้เดิม และกรองความรู้ที่ไม่ใช้ออกจากแหล่งรวบรวม 3) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ คือ การวิเคราะห์และคัดแยกความรู้เป็นกลุ่มประเด็นให้ง่ายต่อการเข้าถึงอย่างมีขั้นตอน 4) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ คือ การปรับปรุงให้ความรู้มีรูปแบบมาตรฐาน ไม่ซ้ำซ้อน มีความสมบูรณ์ มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ 5) การเข้าถึงความรู้ คือ การสร้างแหล่งเผยแพร่ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา
      หลังเผยแพร่ความรู้ที่รวบรวมได้ก็เข้าสู่ขั้นตอนที่ 6) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ คือ การนำความรู้เข้าสู่เวทีแลกเปลี่ยนที่มีฐานความรู้หรือฐานข้อมูลรองรับให้ง่ายต่อการเข้าถึงและสืบค้น 7) การเรียนรู้ คือ การใช้ความรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เป็นวงจรความรู้ที่มีการเรียนรู้และพัฒนาให้เกิดประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ การจัดการความรู้เป็นงานบูรณาการที่จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความเข้ากันได้ของขอบเขต เป้าหมาย เครื่องมือ ผู้รู้ ผู้เรียนรู้ และผู้บริหารที่เห็นชอบร่วมกันทั้งองค์กร
+ http://www.thaiall.com/km/handbook_2549.doc

International Conference ที่โมร็อคโค

Friday, October 23rd, 2009

Pict_day21v2วันที่ 21 ตุลาคม 2552 เวลา 17.00 น. ได้ร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในเวที International Conference on Software, Knowledge and Information Management and Applications (SKIMA 2009) ที่เมือง Fes ประเทศโมร็อคโค บรรยากาศการประชุมและพิธีเปิดเริ่มในตอนบ่ายก่อนเข้า session การนำเสนอผลงานวิจัยที่ละคน ซึ่งผมเจอเป็นคนแรกของวันแรกและอยู่ห้องแรก ครั้งนี้ไม่ตื่นเต้นเหมือนครั้งก่อนที่สิงคโปร์ ได้ประสบการณ์หลายอย่างที่โมร็อคโค มีโอกาสกลับไปฝรั่งเศสพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟัง อยู่ที่นี่มีปัญหาเรื่องการใช้ internet อย่างมาก เลยขาดการติดต่อไปพักใหญ่ ต้องขออภัยจริงๆ