Archive for the ‘KM:การเรียนการสอนและวิจัย’ Category

การทำวิจัยทางสังคมศาสตร์

Tuesday, August 4th, 2015

วิทยากร  ศ.ดร.วัลลภ  ลำพาย

23 มิถุนายน 2558  เวลา  10.30 – 16.30 น.

 

สรุปองค์ความรู้ที่ได้รับ

ศาสตราจารย์ ดร. วัลลภ ลำพาย บรรยายถึงการทำวิจัยทางสังคมศาสตร์ โดยเริ่มต้นจากนิยามคำว่าการวิจัยคืออะไร วิธีการหาเหตุผลวิธีต่าง ๆ ทั้งแบบนิรนัย Deductive Reasoning และแบบอุปนัย Inductive Reasoning ต่อมาก็เป็นเรื่องขั้นตอนการทำวิจัย การเขียนรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โดยให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ทำโครงร่างของการวิจัย เสนออาจารย์ผู้สอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำวิจัยโดยเน้นการทำวิจัยเชิงปริมาณในทางสังคมศาสตร์

การวิจัย ดร.วัลลภ ลำพาย ได้ให้นิยามไว้ว่า การวิจัยเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ Scientific process ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และตีความข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ ความจริง ความเข้าใจ เพื่ออธิบายปรากฎการณื หรือปัญหาต่าง ๆ

ทั้งนี้การหาเหตุผลแบบนิรนัย เป็นการหาความรู้ที่เริ่มจากข้อเท็จจริงใหญ่ที่มีลักษณะกว้างๆ ไปหาข้อเท็จจริงย่อย แล้วจึงหาข้อสรุปที่เป็นเหตุผลระหว่างข้อเท็จจริงใหญ่กับข้อเท็จจริงย่อย

ส่วนการหาเหตุผลแบบอุปนัย เป็นการสรุปความจริงที่จะต้องอาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อเท็จจริงย่อยๆ เพื่อนำมาสรุปเป็นข้อเท็จจริงใหญ่ซึ่งเป็นข้อสรุปโดยทั่วไป

การเขียนเค้าโครงการวิจัย เริ่มต้นจากการเลือกหัวข้อวิจัย ซึ่งหัวข้อที่ดีจะต้องมีลักษณะที่ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป เป็นหัวข้อที่มีประโยชน์ อยู่ในวิสัยที่ผู้วิจัยทำได้ และสอดคล้องกับสาขาที่ศึกษา

ต่อมาก็คือการเขียนความสำคัญของปัญหา Problems Statement ซึ่งจะต้องเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน โดยเขียนให้ตรงประเด็น รวมทั้งมีข้อมูลเชิงเหตุผล มีสถิติ ข้อมูล อ้างอิงให้น่าเชื่อถือ ไม่ยืดยาวจนน่าเบื่อ ใช้ภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจ และเขียนแค่ 4 ย่อหน้าก็เพียงพอ

ลำดับต่อมาคือการกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดย จะต้องกำหนดเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน ควรขึ้นต้นวัตถุประสงค์ด้วยคำว่า “เพื่อ” และตามด้วยข้อความที่แสดงการกระทำในการวิจัย มีการจัดลำดับก่อนหลังของวัตถุประสงค์

ต่อมาคือเรื่องขอบเขตของงานวิจัย ต้องครอบคลุม 4 มิติ กล่าวคือ 1) ขอบเขตด้านเนื้อหา ศึกษาเรื่องอะไร 2) ขอบเขตด้านประชากร ศึกษากับใคร 3) ขอบเขตด้านภูมิศาสตร์ ศึกษาที่ไหน และ  4) ขอบเขตด้านเวลา ศึกษาในช่วงเวลาใดถึงช่วงเวลาใด

สุดท้ายของการเขียนเค้าโครงการวิจัยคือ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งจะต้องเป็นประโยชน์จริงๆ ที่คาดว่าจะได้รับจากงานวิจัยนี้ โดยอาจจะเป็นประโยชน์ในทางทฤษฎี หรือประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ และห้ามเขียนล้อวัตถุประสงค์ของงานวิจัย

โดยครั้งนี้อาจารย์มีเวลาบรรยายเพียงแค่การเขียนเค้าโครงการวิจัย ส่วนต่อมาเพื่อให้งานวิจัยสมบูรณ์อาจจะต้องบรรยายในครั้งหน้า

 

อาจารย์รุ่งรัตน์  ธนบดีธาดา

ผู้วิเคราะห์ และสรุปองค์ความรู้

 

ความสำคัญของการวิจัยกับอาจารย์มหาวิทยาลัย

Tuesday, August 4th, 2015

ความสำคัญของงานวิจัยกับอาจารย์มหาวิทยาลัย การเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย งานที่อาจารย์ทุกคนได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยคืออาจารย์จะต้องทำตามพันธกิจ 4 ด้านของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย งานสอน งานวิจัย งานบริการวิชาการ และงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

อาจารย์บางท่านเห็นว่าแค่งานสอนเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีเวลาพอสำหรับทำงานวิจัยแล้ว แต่หากอาจารย์คิดที่จะมีรายได้เพิ่มจากภาระงานสอนเพียงอย่างเดียว อาจารย์จะไม่ได้พัฒนาองค์ความรู้เพิ่มเติมให้กับตัวเอง ความสำคัญของการทำวิจัยคือการพัฒนาองค์ความรู้ เกิดทฤษฎีใหม่ ค้นคว้าให้รู้มากยิ่งขึ้น

นอกจากการพัฒนาองค์ความรู้แล้ว งานวิจัยยังเป็นที่มาของรายได้ของอาจารย์ จะเห็นได้ว่า อาจารย์สามารถเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย หรือ ขอทุนวิจัยจากภายนอกมหาวิทยาลัย และเมื่ออาจารย์ทำงานวิจัยแล้ว อาจารย์ก็ควรจะนำเสนอบทความทางวิชาการในเวทีวิชาการต่างๆ ซึ่งจากประกาศมหาวิทยาลัยเนชั่นก็ให้เงินสนับสนุนงานวิจัย และการตีพิมพ์บทความทางวิชาการ และเมื่ออาจารย์มีการเสนอบทความเท่ากับอาจารย์ทำให้ตนเองเป็นที่รู้จักกับสังคมภายนอกมหาวิทยาลัย และเมื่อสังคมภายนอกรู้จักอาจารย์แล้ว ก็อาจจะชวนอาจารย์มาร่วมทำงานวิจัย ก็ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้น

เมื่อเกิดองค์ความรู้ใหม่ อาจารย์ก็นำความรู้ที่ได้รับจากการทำงานวิจัยนั้นมาสอนนักศึกษา เป็นตัวอย่าง หรือกรณีศึกษา จะเห็นได้ว่าการทำวิจัยทำแล้วมีแต่เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวอาจารย์ มหาวิทยาลัย และนักศึกษา

 

อ.รุ่งรัตน์  ธนบดีธาดา

ผู้รวบรวมองค์ความรู้

เทคนิคการทวนสอบ

Tuesday, August 4th, 2015

คู่มือทวนสอบรายวิชา-ตาม มคอ.1 มคอ.2 และ มคอ.3

 

การทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ หมายถึงกระบวนการหาหลักฐานด้วยวิธีการใด ๆ เช่น การสังเกต การตรวจสอบ การประเมิน การสัมภาษณ์ ฯลฯ เพื่อยืนยันหรือสนับสนุนว่า นักศึกษาทุกคนมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาตรงตามมาตรฐานผลการเรียนรู้เป็นอย่างน้อย ซึ่งอาจได้ผลจากการประเมินข้อสอบว่าครอบคลุมมาตรฐานผลการเรียนรู้ การให้คะแนนตรงตามความเป็นจริง การให้ข้อมูลย้อนกลับของผู้สำเร็จการศึกษา การประสบความสำเร็จในการทำงานของผู้สำเร็จการศึกษา

กลยุทธ์โดยทั่วไปที่ใช้ในการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ ได้แก่ การตรวจสอบคะแนนจากกระดาษคำตอบข้อสอบของนักศึกษา และงานที่มอบหมาย การประเมินหลักสูตรโดยนักศึกษาและผู้สำเร็จการศึกษา การประเมินคณะวิชาและหลักสูตรโดยบุคลากรภายนอก และการรายงานเกี่ยวกับทักษะของบัณฑิตโดยผู้ใช้บัณฑิต ให้อธิบายกระบวนการที่ใช้ในการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา ตามมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละรายวิชา เช่น ทวนสอบจากคะแนนข้อสอบ หรืองานที่มอบหมาย หรือประเมินหลักสูตรจากผู้เกี่ยวข้อง

ดังนั้นสิ่งที่แต่ละหลักสูตรจะต้องทำ คือ ให้คณาจารย์ผู้สอนทุกท่าน มีการบันทึกการสอนของตนในรายวิชาที่ตนสอนทุกครั้ง ตั้งแต่เทคนิคที่อาจารย์ใช้ในการสอน ตัวอย่างที่ยกให้นักศึกษา ปฏิกิริยาของผู้เรียน รวมถึงบันทึกหลักการเหตุผลของอาจารย์ในการออกข้อสอบ แนวคำตอบ วิธีการตรวจข้อสอบ เกณฑ์การให้คะแนน

คณะวิชา จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการวิชาการ เพื่อตรวจสอบแลกเปลี่ยนปัญหา กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พิจารณาเกณฑ์การวัดและประเมินผลของนักศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง กรณีในรายวิชาที่มีผู้สอนหลายท่าน เมื่อสอนให้อาจารย์ผู้ร่วมสอนท่านอื่น ๆ เข้าสังเกตการสอนร่วมด้วยตาม มคอ.3 เพื่อช่วยตรวจสอบ แก้ไข

ทั้งนี้ คณะวิชา และหลักสูตรต้องจัดให้มีการประชุมก่อนการจัดการเรียนการสอนเพื่อพิจารณาแนวทางการจัดการเรียนการสอน มีการประชุมระหว่างการสอน และหลังการสอน โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องของแต่ละวิชา (เช่นอาจารย์ผู้สอนนอกคณะ) มาประชุมก่อนสอน ระหว่างสอน และหลังการสอน และมีการจัดการความรู้ แลกเปลี่ยน การติดตามและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

รุ่งรัตน์ ธนบดีธาดา

รายชื่อวารสารกลุ่มที่ 1 และ 2 ที่ปรากฎใน TCI

Friday, June 5th, 2015

รายชื่อวารสารกลุ่มที่ 1 และ 2 ที่ปรากฎใน TCI

ผลการประเมินวารสารวิชาการไทยรอบที่ 3 (พ.ศ.2558-2562)
มีเอกสารรายงานผลการประเมินวารสารในฐาน TCI รอบที่ 3
– วารสารกลุ่มที่ 1 วารสารที่มีคุณภาพสูง และผ่านการรับรองคุณภาพของ TCI มี 259 ฉบับ

https://www.facebook.com/groups/thaiebook/491544044329752/

– วารสารกลุ่มที่ 2 วารสารที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองคุณภาพของ TCI มี 221 ฉบับ

https://www.facebook.com/groups/thaiebook/491544070996416/

– วารสารกลุ่มที่ 3 วารสารที่ไม่ผ่านการรับรองคุณภาพ และอาจไม่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูล TCI ในอนาคต มี 119 ฉบับ
จากวารสารทั้งหมด 626 ฉบับ
ในทั้งหมดนี้มีวารสารสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 280 ฉบับ
และวารสารสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 346 ฉบับ

http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/index.html
http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/Evaluation/2558/Announced/News.html

รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยเพื่อชุมชน

Friday, July 25th, 2014

สรุปผลการสังเคราะห์งานวิจัย
โดยภาพรวมจากการสังเคราะห์งานวิจัยเพื่อชุมชนที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการในระหว่าง ปีการศึกษา 2553-2556 ในประเด็น “รูปแบบแนวทางการเสนอเพื่อขอรับทุนสนับสนุนงานวิจัยเพื่อชุมชน”
เพื่อให้ทุกภาคส่วนของท้องถิ่นและชุมชน ผนึกกำลังองค์ความรู้ช่วยเหลือผู้ผลิต OTOP โดยการเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมสู่ตลาดภายนอกและตลาดสากล โดยผลิตภัณฑ์ยังคงเอกลักษณ์ของชุมชนไว้ เริ่มดำเนินการดำเนินการ2553-2556 จากผลการดำเนินงาน โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge – based OTOP : KBO) จังหวัดลำปาง ประจำปี 2557 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยได้รับมอบหมายจาก สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดลำปาง ให้มหาวิทยาลัยเนชั่น เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำนวน 4 กลุ่ม คือ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านร่องเห็ด ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง , กลุ่มเย็บผ้าบ้านหนองเหียง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง , กลุ่มทอผ้าประดิษฐ์บ้านผาช่อ ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง , กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านนาปราบ ต.นายาง อ.สบปราบ จ.ลำปาง , และทางจังหวัดได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเนชั่น ดำเนิน การต่อยอดโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge – based OTOP : KBO) จังหวัดลำปาง ประจำปี 2557 ไปถึงปี 2558 เพื่อให้องค์ความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้บูรณาการครบทุกอำเภอ ภายใต้การบริหารงานของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำปาง

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้ (KM): เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ

Monday, July 21st, 2014

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

การจัดการความรู้ (KM): เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ

                                             โดย อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์

Tacit Knowledge **อาจารย์ผู้สอนหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณทิตและพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาพยาบาลชุมชนและสาขาพยาบาลอาชีวอนามัย) และหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต(หลักสูตรนานาชาติ) ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นวิทยากร ในการทำ KM และการเขียนบทความทางวิชาการ

 เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ     

เนื้อหา (Content)      

            เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ เป็นหัวข้อของการจัดการความรู้ ในคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น (Nation University) โดยมีเป้าหมายของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น และนโยบายการกำหนดประเด็นความรู้ขององค์กรคือประเด็น “การดำเนินการหลักสูตรให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษา” ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมาย ของ Knowledge Management (KM) ในประเด็น “เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ” โดยให้คณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการในเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้เชิญวิทยากร จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์ มาเป็นวิทยากรพิเศษในการให้ความรู้และหลักการการทำ KM  ตลอดจนช่วยทำให้เกิดการทำ KM  เชิงปฎิบัติการในคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม่สาระสำคัญ ดังนี้

ด้วยการใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)   7 ขั้นตอน เพื่อให้บุคลากรในคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ  สามารถแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และเกิดการเรียนรู้ โดยอาศัย Tuna Model (โมเดลปลาทูน่า) มาเป็นกรอบแนวคิดในการจัดการความรู้  ซึ่งกำหนดให้หัวปลาเป็น Knowledge Vision (KV) ด้วยการใช้เป็นส่วนของการกำหนด เป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของ KM ในคณะฯ โดยมีการกำหนดเป้าหมายการจัดการความรู้เรื่อง “เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ” ร่วมกันในคณะฯ และใช้ตัวปลาเป็น KnowledgeSharing (KS) ซึ่งในคณะมี “คุณอำนวย” ทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการ (Facilitator) มีบทบาทในการกระตุ้น ให้ “คุณกิจ” (คณาจารย์) มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับความรู้ในการเขียนบทความทางวิชาการ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) ที่มีอยู่ในตัวของคณาจารย์ พร้อมทั้งอำนวยการให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการเรียนรู้ (Leaning) ร่วมกัน และเกิดการหมุนเวียนความรู้ จนได้ความรู้ในลักษณะ เป็นที่ยอมรับของคนในองค์กร ซึ่งสามารถนำไปสู่การปฎิบัติจริง โดยความรู้นั้นสามารถ เก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อๆไป โดยใช้หางปลา เป็น KnowledgeAsset (KS) ซึ่งเกิดจากการเก็บสะสมความรู้ “ความรู้สู่การปฎิบัติ” เป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ด้วยการเก็บความรู้ด้วยวิธีต่างๆ ให้คลังความรู้คือหางปลานั่นเอง ซี่งสามารถเผยแพร่ได้ดังนี้

เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ ก่อนจะลงมือเขียนบทความฯ ควรมีความเข้าใจถึงความหมายของบทความวิชาการให้ตรงกัน เพราะว่าเป็นงานเขียนหรือความเรียงที่ผู้เขียนต้องการ สื่อองค์ความรู้หรือข้อค้นพบใหม่ๆ ทางวิชาการในสาขาวิชาการสาธารณสุข หรือสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่น บทความวิจัย  บทความเสนอแนวคิด หลักการ และ/หรือ แบบจำลองเป็นต้น ดังนั้นในการเขียนบทความทางวิชาการในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะ  เช่น บทความวิจัย  บทความเสนอแนวคิด หลักการทางวิชาการ ซึ่งควรคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการได้แก่ ตัวผู้เขียน สิ่งที่จะเขียน และ ผู้อ่าน ดังต่อไปนี้

ประการแรกคือตัวผู้เขียนบทความ ควรมีศักยภาพและความพร้อมในการสร้างผลงานวิชาการ โดยอาศัยปัจจัยภายในตัวเอง (Internal factors) คือมีความรู้เรื่องที่จะเขียน และมีเวลาในการเขียนตลอดจนมีความสุขในการที่จะสร้างสรรค์งานเขียนทางวิชาการที่ตนเองประสงค์จะดำเนินการ นอกจากนี้ควรต้องอาศัยปัจจัยภายนอกตนเอง (External factors) คือการมีบรรยากาศทางวิชาการในองค์กรและมีแหล่งความรู้ รวมทั้งบุคคลที่จะช่วยเหลือสนับสนุนงานเขียน ตลอดจนการบริหารจัดการกับภาระงานของผู้เขียน เช่น งานสอน งานวิจัยฯ และภาระงานที่บ้าน เช่นการดูแลครอบครัวของตนเอง  เป็นต้น เพื่อป้องกันอุปสรรคในการเขียน

ประการที่สองคือ สิ่งที่เขียนลงในบทความ ควรเป็นสิ่งที่ทันสมัยและอยู่ในความสนใจในวงวิชาการ โดยอาศัยความรู้จากตัวผู้เขียน ที่มีประสบการณ์ และความชำนาญในเรื่องที่จะเขียนหรือผลที่เกิดจากการวิจัยของตัวผู้เขียนบทความเอง โดยสิ่งที่เขียนควรมีเนื้อหาสาระที่มีความถูกต้องเชื่อถือได้ ในทางวิชาการ และมีประโยชน์ต่อสังคมและ/หรือประเทศชาติ โดยอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของนักวิชาการเอง โดยงานเขียนบทความทางวิชาการ ควรมีโครงสร้างหลัก 4  ประการของการเขียนคือ

1)        ชื่อบทความ ควรสั้นกระทัดรัด ใช้ภาษาง่ายต่อการเข้าใจ มีความหมายที่สื่อให้ผู้อ่านอยากติดตามและจูงใจในการอ่าน

2)        คำนำ/หรือบทนำ เป็นส่วนของการเปิดประเด็นเข้าสู่เนื้อหา ควรบอกถึงความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการเขียน เพื่อจูงใจทำให้ผู้อ่านเลือกที่จะอ่าน

3)      เนื้อเรื่อง ควรแสดงองค์ความรู้ ข้อค้นพบ ที่อยู่บนฐานข้อมูลที่เป็นความจริง หรือสถิติที่ทันสมัย มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน ควรมีภาพประกอบ หรือตารางตามความเหมาะสม

4)       บทสรุป เป็นการสรุปเชิงพรรณาจากส่วนเนื้อหา ไม่ควรยืดยาว เยิ่นเย้อ บางครั้งอาจใช้ภาษิตหรือปรัชญามาช่วยสรุป ให้เกิดข้อคิดแก่ผู้อ่านได้ด้วยก็เป็นสิ่งที่ดี และควรคำนึงถึงการใช้ภาษา การถูกหลักไวยากรณ์ รวมทั้งการอ้างอิงให้ถูกหลักการเขียน บรรณานุกรมด้วยเสมอ

 

ประการที่สาม ตัวผู้อ่านบทความ ควรรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย มีความสามารถในการรับรู้สิ่งที่เขียน เช่น ระดับความรู้ ความสามารถ และความสนใจในแวดวงวิชาการ รวมทั้ง ความสามารถของผู้อ่านในการเข้าถึง (Accessibility) สิ่งที่เขียน ได้แก่ ชนิดของสื่อ หรือแหล่งที่เผยแพร่บทความวิชาการเป็นต้น ดังนั้นเทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ จึงควรคำนึงถึงผู้อ่านเป็นสำคัญเสมอ

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้(KM) : การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ

Monday, July 21st, 2014

การจัดการความรู้(KM): การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ

                                                 โดย  อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์**

Tacit Knowledge **อาจารย์ผู้สอนหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณทิตและพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาพยาบาลชุมชนและสาขาพยาบาลอาชีวอนามัย) และหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต(หลักสูตรนานาชาติ) ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นวิทยากร ในการทำ KM และการเขียนบทความทางวิชาการ

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ

 เนื้อหา (Content) : การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการควรเป็นงานวิจัย  ที่มีลักษณะ เป็นงานค้นคว้าอย่างมีระบบและมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล  หลักการ  หรือข้อสรุปรวมที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ  หรือเอื้อต่อการนำวิชาการนั้นไปประยุกต์  ใช้ให้เกิดประโยชน์ในแวดวงวิชาการ เช่นใช้ในการจัดการเรียนการสอน หรือสามารถประยุกต์ใช้กับงานบริการวิชาการเป็นต้น  ตลอดจนเป็นเอกสารที่มีระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาและ งานวิจัยที่คณาจารย์ทำแล้ว  ให้นำเผยแพร่ควรมีลักษณะใด ลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้

–        ตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปของบทความวิจัย ในวารสารทางวิชาการ ที่มีคุณภาพตั้งแต่ดีจนถึงดีเด่น

–        ตีพิมพ์ในหนังสือรวมงานวิจัยระดับนานาชาติ  ซึ่งเป็นงานที่ได้รับเชิญให้เขียน  และ / หรือมีกองบรรณาธิการ ตรวจสอบคุณภาพของงานวิจัยนั้นๆ

–        เสนองานวิจัยในรูปของเอกสารต่อที่ประชุมทางวิชาการ  ซึ่ง            เป็นที่ยอมรับของผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ โดยมีการ นำไปรวมเล่มเผยแพร่ในรูปของเอกสารวิชาการ  (proceeding) จากการประชุมครั้งนั้น

–        ในกรณีที่งานวิจัยฉบับสมบูรณ์  มีความยาวขนาดเล่มหนังสือ  จะต้องผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ  ก่อนนำเผยแพร่ไปยังสถาบันทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง

–        ได้รับการพิมพ์เผยแพร่มาแล้ว และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา  และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

–        ผลงานที่มิได้จัดทำแต่ผู้เดียว  ให้ระบุผู้ขอมีส่วนร่วมจัดทำร้อยละเท่าไหร่

จัดทำอยู่ในส่วนใด  และผู้ร่วมจัดทำ  ต้องรับรองว่าผู้ร่วมจัดทำ  ได้จัดทำในส่วนใด

** ข้อควรระวังคือ ผลงานทางวิชาการ ต้องไม่เป็นผลงานที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา หรือ เคยใช้เพื่อเลื่อนตำแหน่ง หรือเลื่อนวิทยฐานะ มาแล้ว เช่น ขอตำแหน่ง ศาสตราจารย์ (ศ.) ผลงานวิจัยไม่ควรซ้ำกับการที่เคยขอตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ (รศ.) หรือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) เป็นต้น

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้ (KM) : แนวปฏิบัติในการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา

Monday, July 21st, 2014

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

การจัดการความรู้ (KM): แนวปฏิบัติในการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา

                                                                     โดย อาจารย์ เบญจวรรณ นันทชัย**

**คณบดีคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น  ผู้แลกเปลี่ยนความรู้

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ     

เนื้อหา (Content)  

    ความนำ

            กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualification Framework for Higher Education: TQF)     ได้กำหนดให้ทุกหลักสูตรต้องดำเนินการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ        ในกลยุทธ์หรือกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ ที่จัดให้แก่นักศึกษาเพื่อเป็นการพัฒนาผลการเรียนรู้    ในแต่ละด้านตามแผนที่การกระจายความรับผิดชอบมาตรฐานผลการเรียนรู้จากหลักสูตรสู่รายวิชา (Curriculum Mapping) โดยความรู้และทักษะนั้น ๆ จะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่สาขาวิชากำหนดไว้ในรายละเอียดของหลักสูตร (มคอ. 2 หมวดที่ 4,5) และวิธีการดำเนินการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามที่ระบุไว้ในรายละเอียด ของรายวิชาทุกวิชา (มคอ. 3 มคอ.4 : หมวดที่ 7)  ทั้งนี้ให้มีการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาอย่างน้อย   ร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา

 

แนวทางปฏิบัติ :  การทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

มหาวิทยาลัยเนชั่น มีนโยบายในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นให้คณะวิชาต่าง ๆ พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรให้สอดคล้องตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นเครื่องมือปฏิบัติในการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นมาตรฐานผลการเรียนรู้ของบัณฑิต (Learning Outcome) เป็นสำคัญ ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ข้อ 6 กำหนดให้มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดใน มคอ. 3 และมคอ. 4 อย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพจึงกำหนดวิธีการ     ทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาซึ่งคณะ ฯ ได้ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้

1. ดำเนินการทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษาโดยอาจารย์ประจำคณะ ฯ ที่เป็นคณะกรรมการวิชาการ

2. คณาจารย์พิจารณาคัดเลือกรายวิชาที่เปิดสอนในหลักสูตรในแต่ละปีการศึกษาเพื่อดำเนินการทวนสอบผลสัมฤทธิ์โดยใช้แนวทางการพิจารณา คือ การคัดเลือกในรายวิชาแกน/วิชาเอก รายวิชาที่ระบุการเรียนการสอนสอดคล้องกับเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย โดยคณะกรรมการสุ่มรายวิชาอย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละภาคของแต่ละปีการศึกษาและไม่ทวนสอบรายวิชาเดิมหรือซ้ำซ้อน สำหรับการดำเนินการทวนสอบรายวิชาในรายวิชาศึกษาทั่วไป และรายวิชาพื้นฐาน ขึ้นอยู่กับการดำเนินการมหาวิทยาลัย

3. ใช้กระบวนการทวนสอบในหลายวิธี เช่น การสังเกต การตรวจสอบ ผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัย การสอบถามนักศึกษา เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่กำหนดขึ้นนั้นได้มีการดำเนินการและบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเป็นที่เข้าใจตรงกันและมีการจัดการเรียนการสอนจนบรรลุผลสำเร็จ

4. วิธีการทวนสอบ ดำเนินการโดยให้นักศึกษาประเมินตนเองเกี่ยวกับระดับความรู้ความสามารถ ทักษะ พฤติกรรมหลังจากเรียนทุกรายวิชาวิชาเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนในแต่ละภาคการศึกษาในระบบการประเมินของมหาวิทยาลัย คณะกรรมการทวนสอบ ฯ นำผลการประเมินมาบันทึกในแบบรายงานผลการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาที่คณะ ฯ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการในทิศทางเดียวกัน

หมายเหตุ 

  1. ตัวบ่งชี้กำหนดให้มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดใน มคอ. 3 และ มคอ. 4 (ถ้ามี) อย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา
  2. การทวนสอบเป็นการหาหลักฐานว่าได้มีการดำเนินการตามมาตรฐานผลการเรียนรู้และมีการจัดการเรียนการสอนจนบรรลุผลสำเร็จ
  3. แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบประเมินเพื่อให้นักศึกษาได้ประเมินตนเองภายหลัง  การเรียนรายวิชาว่าเกิดผลการเรียนรู้อะไรบ้าง ซึ่งผู้ประเมินต้องนำไปเทียบกับมาตรฐานผลการเรียนรู้ของรายวิชา (ตาม มคอ. 3) และ มคอ. 4 ว่าผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นของนักศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ หรือไม่

 

 

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพได้กำหนดให้มีระบบและกลไกการทวนสอบทางการศึกษาเพื่อตรวจสอบว่านักศึกษา     มีผลการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้และการได้รับการพัฒนาคุณลักษณะครบถ้วนทั้ง 5 ด้าน ตามที่กำหนดไว้           ในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ (มคอ. 2) ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาและเพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรโดยผ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอนในทุกรายวิชาการทวนผลการเรียนรู้ได้ดำเนินการทวนสอบทั้งในระดับรายวิชา และในระดับหลักสูตร โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในระดับรายวิชา
กำหนดแนวทางดำเนินการ วิธีดำเนินการ/ แหล่งข้อมูลที่ทำการทวนสอบฯ
  1. มีคณะกรรมการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษา

2. อาจารย์ผู้สอนต้องดำเนินการดังนี้

– จัดทำ มคอ. 3 รายละเอียดของรายวิชา (Course Specification) ล่วงหน้าก่อนเปิดภาคเรียน ในทุกรายวิชา

– จัดทำมคอ. 5 รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา (Course Report)

– จัดทำมคอ. 6 รายงานผลการดำเนินการของประสบการณ์ภาคสนาม (Field Experience Report)

** ให้ครบทุกรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละภาคการศึกษา ภายใน 30 วัน หลังสิ้นสุดภาคการศึกษา

1. แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการภายในคณะทำการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาระดับรายวิชาทุกรายวิชาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ โดยดำเนินการร่วมอาจารย์ผู้รับผิดชอบวิชาทุกรายวิชา

 

3. คณะกรรมการทำการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับรายวิชา อย่างน้อย 25% ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละภาคการศึกษาภายใน 2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดการเรียนการสอน

3.1 อาจารย์ประจำสาขาวิชามีส่วนร่วมในการทวนสอบ ฯ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

3.2 คะแนนผลการประเมินความ       พึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน   ในแต่ละรายวิชา และสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอนที่ประเมินโดยนักศึกษาต้อง        ไม่น้อยกว่า 3.51 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน (องค์ประกอบที่ 2 สกอ. ตัวบ่งชี้ 2.6 )

 

 

3. ทำการทวนสอบโดยวิธีการวิเคราะห์จากเอกสาร/หลักฐาน ดังนี้

3.1 มคอ. 2 รายละเอียดหลักสูตร (Programme Specification)

3.2 มคอ. 3 รายละเอียดของรายวิชา (Course Specification)

– หมวดที่ 5 แผนการสอนและการประเมินผล

(ข้อ 2. แผนการประเมินผลการเรียนรู้)

– หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

(ข้อ 1.  ผลการประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา)

(ข้อ 2. ประเมินจากผลการเรียนของนักศึกษาหรือการสังเกตการณ์สอน)

(ข้อ 4. ทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษาในรายวิชา ได้แก่

การทวนสอบจากคะแนนข้อสอบ งานที่มอบหมาย เช่น กรณีศึกษา

การนำเสนอรายงาน คะแนนการปฏิบัติงาน บันทึกประสบการณ์)

3.3มคอ. 4 รายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม (Field Experience Specification)

– หมวดที่ 3การพัฒนาผลการเรียนรู้

(ข้อ 3 วิธีการที่จะใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ในมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง)

– หมวดที่ 6 การประเมินนักศึกษา

(ข้อ 2 กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของนักศึกษา)

  1. คณะกรรมการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษาทำการวิเคราะห์ และสรุปผลการดำเนินการทวนสอบ ฯ เสนอต่อที่ประชุมคณะ ฯ เพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป
4. วิเคราะห์ และสรุปผลการทวนสอบ ฯ

4.1 มคอ. 5 รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา (Course Report)

– หมวดที่ 3 สรุปผลการจัดการเรียนการสอนของรายวิชา

(ข้อ 7.การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา ระบุวิธีการทวนสอบ และสรุปผลการทวนสอบ)

– หมวดที่ 6 แผนการปรับปรุง (ข้อ 2. การดำเนินการในการปรับปรุงรายวิชา)

 

 

 

 

แหล่งข้อมูลที่ทำการวิเคราะห์ในการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในระดับรายวิชา

 

มคอ. 3 รายละเอียดของรายวิชา (Course Specification)

การจัดการเรียนการสอนของแต่ละรายวิชาให้สอดคล้องรายละเอียด ของหลักสูตร แต่ละรายวิชาจะกำหนดวัตถุประสงค์และรายละเอียดของเนื้อหาความรู้ในรายวิชา แนวทางการปลูกฝังทักษะและคุณลักษณะที่นักศึกษาจะได้รับ         การพัฒนาให้ประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของรายวิชา มีการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน วิธีการเรียน การสอนการวัดและประเมินผลในรายวิชา

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

ข้อ 1. กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา

ข้อ 2. กลยุทธ์การประเมินการสอน

ระบุวิธีการประเมินที่จะได้ข้อมูลการสอน เช่น จากผู้สังเกตการณ์ หรือทีมผู้สอน หรือผลการเรียนของนักศึกษา     เป็นต้น

ข้อ 4. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาในรายวิชา

อธิบายกระบวนการที่ใช้ในการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ของรายวิชา      เช่น ทวนสอบจากคะแนนข้อสอบ หรืองานที่มอบหมาย กระบวนการอาจจะต่างกันไปสำหรับรายวิชาที่แตกต่างกัน หรือสำหรับมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้าน

 

 

 

 

 

 

มคอ. 4 รายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม  (Field Experience Specification)

การบริหารจัดการในรายวิชาหรือกิจกรรมที่นักศึกษาจะต้องออกฝึกงานหรือฝึกภาคสนาม โดยต้องวางแผน            ให้สอดคล้องตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดของหลักสูตร วัตถุประสงค์และกิจกรรมการฝึกต้องมีความชัดเจน                 เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้และทักษะจากประสบการณ์ภาคสนาม รวมทั้งเกณฑ์การวัดและประเมินผลประสบการณ์ภาคสนาม

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 3การพัฒนาผลการเรียนรู้

(ข้อ3วิธีการที่จะใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ในมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง)

หมวดที่ 6 การประเมินนักศึกษา

(ข้อ 2 กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของนักศึกษา)

หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม

(ข้อ 1 กระบวนการประเมินการฝึกประสบการณ์ภาคสนามจากผู้เกี่ยวข้องต่อไปนี้

1.1 นักศึกษา

1.2 พนักงานพี่เลี้ยงหรือผู้ประกอบการ

1.3 อาจารย์ที่ดูแลกิจกรรมภาคสนาม

1.4 อื่น ๆ เช่น บัณฑิตจบใหม่)

มคอ.6

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 5 การประเมินการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม

-ความเห็น/ข้อเสนอแนะของอาจารย์ผู้รับผิดชอบ/อาจารย์ที่ปรึกษาการฝึกประสบการณ์ภาคสนามเสนอต่ออาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร

– อาจารย์พี่เลี้ยงที่ดูแลกิจกรรมการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม

 

มคอ. 5 รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา (Course Report)

การรายงานผล การจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชาเมื่อสิ้นภาคเรียนเกี่ยวกับภาพรวมของ        การจัดการเรียนการสอนในวิชานั้น ๆ ว่า ได้ดำเนินการสอนอย่างครอบคลุมและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ในรายละเอียด          ของรายวิชาหรือไม่และหากไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ต้องให้เหตุผลและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการจัดการเรียน    การสอนของรายวิชาดังกล่าวในครั้งต่อไป รายงานนี้จะครอบคลุมถึงผลการเรียนของนักศึกษา จำนวนนักศึกษาตั้งแต่   เริ่มเรียนจนสิ้นสุด ปัญหาในด้านการบริหารจัดการและสิ่งอำนวยความสะดวก การวิเคราะห์ผลการประเมินรายวิชาของนักศึกษา

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 3 สรุปผลการจัดการเรียนการสอนของรายวิชา

(ข้อ 7.การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา ระบุวิธีการทวนสอบ และสรุปผลการทวนสอบ)

หมวดที่ 6 แผนการปรับปรุง

(ข้อ 2. การดำเนินการในการปรับปรุงรายวิชา)

 

เครื่องมือที่ใช้ในการทวนสอบผลสัมฤทธิ์การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในระดับรายวิชา

1. แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน : แบบสัมภาษณ์นักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน

  1. แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน : แบบประเมินผลการนำเสนอรายงาน
  2. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา : แบบประเมินคุณลักษณะของตนเอง5 ด้าน
  3. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์ : การจัดการเรียนการสอนชองอาจารย์ (ภาคทฤษฎี)

5. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์ : แบบประเมินพฤติกรรมการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษา (ภาคสนาม)

6. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์ : แบบประเมินผลการจัดการเรียนการสอน (ระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัย

 

KM.การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

Tuesday, July 1st, 2014

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเข้าสู่ต าแหน่งทางวิชาการ ได้จัดการอบบรมคณาจารย์ในคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เนื่องจากทาง คณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้เล็งเห็นถึงความส าคัญในการเข้าสู่ต าแหน่งทางวิชาการของ
อาจารย์อันเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าของคณะฯ นอกจากการท าหน้าที่หลักด้านการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ ถ่ายทอดความรู้เพื่อผลิตบัณฑิตที่เป็นคนดีและเก่ง ให้บริการทางวิชาการและการท านุบ ารุงศิลปวัฒนธรรม
แล้ว อาจารย์ยังเป็นกลไกส าคัญในการน ามหาวิทยาลัยให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นน าที่ ผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ด้วยความส าเร็จและความก้าวหน้าทางวิชาการของ
อาจารย์จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความส าเร็จและความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยโดยรวมด้วย
ดังนั้น การพัฒนาส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์ได้รับการยอมรับในฐานะนักวิชาการที่เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่สอน วิจัย หรือบริการวิชาการ เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ และมีความก้าวหน้าในต าแหน่งวิชาการในเวลาที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งจ าเป็นและส าคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาด้านวิชาการของมหาวิทยาลัย การสนับสนุนและส่งเสริมให้อาจารย์ได้ด ารงต าแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญก าลังใจให้กับอาจารย์แล้ว ยังเป็นสิ่งส าคัญที่แสดงถึงความก้าวหน้าและความเป็นเลิศทางวิชาการของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส าคัญยิ่งในการพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกด้วยความภาคภูมิใจ

km

KM การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

KM.การทวนสอบผลสัมฤทธิ์

Monday, June 30th, 2014

จากการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การทวนสอบผลสัมฤทธฺิ์”  ซึ่งจัดโดย คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557   โดยได้เรียนเชิญ ผศ.ดร.ศิริพร เสริตานนท์  เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่บุคลากรของคณะสังคมศาสตร์ฯ และคณะอืน ๆ ด้วยนั้น  ซี่งพอจะอภิปรายผลได้ดังนี้

จากตารางผลการสอบก่อน และหลังการบริหารจัดการความรู้  เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ ก่อน และ หลัง พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังการให้ความรู้เรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนดำเนินการ เท่ากับ โดยเมื่อทำการทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อน และหลังดังกล่าวด้วยสถิติ paired sample t-test พบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญที่ระดับ .05

จึงสรุปได้ว่า การบริหารจัดการความรู้ เรื่องการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา เมื่อวันที่ 25มิถุนายน 2557 ของมหาวิทยาลัยเนชั่นมิได้มีผลให้ความรู้ในหัวข้อดังกล่าวของคณาจารย์เพิ่มขึ้นทั้งนี้อาจเนื่องจากอาจารย์ผู้เข้าร่วมการอบรมความรู้เกือบทั้งหมด มีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการ วิธีการ ขั้นตอนต่างๆ ของการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ด้งนั้นการอบรมแบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นเพียงการทบทวนความรู้ ความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติ และการใช้เครื่องมือในการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ที่หลากหลาย และเป็นที่เข้าใจได้ตรงกันมากขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อการวัดและการประเมินผลที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อันเป็นที่ยอมรับ  เป็นไปในทิศทางเดียวกันทุกสาขาวิชา และบรรลุวัตถุประสงค์ของกระบวนการเรียนการสอนมากขึ้น

ผศ.ดร.ศิริพร  เสริตานนท์

วิทยากร/ผู้รายงาน

IMG_1648

KM.ทวนสอบผลสัมฤทธิ์