แรงบันดาลใจ ของนักศึกษากลุ่มบัญชี กับตลาด

แรงบันดาลใจ ของนักศึกษากลุ่มบัญชี กับตลาด

1.1 avenue (3เรื่องมิตรภาพ)
แรงบันดาลใจของกลุ่มเราคือ เราเคยคิดว่าเวลาที่เราผิดหวัง ท้อแท้เราไม่มีใคร ไม่มีใครอยู่กับเรา แต่ที่จริงแล้วมีมากมายเราไม่เห็นเอง เพราะเรามัวแต่อยู่กับตัวเองจมอยู่กับความผิดพลาดไม่สนใจคนที่อยู่รอบตัวเรา แล้วเราก็จะเคลียดอยู่คนเดียว นี่เป็นประสบการณ์จริงของเพื่อนในกลุ่มเรา เราจริงเอามาเป็นแรงบันดาลใจเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่าอย่าลืมว่าเรายังมี เขาเหล่านั้นเสมอที่คอยอยู่เคียงข้าเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน แฟน หรือครอบครัว จงอย่าลืม
1.    ธนวัฒน์  ศรีหรั่งไพโรจน์
2.    จารุภา  ดวงจันทร์
3.    จันทร์จิรา  วงศ์แก้ว
4.    วิไลพร  แก้ววงศ์ษา

1.2 Story name is “Success”
Video clip นี้สื่อให้เห็นถึงความพยายาม ความอดทน ความเพียร และความตั้งใจ ที่จะตั้งใจเรียนหนังสือ เหมือนกับคำว่า “เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”
1.    ฐิตินันท์ ดำรงสิทธิ์
2.    รัฐกฤษ จารุวิทยานันท์
3.    ภูษิต ภูมมะภูติ
4.    พิษณุพงษ์ อุทัยบุรม
5.    รัชภาคย์ ดวงแก้ว
6.    ปรีชา ชมพูกุล
7.    ดวง  ชีพรม

1.3 ทางกลับบ้าน (เรียนให้จบ)
อยากสื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรู้สึกของเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ได้ก้าวมาใช้ชีวิตในเมือง ซึ่งอาจจะรู้สึกท้อแท้ รู้สึกเหนื่อยบ้าง ได้เจอกับผู้คนมากมายแต่จะมีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา ความจริงใจจากผู้คนมากมายสุดท้ายไม่มีความหมาย เพราะโลกที่มันลวงหลอก      มันช่างโหดร้าย บางครั้งมันก็เหนื่อยเกินกว่าที่เราจะแบกความหวังของใครไว้ แต่ถ้ามันคือความหวังและความสุขของพ่อและแม่ เราเลือกที่จะแบกมันไว้ไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อไหร่ที่นึกถึงผู้มีพระคุณ แม้หนทางมันยังห่างไกลก็จะไม่ถอดใจ และจะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง …
1.    ทิชากร ใจเปี้ย
2.    มยุรีย์  สีมา
3.    พิชชาวดี  วงค์บุตร
4.    ปิยะภรณ์  ทิพยมณฑล
5.    เกศินี  นันตาเครือ

1.4 เธอคือแรงบันดาลใจ (รุ่นพี่แนะนำ)
วีดีโอนี้สื่อให้เห็นว่ามีนักศึกษา 2 คน มีความพยายาม และอยากเรียนหนังสือให้เก่งเหมือนรุ่นพี่คนหนึ่ง จึงได้เข้าไปถาม จากนั้นก็ได้ทำตามคำแนะนำด้วยความพยายามและตั้งใจ จึงได้ประสบความสำเร็จ
1.    ชลิดา มุระดา
2.    ปารณีย์  โกเมศ
3.    รัตติยากร รอดทุกข์
4.    ณัฐพิมพ์ จุลพันธ์

1.5 ถ้าฉันผอม จะสวยให้ดู (ลดหุ่น)
การที่เราต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ด้วยความพยายาม มุ่งมั่น ตั้งใจ ทำกับมันอย่างเต็มที่ที่สุดความสามารถไม่ท่อถอยกับอุปสรรคที่ มากระทบจิตใจ เหมือนกับผู้หญิงคนที่ต้องการจะลดน้ำหนักเธอพยายามที่จะหักห้ามใจกับขนมที่แสนอร่อย และหันมาทานผลไม้ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อวันหนึ่งเธอหวังว่าเธอจะรูปร่างที่ดีและผอมกว่านี้ ด้วยความพยายามและความตั้งใจของเธอ เธอจึงประสบความสำเร็จ ตามที่ตนได้ปรารถนาไว้…
1.    เนตรนภา   อินตะเป็ง
2.    วิภาวดี    สุทธิปัญโญ
3.    วาทินี     กติกา
4.    น้ำฝน     ลีลาลักษณ์
5.    สุธาทิพย์  มีคุณ
6.    ชนาภรณ์  นามะยอม
7.    เจนจิรา    ใจงำเมือง

1.6 เด็กติดเกม
ในปัจจุบันมีเด็กจำนวนมากที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับคอมพิวเตอร์ ในการเล่นเกมส์ ติดเฟสบุ๊ค จนทำให้ผลการเรียนเสีย ดังตัวอย่างในวีดีโอที่เรานำเสนอไป ที่เขาทำให้พ่อต้องเสียใจที่ได้ส่งลูกมาเรียน แต่ลูกกลับติดเกมส์ กลายเป็นคนก้าวร้าว ผลการเรียนตกต่ำ เมื่อเขาเห็นพ่อเสียใจและล้มป่วย เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะกลับตัว กลับใจมาตั้งใจเรียนหนังสือและทำคะแนนให้ดีเท่าเพื่อนๆ เมื่อเขามีความพยายาม มุ่งมั่น จึงทำให้เขาสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนได้
1.    จรินทร์ทิพย์   สัทธาพล
2.    สุวนันท์   สุวรรณกาศ
3.    นัฐสิมา    แสงเพชร
4.    จุฑารัตน์  ชุติมาเทวินทร์
5.    จีระพงศ์  จันทร์ลอน

โพสท์ใน KM:ด้านการผลิตบัณฑิต | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน แรงบันดาลใจ ของนักศึกษากลุ่มบัญชี กับตลาด

byenior 18 ตุลาคม 2556

รุ่นน้องปี 3 Naput Thepjunta
เชิญชวนนักศึกษา และบุคลากร
ร่วมงานบายเนียร์ 18 ตุลาคม 2556

byenior 2556

byenior 2556

คิดถึงงาน byenior ปี 2555 นะครับ

คิดถึงงาน byenior ปี 2554 .. มากกว่า

รุ่นน้องทำคลิ๊ปให้รุ่นปี ใน Bye Nior Party 54

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน byenior 18 ตุลาคม 2556

Business day 2555 และ 2556

business day
business day

1 ต.ค.56 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่นจัดงานวัน Business day
ตอน [โลกสีเขียวคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ]
เป็นกิจกรรมของคณะบริหารธุรกิจที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อตอบธรรมชาติของสาขาวิชา
ที่บูรณาการกับวิชาต่าง ๆ ภายในคณะ เป็นเวทีให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริง
มีผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ชม ผู้ลงทุน ผู้กำไร และผู้ขาดทุน
วิธีเปิดงานปีนี้ใช้การตีฆ้อง

6 ก.ย.55 คณะบริหารธุรกิจ จัดโครงการ Business Day 2555
ตอน [Colorful Market]
ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง 9.00 – 14.30น.
มี hight light ของการเปิดงานคือการจิ้มลูกโป่งที่แขวนอยู่ให้แตก

รวมภาพกิจกรรม 2555
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.359046560839102.82769.228245437252549

รวมภาพกิจกรรม 2556
https://www.facebook.com/nivate2012/posts/342706865876092

รายละเอียดปี 2556
“ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม
อธิการบดี มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง
เป็นประธานในพิธีเปิดงาน business day
โลกสีเขียวคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ ประจำปีการศึกษา 2556
ได้จัดขึ้นตามแผนการเรียนการสอน คณะบริหารธุรกิจ ในรายวิชาหลักการตลาด
โดยมีการจัดนิทรรศการธรรมชาติ มหกรรม ชิม ชม ชอบ สินค้าราคาถูก
การจำหน่ายสินค้า การประกวดร้านค้า
การแสดงดนตรีโพล์คซองของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ปี 3
และเล่นเกมส์พร้อมแจกของรางวัลมากมาย
เพื่อที่จะให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประเมินสถานการณ์และการแก้ไขปัญหา
การเรียนรู้การวางแผนดำเนินธุรกิจ การใช้เครื่องมือทางการตลาด
ได้เตรียมความพร้อมสู้การประกอบอาชีพจริง
ในระหว่างเรียนหรือสำเร็จการศึกษาไปแล้ว
และใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพและแนวทางศึกษาต่อในอนาคตข้างหน้า
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้
และพร้อมที่จะรู้จักประยุกต์ความรู้ที่ได้รับนำไปปฏิบัติงานจริงต่อไป
ณ โถงเสานัก อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง”

โพสท์ใน การตลาด, คณะบริหารธุรกิจและรัฐประศาสนศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน Business day 2555 และ 2556

ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว อ.แม่เมาะ

ท่องเที่ยวแม่เมาะ

ท่องเที่ยวแม่เมาะ

27 ก.ย. 2556 ที่จังหวัดลำปาง
มีกลุ่มคนรวมตัวกันระดมสมอง คุยกันเรื่อง
แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อำเภอแม่เมาะ
จัดที่ ห้อง 1203 อาคารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง
เป็นกิจกรรมในโครงการวิจัยเรื่อง
การพัฒนารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วม
กรณีศึกษา อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

ซึ่งการระดมสมอง (Brain Storm) เป็นขั้นตอนหนึ่งของการจัดการความรู้
(Knowledge management)
แล้วในอนาคตเราก็จะได้แหล่งท่องเที่ยวดี ๆ เพิ่มขึ้นในจังหวัดลำปาง

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว อ.แม่เมาะ

สิทธิในการฟ้องคดี กับเสรีภาพวิชาการ

มีประเด็นข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณี คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทค.) ฟ้องคดีนักวิชาการ และสื่อมวลชนว่า เป็นสิทธิอันชอบธรรมของ กทค.

โดย จักร์กฤษ เพิ่มพูล

ทั้งในฐานะส่วนตัว และองค์กรที่จะฟ้องคดีคนที่ทำให้พวกเขาเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นโต้แย้งว่า ถึงแม้จะเป็นการใช้สิทธิ แต่เป็นการใช้ในลักษณะลิดรอนในการแสดงความคิดเห็นของนักวิชาการ และสื่อมวลชน ซึ่งได้รับรองโดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่

ความชอบธรรม

ความชอบธรรม

เรื่องที่ กทค. ใช้เป็นฐานความผิด ในการฟ้องคดีนี้ คือ การวิพากษ์เรื่องสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 1800 ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะ แม้จะกระทบพาดพิงไปถึงบุคคลที่ประกอบขึ้นเป็น กทค.บ้าง ก็ถือว่า กทค. เป็น public figure หรือบุคคลสาธารณะด้วย บุคคลสาธารณะย่อมได้รับการยกเว้น ในการที่สื่อหรือสาธารณชนจะติดตาม ตรวจสอบ หรือนำเสนอเรื่องราวของเขาเหล่านั้น และหากพิจารณาประกอบกับข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท เรื่องประเด็นสาธารณะ การแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมต่อสาธารณะ ในประมวลกฎหมายอาญา ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีเป็นบรรทัดฐาน

คำว่า ใช้สิทธิในการลิดรอนเสรีภาพ หรือการแสดงออกในลักษณะข่มขู่ คุกคาม นอกเหนือจากการใช้สิทธิตามกฎหมาย เช่น ขู่จะฟ้องทั่วราชอาณาจักร ซึ่งทำไม่ได้โดยข้อกฎหมาย หรือข้อหา คำขอท้ายฟ้องที่มุ่งหมายจะแก้แค้นตอบแทนในแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มุ่งหมายจะให้จำเลยรับโทษหนักกว่าที่ควร อาจตีความได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งในทางคดีแพ่งเขียนไว้ชัด แต่ในคดีอาญา ประมวลกฎหมาย มาตรา 175 บอกว่า ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

หากพิเคราะห์ในแง่เสรีภาพ นักวิชาการ และสื่อมวลชน ใช้เสรีภาพจนเกินขอบเขต หรือไม่มีความรับผิดชอบหรือไม่

การใช้เสรีภาพจนเกินเลยไปจากหน้าที่นักวิชาการ ที่มุ่งจะเสนอแง่มุมทางวิชาการด้วยเหตุ และผลเพื่อให้สังคมตื่นรู้และเท่าทันบางเรื่องราวที่ยากเข้าถึงและเข้าใจ หรือการใช้เสรีภาพของสื่อในการรายงานและอธิบายปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น ในกรณีนี้ ไม่มีประเด็นที่จะชี้ให้เห็นเลยว่า สื่อและนักวิชาการได้ใช้เสรีภาพในทางที่จะไปกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงของบุคคลใดในฐานะส่วนตัวเลย ตรงกันข้าม กลับแสดงให้เห็นว่า กทค. ใน กสทช. กำลังใช้สิทธิโดยไม่เข้าใจบริบท หรือบทบาทของนักวิชาการ และสื่อ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อ กสทช. มากกว่า

“การฟ้องร้องครั้งนี้กลับยิ่งทำให้องค์กรได้รับความเสียหายมากกว่า เพราะการที่ กสทช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์และอาจไม่พอใจกับข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบนั้น ก็สามารถใช้สิทธิในการโต้แย้งเพื่อชี้แจงข้อมูลผ่านการแถลงข่าว ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการใช้งบประมาณซื้อพื้นที่สื่อเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์งานของ กสทช. ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด รวมทั้งพบว่าสถานีโทรทัศน์บางช่องได้เชิญกรรมการบางท่านไปออกรายการเพื่อชี้แจง แต่กลับได้รับการปฏิเสธไม่ร่วม การกระทำเช่นนี้ย่อมอาจถูกมองได้ว่าเป็นการปฏิเสธการตรวจสอบจากภายนอก ซึ่งขัดเจตนารมณ์การเป็นองค์กรอิสระที่ต้องมีหลักธรรมาภิบาลเรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้”
สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. กล่าว

กสทช. และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทค.) ร่วมกันเป็นโจทก์ ฟ้อง ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และณัฎฐา โกมลวาทิน ผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการ “ที่นี่ไทยพีบีเอส” จากกรณีนำเสนอข่าวการสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1800 ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ณ ศาลอาญา

กรณีเช่นนี้ เคยปรากฏมาก่อน จากการที่บริษัทโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งฟ้องผู้ร่วมรายการ และจอมขวัญ หลาวเพ็ชร พิธีกรรายการ คม ชัด ลึก ทางเนชั่นแชนแนล ศาลยกฟ้องชั้นไต่สวน โดยให้เหตุผลว่า

…การตั้งประเด็นคำถาม เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่ ความไม่โปร่งใสในการประมูล เป็นการทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน

ซึ่งศาลได้ยกฟ้องผู้ร่วมรายการในเวลาต่อมา ด้วยเหตุว่าเป็นการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ไม่ว่า กสทช. โดย กทค. จะเดินหน้าใช้อำนาจศาลข่มขู่ คุกคาม นักวิชาการและสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ตามวิชาชีพครั้งนี้อย่างไร ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของ กทค. และกสทช. ทั้งคณะอย่างเข้มข้นต่อไปได้

กสทช. ตัดสินใจเดินหน้า ไม่ถอนฟ้อง ไม่เจรจา ไม่อ่อนข้อกับคู่กรณีอย่างใดทั้งสิ้น นี่นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเท่ากับ กสทช. กำลังยื่นดาบให้ศาลเชือดคอตัวเอง

โดย จักร์กฤษ เพิ่มพูล จาก กรุงเทพธุรกิจ
http://bit.ly/13FdELP

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน สิทธิในการฟ้องคดี กับเสรีภาพวิชาการ

P ตัวที่ 5 ของอิชิตัน ในตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม

หากย้อนประวัติของที่มาการแข่งขันที่เสมือนศึกสายเลือด อันมีที่มาจากต้นทางเดียวกันระหว่างโออิชิ และอิชิตัน

โดย ดรรชกร ศรีไพศาล

ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีเบียร์ช้างเป็นเครื่องหมายการค้าสำคัญ ได้เข้าซื้อกิจการเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ ของตัน ภาสกรนที ในปี พ.ศ. 2549 ด้วยมูลค่า และข้อเสนอที่ตัน ภาสกรนที ยากที่จะปฏิเสธ

ดรรชกร ศรีไพศาล - datchakorn

ดรรชกร ศรีไพศาล - datchakorn

แต่ด้วยวิสัยความเป็นผู้ประกอบการ ประเภท “เถ้าแก่” ที่กล้าได้ กล้าเสีย กอปรกับความคุ้นเคย และเข้าใจในธุรกิจเครื่องดื่มพร้อมดื่มประเภทต่างๆ ในประเทศไทย จึงเป็นที่มาของการกลับสู่ตลาด พร้อมกับผลิตภัณฑ์ใน Brand ใหม่ ชื่อ อิชิตัน แต่คงกลิ่นอายเดิม ทั้งรสชาติของเครื่องดื่มชาเขียว ที่ใช้สูตรในการปรุงรสชาติมาจากบุคคลคนเดียวกันกับผู้ปรุงรสชาติชาเขียวให้กับโออิชิ และรูปแบบการสร้างปรากฏการณ์ทางการตลาด ด้วย Campaign ที่เป็นสีสันของสังคมแบบโดนใจผู้บริโภค ทั้งการแจกเงิน แจกทอง เป็นต้น

เพียงไม่นานนับจากการหวนเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม ในปี พ.ศ. 2554 ถึงปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2556 ตัน ภาสกรนที และอิชิตัน สามารถก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของตลาด ด้วยสัดส่วนทางการตลาดร้อยละ 44 ในขณะที่ผู้นำตลาดรายเดิม คือ โออิชิ ตามมาเป็นอันดับสอง สัดส่วนร้อยละ 37 ของตลาด และเป็นที่คาดการณ์ว่าตลาด จะมีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 25 ในปีนี้ ซึ่งจะทำให้ตลาดเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม มีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.65 หมื่นล้านบาท

ความสำเร็จของอิชิตัน ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ (Product) หรือรสชาติของชาเขียวก็ยังไม่โดดเด่น เพราะคงยากที่จะหาผู้ใดมาให้ความเห็นเกี่ยวกับรสชาติของชาเขียวพร้อมดื่ม 2 Brand นี้ ว่า Brand ใด จะหวานหรือขมกว่ากัน หรือ Brand ใด จะมีรสชาติถูกปากคนไทยมากกว่ากัน

ปัจจัยด้านราคา (Price) ซึ่งตัน ภาสกรนที เลือกใช้ในการเปิดตัวสู่ตลาดให้แก่อิชิตัน ด้วยราคาที่ถูกกว่าของคู่แข่งขันทุกรายในตลาด นับเป็นส่วนผลักดันสำคัญให้อิชิตัน สามารถเบียดแย่งพื้นที่บนชั้นวาง และตู้แช่เครื่องดื่มในร้านค้าต่างๆ จากคู่แข่งขันได้ในระดับหนึ่ง

ดังนั้น Key Success ของการเข้าสู่ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในระยะเปิดตัวของอิชิตัน จึงหมายถึง ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) ที่ครอบคุลมตลาด และ สอดรับกับ Life Style ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแน่นอนว่าไทยเบฟฯ ย่อมต้องพยายามปกป้องการกระจายตัวของอิชิตันอย่างเข้มข้น กระทั่ง อาจจะนำกลยุทธ์เดียวกับที่เคยใช้ได้ผลในอดีต มาประยุกต์หรือปรับใช้อีกครั้งในศึกชาเขียวพร้อมดื่มครั้งนี้ ด้วยการใช้สายสัมพันธ์กับร้านค้าโชห่วย กว่า 300,000 แห่ง ทั่วประเทศ

แต่ ตัน ภาสกรนที รู้ดีถึงจุดอ่อนสำคัญของอิชิตันในเวลานั้น ที่อาจจะถูกโออิชิ ของไทยเบฟฯ ใช้ความพร้อมที่เหนือกว่า เบียดแย่งพื้นจนอาจจะไร้ที่ยืนในตลาดชาเขียวพร้อมดื่มได้ จึงได้หาและสร้างพันธมิตรธุรกิจที่จะขจัดจุดอ่อนด้านช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับอิชิตัน และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างอิชิตัน ของตัน ภาสกรนที กับกลุ่มบุญรอดฯ เจ้าของผลิตภัณฑ์เบียร์สิงห์ ที่มี Dealer กว่า 200 รายในตลาด และพร้อมที่จะเป็นผู้จัดกระจายอิชิตัน สู่ร้านค้าโชห่วยกว่า 100,000 ราย ในขณะที่การเข้าสู่ร้านค้าประเภท Modern Trade ทั่วประเทศ เป็นหน้าที่ของดีทแฮล์ม

การส่งเสริมการตลาด และส่งเสริมการขาย (Promotion) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้บริโภค และนักการตลาดทั่วไป สามารถจับกระแสความรุนแรงของการแข่งขันระหว่างโออิชิ และอิชิตันได้อย่างชัดเจน มากกว่าการศึกษาจากปัจจัยทางการตลาดด้านอื่นๆ

ในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ทั้งการแจกเงิน แจกทอง แจกรถ หรือแม้แต่การพาไปท่องเที่ยว พร้อม Pocket Money อย่างจุใจ ฯลฯ ที่สำคัญ คือ ทั้งโออิชิ และอิชิตัน ต่างใช้ Promotion อย่างต่อเนื่อง ด้วยความถี่ระดับสูง จนไม่อาจจะนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวไปเปรียบเทียบในตำราการตลาดใดๆ ได้

อย่างไรก็ดี ดูเสมือนว่าการสร้างสรรค์ Campaign การ Promotion ของโออิชิ จะมีจังหวะที่ช้ากว่าอิชิตันอย่างน้อย 1 จังหวะอยู่เสมอ จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ในปัจจัยด้านการ Promotion คือ Key Success สำคัญของอิชิตันอย่างแท้จริง ที่ทำให้สามารถก้าวแซงหน้าโออิชิได้อย่างเด่นชัด โดยมีส่วนการถือครองตลาดในปัจจุบันเป็นเครื่องยืนยัน และยังเป็นสิ่งยืนยันให้ทราบถึงความสำคัญของอีกหนึ่งปัจจัย ที่อยู่นอกเหนือจากปัจจัยการตลาดทั้ง 4 ในข้างต้น นั่นคือ P ตัวที่ 5 หรือ People

รูปแบบการบริหารโออิชิ ของไทยเบฟฯ ที่อยู่ภายใต้โครงสร้างการบริหารขององค์กรใหญ่ จึงอาจจะขาดความคล่องตัวในการตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนงานการตลาด ให้สอดรับกับกลยุทธ์การแข่งขันของคู่แข่งขันในตลาด โดยเฉพาะกับคู่แข่งขัน เช่น ตัน ภาสกรนที ที่มีรูปแบบการบริหารในลักษณะของเถ้าแก่ ที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และที่สำคัญ คือ รู้ ที่จะใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นกับบรรดา Celebrity ในสังคม ทั้งอุดม แต้พานิช หรือสรยุทธ สุทัศนะจินดา ให้ช่วยผลักดัน Contents หรือ Story ต่างๆ ที่ตัน ภาสกรนที ได้สร้างขึ้นในแต่ละวาระ ให้สอดรับกับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วน “โดน” ใจผู้บริโภคคนชั้นกลางเป็นอย่างมาก

การก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำตลาดในตลาดชาเขียวพร้อมดื่มของอิชิตันในวันนี้ เกิดขึ้นจาก P ตัวที่ 5 ซึ่งเป็นความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างโออิชิ ของไทยเบฟฯ และอิชิตัน ของตัน ภาสกรนที และน่าคิดต่อไปว่า วันใดที่ตัน ภาสกรนที ถอนตัวจากอิชิตันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เสน่ห์ของอิชิตัน จะยังหลงเหลือไว้ผูกใจผู้บริโภคได้อีกหรือไม่

โดย ดรรชกร ศรีไพศาล จาก กรุงเทพธุรกิจ
http://bit.ly/133OI04

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน P ตัวที่ 5 ของอิชิตัน ในตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม

องค์ความรู้จากการสัมมนานิเทศบุคลากร 22 ก.ค. 55

โครงการสัมมนานิเทศบุคลาการ เมื่อวันที่ 22-23 ก.ค. 55 ซึ่งเป็นการนิเทศบุคลากร มีวิทยากรบรรยายในเรื่องความสำคัญของการประกันคุณภาพ เกณฑ์ภาระงาน การจัดทำหลักสูตรตามตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) และการวัดผลนักศึกษา ซึ่งเป็นการจัดที่มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง และมีการ VDO Conference ไปยังศูนย์เนชั่นบางนา

หากท่านใดสนใจสามารถ download ไฟล์เอกสารประกอบการสัมมนา ดังนี้
1. เอกสารประกอบการบรรยายของผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดี ในการสัมมนา การนิเทศบุคลากร ซึ่งมีประเด็นในเรื่องการจัดทำหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) http://it.nation.ac.th/doc/sar/1%20GE_U_22_July_2012.ppt

2. เอกสารประกอบคำบรรยายเรื่อง “นโยบายการจัดทำกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาของประเทศ และการจัดทำหลักสูตรรายวิชาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ” โดย ดร.จิรณี ตันติรัตนวงศ์ http://it.nation.ac.th/doc/roongrut/TQF.jiranee-ppt.pdf

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน องค์ความรู้จากการสัมมนานิเทศบุคลากร 22 ก.ค. 55

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการการจัดทำหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF)

โครงการอบเชิงปฏิบัติการเรื่อง“การการจัดทำหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF)” ศูนย์เนชั่นบางนาเมื่อวันที่ 7-8 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 7-8 มีนาคม 2556 มหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์เนชั่นบางนา ได้เชิญวิทยากร อาจารย์ อัศนีย์ ณ น่าน และ อาจารย์ศศิวิมล แรงสิงห์ จากมหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง มาอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการจัดทำหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา และความสอดคล้องกับระบบประกันคุณภาพ

จากการอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มีการสรุปองค์ความรู้ที่ได้รับดังนี้

1. ในการดำเนินงานบริหารหลักสูตรตามตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) นั้น ผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหารหลักสูตร คือผู้บริหารหลักสูตร ทั้งนี้จากที่ศูนย์เนชั่นบางนาในส่วนงานวิชาการประกอบด้วย 3 คณะวิชา ดังนั้นในการบริหารหลักสูตรจึงมีการแบ่งการรับผิดชอบดังนี้
หลักสูตร คณะวิชาที่รับผิดชอบ คณะกรรมการ
หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ คณะกรรมการบริหารคณะฯ
หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ คณะกรรมการวิชาการคณะฯ
รายวิชาศึกษาทั่วไป คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คณะกรรมการวิชาการคณะฯ
หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ คณะกรรมการวิชาการคณะฯ
2. ในการจัดทำ มคอ. เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องมีการใช้ มคอ.3, มคอ. 4 ฉบับเดียวกันทั้งลำปาง และศูนย์เนชั่นบางนา ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีการดำเนินงานในรูปแบบของคณะกรรมการและเป็นคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบคณาจารย์ทั้งลำปาง และศูนย์เนชั่นบางนา ทั้งนี้จากหลักฐานที่ปรากฎ คณะกรรมการบริหารคณะนิเทศศาสตร์ และคณะกรรมการวิชาการคณะบริหารธุรกิจ เป็นคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบครบ
3. ในการบริหารจัดการจะต้องมีการประชุมร่วมกันทั้งลำปาง และศูนย์เนชั่นบางนา ซึ่งแต่ละคณะกรรมการก็มีการประชุมร่วมกันผ่าน VDO Conference ในประเด็นดังต่อไปนี้
– การพิจารณา มคอ. 3, มคอ. 4
– การพิจารณาข้อสอบกลางภาค
– การพิจารณาข้อสอบปลายภาค
– การพิจารณาเกรด
– การพิจารณา มคอ.5, มคอ. 6
– การพิจารณา มคอ. 7
4. ในการจัดทำ มคอ. 5, มคอ. 6 นั้น อาจารย์ผู้สอนต้องเป็นผู้ทำ มคอ. 5, มคอ. 6 เองและส่งให้กับอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรภายใน 30 วันหลังจากสอบปลายภาค
5. ในการจัดทำ มคอ. 7 นั้น อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรเป็นผู้จัดทำ โดยมีการจัดทำแยกระหว่างลำปาง และศูนย์เนชั่นบางนา และมีการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการผู้รับผิดชอบแต่ละคณะเพื่อสรุปการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษานั้น และทำเป็นข้อเสนอแนะในการจัดทำ มคอ.3, มคอ. 4 ในการสอนครั้งต่อไป
6. ควรกำหนดวาระในการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์เนชั่นบางนาเป็นวาระประจำเพื่อสามารถติดตามงานตามองค์ประกอบงานประกันคุณภาพ

เรียบเรียงโดย อาจารย์รุ่งรัตน์ ธนบดีธาดา

โพสท์ใน ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการการจัดทำหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF)

ชวนคิด “เปลี่ยนห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่สาม”

ห้องสมุดก็เหมือนบ้าน อยู่ได้นาน ตามอำเภอใจ

ห้องสมุดก็เหมือนบ้าน อยู่ได้นาน ตามอำเภอใจ

ภาพประกอบจาก http://www.thaiall.com/cgi/gallery.pl?cat=ReadBook&file=readbook0048t.jpg

ติดตามข้อมูลข่าวสารเชิงพัฒนาในต่างประเทศ
ประทับใจแนวคิดเชิงนวัตกรรมมากมายที่ปรากฏในสื่อ
บางแนวคิดก็ได้แต่มอง บ้างก็ไม่เห็นด้วย

บุรินทร์ รุจจนพันธุ์

บุรินทร์ รุจจนพันธุ์

บ้างก็อยากนำมาใช้ เช่น การทำให้ห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่สาม หากตีความว่าการใช้เวลาในชีวิตอยู่ที่ใดมาก ก็จะเรียกว่าบ้าน ดังนั้น นอกจากบ้านที่ใช้หลับนอนจะเป็นบ้านหลังแรก คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบ้านหลังที่สองคือโรงเรียน เพราะตั้งแต่ประถมถึงมหาวิทยาลัย เราใช้ชีวิตไปมากกว่า 16 ปีตั้งแต่เริ่มจำความได้

ตามที่ปรากฏในสื่อของสิงคโปร์ และมีการนำมาแบ่งปันในไทย มีพาดหัวว่า The library : Your third home พบว่า สถิติการเข้าห้องสมุดจำนวน 21 ห้องสมุดในปี 2544 มีผู้เข้าไปใช้ถึง 28 ล้านครั้ง ในปี 2546 มีผู้เข้าใช้ 31.2 ล้านครั้ง ปี 2554 มีผู้เข้าใช้ 37.5 ล้านครั้งในเครือข่าย 25 ห้องสมุด ซึ่งพบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จำนวนประชากรจะมีเพียง 5 ล้านคน และกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรเป็นสมาชิกห้องสมุดโดยการดูแลของคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติ (NLB = National Library Board) ที่สนับสนุนโดยภาครัฐอย่างจริงจัง

แม้จำนวนการเข้าใช้บริการ และยืมหนังสือจะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) และเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ห้องสมุดไม่จำเป็นต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่ห้องสมุดตามจำนวนการใช้งาน ด้วยการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ปัจจุบันจะพบการเข้าแถวรอรับบริการมีน้อยมากด้วยระบบการจัดการห้องสมุด (EliMS = Electronic Library Management System) ที่จะช่วยตอบคำถามตามความต้องการของผู้ใช้บริการ ทำให้จำนวนผู้เข้าแถวรอรับบริการที่เคาน์เตอร์ลดลง เวลาส่วนใหญ่ก็จะใช้ไปกับการจัดหนังสือเข้าชั้น ห้องสมุดมีจุดคืนหนังสืออัตโนมัติ 24 ชั่วโมง และไม่ต้องกลับไปคืนหนังสือที่ห้องสมุดเดิม แต่สามารถคืนที่ใดก็ได้ที่เป็นจุดรับคืนหนังสือ และที่ตั้งห้องสมุดก็จะไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ ที่สะดวกในการใช้บริการทั่วประเทศ การปรับปรุง และออกแบบให้ห้องสมุดเป็นสถานที่น่าเข้าไปใช้บริการก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ห้องสมุดมีผู้เข้าไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก

มองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย พบว่า สถิติการอ่านของคนไทยอยู่ในระดับต่ำ สืบเนื่องจากการไม่รักการอ่านหนังสือ หรือหนังสือที่มีอยู่ไม่น่าอ่าน หรือสถานที่อ่านหนังสือไม่น่าเข้าไปใช้บริการ ก็ล้วนรวมกันแล้วส่งผลให้ร้านหนังสือจำนวนไม่น้อยพบวิกฤติทางเศรษฐกิจ และปิดตัวเองไป สำนักพิมพ์ที่จัดทำหนังสือหรือนิตยสารก็ต้องแข่งขันกันสูง เป็นผลให้ปัจจุบันแผงจำหน่ายนิตยสารจะมีแต่ภาพหญิงสาวที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นเป็นที่ชินตาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ผ่านไปมาให้เลือกซื้อหนังสือโดยพิจารณาจากหน้าปก

ส่วนนโยบายการยุบโรงเรียนขนาดเล็กของรัฐบาลก็มีการให้เหตุผลว่า งบประมาณของภาครัฐมีจำกัดการจะให้งบประมาณสนับสนุนโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่ถึง 60 คน เท่ากับโรงเรียนที่มีนักเรียนหลายพันคน แต่มีคุณภาพของหนังสือและห้องสมุดเท่ากันคงไม่เหมาะสม หากยุบโรงเรียนเล็กหลายโรงเรียนเป็นโรงเรียนเดียว แล้วทุ่มงบประมาณลงไปก็จะทำให้ได้ห้องสมุดที่มีคุณภาพและเป็นแหล่งเรียนรู้หลักของโรงเรียน แต่นโยบายการยุบโรงเรียนมีประเด็นละเอียดอ่อนอยู่ไม่น้อย ก็เชื่อว่าจะมีการพิจารณาในประเด็นต่างๆ รอบด้านก่อนตัดสินใจ

แต่นโยบายของภาครัฐที่จะพัฒนาห้องสมุดประชาชนในประเทศไทยยังต้องรอดูกันต่อไป เพราะยังเห็นรูปธรรมไม่ชัด เมื่อเดินเข้าไปในห้องสมุดประจำอำเภอ หรือประจำจังหวัดก็ต้องเข้าใจว่างบประมาณน้อย และกลายเป็นสถานที่ที่ไม่น่าเข้าไปใช้บริการด้วยข้อจำกัดเรื่องจำนวน และคุณภาพของหนังสือในห้องสมุด รวมถึงความสะดวกในการใช้บริการ หากจะให้คนไทยมองว่าห้องสมุดคือบ้านหลังที่สามคงต้องพัฒนาอย่างจริงจัง และใช้เวลาอีกนาน

ค่านิยมเรื่องการอ่านของคนไทยที่หวังว่าจะเพิ่มสถิติการอ่านให้สูงขึ้น เริ่มมีอุปสรรคชัดเจนตั้งแต่เริ่มมีความเชื่อว่าทุกอย่างค้นหาได้จาก google.com ทำให้ความสนใจที่จะซื้อหนังสือจากร้านหนังสือลดลง เนื่องจากทุกอย่างหาอ่านได้ในอินเทอร์เน็ต ประกอบกับค่านิยมที่มีต่อเครือข่ายสังคมจนหลายคนอาจมองว่าบ้านหลังที่สามคือโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social network) ที่มี facebook.com เป็นที่มั่นสำคัญหลังการเชื่อมต่อออนไลน์ทุกครั้ง ค่าสถิติเมื่อต้นปี 2556 พบว่า เมืองหลวงของประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของโลกที่มีสมาชิกเฟซบุ๊คสูงที่สุด มีบัญชีผู้ใช้สูงถึง 12.8 ล้าน ในภาพรวมของประเทศมี 18.3 ล้านบัญชี คิดเป็นร้อยละ 27 ของจำนวนประชากรที่ใช้เฟซบุ๊ค และค่าสถิติการใช้เฟซบุ๊คย่อมหมายถึงการดึงความสนใจของคนไทยออกจากการอ่านหนังสือ เนื่องจากต้องให้เวลากับเฟซบุ๊คมาก ทำให้มีเวลากับการอ่านหนังสือลดลง

แล้วอนาคตของห้องสมุดไทยจะเดินไปทางใดก็ต้องฝากไว้กับรัฐบาลไทยที่จะผลักดันให้ห้องสมุดไทยอยู่ในใจคนไทย ด้วยการพัฒนาระบบการศึกษาให้คนไทยรู้ว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีความสำคัญกับการดำรงชีวิตเพียงใด ถ้าจำนวนผู้เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีเพิ่มขึ้น สถิติการอ่านหนังสือก็จะเพิ่มขึ้น จำนวนห้องสมุดที่ดี และมีชีวิตชีวาก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ก็หวังว่าวันนั้นจะมาถึงในเร็ววัน

แหล่งอ้างอิง

http://news.voicetv.co.th/global/75568.html

http://newspapers.nl.sg/Digitised/Page/today20030306-1.1.3.aspx

http://fbguide.kapook.com/view55860.html

โดย : ผศ.บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ กรุงเทพธุรกิจ
http://bit.ly/17e934p

โพสท์ใน งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , , , , , | ปิดความเห็น บน ชวนคิด “เปลี่ยนห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่สาม”

ความท้าทายใหม่ สื่อยุคดิจิทัล

convergence

convergence

ประเด็นความรับผิดของบรรณาธิการในสื่อยุคดิจิทัล
เป็นคล้ายพายุลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำเข้ามาโดยยังมิทันตั้งตัว

จักร์กฤษ เพิ่มพูน

จักร์กฤษ เพิ่มพูน

เพราะในขณะที่โลกการสื่อสารหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกนาที แต่กฎหมายที่ใช้บังคับ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ใช้มาแล้วไม่น้อยกว่า ครึ่งศตวรรษ อีกทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็ยังมีการใช้และตีความในทางที่ผิดๆ จนกระทั่งเรื่องของเฟซบุ๊ค และไลน์ซึ่งเป็นการสื่อสารส่วนบุคคล ถูกลากเข้าไปเป็นแพะรับบาปของผู้มีอำนาจด้วย

ความรับผิดชอบของสื่อมวลชนอาจจำแนกได้เป็นความรับผิดชอบ ในเชิงจริยธรรม และความรับผิดชอบในแง่กฎหมาย

กล่าวได้ว่า ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของจิตสำนึกนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เพราะหากมีจิตสำนึกในการนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล ด้วยความรับผิดชอบ และตระหนักรู้ถึงผลกระทบ ความเสียหาย ต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงของบุคคลอื่นแล้ว ก็จะมีผลในเรื่องของกฎหมายด้วย

บทบาทหน้าที่ในการแสวงหาข่าวสารและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารไปสู่ความรับรู้ของประชาชน จัดได้ว่าเป็นหน้าที่หลักของสื่อมวลชน แต่ในหลายครั้งมักก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นอยู่เสมอ

หลายคดีมีการฟ้องร้อง อีกหลายเรื่องไม่มีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีใดๆ สาเหตุอาจเกิดจากผู้เสียหายไม่ทราบถึงสิทธิในการเรียกร้อง หรือเยียวยาความเสียหาย หรือผู้เสียหายไม่ต้องการมีคดีความ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาด้านของสื่อมวลชนแล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจว่า หากสื่อมวลชนทราบว่า การกระทำของสื่อมวลชนเป็นการละเมิดหรือกระทบสิทธิของบุคคลอื่นซึ่งมีความผิดตามกฎหมายแล้ว เหตุใดจึงยังมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่เสมอ

เหตุผลดังกล่าว อาจตอบได้ทั้งในแง่ของธุรกิจ และการทำหน้าที่ในเชิงวิชาชีพ เช่น สื่อมวลชนต้องการขายข่าว ในฐานะที่สื่อมวลชนเป็นทั้งสถาบันสาธารณะ ที่มีจุดมุ่งหมายในเชิงอุดมการณ์ และสถาบันหรือองค์กรทางธุรกิจ ที่ต้องแสวงหากำไร

สื่อมวลชนต้องการที่จะตอบสนองความอยากรู้ อยากเห็น อันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ซึ่งก็ตอบโจทย์ในแง่ธุรกิจเช่นกัน สุดท้าย เนื่องจากสถานภาพความเป็น “บุคคลสาธารณะ” ของผู้ที่ตกเป็นข่าว ซึ่งสื่อมวลชนจะต้องทำหน้าที่ขุดคุ้ย ค้นหาความจริง วิพากษ์ วิจารณ์อย่างตรงไป ตรงมา เพื่อประโยชน์สาธารณะ นัยหนึ่งคือการทำหน้าที่ “หมาเฝ้าบ้าน” ไม่ว่าข่าวสาร ข้อมูลที่นำเสนอนั้นจะเข้าข่ายให้มีการฟ้องคดีฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ก็ตาม

มีคำถามสำคัญ หากต้องทำวิจัยเรื่องนี้ คือ

1. การเกิดขึ้นของสื่อยุคดิจิทัล ส่งผลต่อการทำงาน และความรับผิดชอบในทางกฎหมายของสื่อสารมวลชนอย่างไร โดยเฉพาะบุคคลที่ควรรับผิดชอบต่อการกระทำความผิดในคดีหมิ่นประมาท

2. การวินิจฉัย พิจารณา และพิพากษาคดีของศาลในคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับสื่อยุคดิจิทัล มีหลักการอย่างไร

3. ลักษณะการเติบโต ขยายตัวของสื่อยุคดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร

ตอบคำถามเร็วๆ โดยภาพรวมได้ว่า

การเกิดขึ้นของสื่อยุคดิจิทัล ส่งผลต่อการทำงานของสื่อรวดเร็วมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดช่องว่าง ในการตรวจสอบความถูกต้อง เป็นธรรมของข่าวสาร ข้อมูล เพื่อหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบที่จะเกิดกับบุคคลอื่น ในขณะที่หลักในการพิจารณา พิพากษาคดีของศาลนั้น ก็ยังคงมีประเด็นเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับสื่อในยุคดิจิทัล ซึ่งยังคงมีแนวโน้มในการใช้หลักกฎหมายเดิมตัดสินคดีความอยู่

ส่วนเรื่องการเติบโต ขยายตัวของสื่อยุคดิจิทัล ก็จะเปิดพื้นที่ให้เกิดการขยายตัวด้านตลาดแรงงานด้านสื่อ โดยที่สื่อก็ต้องมีทักษะในการทำงานที่เรียกว่า multimedia skills มากขึ้น

นี่มิใช่การพยากรณ์อนาคตสื่อยุคดิจิทัล แต่คือความท้าทายที่อยู่ตรงหน้านาทีนี้

โดย จักร์กฤษ เพิ่มพูล ในกรุงเทพธุรกิจ

http://bit.ly/16Zwi1U

โพสท์ใน การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ, คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ความท้าทายใหม่ สื่อยุคดิจิทัล