โฆษณาเลิกเมา เข้าพรรษา

ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้ เรามักจะพบเห็นสื่อโฆษณาเพื่อรณรงค์ ลด ละ เลิกเหล้ากันถี่กว่าปกติ

 

โดยโฆษณาดังกล่าวได้ใช้ความเชื่อและกระแสของเทศกาลเข้าพรรษามาเป็นแรงจูงใจ

อดิศักดิ์ จำปาทอง

อดิศักดิ์ จำปาทอง

หลังจากที่โฆษณาชุดก่อนหน้านี้จะประสบความสำเร็จในเชิงของการรับรู้วลีเด็ดต่างๆ เช่น จน..เครียด..กินเหล้า, เลิกเหล้า เลิกจน, เลิกเหล้าเพื่ออนาคต, ชวนพ่อเลิกเหล้า หนูทำได้, ให้เหล้าเท่ากับแช่ง, ไม่ซ้อนคนดื่ม, เลี้ยงเหล้าในงานบุญ..บาป, เมาแล้วขับ ไม่ใช่แค่ปรับ จะถูกจับคุมประพฤติ จนวลีล่าสุด เลิกเหล้า เข้าพรรษา

แต่มูลค่าการตลาดน้ำเมาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแต่ประการใด ซ้ำข่าวคราวอุบัติเหตุทางท้องถนนที่มาจากการดื่มสุรา กลับได้ยินหนาหูมากยิ่งขึ้น

เป็นสถิติที่ไม่น่าภาคภูมิใจสักเท่าไหร่ ที่เมืองไทยจะมีอุบัติเหตุทางท้องถนนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละกว่า 12,000 คน มีผู้บาดเจ็บประมาณปีละ 500,000 คน หรือวันละ 14,000 คน รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เสียหายปีละกว่าแสนล้านบาท

ถึงแม้ว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 จะประกาศใช้นานหลายปี ประกอบกับการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมตั้งแต่ตี 5 ถึง 4 ทุ่มทางสื่อโทรทัศน์และสื่อวิทยุ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายมาตรการที่คณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอให้ต้องทำควบคู่กันไปจะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดเสียไม่ได้ จะประกาศใช้มานานแล้วเช่นกัน

ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เพราะกลุ่มธุรกิจเหล้า เบียร์ และไวน์ ต่างก็ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดกันใหม่เกือบทั้งหมด ทางออกของธุรกิจเหล่านี้ทำก็คือ การปรับสัดส่วนของการใช้สื่อใหม่ โดยอาจจะมีการใช้สื่อโทรทัศน์น้อยลง แต่หันไปใช้สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง หรือกิจกรรม Below the line มากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนสื่อหนังสือพิมพ์และนิตยสารอาจได้รับส่วนแบ่งจากแผนการใช้สื่อไปบ้างแต่คงไม่มากนัก ในขณะที่สื่อออนไลน์ ถึงแม้เม็ดเงินอาจจะยังน้อยเมื่อเทียบกับสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ แต่ก็มีแนวโน้มที่สูงขึ้นตามพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภค

ไม่ว่าแคมเปญรณรงค์งดเหล้าจะโหมกระหน่ำรุนแรงแค่ไหน แต่ตลาดของน้ำเมาก็ยังขยายตัวมากขึ้นทุกปี เพราะสินค้าซื้อง่าย ขายคล่อง ไม่เว้นแม้แต่ร้านค้าโชห่วยปากซอย ร้านข้าวแกง มีวางขายกันเกลื่อน และเป็นที่น่ากังวลใจจากผลการสำรวจทัศนคติของเด็กและเยาวชนที่พบว่า เด็กและเยาวชนอยากจะดื่มเบียร์ยี่ห้อหนึ่งเมื่อถึงวัย 18 ปี ทั้งนี้เนื่องมาจากชื่นชอบแคมเปญโฆษณาเนื้อหาที่ตรงไปตรงมา และมีการแจกผ้าห่มกันหนาวที่มีตราสินค้าประทับอยู่

ดูตัวอย่างการเอาจริงเอาจังในต่างจังหวัด ที่น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของสินค้าน้ำเมากัน เมื่อนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ที่สั่งปลดป้ายโฆษณาเบียร์ดังยี่ห้อหนึ่ง รวมถึงสื่ออื่นๆ ที่ใช้ในงาน เช่น สื่อบอลลูน สื่อผ้ากันเปื้อน รวมถึงการเข้มงวดกวดขันห้ามไม่ให้จำหน่ายแก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี ในงานมหกรรมอาหาร เมืองคอน ฟู้ดแฟร์ 56 เมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่น่าจะต้านทานกับแคมเปญสื่อสารการตลาดของสินค้าน้ำเมาที่โหมกระหน่ำกันอยู่ในขณะนี้

จึงอยากจะขอวิงวอนให้ภาครัฐเอาจริงเอาจังกับแคมเปญสื่อสารการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะการบังคับให้ต้องแสดงข้อความเตือน เช่น สุราเป็นเหตุก่อมะเร็งได้ สุราเป็นเหตุให้เซ็กซ์เสื่อมได้ สุราเป็นเหตุให้พิการและเสียชีวิตได้ สุราเป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาทและอาชญากรรมได้ และสุราเป็นเหตุให้ทำร้ายครอบครัวและสังคมได้ อาจจะไม่เพียงพอ เพราะเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยจากอุบัติเหตุที่เมาแล้วขับซึ่งเป็นจำนวนมากมายหลายเท่าตัว

และยังจะช่วยทำให้ภาพของการจัดระเบียบสังคมเด่นชัดมากขึ้นอีก หลังจากที่รัฐได้จัดระเบียบสังคมไปแล้วหลายเรื่องอย่างต่อเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การพนัน หวยใต้ดิน สถานบันเทิง และอื่นๆ

โดย : อดิศักดิ์ จำปาทอง กรุงเทพธุรกิจ
http://bit.ly/1eGgkdI

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน โฆษณาเลิกเมา เข้าพรรษา

บ่องตง สื่อสารพันธุ์ใหม่

ปรมาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ หากได้ยินถ้อยคำที่คนยุคใหม่ใช้สื่อสารกัน ผ่านโลกออนไลน์ คงบ่องตง รับไม่ได้

ดร.จิรันดา กฤษเจริญ

ดร.จิรันดา กฤษเจริญ

เนื่องเพราะภาษาที่ผิดแบบทั้งการเขียนและไวยากรณ์ แต่หากพิจารณานิยามของนักวิชาการบางคน เช่น วิลเบอร์ แชรมม์ (Wilbur Schramm) ซึ่งมักถูกอ้างอิงในตำราพื้นฐานด้านนิเทศศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำ หรือสัญลักษณ์ใดๆ ทั้งการพูด การเขียน การแสดงภาษาท่าทาง ล้วนเป็นการสื่อสารในความหมายเชิงวิชาการทั้งสิ้น

วิลเบอร์ แชรมม์ อธิบายว่า การสื่อสาร คือการมีความเข้าใจร่วมกันในสัญลักษณ์ที่แสดงข่าวสาร แปลว่า จะทำอย่างไร ด้วยวิธีใด ถ้าเข้าใจ จบป่ะ

แน่นอนว่าภาษาแปลก ๆ เหล่านี้ มีต้นกระแสธารมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นพัฒนาการมาจากยุคที่ศัพท์บัญญัติใหม่ๆ มาจากสิ่งพิมพ์ เช่น วัยโจ๋

เมื่อพูดถึงอินเทอร์เน็ต เราจะนึกถึงช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัย รวดเร็ว ซึ่งเป็นช่องทาง การสื่อสารที่คนไทย โดยเฉพาะวัยรุ่น ใช้อย่างกว้างขวางมากในปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งที่ มาที่สำคัญของข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก ทั้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นสาธารณะ ไปจนถึงข่าวสารที่เป็น เรื่องส่วนตัว การสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตที่นิยมใช้กันมากมีทั้งที่เป็นภาษาเขียน ภาษาพูด และ ภาพถ่าย

ภาษาที่เราใช้การพูดคุย ที่เราเห็นกันอยู่ในอินเทอร์เน็ตนั้น มีทั้งภาษา ที่เราใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปในชีวิต ประจำวันของเรา และภาษาที่หากไม่ใช่คนใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำ ก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือ หากไม่ใช่วัยรุ่นก็จะไม่เข้าใจ ภาษานี้เราอาจเรียกได้ว่าเป็น “ศัพท์เฉพาะ” ที่นำมาใช้เป็น เครื่องมือสื่อสารในอินเทอร์เน็ต เช่น เงิบ ฟิน บ่องตง กาก เกรียน ฯลฯ

ศัพท์เฉพาะใน อินเทอร์เน็ตมีที่มาที่หลากหลาย มีทั้งศัพท์ที่เป็นคำเดิม แต่นำมาขยาย ขอบเขตของการใช้ เช่น คำว่า “กาก” ซึ่งตามความหมายเดิมนั้นเป็นคำนาม หมายถึง สิ่งที่เหลือ เมื่อคั้นเอาสิ่งที่ดีออกแล้ว มาใช้เป็นคำวิเศษณ์ ที่เมื่อเติมคำว่า “กาก” ต่อท้ายคำใดก็ตาม หมายถึง สิ่งนั้นไม่ดี หรือไม่มีคุณภาพ เช่น นิสัยกากๆ หมายถึง นิสัยไม่ดี รถกากๆ รถไม่ดีไม่มีคุณภาพ

นอกจากการขยายขอบเขตของการใช้คำศัพท์แล้ว ภาษาในอินเทอร์เน็ต ยังมีการนำคำบางคำมาเพิ่มเติมความหมาย เพื่อให้เกิดความสะดวกในการสื่อสาร เช่น “เกรียน” หมายถึง สั้น เกือบติดหนังหัว มาเพิ่มเติมความหมายว่า หมายถึง การปราศจากเหตุผล ไม่รับฟังเหตุผล ทำตัว ไม่เป็นผู้ใหญ่ งี่เง่า กรณีของคำว่า “เกรียน” ในความหมายที่สองนี้ เป็นการเชื่อมโยงเอาทรงผม ของเด็กนักเรียนชาย มาเชื่อมโยงกับนิสัยของเด็กผู้ชายที่อยู่ในวัยเรียน กล่าวคือ เด็กผู้ชาย ในวัยเรียน ที่ส่วนมากจะทำตัวไม่มีเหตุผล มักจะไว้ทรงสั้นเกรียน การด่าว่า “เกรียน” จึงเป็นการด่าว่า นิสัยไม่ดี ทำตัวไม่มีเหตุผล เหมือนเด็กผู้ชายที่ไว้ผมเกรียน

ศัพท์เฉพาะในอินเทอร์เน็ตบางคำ เป็นคำที่สร้างขึ้นมาใหม่ และใส่ความหมายลงไปใน คำนั้น เช่น “เงิบ” หมายถึง อาการหมดสภาพ หมดเรี่ยวแรง งุนงง การสื่อสารความหมายของศัพท์ เฉพาะที่สร้างขึ้นมาใหม่เหล่านี้ โดยมากจะใช้วิธีการแบบ “นำมาใช้จนทำให้เกิด ความเข้าใจกัน ได้เอง” กล่าวคือ ไม่มีการบัญญัติความหมายอย่างเป็นทางการ ไม่มีการออกมาระบุความหมาย หรือคำจำกัดความให้ชัดเจน แต่คนในโลกอินเทอร์เน็ตจะเข้าใจตรงกันว่า “เงิบ” หมายถึงอะไร

คำศัพท์บางคำในโลกอินเทอร์เน็ต เกิดจากความผิดพลาดในการพิมพ์ เพราะการสื่อสาร ในอินเทอร์เน็ตส่วนมากจะใช้การพิมพ์ เช่น “เมพ” ที่เริ่มใช้อย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้เล่นเกม online คำว่า “เมพ” มีที่มา จากความผิดพลาดในการ พิมพ์คำว่า “เทพ” กล่าวคือ บนแป้นพิมพ์ ตัว “ท” อยู่ใกล้กับตัว “ม” เมื่อต้องการความเร็ว ในการพิมพ์จึงไม่ได้มองแป้นพิมพ์ในขณะที่พิมพ์ และ ไม่มีอ่านทวนก่อนส่งสาร จึงกดส่งไปเป็นคำ ว่า “เมพ” แทนที่จะเป็นคำว่า “เทพ” ความ หมายของคำว่า “เมพ” นั้น หมายถึง สุดยอด สุดขีด ส่วนมากแล้ว ใช้สื่อสารความหมายในแง่บวก เช่น “เก่งเมพ” หมายถึง เก่งมาก เก่งสุดยอด ศัพท์เฉพาะในอินเทอร์เน็ตที่มาจากความผิดพลาดในการพิมพ์นี้ ค่อนข้างมีมาก ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “เบย” (มาจากคำว่า “เลย”) หรือ “ขิง” (มาจากคำว่า “จิง” ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า “จริง” อีกทอด “หนึ่ง”) ก็เกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการพิมพ์ทั้งนั้น

คำศัพท์เฉพาะในอินเทอร์เน็ตนั้น มีหน้าที่เหมือนคำศัพท์เฉพาะทั่วๆ ไปที่เราใช้ในโลกจริง กล่าวคือ เป็นคำศัพท์ที่ใช้เพื่อสื่อสารความหมายถึงแนวคิดบางอย่าง หรือเพื่ออธิบายอะไรสักอย่าง ที่หากใช้ศัพท์เฉพาะแล้วจะสามารถลดทอนเวลาในการสื่อสารได้ หรือสื่อสารได้ง่ายขึ้น และทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้นระหว่างคนพูดและคนฟัง เช่น หากต้องการสื่อสารว่า “จะเอาเรื่องเอาราวใครสักคนอย่างรุนแรง” ก็อาจจะพูดว่า “เดี๋ยวจะเล่นให้เงิบเลย” พูดเพียง เท่านี้ ก็สามารถสื่อสารความหมายได้อย่างตรงไปตรงมา และมีอรรถรส

ในงานสื่อสารมวลชนเองก็จะเห็นได้ว่าเริ่มมีการนำคำศัพท์เหล่านี้มาใช้ ซึ่งทำให้เกิดความสนุกสนาน และถูกใจ ผู้รับสารโดยเฉพาะผู้รับสารที่เป็นวัยรุ่น ทว่าผู้ใหญ่ส่วนมากจะกังวลว่าศัพท์เหล่านี้จะทำให้ภาษาวิบัติ ยิ่งเมื่อถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนแล้วก็ยิ่งกังวลใจว่าภาษาจะวิบัติกันไปใหญ่

ในงานสื่อสารมวลชน การสื่อสารด้วยคำศัพท์เฉพาะเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มอรรถรสในการสื่อสารก็จริงอยู่ หากนำมาใช้เป็นบทพูดในละครก็น่าจะพออนุโลมได้แต่หากนำมาใช้โดยพิธีกร รายการใดรายการหนึ่งที่น่าจะใช้รูปแบบการสนทนาแบบเป็นทางการก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง สิ่งที่น่ากังวลใจไม่ใช่เรื่องความวิบัติของภาษา แต่น่าจะเป็นเรื่องของการใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ ไม่ว่าจะเป็นภาษาในโลกอินเทอร์เน็ต หรือ ภาษาในสื่อมวลชนก็ตาม

กระนั้น ก็อย่าไปวิพากษ์ศัพท์ที่เขาใช้และสื่อสารกันได้

บ่องตง มีเรื่องอีกมากมาย ที่ผู้ใหญ่ต้องทำมากกว่าใส่ใจเรื่องไร้สาระเหล่านี้

โดย : ดร.จิรันดา กฤษเจริญ กรุงเทพธุรกิจ
http://bit.ly/14tGvpf

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน บ่องตง สื่อสารพันธุ์ใหม่

Infographic ทางรอดสื่อสิ่งพิมพ์

infographic

infographic

อินโฟกราฟฟิก (Infographic) หรือ อินฟอร์เมชั่น กราฟฟิก (Information-Graphics)
เป็นคำเรียกเทคนิคการออกแบบกราฟฟิกประเภทหนึ่ง

ชินกฤต อุดมลาภไพศาล

ชินกฤต อุดมลาภไพศาล

เป็นที่รู้จักมักคุ้นในยุคของสื่อโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ที่ข้อมูลอินโฟกราฟฟิกปรากฏอยู่มากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วอินโฟกราฟฟิกมีจุดเริ่มมากว่า 150 ปี และถูกนำมาใช้ในงานหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ช่วงปี 1970 อย่างหนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทม์ อินโฟกราฟฟิกถูกใช้เพื่อทำให้ข้อมูลมีความง่ายต่อการตีความโดยผู้อ่าน การนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องราวของข่าว สื่อสิ่งพิมพ์ การสร้างความน่าสนใจ ดึงดูดผู้อ่านจึงเป็นไปในลักษณะของการใช้ข้อความ ภาพถ่าย และภาพกราฟฟิก ไอคอน กลยุทธ์การใช้สีและแบบอักษร ผ่านระบบแนวคิดแบบ Meastro

Meastro เป็นระบบที่ถูกออกแบบเพื่อพัฒนาการนำเสนอเรื่องราว ผ่านการทำงานร่วมกันทีมงานฝ่ายต่างๆ ระดมความคิด ระดมสมองในกลุ่ม การกำหนดขอบเขตเรื่องราวที่จะนำเสนอร่วมกันก่อนที่จะเริ่มงานเขียน ผสานกับศิลปะและการออกแบบ การใช้ภาพถ่าย ภาพกราฟฟิกบริหารจัดการเรื่องราวที่นำเสนอให้ประสบความสำเร็จ แนวคิดแบบ Meastro ไม่ใช่วิธีการนำเสนอที่จะนำมาใช้กับเรื่องราวใดก็ตามตลอดเวลา การออกแบบในแนวคิดแบบ Meastro เป็นการพัฒนาเทคนิคการนำเสนอเรื่องที่มีความสำคัญในรูปแบบอินโฟกราฟฟิกผ่านการทำงานเป็นทีม ทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวา สร้างความดึงดูดต่อผู้อ่านและสร้างยอดการอ่านให้สูงขึ้น

วิธีการแบบ Meastro เหมาะอย่างยิ่งกับสังคมบริโภคสื่อในยุคปัจจุบันยุคสมัยที่เรียกว่า “บิ๊กดาต้า (Big Data)” ปริมาณข่าวสาร ข้อมูลที่ถูกผลิตขึ้นในแต่ละวันมีปริมาณมากมายมหาศาล ปริมาณข่าวสารแปรผกผันกับเวลาของผู้อ่านในฐานะผู้บริโภคสื่อที่น้อยลง ผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลที่ครบครับในระยะเวลาที่จำกัด อินโฟกราฟฟิกจึงเป็นวิธีการอันหนึ่งที่นำเข้ามาใช้ การสร้างการนำเสนอที่ครบรอบด้านสร้างการใช้พื้นที่บนหน้าสิ่งพิมพ์อย่างมีประสิทธิภาพการออกแบบที่มองในมุมคนอ่าน “Think like a reader” คำถามที่น่าจะเกิดขึ้นระหว่างการอ่าน และการตอบคำถามอย่างรวดเร็วผ่านการอ่านข้อมูลจากภาพ หัวเรื่อง แคปชั่นใต้ภาพ กล่องข้อความ อินโฟกราฟฟิกอื่นๆ ที่จะตอบคำถามของผู้อ่านได้ทันที

จากการสำรวจสื่อไทยและเทศ ในประเด็นอินโฟกราฟฟิกโดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง นิวยอร์กไทม์ วอลล์ สตรีท เจอนัล พบว่ามีการใช้อินโฟกราฟฟิกเพื่อการนำเสนอในงานข่าว ประเด็นข่าวสำคัญที่อยู่ในความสนใจของคนอ่านรอบด้านทั้งต่างประเทศ การเมือง กีฬา วิทยาศาสตร์ ธุรกิจ การเงิน สื่อมีความเข้าใจเลือกใช้อินโฟกราฟฟิกเพื่อการนำเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อหันกลับมามองสื่อสิ่งพิมพ์ไทย การนำเอาอินโฟกราฟฟิกมาใช้ ปรากฏอยู่บ้างประปรายในกลุ่มหนังสือพิมพ์หัวสี หรือหนังสือพิมพ์แนวประชานิยม และหนังสือพิมพ์ที่เน้นคุณภาพ ลักษณะของอินโฟกราฟฟิกที่นำมาใช้ส่วนใหญ่ จะอยู่ในรูปของตาราง กราฟ ไอคอน แผนภาพ ซึ่งเป็นอินโฟกราฟฟิกพื้นฐาน เน้นหนักในทางนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติ แผนภาพเพื่องแสดงโครงสร้าง หรือแผนที่แสดงจุดเกิดของเหตุการณ์แต่ไม่รอบด้านในแง่ของการนำไปใช้เหมือนสื่อเทศ รวมถึงการออกแบบอินโฟกราฟฟิกที่ยังต้องพัฒนา ยังไม่ได้นำเสนอเรื่องราวในลักษณะบิ๊กไอเดีย ส่วนใหญ่เป็นการมองเรื่องราว แล้วนำเสนอเฉพาะจุดที่ต้องการให้คนอ่านรู้ส่วนสื่อนิตยสารไทยก็มีการใช้อินโฟกราฟฟิกแบบเดียวกันกับหนังสือพิมพ์ เว้นแต่นิตยสารที่เป็นการซื้อลิขสิทธิ์ต่างประเทศมาตีพิมพ์

และโดยภาพรวมเมื่อเทียบเคียงการใช้อินโฟกราฟฟิกในหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างประเทศ สิ่งที่แตกต่างและเป็นแก่นสำคัญของอินโฟกราฟฟิก คือสิ่งที่เรียกว่า ดาต้า วิชวลไลซ์เซชั่น (Data Visualization) กระบวนการแปลงข้อมูลที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่ายยังต้องพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการนำเสนอข้อมูลเรื่องเดียวกัน แต่มีองค์ประกอบปลีกย่อยที่เชื่อมโยงกัน รวมถึงการอธิบายความสัมพันธ์ของชุดข้อมูลในเรื่องราวข่าวที่นำเสนอ ข้อมูลอาจจะเปรียบดังกุญแจสำคัญ แต่การเล่าออกมาเป็นภาพ (Visual Story) สำคัญยิ่งกว่า มากกว่า 90% ของข้อมูลถ่ายทอดสู่สมองผ่านการมองเห็น และอินโฟกราฟฟิกมีบทบาทสำคัญในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ สื่อปฏิสัมพันธ์ตลอดจนสื่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ 2 ปีที่ผ่านมา ความต้องการและการค้นหาข้อมูลอินโฟกราฟฟิกในเว็บไม่ต่ำกว่า 8 เท่าจากเดิม

อินโฟกราฟฟิก คงไม่ใช่อัศวินรัตติกาลที่จะเข้ามากอบกู้ยอดผู้อ่านสื่อสิงพิมพ์ ในสภาพการณ์ของสื่อปัจจุบันที่การหลอมรวมสื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ภูมิทัศน์ของสื่อ อย่างน้อยอินโฟกราฟฟิกก็ช่วยพยุงลมหายใจที่รวยระรินให้กับสื่อสิ่งพิมพ์ ที่สู้รบตบมือ โดนแย่งพื้นที่จากสื่อใหม่ในสัดส่วนที่มากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร จากข้อมูลสถิติปี 2013 คนเปลี่ยนมาติดตามข่าวบ่อยขึ้น มากกว่า 70% ของคนที่เช็คข่าวมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวันเป็นการเช็คข่าวสารผ่านสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต มีเพียง 18% เท่านั้นที่ติดตามข่าวสารทางสื่อดั้งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์ และ 80% ของคนที่อ่านหนังสือพิมพ์ ใช้เวลาอยู่กับการอ่านน้อยกว่า 30 นาทีต่อวัน

การเสนอทางเลือกแก่ผู้อ่านที่เป็นคนรุ่นใหม่ อย่างนิตยสาร หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ทั้งแบบบอกรับสมาชิก และเปิดให้อ่านฟรีผ่านเว็บไซต์ หรือแอปมือถือแม้แต่การนำเอาเทคโนโลยีอย่าง iSnap มาใช้เชื่อมโลกสื่อดั้งเดิมกับสื่อใหม่เข้าด้วยกัน ยังคงต้องรอบทพิสูจน์ต่อไป นี่คงเป็นการดิ้นปรับเพื่ออยู่รอดเฮือกสุดท้ายของสื่อสิ่งพิมพ์ อินโฟกราฟฟิกเป็นเทคนิควิธีหนึ่งในการนำเสนอ ท้ายสุดแล้ว สื่อที่มีคอนเทนต์ดี เทคนิคการนำเสนอที่ (โดนส์) ดึงดูดใจผู้บริโภค สื่อจึงจะเป็นสื่อที่อยู่รอด

โดย : ชินกฤต อุดมลาภไพศาล กรุงเทพธุรกิจ
http://bit.ly/12IN9Bv

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน Infographic ทางรอดสื่อสิ่งพิมพ์

วัยรุ่นพันธุ์ใหม่ในยุคดิจิทัล

สื่อใหม่และสื่อออนไลน์มีลักษณะคล้ายสื่อมวลชนที่สามารถกระจายข่าวสาร
ไปยังผู้รับสารจำนวนมากพร้อมๆ กันภายในเวลาอันรวดเร็ว

…ภาพหลุดหญิงสาววัย 16 ปี ถูกแพร่ภาพขณะเสพยาไอซ์ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต และกลายเป็นข่าวครึกโครมในสื่อออนไลน์ เนื่องจากเธอกำลังเป็นดาราดาวรุ่งที่มาแรงจากซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น ซึ่งมียอดผู้ชมผ่านสื่อออนไลน์มากกว่า 6 ล้านครั้ง ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา…” (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.ค.2556)

อัญญาวีร์ อุนสวัสดิ์อาภา

อัญญาวีร์ อุนสวัสดิ์อาภา

ภายหลังจากภาพที่ภาพดังกล่าวปรากฏและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในสื่อออนไลน์เพียงไม่กี่วัน คุณพ่อของดาราสาวจึงได้ตัดสินใจแถลงข่าวสั้นๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “หลังจากมีกระแสภาพหลุดออกมา ผมได้เข้าไปสอบถามพูดคุยกับน้อง น้องก็สารภาพว่าเคยทดลองเสพครั้งหนึ่ง ซึ่งน้องเองก็เสียใจ ผมและครอบครัวต้องขอโทษสังคมในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และขาดประสบการณ์ของเด็กอายุ 16 ปี” ในขณะที่ผู้บริหาร GTH และผู้กำกับได้ออกมาแถลงข่าวเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ตัดฉากดาราวัยรุ่นออกจากซีรีส์ Hormones แต่จะดำเนินการพักงานเธอชั่วคราวตามคำขอของคุณพ่อและวอนสังคมให้โอกาส ท้ายที่สุดแล้วผลตรวจของเธอยืนยันไม่พบสารเสพติด บทสรุปเรื่องราวของเธอจึงมีสถานะเป็นเพียงผู้ป่วยที่เคยเสพยาแต่ไม่ใช่จำเลยของสังคม

วัยรุ่นหลายคนที่ติดตามข่าวนี้อาจไม่ได้รู้จักเธอเป็นการส่วนตัว หรือไม่เคยติดตามผลงานของนักแสดงวัยรุ่นผู้นี้มาก่อน แต่ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคดิจิทัลทำให้สามารถสืบค้นข่าวหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการสืบค้นผ่านระบบเครือข่ายในอินเทอร์เน็ตและสื่อใหม่ (New Media) ทำให้การค้นหาข้อมูลสะดวก ง่ายดาย และไม่ยุ่งยากซับซ้อน ดังนั้น วัยรุ่นในยุคดิจิทัลจึงมีคุณลักษณะร่วมกันหรือที่เรียกว่า “ผู้รับสารแบบกระตือรือร้น” หรือ “ผู้แสวงหาข่าวสาร” (Active audience) ดังจะเห็นได้จากการค้นหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในเว็บไซต์ www.google.co.th หรือ การติดตามผลงานผ่านเว็บไซต์ www.Youtube.com

การเกิดขึ้นของสื่อใหม่ (New Media) และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) นอกจากจะเปลี่ยนวัยรุ่นพันธุ์ใหม่จากคุณลักษณะผู้รับสารแบบไม่มีทางเลือก (Passive Audience) กลายมาเป็นผู้แสวงหาข่าวสาร (Active Audience) และวัยรุ่นซึ่งเป็นผู้รับสารในยุคปัจจุบันยังสามารถเป็นผู้ส่งสารได้ในขณะเดียวกัน เนื่องจากสื่อใหม่ในยุคดิจิทัลได้เอื้อให้เกิดการสร้างปฏิสัมพันธ์โต้ตอบแบบทันทีทันใด (Interactive) ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ผู้รับสารวัยรุ่นสะท้อนทัศนคติและความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ภาพหลุดของดาราวัยรุ่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เช่น “ถ้าไม่ได้เป็นดารา จะดังขนาดนี้หรือเปล่า คนเรามันผิดพลาดกันได้ วัยนี้เป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง หรือว่าพวกคุณๆ ไม่เคยผ่านช่วงชีวิตนี่” หรือ “เพื่อนเลวชวนให้ลองทำอะไรเลวๆ โทษของยาเสพติดเป็นยังไงใครก็รู้ อย่าว่าเลย อยากลองแค่ครั้งเดียวว่ามันเป็นยังไงของแบบนี้ใครจะอยากลอง นอกจากเพื่อนตัวดียุว่าครั้งเดียวน่าลองดู แล้วผิดที่น้องไปเชื่อด้วย” ซึ่งการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวมีทั้งเห็นใจและไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมดังกล่าว

บทเรียนสำคัญที่สุดของนักแสดงวัยรุ่นและต้องจดจำไปนาน นอกจากสุภาษิตสอนใจที่ว่า “การคบคนพาลพาลพาไปหาผิด” นั่นก็คือ “พลังอำนาจของสื่อใหม่ (New Media) และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” ที่สามารถทำให้เธอ “โด่งดัง” จากสื่อออนไลน์ที่เผยแพร่ละครซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่นในระยะเวลาไม่นาน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เธอ “เสียชื่อเสียง” จากสื่อออนไลน์ในระยะเวลาที่ไม่นานเช่นกัน เนื่องจากสื่อใหม่และสื่อออนไลน์มีลักษณะคล้ายสื่อมวลชนที่สามารถกระจายข่าวสารไปยังผู้รับสารจำนวนมากพร้อมๆ กันภายในเวลาอันรวดเร็ว และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผู้ส่งสารไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สื่อสารระดับมืออาชีพที่มีอำนาจและสิทธิในการส่งสารแบบนักสื่อสารมวลชน หากแต่ว่าวัยรุ่นธรรมดา หรือผู้รับสารทั่วไปก็สามารถสื่อสารกับคนเป็นจำนวนมากได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย หรือต้องเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณชน ดังเช่น กรณีภาพหลุดของดาราวัยรุ่นเสพยาหรือคลิปหลุดจำนวนมากในโลกออนไลน์ที่ไม่ปรากฏชื่อหรือตัวตนของผู้ส่งสารต่อสาธารณชน

คุณลักษณะของสื่อใหม่ (New Media) และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ดังกล่าว ต่อมาได้ถูกพัฒนาเป็นกลยุทธ์ในการสื่อสารทางการตลาดที่เรียกว่า “ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง” (Viral Marketing) โดยบุคคลหรือองค์กรที่ต้องการทำให้คนจำนวนมากสนใจบริการหรือสินค้าในระยะเวลาที่รวดเร็ว จะแชร์ข้อมูลแบบปากต่อปากผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ฯลฯ เพื่อหวังผลให้เกิดกระแสแบบ “ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์” ในเวลาไม่นาน ซึ่งรูปแบบไวรัลมาร์เก็ตติ้งหากประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นกระแสที่ช่วยขับให้ความนิยมชมชอบในตัวสินค้าหรือการพูดถึงแบรนด์นั้นพุ่งอย่างรวดเร็ว แต่หากไวรัลคลิปที่พยายามสร้างโจทย์ขึ้นมาเรียกกระแส เป็นต้นว่า “จัดฉาก” แล้วมา “เฉลย” หรือ มีการแต่ไปมาเล่นแรงแบบไม่โดนใจสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค ผลคือ กลายเป็นระเบิดพลีชีพ ที่ทำลายสินค้าหรือแบรนด์ตัวเอง

ก็หวังแต่เพียงว่าดาราวัยรุ่นวัย 16 ปี ที่เป็นข่าวดังในครั้งนี้จะไม่กลายเป็น “สินค้า” หรือ “เหยื่อ” ของการตลาดแบบ “ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง” ที่ต้องการสร้างกระแสในขณะนี้

โดย : อัญญาวีร์ อุนสวัสดิ์อาภา กรุงเทพธุรกิจ
http://bit.ly/13W41rU

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน วัยรุ่นพันธุ์ใหม่ในยุคดิจิทัล

คนเปลี่ยน สื่อปรับ

การเปลี่ยน

การเปลี่ยน

อย่างน้อย 2 ทศวรรษก่อน คือช่วงเปลี่ยนผ่านของวงการสื่อสารมวลชน อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ กวาดเก็บนักสื่อสารมวลชนรุ่นหลังหรือกลางเก่ากลางใหม่หลายคนตกไปจากเวทีประวัติศาสตร์ ในขณะเดียวกันคนในยุคที่พูดจาภาษาดิจิทัลไม่ว่าเก่าหรือใหม่ ก็ยังหันรีหันขวางกับเส้นทางก้าวเดินจากนี้ นี่นับเป็นความท้าทายที่เดิมพันสูงอย่างยิ่ง

วันนี้ไม่มีใครพูดถึงบทเรียนการเผชิญหน้ากับเทคโนโลยีภาพและเสียง ที่สื่อดั้งเดิมเคยก้าวผ่านมาแล้วในอดีตอีก

คำปลอบประโลมใจของบางคนที่ว่า เมื่อเทคโนโลยีภาพและเสียง เข้ามามีบทบาทในสังคมไทย เมื่อราว 66 ปีที่ผ่านมา โดยการแพร่ภาพออกอากาศ ของสถานีไทยโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม จากนั้นก็มีการเติบโตขยายตัวของสื่อแพร่ภาพและกระจายเสียงในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ กองทัพบก จำนวนหนึ่ง ถึงกระนั้นสื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อดั้งเดิมก็ยังคงอยู่ได้ ไม่มีใครละทิ้งสื่อที่พวกเขาคุ้นเคย และหันไปพึ่งพาสื่อภาพและเสียงที่ดูมีชีวิต ชีวา จับต้องได้ แต่วันนี้บริบททางสังคมพลิกฟ้า คว้าดาว การมาถึงของสื่อใหม่ๆ ประดุจคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันรู้ตัว

ในห้วง 2 ทศวรรษก่อน สื่อได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรม (Media industry) คือมีการลงทุนขนาดใหญ่ มีการผลิตสินค้าจำนวนมาก (mass production) โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ การลงทุนในเครื่องจักร เครื่องพิมพ์ด้วยมูลค่ามหาศาล กลายเป็นปรากฏการณ์ร่วมของกิจการสื่อ ผลตอบแทนที่ได้คือสินค้ามีราคาถูกขึ้น มีคุณภาพเช่นตำแหน่งในการพิมพ์สี ความคมชัดในระบบการพิมพ์ ที่ทำให้สามารถรองรับพื้นที่โฆษณา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญความอยู่รอดของหนังสือพิมพ์มากขึ้น แต่เมื่อคลื่นของสื่อใหม่โหมกระหน่ำ ผู้บริโภคข่าวสารหันไปเสพข่าวผ่านสื่อออนไลน์ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ไหลบ่ามาจากสื่อสังคมออนไลน์ สื่อหนังสือพิมพ์ที่ยังค้นหาจุดสมดุลของตัวเองไม่ได้ ก็อยู่ในภาวะชะงักงัน

การส่งหนังสือพิมพ์เข้าห้องทดลอง ด้วยการแปลงสารที่เงียบงัน ให้สามารถส่งเสียงร้องออกมาได้ ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน

คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ ยังส่งผลมาถึงสถาบันการศึกษา ที่มีการเรียนการสอนด้านวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ด้วย เรียกได้ว่าจนถึงนาทีนี้ ไม่ปรากฏเอกสาร ตำราทางด้านวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ แม้แต่เล่มเดียวที่สะท้อนภาพความเป็นจริงในโลกการสื่อสารได้ทั้งหมด แม้กระทั่งความกังวล สงสัย เมื่อยุคแรกๆ ที่เทคโนโลยี เริ่มคืบคลานเข้ามาสู่สังคมไทย เช่น ความเป็นห่วงปรากฏการณ์ที่สื่อสิ่งพิมพ์ พยายามหาทางออกด้วยการข้ามสื่อไปยังสื่ออื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง และแสวงหาช่องทางใหม่ในการทำกำไร ว่าจะเป็นการครอบงำผู้รับสารหรือไม่ จะส่งผลให้เกิดการผูกขาดธุรกิจสื่อในมือของกลุ่มทุน กลุ่มหนึ่ง กลุ่มใดหรือไม่ วันนี้ไม่มีใครต้องการคำตอบนี้อีก

เมื่อปี 1995 งานวิทยานิพนธ์ Cross Media ownership ที่ศึกษาเรื่อง ปรากฏการณ์ข้ามสื่อของผม เป็นเรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องเพราะเป็นงานที่คู่ขนานไปกับความเคลื่อนไหวของสื่อในยุคดังกล่าว ที่เริ่มกระจายธุรกิจไปสู่สื่อออนไลน์ รวมทั้งสื่อกระจายเสียงและภาพ ผลการศึกษาในตอนนั้นพบว่าการเป็นเจ้าของข้ามสื่อไม่มีนัยสำคัญต่อความคิด ความเชื่อ ทัศนคติของผู้คนเลย แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาก็ยังเขียนเป็นกติกาไว้

ถึงวันนี้ Cross Media ownership ไม่ได้เป็นประเด็นอีกต่อไป แต่ประเด็นสำคัญกลับไปอยู่ที่ผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมสื่อ เพราะพวกเขาก็ยังต้องผลิตข้อมูล ข่าวสารในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก เมื่อช่องทางสารมีมากขึ้น ความต้องการคนงานที่มีทักษะในการทำงานสื่อหลายช่องทาง (Multi – skills reporting) ก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว การสื่อสารหลายช่องทาง กลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่นักข่าวในยุคคอนเวอร์เจนซ์ต้องมี และนั่นหมายถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับนักนิเทศศาสตร์รุ่นใหม่ ที่จำนวนไม่น้อยยังเรียนอยู่ภายใต้โครงสร้างหลักสูตรเดิม

วันศุกร์นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป กลุ่มวารสารศาสตร์เพื่ออนาคต กลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันของนักวิชาการ วิชาชีพด้านนิเทศศาสตร์ที่มองเห็นปรากฏการณ์นี้ร่วมกัน จะจัดประชุมใหญ่ ภายใต้หัวข้อ “คนเปลี่ยน สื่อปรับ รุก-รับ อย่างไร” เพื่อแสวงหาแนวทางที่จะเป็นหลักไมล์ของสื่อในวันพรุ่งนี้ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต

ไปค้นหาคำตอบด้วยกัน

โดย : จักร์กฤษ เพิ่มพูล กรุงเทพธุรกิจ
http://bit.ly/15hQHwp

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน คนเปลี่ยน สื่อปรับ

เอกยุทธ ในทฤษฎีขดลวดแห่งความเงียบ

เอกยุทธ

เอกยุทธ

เส้นทางของเอกยุทธ อัญชันบุตร นับจากการเป็นนายทุนปฏิวัติเมื่ออายุ 25 จนกระทั่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน

หลบหนีคดีไปจนหมดอายุความ และกลับมาโอ่อ่าในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ผู้ที่ประกาศตัวว่ายืนคนละข้างกับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และขั้วอำนาจรัฐ นับว่าโลดโผนและท้าทายยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเขาเปิดสงคราม โฟร์ซีซัน จนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ชื่อของเอกยุทธ อัญชันบุตร ก็โดดเด่นขึ้นมาฉับพลันในหมู่มวลมิตรไม่เอาทักษิณ

หลังความตายของเอกยุทธ อัญชันบุตร สื่อกระแสหลัก รวมทั้งคนจำนวนไม่น้อยในเฟซบุ๊ค ซึ่งเอกยุทธ ใช้เป็นสื่อสังคมออนไลน์ ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนที่เชื่อมั่น ศรัทธาเขา ต่างแสดงคารวะอาลัยในการจากไปอย่างสุดซึ้ง นั่นก็เป็นการแสดงออกแบบไทยๆ เป็นการให้ความเคารพและให้เกียรติผู้วายชนม์ ไม่ว่าเขาจะมีประวัติชีวิต หรือเส้นทางการเติบโตมาอย่างไร แต่สำหรับคนข่าวที่เกาะติดข่าวเอกยุทธ มาตั้งแต่ที่เขาหนีคดีแชร์ชาร์เตอร์ไปเมื่อราว 30 ปีก่อน เอกยุทธ อัญชันบุตร อาจไม่ใช่วีรบุรุษที่กล่าวชื่นชมได้เต็มคำ และอาจไม่จำเป็นต้องเสาะหาสาเหตุการตายแท้จริง หรืออาชญากรตัวจริง นอกจากปิดสำนวนไปตามที่พนักงานสอบสวนสรุป

2 ข้อหา ภายหลังการพบศพเอกยุทธ อัญชันบุตร คือ ปล้นทรัพย์ผู้อื่นโดยการประทุษร้ายจนถึงแก่ความตาย และปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ ผู้ถูกกล่าวหาคือ นายสันติภาพ นายทิวากร เกื้อทอง นายเชาวลิต วุ่นชุม และนายสุทธิพงศ์ พิมพิศาล นั่นคือบทสรุปของคดีสังหารเอกยุทธ ที่ไม่มีวันพลิกผันไปเป็นอื่น นอกจากการทำสำนวนให้อ่อน และสุดท้ายพยานหลักฐานก็ไม่เพียงพอให้ลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้องแล้วคดีก็จบกันไป

จิ๊กซอว์ความเป็นเอกยุทธ อัญชันบุตร นั้น อยู่ในหลายห้วงเวลา น้อยคนนักที่จะปะติดปะต่อจิ๊กซอว์เอกยุทธ ให้เป็นภาพใหญ่ได้ ฉะนั้น เมื่อมีคนตั้งข้อสังเกตว่าความตายของเอกยุทธ เป็นนิติกรรมอำพราง หรือเป็นฆาตกรรมซ่อนเงื่อน ที่มีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง สังคมก็จะคล้อยไปตามความเชื่อนั้น

หากปรากฏการณ์นี้ถูกอธิบายด้วยทฤษฎีทางสื่อสารมวลชน อาจอธิบายได้ ในทฤษฎีขดลวดแห่งความเงียบ

โนแอล นูแมน (Noelle-Neumann) เจ้าของทฤษฎี ขดลวดแห่งความเงียบ (The Sprial of Silence) อธิบายปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า มนุษย์พยายามหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากความเห็นสาธารณะ หรือนัยหนึ่งคือความเห็นของสื่อมวลชน (ในภาพ) ลูกศรสีน้ำเงินคือ กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย ลูกศรสีเขียว คือกลุ่มคนที่เห็นด้วย คนมีแนวโน้มที่จะเปิดเผยความคิดเห็นของตนเอง เฉพาะที่สอดคล้องกับความเห็นสาธารณะเท่านั้น และเมื่อคนใดก็ตามอยู่ในเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องแสดงความเห็นมากเท่าใด ก็จะทำให้คนคนนั้น ยิ่งกลัวที่จะแสดงความเห็นที่แตกต่างออกไปมากขึ้นเท่านั้น

มนุษย์มีแนวโน้มที่จะปรับความเห็นของตนเข้ากับความเห็นของคนส่วนใหญ่ เมื่อประสานเข้ากับสื่อกระแสหลัก เราจึงพบว่า คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการตายของเอกยุทธ อัญชันบุตร เป็นยิ่งกว่าการฆ่าชิงทรัพย์

เพราะเหตุที่เสียงส่วนน้อย ใช้ความเงียบ หรือแสดงความเห็นด้วยในเสียงส่วนใหญ่ ความจริงบางอย่างในสังคมไทยจึงถูกกลบฝังไป ความเงียบและความขลาดกลัวที่จะคัดง้างกับกระแสสังคม จึงกลายเป็น “หลุมหลบภัย” ที่ทำให้สังคมตกอยู่ในหล่มโคลนแห่งความเท็จต่อไป

โดย : จักร์กฤษ เพิ่มพูล กรุงเทพธุรกิจ
http://bit.ly/19QlDXs

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์, งานประชาสัมพันธ์ รับนักศึกษา | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน เอกยุทธ ในทฤษฎีขดลวดแห่งความเงียบ

โครงการมหกรรมสุขภาพ เทศบาลเมืองเขลางค์นคร ประจำปี 2555

ลักษณะโครงการและกิจกรรม

1. การจัดเวทีเสวนาด้านสุขภาพ
2. การจัดตลาดนัดสุขภาพ และการนำเสนอนวัตกรรมสุขภาพ
3. การให้บริการความรู้ด้านสุขภาพ และการบริการด้านสุขภาพ

ผู้เข้าร่วมโครงการ
1. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 55 คน
2. ครูและนักเรียนในเขตเทศบาลเมืองเขลางค์นคร จำนวน 67 คน
3. อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน จำนวน 15 คน
4. ประชาชนทั่วไป จำนวน 50 คน
5. นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 และ 3 จำนวน 34 คน

วัตถุประสงค์ของโครงการ

1. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเครือข่ายด้านสุขภาพ
2. เพื่อส่งเสริมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชนในด้านสุขภาพ
3. เพื่อเผยแพร่ระบบการจัดการสุขภาพแบบองค์รวม
4. นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น ชั้นปีที่ 3 ได้บูรณาการความรู้จากการเรียนในชั้นเรียนในรายวิชาโภชนาการและการจัดการอาหารในชุมชน รหัสวิชา PUBH 326 สู่การปฏิบัติจากสถานการณ์จริงในชุมชน

ความต้องการด้านการบริการวิชาการ
ด้วยกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลเมืองเขลางค์นคร ได้มีการส่งเสริมให้กลุ่มองค์กรและประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการสุขภาพ ซึ่งให้งบประมาณสนับสนุน ในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชนในเขตเทศบาลฯ ภายหลังจากดำเนินการพบว่า มีหลายชุมชนที่ได้พัฒนาโครงการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีหรือเป็นต้นแบบชุมชนที่มีการจัดการสุขภาพแบบองค์รวม กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลเมืองเขลางค์นครจึงได้จัดทำโครงการ มหกรรมสุขภาพเทศบาลเมืองเขลางค์นคร ประจำปี 2555 ขึ้น โดยมีการเชิญหน่วยงานต่างๆ ด้านสุขภาพเข้ามาร่วมในการจัดงานในครั้งนี้
สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีการจัดการเรียนการสอนทางด้านสุขภาพ และได้ถูกเชิญเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการดังกล่าว ทางสาขาวิชาจึงได้จัดกิจกรรมเข้าร่วมงาน ซึ่งเป็นการบริการความรู้ทางด้านการจัดการอาหารและโภชนาการในชุมชน โดยนำนักศึกษาเข้าร่วมให้บริการด้านสุขภาพและการบริการความรู้ ทางด้านโภชนาการต่างๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้

การบูรณาการกับการเรียนการสอน
การบูรณาการโครงการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ รายวิชาโภชนาการและการจัดการอาหารในชุมชน (PUBH 326) โดยมอบหมายให้นักศึกษา ค้นคว้าในหัวข้อการจัดการอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ให้มีส่วนร่วมในการนำเสนอความรู้ โดยเป็นวิทยากรในการดำเนินกิจกรรมของโครงการ ได้แก่ การอบรมให้ความรู้ทางวิชาการด้านการจัดการอาหาร และการประเมินภาวะโภชนาการ โดยเป็นการฝึกการเรียนรู้ของนักศึกษาผ่านการปฏิบัติงานจริงในชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในดำเนินชีวิตให้มีสุขภาพดีได้ด้วยตนเอง ซึ่งได้ผลการประเมินความพึงพอใจ

ค่าเฉลี่ยและร้อยละความพึงพอใจในการดำเนินงานบริการวิชาการในงานมหกรรมสุขภาพ ของนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ชั้นปีที่ 2 และ 3 ที่เข้าร่วมโครงการ ค่าเฉลี่ยและร้อยละของความพึงพอใจ โดยรวมของนักศึกษา มีค่าเท่ากับ 4.01 และ ร้อยละ 80.24 ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่นักศึกษามีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ได้ความรู้ด้านสุขภาพจากการจัดกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยและร้อยละ เท่ากับ 4.18 และ ร้อยละ 83.57 รองลงมาคือ นักศึกษาได้ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกัน และภาพรวมของการจัดกิจกรรม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยและร้อยละความพึงพอใจในระดับที่เท่ากัน คือ 4.04 และร้อยละ 80.71

ผลการดำเนินโครงการ และการนำไปใช้ในชุมชน
การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

1. ผู้เข้าร่วมงานได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์และนำไปใช้ได้จริง ร้อยละ 70
2. ผู้เข้าร่วมงานมีความพึงพอใจและต้องการให้จัดกิจกรรมอีก ร้อยละ 70.83

ผลการดำเนินงานโครงการ
1 ข้อมูลทั่วไปของผู้เข้าร่วมกิจกรรม
เพศ ชาย 13 คน คิดเป็นร้อยละ 34.21
หญิง 25 คน คิดเป็นร้อยละ 65.79

ผลประเมินที่ได้จากการบริการความรู้และการบริการประเมินภาวะโภชนาการ

ร้อยละและค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในการดำเนินงานบริการวิชาการในงานมหกรรมสุขภาพ ของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ค่าเฉลี่ยและร้อยละของความพึงพอใจ โดยรวมของผู้เข้าร่วมงาน มีค่าเท่ากับ 4.55 และ ร้อยละ 90.92 ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่ผู้ร่วมงานมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ มีค่าเฉลี่ยและร้อยละ เท่ากับ 4.58 และ ร้อยละ 91.58 รองลงมาคือ ได้รับคำแนะนำที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและ และความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยและร้อยละความพึงพอใจในระดับที่เท่ากัน คือ 4.55 และร้อยละ 91.05

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน โครงการมหกรรมสุขภาพ เทศบาลเมืองเขลางค์นคร ประจำปี 2555

โครงการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียน โรงเรียนผดุงรัตน์ วัดสัณฐาน ตาบลป่าตัน อาเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

โครงการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียน ได้ทาการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียนของศูนย์เด็กเล็กโรงเรียนผดุงรัตน์วัดสัณฐานโดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ครูและพี่เลี้ยง เด็กก่อนวัยเรียน รวมถึงผู้ปกครองซึ่งหลังจากที่ได้มีการสัมภาษณ์ครูและพี่เลี้ยงรวมถึงเด็กก่อนวัยเรียนทางคณะผู้จัดทาก็ได้เข้าไปทากิจกรรมส่งเสริมเพื่อให้เด็กก่อนวัยเรียนได้มีสุขภาพที่ดี

นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ได้เล็งเห็นความสาคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเพื่อสร้างเสริมและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพให้เป็นไปอย่างเหมาะสมเป็นการปลูกฝังสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้ครู พี่เลี้ยงและผู้ปกครองได้มีการเรียนรู้ เป็นการสร้างเสริมความเข้าใจ เจตคติ ค่านิยมและทักษะที่จาเป็นในการปฏิบัติต่อเด็กก่อนวัยเรียนเพื่อให้มีพัฒนาการที่มีความเหมาะสมตามวัย ควบคู่ไปกับการจัดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออานวยต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งการสร้างปัจจัยที่เอื้ออานวยทางบวกและทางลบ ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมทางสังคมทั้งในตัวบุคคล ศูนย์เด็กเล็ก และเชื่อมโยงไปยังสังคม ที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพอันจะส่งผลให้ตัวบุคคลมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี

การดาเนินการครั้งนี้เป็นการบริการวิชาการแก่สังคม โดยใช้กิจกรรมโครงการความรู้จากรายวิชาการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน (PUBH 220) มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพตลอดจนนาการทานุบารุงศิลปวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพในเด็กก่อนวัยเรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาวะสุขภาพบุคคล ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ผลการศึกษา ดัชนีมวลกายและเกณฑ์ส่วนสูงของกลุ่มเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยง
ดัชนีมวลกาย กลุ่มเด็กผู้ชายอยู่ในเกณฑ์อ้วน จานวน ๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.o๘
กลุ่มเด็กผู้ชายอยู่ในเกณฑ์ปกติ จานวน ๒๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๗๖.๙๒
กลุ่มเด็กผู้หญิงอยู่ในเกณฑ์ผอม จานวน ๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.o๘
กลุ่มเด็กผู้หญิงอยู่ในเกณฑ์ปกติ จานวน ๑๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๗๖.๙๒
กลุ่มที่เสี่ยงต่อภาวะโภชนาการเป็นโรคอ้วนมากที่สุดคือกลุ่มเด็กผู้ชาย จานวน
๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๐๘ กลุ่มที่เสี่ยงต่อภาวะโภชนาการเป็นโรคขาดสารอาหารมากที่สุดคือกลุ่มเด็กผู้หญิง จานวน ๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.o๘
เกณฑ์ส่วนสูง กลุ่มเด็กผู้ชายอยู่ในเกณฑ์สูง จานวน ๒๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๗๖.๙๒
กลุ่มเด็กผู้ชายสูงตามเกณฑ์ จานวน ๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.o๘
กลุ่มเด็กผู้หญิงอยู่ในเกณฑ์สูง จานวน ๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๓o.๗๗
กลุ่มเด็กผู้หญิงสูงตามเกณฑ์ จานวน ๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๙.๒๓

ความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและโภชนาการของ เด็กก่อนวัยเรียน
จากลักษณะทั่วไปของกลุ่มเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียน พบว่ากลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโต คือ กลุ่มเด็กผู้ชาย เนื่องจากมีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์อ้วนสูงสุดจานวน ๖ คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๒๓.๐๘ โดยมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ขนมกรุบกรอบ และน้าอัดลม นอกจากนี้ ยังพบว่ามีกลุ่มเด็กผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกายน้อยที่สุดและจัดอยู่ในเกณฑ์ผอม จานวน ๓ คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๒๓.๐๘ โดยมีสาเหตุมาจากการได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน และการขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียนจากครอบครัวในการเลี้ยงดูรวมถึงในเรื่องของการจัดอาหารให้เด็ก ตลอดจนการขาดความเอาใจใส่ในเรื่องการส่งเสริมและป้องกันสุขภาพตามวัย

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน โครงการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียน โรงเรียนผดุงรัตน์ วัดสัณฐาน ตาบลป่าตัน อาเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

โครงการลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน บ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ได้เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อสร้างเสริมและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เป็นการส่งเริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ให้ได้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการปฏิบัติตนเอง ให้มีความตระหนัก ในด้านการรับประทานอาหาร จนกระทั่งการออกกำลังกาย ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควบคู่ไปกับการจัดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ อันจะส่งผลให้ตัวบุคคลมีสุขภาพและชีวิตที่ดี
โครงการลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน ได้ทำการให้ความรู้ สร้างความตระหนัก เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและส่งเสริมการลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน ในชุมชนบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน หลังจากที่ได้มีการลงพื้นที่ภาคสนาม สัมภาษณ์ ศึกษาและวิเคราะห์กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทางคณะผู้จัดทำได้ดำเนินกิจกรรมโครงการบริการวิชาการแก่สังคม ด้านการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนได้มีความรู้ ความตระหนัก มีพฤติกรรมในการควบคุมระดับน้ำตาลที่ถูกต้อง และมีสุขภาพที่ดี
การดำเนินการครั้งนี้เป็นการบริการวิชาการแก่สังคม โดยใช้กิจกรรมโครงการจากความรู้ รายวิชาการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน (PUBH 220) มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ ตลอดจนนำการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาวะสุขภาพบุคคล ชุมชน สังคมและประเทศชาติ
ภาพรวมและรูปแบบโครงการ
1. จุดประสงค์การจัดโครงการมีความชัดเจน อยู่ในระดับดี 20 ท่าน คิดเป็นร้อยละ 58.8
2. รูปแบบโครงการมีความเหมาะสม อยู่ในระดับดี 24 ท่าน คิดเป็นร้อยละ 70.6
3. ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ในเรื่องโรคเบาหวานและโรคเทรกซ้อนเพิ่มขึ้นพฤติกรรมที่เหมาะสมในการปฏิบัติตัวอยู่ในระดับดี 15 ท่านคิดเป็นร้อยละ 44.1
4. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความตระหนักและเห็นความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ในระดับดี 18 ท่าน คิดเป็นร้อยละ 52.9
5. หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำเอาความรู้ไปใช้ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้ อยู่ในระดับดี 20 คิดเป็นร้อยละ 58.8
6. สามารถบูรณาการโครงการเข้ากับการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนะธรรมได้ อยู่ในระดับดี 25 ท่าน คิดเป็นร้อยละ 73.5 ภาพรวมของรูปแบบโครงการ อยู่ในระดับดี ร้อยละ 59.80

ปัญหาที่พบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน
1. การควบคุมการรับประทาอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าวเหนียวเพราะผู้ป่วยต้องทำงาน หารายได้ในครอบครัวจึงเลือกรับประทานข้าวเหนียวมากกว่าข้าวสวยเพราะข้าวเหนียวรับประทานแล้วอิ่มมากกว่าทำให้มีแรงในการทำงานมากกว่า และพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารที่มีรส หวาน มัน เค็ม เพราะความเคยชินในการรับประทานอาหาร ทำให้บางทีอาจจะลืมตัวไปบ้างว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง และไม่ค่อยใส่ใจกับอาหารที่ควรรับประทานและไม่ควรรับประทาน
2. การปรับยาเอง ส่วนใหญ่จะรับประทานยาที่ได้รับมาแล้วพอรับประทานเข้าไปมีอาการใจสั่น เวียนศีรษะ และวันทั้งวันจะทำงานไม่ได้เลยจึงปรับยากินเอง และอีกกรณีหนึ่งคือมารับการรักษาตามที่แพทย์ได้นัดพอตรวจดูว่าความดันและผลของน้ำตาลในเลือดเป็นปกติก็จะปรับยาเองแล้วก็หยุดยาเอง และรับประทานยาไม่ตรงตามแพทย์สั่ง จากการที่ได้ดูบันทึกการจ่ายยาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วงได้ให้ยากับผู้ป่วยว่าผู้ป่วยกินยาอะไรบ้างเอามาเทียบกับข้อมูลที่เราได้มาจากการสำรวจพบว่าผู้ป่วยรับประทานยาไม่ตรงตามที่แพทย์สั่ง
3. ทัศนคติและความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิต ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้ป่วยยึดถือว่ารับประทานอาหารตามท้องถิ่น เป็นคนภาคเหนือต้องรับประทานข้าวเหนียว เพราะข้าวเหนียวทำให้รับประทานแล้วอิ่มนาน ทำให้การทำงานหารายได้ของผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีปัญหาโดยไม่ได้คำนึงถึงว่าเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องรับประทานในปริมาณเท่าใด และความเชื่อในเรื่องของการรับประทานยา พอมีผู้ป่วยด้วยกันบอกว่ารับประทานยานี้ดี ก็จะไปรับประทานตาม ๆ กันโดยลืมรับประทานยาที่ได้รับตามที่แพทย์สั่งก็เป็นความเชื่อที่ผิดและทำให้ระดับน้ำตาลไม่คงที่
4. ผู้ป่วยมีความเข้าใจในเรื่องการรับประทานอาหารบางชนิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะเป็นความเข้าใจและรับข้อมูลมาแบบผิด ๆ

การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ
1. นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ สามารถนำองค์ความรู้ในรายวิชา PUBH 220 การส่งเสริมสุขภาพในชุมชนไปบูรณาการการบริการวิชาการแก่ชุมชนร่วมกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมมาใช้ในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมตามวัย เช่นการออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ โดยการรำวงย้อนยุค
2. ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วงมีความรู้และตระหนักเห็นความสำคัญของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งส่งผลต่อภาวะแทรกซ้อนในโรคเบาหวาน

โครงการบริการวิชาการสังคม

กิจกรรมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอย่างไร
โครงการปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง กิจกรรมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถบูรณาการกับการเรียนการสอนได้ในกระบวนวิชา PUBH 220 การส่งเสริมสุขภาพในชุมชนผ่านกิจกรรม ลดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนรวมถึงการบูรณาการการบริการวิชาการแก่ชุมชนร่วมกับกิจกรรมการพัฒนานักศึกษาและการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ด้วยการรำวงย้อนยุค โดยเป็นกิจกรรมนันทนาการเข้าจังหวะเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ทั้ง 4 มิติ คือ
ด้านร่างกาย ได้แก่ การเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบกล้ามเนื้อในร่างกาย และการเคลื่อนไหว หรือกายบริหาร
ด้านจิตใจ ได้แก่ ทำให้สภาพทางจิตใจผ่อนคลาย มีสุขภาพจิตที่ดีไม่เครียดหรือกังวลกับโรคที่กำลังเป็นอยู่
ด้านสังคม ได้มีการรวมกลุ่มกิจกรรมในชุมชน มีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน
ด้านจิตวิญญาณหรือสติปัญญา ผู้สูงอายุได้แนวทางในการปฏิบัติในการออกกำลังกายหรือกิจกรรมนันทนาการ ในการเสริมสร้างภาวะสุขภาพ
ซึ่งการรำวงย้อนยุคนี้จะเป็นการออกกำลังกายโดยง่าย เหมาะสมกับวัยและยังเป็นที่ชื่นชอบสร้างความสนุกสนานเรียกรอยยิ้มสร้างความสุขสำหรับผู้สูงอายุที่ได้มีการพบปะทำกิจกรรมร่วมกันเป็นการสร้างมิติทางสุขภาพได้อย่างสมบูรณ์

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน โครงการลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน บ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น