การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง หลักการวิจัยทางสาธารณสุข คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

ความหมายของการวิจัยทางสาธารณสุข หมายถึงการศึกษาค้นคว้า หาความรู้ หาวิธีการใหม่ๆ คิดค้นเทคโนโลยี ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ในการป้องกัน รักษาโรค รวมท้งในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในการปฏิบัติงานทางสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี สามารถประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุขคุณลักษณะของการวิจัย
1. เป็นการศึกษาค้นคว้าหาข้อเท็จจริงภายในขอบเขตที่กำหนดไว้
2. เป็นการศึกษาอย่างมีระเบียบแบบแผนตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สามารถพิสูจน์ได้

อธิบายตามหลักตรรกศาสตร์ (ความเป็นเหตุเป็นผล) ได้รูปแบบการวิจัยทางสาธารณสุข
1. การวิจัยจำแนกตามประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย
2. การวิจัยจำแนกตามจุดมุ่งหมายหลักของการวิจัย
3. การวิจัยจำแนกตามการบวนการเก็บข้อมูล

การวิจัยจำแนกตามประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย มี 2 ประเภท
1. การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) หรือการแบบบริสุทธิ์ (Pure Research) เป็นการวิจัยที่แสวงหาข้อเท็จจริงหรือความสัมพันธ์สัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงกับปรากฏการณ์ที่ศึกษา เพื่อนำไปใช้ทดสอบหรือสร้างทฤษฎีในการอธิบายปรากฏการณ์ การวิจัยแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการในศาสตร์สาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยเฉพาะ รวมทั้งเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการวิจัยขั้นต่อ ๆ ไป
2 การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยที่แสวงหาข้อเท็จจริงหรือความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริง โดยมุ่งที่จะนำผลการวิจัยนั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาการตัดสินใจเพื่อพัฒนาโครงการหรือวิธีการต่าง ๆ หรือเพื่อประเมินผลโครงการที่ทำไปแล้ว การวิจัยแบบนี้จึงเน้นความสำคัญที่ว่าจะสามารถนำผลการวิจัยนั้นไปประยุกต์ใช้ได้ หรือเป็นประโยชน์ต่อผู้ใดหรือหน่วยงานใด

การวิจัยจำแนกตามจุดมุ่งหมายหลักของการวิจัย
1. การวิจัยเพื่อค้นหาข้อมูลเบื้องต้น (Exploratory Research) เป็นลักษณะของการวิจัยเพื่อหาข้อมูลพื้นฐาน ข้อเท็จจริง หรือรายละเอียดของเหตุการณ์บางอย่าง โดยใช้ผลการวิจัยนี้เป็นข้อมูลในการตั้งสมมติฐาน หรือใช้เป็นกรอบการวางแผนการวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อไป
2. การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เป็นงานวิจัยที่มีลักษณะเป็นการบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร มีสภาพ คุณลักษณะ คุสมบัติ ตลอดจนรายละเอียดของเหตุการณ์
3.การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย (Explanatory Research or Analytical Research) เป็นการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์หาสาเหตุและผลในการเกิดเหตุการณ์ใด ๆ
4. การวิจัยเชิงคาดการณ์ (Predictive Research) การวิจัยเชิงคาดการณ์เป็นชนิดหนึ่งของการวิจัยเชิงอรรถาธิบาย แต่มีจุดมุ่งหมายเน้นเฉพาะการคาดการณ์ หรือทำนายเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยข้อมูลทั้งหมดในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งทฤษฎีที่เกี่ยวข้องด้วย เป็นกรอบในการคาดการณ์วิจัยจำแนกตามการบวนการเก็บข้อมูล
1. วิจัยเชิงคุณภาพ
2.วิจัยเชิงปริมาณ
3. Survey, Experiment, PAR (Parcipatory access research), OR (Operational research)

ขั้นตอนการวิจัย
1. การเลือกเรื่องและการกำหนดปัญหาการวิจัย ถือว่าเป็นกิจกรรมที่มักจะทำพร้อม ๆ กันไปการเลือกเรื่องเป็นการหาปัญหาในลักษณะกว้างๆ ที่ผู้วิจัยพิจารณาเห็นว่ามีความสำคัญ น่าสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าหาคำตอบ เช่น การใช้สารเสพติดในผู้ใช้แรงงาน ภาวะทุพโภชนาการของเด็กไทย หรืออัตราการตายของทารกไทย เป็นต้น การกำหนดปัญหาในการทำวิจัยจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาวิจัยมาประกอบในการพิจารณาร่วมกับแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ด้วย และวางขอบเขตและสร้างแนวคิด จนได้ข้อสรุปว่า อะไรคือปัญหา สำคัญมากน้อยเพียงใด ขอบเขตลึกซึ้งเพียงใด
2. การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยการสังเคราะห์ เพื่อให้ได้ความรู้ มาสร้างกรอบแนวคิด ทางการวิจัย
3. กำหนดกรอบทฤษฎี ควรเป็นขั้นตอนที่เกิดจากการอ่านเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะนำมาใช้ในงานวิจัยได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาที่ศึกษา การวางกรอบทฤษฎี จะทำให้ทราบถึงชนิดของตัวแปร จำนวนตัวแปร ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา รวมทั้ง ทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปร เพื่อใช้ในการสร้างเครื่องมือวัดตัวแปรต่อไป
4. การตั้งสมมติฐาน เป็นข้อความที่แสดงถึงการคาดการณ์ถึงผลการวิจัยที่จะได้รับ การตั้งสมมติฐานควรจะเป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้องมาแล้วอย่างรอบคอบ ครบถ้วน เพียงพอที่จะตั้งสมมติฐาน ซึ่งควรจะดำเนินการก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การกำหนดตัวแปร เป็นการอธิบายรายละเอียดชนิดของตัวแปรสำคัญทั้งหมดของการวิจัยว่าเป็นตัวแปรอิสระ หรือตัวแปรตาม หรือตัวแปรควบคุม การให้ความหมายของตัวแปรเป็นความสำคัญ ซึ่งการให้ความหมายมี 2 รูปแบบ คือการกำหนดนิยามทั่วไป และการกำหนดนิยามปฏิบัติการ
6. การวางรูปแบบการวิจัย เป็นการกำหนดรูปแบบการวิจัยที่เหมาะสมต่อการตอบคำถามวิจัย ซึ่งรูปแบบการวิจัย มีหลายรูปแบบ เช่นการศึกษาภาคตัดขวาง การศึกษาแบบระยะยาว การศึกษาเชิงทดลองการศึกษาแบบกลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มเปรียบเทียบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การวิจัยว่ารูปแบบการวิจัยใดที่สามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์การวิจัยนั้นๆ ได้
7. การเตรียมเครื่องมือการวิจัย หมายถึงเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
8. การกำหนดกลุ่มประชากรและการเลือกตัวอย่าง การกำหนดกลุ่มประชากรจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ประชากรที่เลือกศึกษานั้น สามารถตอบคำถามการวิจัย ตอบวัตถุประสงค์ได้หรือไม่การเลือกกลุ่มตัวอย่าง มีหลายรูปแบบทั้งการสุ่มแบบง่าย การสุ่มแบบมีระบบ การสุ่มแบบเป็นชั้นภูมิ การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม การสุ่มแบบหลายขั้นตอน
9. การเก็บรวบรวมข้อมูล
10. การเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ ควรมีการสร้าง code sheet เพื่อเป็นคู่มือไว้ใช้สำหรับการลงรหัสข้อมูล เพื่อป้องกันการผิดพลาด
11. การวิเคราะห์ข้อมูล สามารถวิเคราะห์ไดหลายรูปแบบ ตามโปรแกรมทางสถิติที่มีอยู่มากมายแต่ความสำคัญคือ การกำหนดชนิดของสถิติที่จะใช้ในการวิเคราะหืข้อมูล ต้องสอดคล้อง กับชนิดของข้อมูลและวัตถุประสงค์การวิจัย เช่นการเปรียบเทียบสัดส่วนของสองกลุ่มตัวอย่าง ก้ใช้ chi-square testในการเปรียบเทียบ ซึ่งรูปแบบของสถิติจะต้องกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูล
12. การแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล
13. การเขียนรายงานการวิจัย

การเลือกเรื่องและการกำหนดปัญหาการวิจัย
1. สนใจ เป็นความสนใจของผู้วิจัย ดังนั้นผู้วิจัยควรมีความรู้ และมีความใกล้ชิดกับปัญหาที่ต้องการศึกษา
2. สำคัญของปัญหาการวิจัย ซึ่งเป็นที่สนใจในระดับประเทศ จังหวัด หรือประชาคมโลก ซึ่งจะประเมิน ได้
จากขนาดของปัญหา ความรุนแรงของปัญหา ผลกระทบของปัญหานั้นๆ ผู้วิจัยจำเป็นต้องมีการรวบรวม
ข้อมูลต่างๆ เพื่อบ่งชี้ความสำคัญของปัญหา
3. สามารถทำได้ โดยพิจารณาจากความยากง่ายของการเก็บรวบรวมข้อมูล การเข้าถึงประชากรและตัวอย่างเทคนิคการวัดในสิ่งที่ต้องการศึกษา งบประมาณ ระยะเวลา กำลังคม และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ในการวิจัยทฤษฎีรองรับกับปัญหาที่ต้องการศึกษา
4. ไม่ซ้ำซ้อนกับเรื่องที่ทำมาแล้ว ทั้งปัญหา สถานที่ เวลา และวิธีการ

การเขียนชื่อเรื่อง
1. ชื่อเรื่องเป็นภาษาที่ง่าย กะทัดรัด ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด
2. ชื่อเรื่องสามารถบอกได้ว่า ทำอะไร กับใคร (ที่ใหน เมื่อไร)
3. ชื่อเรื่องไม่ยาวและไม่สั้นจนเกินไป
4. ไม่ใช้คำย่อ
5. ใช้คำนาม เช่น ขึ้นต้นด้วย “การ” “ความ”

วัตถุประสงค์
1 หลัก หมายถึง Question Research
2 รอง หมายถึง ตัวแปรที่วัดได้ แยกประเด็น

การเขียนสมมติฐาน
1. พรรณนา
2. เปรียบเทียบ Output/Outcome
3. ความสัมพันธ์
4. วัตถุประสงค์เชิงพรรณนาจะไม่มีสมมติฐาน
5. เชิงเปรียบเทียบ แตกต่าง/ดีกว่า/สูงกว่า
6. เชิงสัมพันธ์ อิทธิพล/สัมพันธ์/เกี่ยวข้อง

การกำหนดกรอบทฤษฏี
1 ความคิดรอบยอดหรือแนวความคิด (concepts)
2 ตัวแปร (varibles)
3 ข้อความ (statements)
4 และรูปแบบ (formats)

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1 ได้รับแน่ๆ วัตถุประสงค์
2 คาดว่าจะได้รับ จะไปใช้ประโยชน์,ก่อให้เกิดการพัฒนาผลักดัน ให้เกิดการกำหนดทิศทางของการดำเนินงาน นโยบาย ชี้นำสังคม ชี้นำวิชาการ หรือการวิจัยในอนาคต

วัตถุประสงค์กับรูปแบบการวิจัย
1 วัตถุประสงค์เพื่อพรรณนา สำรวจ(Cross sectional study)/Cohort study
2 วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ สำรวจ k กลุ่ม, Case-control.cohort study,Experiment
3 วัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ สำรวจ Case-control.cohort study,Experiment

ประชากรศึกษา และตัวอย่าง
1 ระดับหน่วยศึกษา: บุคคล/องค์กร หน่วยงาน พื้นที่
2 การประเมินแต่ละระดับ จัดเป็นตัวแปรแต่ละระดับและการจัดการ
3 การสุ่มตัวอย่าง
4 ขนาดตัวอย่าง
5 ขอบเขต

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง หลักการวิจัยทางสาธารณสุข คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง จริยธรรมในการทำวิจัยในมนุษย์ : กรอบแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เหตุผลสำคัญของการนำความรู้เรื่อง จริยธรรมในการทำวิจัยในมนุษย์ : กรอบแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ ได้อ้างอิงจาก เอกสารคู่มือการประเมินผลข้อเสนอการวิจัยของหน่วยงานภาครัฐที่เสนอของบประมาณประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2557 ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยมีแนวคิดหลัก คือ การศึกษาวิจัยหรือการทดลองในคนทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางด้านการแพทย์เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับโรคระบาดวิทยาการเกิดโรค และสรีรพยาธิของโรค การวินิจฉัย การป้องกัน การรักษา เพื่อยืนยัน efficacy และ safety ของยา ท าให้พัฒนาวิธีการตรวจวินิจฉัย การป้องกัน รักษาโรคและการดูแลสุขภาพให้ก้าวหน้ามากขึ้น ประกอบกับ ณ เวลาปัจจุบันในหลายสถาบันได้พัฒนาการปฏิบัติงานเข้าสู่ระบบคุณภาพ และได้รับการรับรองคุณภาพจาก SIDCER (The Strategic Initiative for DevelopingCapacity of Ethical Review) ซึ่งอยู่ภายใต้ TDR/WHO และในสถาบันต่างๆก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการวิจัยในมนุษย์ขึ้น ได้แก่ คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของกรมแพทย์ทหารบก (วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมพัฒนาแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทย าลัยวิทยาศ าสต ร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมการวิจัย (Central Research Ethics Committee หรือ CREC ชื่อเดิมคือ JREC) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลและคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งสิ้น11 สถาบัน เป็นการให้ความเชื่อมั่นว่าอาสาสมัครในการวิจัยจะได้รับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโครงการวิจัยและหลังเสร็จสิ้นการวิจัย และทำให้ได้ผลการศึกษาวิจัยที่เชื่อถือได้
กรอบแนวคิด แนวทางฏิบัติหรือการประยุกต์ใช้ ในการทำวิจัยในมนุษย์ให้ความสำคัญต่อการตระหนักถึงหลักจริยธรรม คุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยที่หลักจริยธรรมและแนวทางปฏิบัติบางส่วนนำมาจาก “แนวทางจริยธรรมการทำวิจัยในคนในประเทศไทย พ.ศ. 2550” ของชมรมจริยธรรมการทำวิจัยในคนในประเทศไทย (Forum for Ethical Review Committee in Thailand หรือFERCIT) และ หลักจริยธรรมสากลที่ได้รายงานในโครงการส่งเสริมพัฒนามาตรฐานด้านจริยธรรมการวิจัยในคนที่สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

แนวทางปฏิบัติหลักจริยธรรม
ข้อ 1 หลักความเคารพในบุคคล (Respect for person) คือ การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Respect for human dignity)
1.1 เคารพในการขอความยินยอมโดยให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและให้อาสาสมัครตัดสินใจอย่างอิสระ ปราศจากการข่มขู่ บังคับ หรือให้สินจ้างรางวัล (Respect for free and informed consent และ Respect to autonomy of decision making)
1.2 เคารพในความเป็นส่วนตัวของอาสาสมัคร (Respect for privacy) ความหมายของPrivacy คือตัวบุคคล (person) ความเป็นส่วนตัว สิทธิส่วนบุคคลพฤติกรรมส่วนตัวพฤติกรรมปกปิด การเคารพในความเป็นส่วนตัวของอาสาสมัคร ท าโดยจัดสถานที่ในการขอความยินยอมและการซักประวัติตรวจร่างกาย การไม่มีป้ายระบุชื่อคลินิก เช่น “คลินิกโรคเอดส์” “คลินิกยาเสพติด”
1.3 เคารพในการเก็บรักษาความลับของข้อมูลส่วนตัวของอาสาสมัคร (Respect for confidentiality) ความหมายของ Confidentiality คือข้อมูล (data) เป็นวิธีการรักษาความลับของข้อมูลส่วนตัวของอาสาสมัคร โดยมีข้อจำกัด ข้อมูลเหล่านั้นได้แก่ แบบบันทึกข้อมูล (case report form) ใบยินยอม (consent form) การบันทึกเสียงหรือภาพ (tape, video and photo) มาตรการรักษาความลับ เช่น ใช้รหัส เก็บในตู้มีกุญแจล็อค (locked cabinet) เก็บในคอมพิวเตอร์ (computer) ที่มีรหัสผ่าน (password) ข้อมูลส่งทางเมลอิเล็คโทรนิกส์ (e-mail) มีการทำให้เป็นรหัส (encrypted)
1.4 เคารพในความเป็นผู้อ่อนด้อย เปราะบาง (Respect for vulnerable persons)ความหมายของ ผู้อ่อนด้อย เปราะบาง คือบุคคลที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถทำความเข้าใจกับข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยที่ได้รับ ไม่สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระ เช่น ผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาหรือทางจิต ผู้ป่วยโรคเอดส์ (HIV/AIDS) ผู้ป่วยหมดสติ (comatose) ผู้ป่วยพิการ(handicapped) นักโทษ (prisoners) นักเรียน นิสิต นักศึกษา (students) ทหาร (soldiers) กลุ่มคนที่มีพลังอำนาจน้อย (marginalized people) เช่น ผู้อพยพ (immigrants) ชนกลุ่มน้อย (ethnic minority)กลุ่มเบี่ยงเบนทางเพศ หรือกลุ่มรัก ร่วมเพศ (homosexuality)กลุ่มเปราะบางทางสังคม (socially vulnerable) เช่น ผู้ให้บริการทางเพศ (sex workers) ผู้ติดยาเสพติด (drug addicts)CIOMS Guideline 13 และ 14 ระบุว่าการท าวิจัยในกลุ่มนี้ต้องมีเหตุผลสมควร (Justification)ต้องขออนุญาตและมีลายเซ็นของผู้แทนที่ชอบด้วยกฎหมาย และมีการขออนุญาตบุคคลผู้นั้นด้วย การท าวิจัยในเด็ก ไม่สมควรทำการศึกษาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า การให้ความยินยอมโดยได้รับข้อมูล เป็นกระบวนการ (Informed Consent process) เริ่มต้นจากการติดต่อครั้งแรก (initial contact) และกระบวนการต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาการศึกษาวิจัยประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ (elements) ได้แก่
•Information ให้ข้อมูลครบถ้วนไม่ปิดบัง
•Comprehension ผู้รับข้อมูลมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ผู้ขอความยินยอมต้องตรวจสอบความเข้าใจของผู้ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการวิจัย
•Voluntariness ตัดสินใจโดยอิสระ (เข้าร่วมการวิจัย/ถอนตัวออกจากการวิจัย) โดยปราศจากการขู่บังคับ (free of coercion) การชักจูงเกินเหตุ (undue inducement) และแรงกดดัน (unjustifiable pressure)
แบบฟอร์มการให้ความยินยอมโดยได้รับข้อมูล (Informed Consent Form หรือ ICF) ที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่1) เอกสารข้อมูลคำอธิบายสำหรับผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการวิจัย (participant information sheet) 2) เอกสารแสดงความยินยอมเข้าร่วมการวิจัย (consent form)

คำแนะนำในการเตรียมเอกสาร
•ใช้สรรพนามให้ถูกต้อง ข้อความเข้าใจง่าย ชัดเจน
•ภาษาชาวบ้าน ประโยคสั้นๆ กะทัดรัด
•ไม่ใช้ศัพท์ทางวิชาการ และภาษาอังกฤษ
•ไม่ใช้ประโยคที่แสดงการบังคับ ลดสิทธิ ชักจูง หรือให้ประโยชน์เกินไป
•เป็นการสื่อสาร 2 ทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้วิจัยและอาสาสมัครที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการวิจัย
•เป็นกระบวนการต่อเนื่องและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ (reconsent) ตลอดระยะเวลาที่ร่วมในการวิจัย
•อาจขอความยินยอม ด้วยวาจา (verbal/by action โดยมีเหตุผลเหมาะสม) หรือด้วยการลงนาม (written)
•อาจขอความยินยอมจาก อาสาสมัคร หรือ ผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย (อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือผู้ที่อยู่ในภาวะที่ไม่มีความสามารถทำความเข้าใจ หรือตัดสินใจ ผู้ป่วยหมดสติ)
•ให้ข้อมูลครบถ้วน ตอบคำถามทุกข้อ ตรวจสอบว่าอาสาสมัครเข้าใจ
•เอกสารข้อมูลสำหรับเด็ก 7-12 ขวบ ให้ใช้ภาษาง่ายที่เหมาะสมกับเด็ก
•ให้เวลาอาสาสมัครอย่างเพียงพอที่จะปรึกษากับครอบครัวหรือบุคคลอื่นก่อนการตัดสินใจโดยอิสระ
•ถ้าอาสาสมัคร/ผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถอ่าน หรือเขียนได้ ต้องมีพยานที่เป็นกลาง (impartial witness) อยู่ด้วยตลอดเวลาที่ขอความยินยอมผู้ให้ความยินยอม/พยาน ลงนามและวันที่ด้วยตนเอง (การลงนามไม่สำคัญเท่ากระบวนการ)
•ให้เอกสารข้อมูลแก่อาสาสมัครไว้ 1 ชุด
•ให้สำเนาใบยินยอมแก่อาสาสมัครไว้ 1 ชุด

เอกสารข้อมูลคำอธิบายสำหรับอาสาสมัครผู้เข้าร่วมการวิจัย (Participant information sheet) CIOMS Guideline 5 ระบุข้อมูลที่จำเป็นในเอกสารข้อมูลฯ (essential information) ได้แก่
1. ระบุว่าเป็นโครงการวิจัย
2. วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย
3. การรักษาที่จะให้และโอกาสที่อาสาสมัครจะได้รับการสุ่ม เข้ากลุ่มศึกษา (ถ้ามี)
4. ขั้นตอนวิธีดำเนินการวิจัยที่จะปฏิบัติต่ออาสาสมัคร
5. หน้าที่/รับผิดชอบของอาสาสมัคร
6. ความเสี่ยงจากการวิจัยที่อาจเกิดขึ้นกับอาสาสมัคร
7. ประโยชน์ที่อาสาสมัครอาจได้รับโดยตรง หากไม่ได้รับประโยชน์ต้องระบุด้วย และ
ประโยชน์อื่นๆเช่น ประโยชน์ต่อผู้ป่วยรายอื่น ประโยชน์ต่อชุมชน
8. วิธีการรักษาที่เป็นทางเลือกอื่น หากไม่เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการวิจัย
9. ค่าชดเชยกรณีเกิดอันตราย โดยอาจทำประกันชีวิต หรือระบุว่าผู้วิจัยและผู้สนับสนุนการวิจัย
เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
10. ค่าเดินทาง ค่าเสียเวลา และความไม่สะดวก ไม่สบายฯ (ถ้ามี)
11. ค่าใช้จ่ายที่อาสาสมัครต้องจ่ายเอง (ถ้ามี) และค่าใช้จ่ายที่ผู้วิจัย/ผู้สนับสนุนการวิจัยรับผิดชอบ
12. การเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการวิจัย หรือการถอนตัวออกจากการวิจัยโดยสมัครใจ
13. ระบุการเก็บรักษาความลับ และขอบเขตการรักษาความลับ ใครสามารถเข้าถึงขอมูลความลับ
14. การให้ข้อมูลใหม่ในระหว่างดำเนินการวิจัย
15. บุคคลที่อาสาสมัครจะติดต่อและรับแจ้งเหตุ
16. เหตุผลที่อาจถอนอาสาสมัครออกจากการวิจัย
17. ระยะเวลาที่อาสาสมัครเข้าร่วมในการวิจัย
18. จำนวนอาสาสมัคร

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง จริยธรรมในการทำวิจัยในมนุษย์ : กรอบแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

การวิจัยในชั้นเรียนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
การวิจัยในชั้นเรียน เป็นรูปแบบหนึ่งของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ซึ่งเป็นการวิจัยที่มุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเป็นครั้ง ๆ ไป หรือเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผลการวิจัยที่ค้นพบนี้ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงกับกลุ่มอื่น ๆ ได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจำกัด หรือเป็นปัญหาเฉพาะที่ เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนบางอย่างที่ครูต้องการคำตอบมาอธิบายเฉพาะที่เกิดขึ้นในห้องที่ตนรับผิดชอบอยู่ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับปัญหาของห้องเรียนอื่น ๆ การศึกษาปัญหาลักษณะนี้ เราเรียกว่า การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งเป็นรูปแบบของการวิจัยที่ครูกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถนำไปใช้เพื่อการศึกษา และการวิจัยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของห้องเรียน จึงอาจกล่าวได้ว่า การวิจัยในชั้นเรียนเป็นวิธีการวิจัยที่ออกแบบ และพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้ครูสามารถค้นพบว่ามีอะไรเกิดขึ้นในห้องเรียนบ้าง และยังช่วยให้ครูทราบข้อมูลที่จะนำไปใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคต โดยเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงบรรยาย หรือการวิจัยเชิงทดลอง อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นวิธีการศึกษา

วงจรการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน 6 ขั้นตอน
ขั้นตอน การปฏิบัติการ
1 การตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น
2 การกำหนดปัญหาการวิจัยหรือคำถามวิจัยที่มีความเฉพาะเจาะจง
3 การเก็บรวมรวมข้อมูล
4 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบคำถามวิจัย
5 การทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
6 การนำข้อค้นพบไปเผยแพร่ใช้ผู้เกี่ยวข้องทราบและใช้ประโยชน์

แผนภาพวงจรการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน 6 ขั้นตอน

ขั้นตอนของการวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยในชั้นเรียนมีขั้นตอนคล้ายกับการวิจัยตามรูปแบบ เพื่อให้ครูได้ทราบขั้นตอนต่าง ๆ จึงได้แบ่งขั้นตอนของการวิจัยในชั้นเรียนออกเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้
1. การศึกษาสภาพปัญหาที่ต้องการศึกษา (Focusing your Inquiry) เป็นขั้นตอนแรกของการวิจัยที่ครูทำความเข้าใจ และศึกษาสภาพของปัญหาที่ต้องการศึกษาว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีความเกี่ยวข้องกับเรื่อง (ตัวแปร) ใดบ้าง วิธีการอาจใช้การประชุมร่วมกันระหว่างครูที่พบปัญหาคล้าย ๆ กัน โดยสภาพปัญหาต้องมีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียน หรืออาจเป็นสภาพของปัญหาตามที่ได้นำเสนอในข้อ 9
2. การกำหนดปัญหาวิจัย (Formulating a Question) เป็นการกำหนดหัวข้อของเรื่องที่ต้องการทำวิจัย หรือที่เราเรียกว่า ชื่อวิจัย ซึ่งมีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่ได้ทำการศึกษามาก่อนหน้านี้ ปัญหาวิจัยในชั้นเรียนแต่ละเรื่องไม่ควรใช้ระยะเวลาในการศึกษานานเกินไป โดยทั่วไปมักไม่เกิน 1 ภาคเรียน หรือ1 ปีการศึกษา ปัญหาวิจัยในชั้นเรียนที่ดีจะประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ 3 อย่าง คือ
2.1 ต้องเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการเรียนการสอน และนักเรียน ซึ่งอาจเป็นปัญหาที่ครูต้องการแก้ไข ต้องการปรับปรุง หรือประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมการเรียนการสอน
2.2 มีความสัมพันธ์กับปัญหาที่ต้องการศึกษา ถ้าครูทำการศึกษาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมีมากกว่าหนึ่งปัญหาแล้ว ทุกปัญหาที่ทำการศึกษาต้องมีความสัมพันธ์กันที่มีลักษณะเป็นชุดวิจัย (Batteries of Research)
2.3 เป็นปัญหาที่สามารถหาคำตอบได้ เนื่องจาก ปัญหาวิจัยในชั้นเรียนเป็นปัญหาที่ใช้ข้อมูล ซึ่งรวบรวมได้จากห้องเรียนในการตอบคำถามวิจัย ซึ่งต้องเป็นปัญหาที่ไม่กว้างมากเกินไป เพราะมิฉะนั้นจะหาข้อมูลมาตอบคำถามวิจัยไม่ได้ หรือตอบได้ไม่สมบูรณ์
3. ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Review of literature and resources related to your question) การทำวิจัยในชั้นเรียนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยผลงานการศึกษาค้นคว้าของบุคคลอื่นเป็นแนวทาง จะคิดว่าเราเป็นคนแรกที่คิดทำเป็นคนแรกคงไม่ได้ถึงแม้ว่าปัญหานั้นจะไม่ซ้ำกับใครหรือยังไม่เคยมีใครศึกษามาก่อนเลยก็ตาม การที่ผู้วิจัยจะนิยามปัญหาวิจัยได้ชัดเจนเพียงใด สามารถทำการวิจัยได้หรือไม่นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้มาก ๆ ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้วจะพบความจริงประการหนึ่งว่าปัญหาทุกอย่างเป็นของเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วทั้งสิ้น การที่เรามองเห็นว่าเป็นปัญหาใหม่เพราะมีการแปลงรูปไปจากเดิมเท่านั้น แหล่งสำคัญที่สุดของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คือ ห้องสมุด เพราะห้องสมุดถือว่าเป็นที่รวบรวมของหนังสือ ตำรา และเอกสารต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะห้องสมุดของมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาทั้งหลาย โดยผู้วิจัยสามารถค้นคว้าหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาวิจัยจากแหล่งความรู้ต่อไปนี้
3.1 หนังสือ ตำราที่เกี่ยวข้องกับปัญหาวิจัยที่กำลังศึกษา
3.2 สารานุกรมและที่รวบรวมผลงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง
3.3 วารสารการวิจัยสาขาต่าง ๆ
3.4 ปริญญานิพนธ์ หรือวิทยานิพนธ์ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
3.5 หนังสือรวบรวมบทคัดย่อปริญญานิพนธ์และวิทยานิพนธ์
3.6 หนังสือพิมพ์ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ นิตยสารต่าง ๆ
3.7 Dissertation Abstract International (DAI)
3.8 ERIC Educational Documents Abstract (ERIC)
3.9 ระบบเครือข่ายข้อมูลทาง INTERNET
4. การรวบรวมข้อมูล (Collecting relevant data) เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ครูตอบคำถามการวิจัยในชั้นเรียนได้ถูกต้อง ลักษณะของข้อมูลที่ดีต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาวิจัย ข้อมูลที่ใช้สำหรับการวิจัยในชั้นเรียนได้มาจากแหล่งต่าง ๆ ได้แก่ จากแบบบันทึกที่ได้การสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แบบทดสอบ แบบสอบถาม จากกลุ่มทดลองที่ครูจัดขึ้น ข้อมูลที่รวบรวมได้ต้องอยู่ภายใต้กรอบของปัญหา ประเภทของข้อมูลที่ใช้เพื่อการวิจัยในชั้นเรียนแบ่งออกได้เป็น นามบัญญัติ (Norminal Scale) เรียงลำดับ (Ordinal Scale) อันตรภาคชั้น (Interval Scale) และสัดส่วน (Ratio Scale) ซึ่งอาจอยู่ในรูปของข้อมูลเชิงปริมาณ หรือเชิงคุณภาพก็ได้ การรวบรวมข้อมูลครูต้องยึดถือคุณธรรมและจริยธรรมของผู้วิจัย (Ethical Issues) อย่างเข้มงวด ไม่มีความลำเอียง หรืออคติใด ๆ ทั้งสิ้น มิฉะนั้น ผลการศึกษาจะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
5. การวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลผล (Analyzing and interpreting the data) เป็นขั้นตอนที่ครูทำการประมวลผลข้อมูลที่รวบรวมได้แล้วนำเสนอในรูปของแผนภูมิ ตารางต่าง ๆ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของข้อมูลดิบก็ได้ รูปแบบของข้อมูลที่นำเสนออาจมีลักษณะเป็นกลุ่ม เป็นรายบุคคล หรือผลการทดสอบนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งประกอบด้วยสถิติพรรณาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาวิจัยในชั้นเรียน การแปลผลการวิเคราะห์นั้น ครูต้องทำการอ่านผลการวิเคราะห์และทำการแปลผลออกมาเพื่อให้บุคคลอื่นสามารถทำความเข้าใจในผลการวิเคราะห์ได้ ในขั้นตอนนี้ไม่ควรแสดงความคิดเห็นใด ๆ ที่ไม่มีหลักการหรือเอกสารการวิจัยรองรับ ควรแปลผลตามผลการวิเคราะห์ที่ได้รับอย่างแท้จริง และไม่ควรมีอคติในการแปลผล แต่ถ้ามีข้อเสนอแนะใด ๆ ครูสามารถเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
6. การเขียนรายงานการวิจัย (Reporting Results) เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญต่อการเผยแพร่ผลการศึกษา พิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาด 16 pixels จะเป็น font อะไรก็ได้ แต่ผู้เขียนขอเสนอแนะให้ใช้ font แบบ BrowalliaUPC รายงานการวิจัยในชั้นเรียนมี 3 ส่วน คือ
6.1 ส่วนหัว (Heading) เป็นส่วนที่ประกอบด้วย ปก คำนำ สารบัญ สารบัญตาราง (ถ้ามี) บัญชีภาพประกอบ (ถ้ามี)
6.2 ส่วนตัวรายงาน (Reporting) ส่วนประกอบของตัวรายงานมี 5 ส่วน ตามขั้นตอนของการวิจัยในชั้นเรียน แต่ละส่วนมีจำนวนหน้า ดังนี้
6.2.1 การศึกษาสภาพปัญหาที่ต้องการศึกษา 1 – 2 หน้า
6.2.2 การกำหนดปัญหาวิจัย 1 – 2 หน้า
6.2.3 ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3 – 5 หน้า
6.2.4 การรวบรวมข้อมูล 2 – 4 หน้า
6.2.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลผล 2 – 4 หน้า จำนวนหน้าของงานวิจัยในชั้นเรียนส่วนนี้ของแต่ละเรื่องรวมแล้วไม่เกิน 17 หน้าแต่ถ้ามีเอกสารหรือรายการใด ๆ ที่ต้องการเพิ่มเติมสามารถใส่ลงไปได้ในส่วนของภาคผนวก
6.2.6 ส่วนท้าย (Tailing) เป็นส่วนที่ประกอบด้วย บรรณานุกรม และภาคผนวก

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเกิดขึ้นจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การจัดการศึกษามีเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การจัดการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนเองสูงสุด ตามกำลังหรือศักยภาพของแต่ละคน แต่เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งด้านความต้องการ ความสนใจ ความถนัด และยังมีทักษะพื้นฐานอันเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการเรียนรู้ อันได้แก่ ความสามารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน ความสามารถทางสมอง ระดับสติปัญญา และการแสดงผลของการเรียนรู้ออกมาในลักษณะที่ต่างกัน จึงควรมีการจัดการที่เหมาะสมในลักษณะที่แตกต่างกันตามเหตุปัจจัยของผู้เรียนแต่ละคนและครูหรือผู้สอนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกลไกของการจัดการศึกษาโดยในเบื้องต้นครูหรือผู้สอนต้องทบทวนบทบาทของตนเองโยเริ่มจากการทบทวนและปรับแต่งความคิด ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของการเรียน โดยต้องถือว่า แก่นแท้ของการเรียนคือการเรียนรู้ของผู้เรียน ต้องเปลี่ยนจากการยึดวิชาเป็นตัวตั้งมาเป็นการยึดมนุษย์หรือผู้เรียนเป็นตัวตั้ง ที่เรียกว่าผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูต้องคำนึงถึงหลักความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ ครูจำเป็นต้องทำความเข้าใจและศึกษาให้รู้ข้อมูล อนเป็นความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน และหาวิธีการสอนที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนนั้นให้บรรลุถึงศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่ เพราะหัวใจสำคัญของการจัดการศึกษา คือ การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติในชีวิตจริง และปฏิบัติให้บังเกิดผลด้วย จึงจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืนสำคัญ

ความหมายของการเรียนรู้
การเรียนรู้มีองค์ประกอบหลัก คือ บทบาทของครู และบทบาทของผู้เรียน และวิธีการในการจัดการเรียนการสอนโดยมีสาระสำคัญดังที่ ทิศนา แขมมณี (2544) ได้กล่าวไว้ดังนี้
1. การเรียนรู้เป็นงานเฉพาะบุคคล ทำแทนกันไม่ได้ ครูที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้มีประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง
2. การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสติปัญญาที่ต้องมีการใช้กระบวนการคิด สร้างความเข้าใจ ความหมายของสิ่งต่างๆ ดังนั้นครูจึงควรกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิดทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ
3. การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม เพราะในเรื่องเดียวกัน อาจคิดได้หลายแง่ หลายมุมทำให้เกิดการขยาย เติมเต็มข้อความรู้ ตรวจสอบความถูกต้องของการเรียนรู้ตามที่สังคมยอมรับด้วย ดังนั้นครูที่ปรารถนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลอื่นหรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ
4. การเรียนรู้เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน เป็นความรู้สึกเบิกบาน เพราะหลุดพ้นจากความไม่รู้ นำไปสู่ความใฝ่รู้ อยากรู้อีก เพราะเป็นเรื่องน่าสนุก ครูจึงควรสร้างภาวะที่กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้หรือคับข้องใจบ้าง ผู้เรียนจะหาคำตอบเพื่อให้หลุดพ้นจากความข้องใจ และเกิดความสุขขึ้นจากการได้เรียนรู้ เมื่อพบคำตอบด้วยตนเอง
5. การเรียนรู้เป็นงานต่อเนื่องตลอดชีวิต ขยายพรมแดนความรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ครูจึงควรสร้างกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการแสวงหาความรู้ไม่รู้จบ
6. การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลง เพราะได้รู้มากขึ้นทำให้เกิดการนำความรู้ไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เป็นการพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ครูควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับรู้ผลการพัฒนาของตัว

ประเด็นสำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
1) ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน
2) การเน้นความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก
3) การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน
4) การจัดกิจกรรมให้น่าสนใจ ไม่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย
5) ความเมตตากรุณาต่อผู้เรียน
6) การท้าทายให้ผู้เรียนอยากรู้
7) การตระหนักถึงเวลาที่เหมาะสมที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้
8 ) การสร้างบรรยากาศหรือสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง
(9) การสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้
10) การมีจุดมุ่งหมายของการสอน
11) ความเข้าใจผู้เรียน
12) ภูมิหลังของผู้เรียน
13) การไม่ยึดวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น
14) การเรียนการสอนที่ดีเป็นพลวัตร (dynamic) กล่าวคือ มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลาทั้งในด้านการจัดกิจกรรม การสร้างบรรยากาศ รูปแบบเนื้อหาสาระ เทคนิคและวิธีการ
15) การสอนในสิ่งที่ไม่ไกลตัวผู้เรียนมากเกินไป
16) การวางแผนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ

บทบาทผู้สอนในฐานะผู้จัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้

1. การเตรียมการสอน
1.1 การวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เรียน เพื่อจัดกลุ่มผู้เรียนตามความรู้ความสามารถ และเพื่อกำหนดเรื่องหรือเนื้อหาสาระในการเรียนรู้และปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนหรือสอดคล้องกับท้องถิ่นหรือบูรณาการเนื้อหาสาระระหว่างกลุ่มประสบการณ์วิเคราะห์หลักสูตรหรือรายวิชา
1.2 วิเคราะห์หลักสูตรเพื่อเชื่อมโยงกับผลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยเฉพาะการกำหนดเรื่องหรือเนื้อหาสาระในการเรียนรู้ ตลอดจนวัตถุประสงค์สำคัญ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นสากล
1.3 เตรียมแหล่งเรียนรู้ เตรียมห้องเรียนวางแผนการสอน ควรเขียนให้ครอบคลุมองค์ประกอบ ได้แก่ กำหนดเรื่อง กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน กำหนดเนื้อหาและครูควรมีรายละเอียดพอที่จะเติมเต็มผู้เรียนได้ตลอดจนมีความรู้ในเนื้อหาของศาสตร์นั้นๆเป็นอย่างดี กำหนดกิจกรรมโดยเน้นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้คิดและลงมือปฏิบัติ ได้ศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย นำข้อมูลหรือความรู้นั้นมาสังเคราะห์เป็นความรู้หรือเป็นข้อสรุปของตนเอง ผลงานที่เกิดจากการเรียนรู้ของผู้เรียนอาจมีความหลากหลายตามความสามารถ ถึงแม้จะเรียนรู้จากแผนการเรียนรู้เดียวกัน กำหนดวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ กำหนดสื่อ วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือประเมิน

2. การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้การกระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมกิจกรรม

การจัดกิจกรรมหรือดูแลให้กิจกรรมดำเนินไปตามแผน และต้องคอยสังเกต บันทึกพฤติกรรมที่ปรากฏของผู้เรียนแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มเพื่อสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้มีความเหมาะสม ให้การเสริมแรง หรือให้ข้อมูลย้อนกลับ ให้ข้อสังเกต การประเมินผลการเรียน เป็นการเก็บรวบรวมผลงานและการประเมินผลงานของผู้เรียน ประเมินผลการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ อนึ่งการประเมินผล ครูจะต้องคำนึงถึง สอดคล้องกับจุดประสงค์ การประเมินตามสภาพจริง วิธีการและเครื่องมือสอดคล้องกันผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมินนำผลการประเมินไปพัฒนาผู้เรียนอย่
3. การจัดการเรียนรู้ควรให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ

โดยมีรูปแบบการจัดกิจกรรมหลากหลายดังนี้ การเลือกเรื่องที่จะเรียนวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเองเรียนโดยการแลกเปลี่ยนความรู้เรียนด้วยกระบวนการกลุ่มเรียนจากห้องสมุดเรียนจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งในและนอกห้องเรียนเรียนโดยบูรณาการ สาระทักษะ และคุณธรรม

4. การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้ ครูควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในลักษณะต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความสามารถเฉพาะที่ผู้เรียนแต่ละคนมีแตกต่างกัน เช่น การออกคำสั่งให้ผู้เรียนแสดงการทำงานในลักษณะต่างๆ แล้ว ครูอาจใช้วิธีการสอนบางวิธีที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้ในสถานการณ์อื่นๆ ได้เช่นกัน เช่น วิธีสอนโดยให้จัดนิทรรศการ และการสอนโดยใช้โครงงาน โดยครูเป็นผู้กำกับควบคุมให้ผู้เรียนทุกคนได้ร่วมกันวางแผน ดำเนินการตามแผน และร่วมกันสรุปผลงาน ผู้เรียนแต่ละคนจะได้เลือกและแสดงความสามารถที่ตนเองถนัด เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย จึงสามารถกล่าวขยายความได้ว่า การเรียนรู้ผ่านการให้จัดนิทรรศการและการสอนโดยใช้โครงงาน ซึ่งสามารถทำอย่างต่อเนื่องกันได้ โดยมีประเด็นดังนี้
4.1 ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตนเองสนใจ
4.2 ผู้เรียนได้เรียนรู้หรือหาคำตอบด้วยตนเอง โดยการคิดและปฏิบัติจริง
4.3 วิธีการหาคำตอบมีความหลากหลายจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
4.4 นำข้อมูลหรือข้อความรู้จากการศึกษามาสรุปเป็นคำตอบหรือข้อค้นพบของตนเอง
4.5 มีระยะเวลาในการศึกษาหรือแสวงหาคำตอบพอสมควร
4.6 คำตอบหรือข้อค้นพบเชื่อมโยงต่อการพัฒนาความรู้ต่อไป
4.7 ผู้เรียนมีโอกาสเลือก วางแผน และจัดการนำเสนอคำตอบของปัญหาหรือผลของการค้นพบด้วยวิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของตนเอง

5. การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ

เป็นเทคนิคในการจัดกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรียนนำข้อมูลหลากหลายที่เกิดจากการเรียนรู้ไปสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การบูรณาการ หมายถึง การนำศาสตร์สาขาวิชาต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกันเหตุผลที่ต้องจัดให้มีการบูรณาการหลักสูตรและการเรียนการสอนคือในชีวิตของคนเรามีเรื่องราวต่าง ๆ ที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกันไม่ได้แยกออกจากกันเป็นเรื่องๆ เมื่อมีการบูรณาการเข้ากับชีวิตจริงโดยการเรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวแล้วขยายกว้างออกไป ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นและเรียนรู้อย่างมีความหมาย เนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกันหรือเกี่ยวข้องกันควรนำมาเชื่อมโยงกัน เพื่อให้เรียนรู้อย่างมีความหมาย ลดความซ้ำซ้อนเชิงเนื้อหาวิชา ลดเวลา แบ่งเบาภาระของครู และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ ความคิด ความสามารถและทักษะที่หลากหลายการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการมีลักษณะ เช่นมีการจัดการเรียนการสอนเป็นหน่วย การเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ท้องถิ่น จัดตารางการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมินและมีการประเมินผลตามสภาพจริง ใช้กิจกรรมเชื่อมโยงสู่การฝึกทักษะและเนื้อหาสาระวิชาต่าง ๆการเรียนรู้แบบบูรณาการเชื่อมโยงสู่การประเมินทุกรายวิชาหรือทุกกลุ่มประสบการณ์สร้างการทำงานเป็นทีม เพราะต้องอาศัยผู้สอนหลายวิชาร่วมกันวางแผนและทำการสอน
ประเภทของการบูรณาการ เช่น บูรณาการเชื่อมโยงกับกลุ่มประสบการณ์หรือวิชาอื่น ๆ อาจทำได้ 2 ลักษณะคือ ผู้สอนคนเดียวกัน สอนหลายเรื่อง สามารถนำเนื้อหาสาระที่คล้ายกัน หรือเหมือนกันมาบูรณาการด้วยกันหรือ ผู้สอนหลายคน สอนในเนื้อหาวิชาที่สัมพันธ์กัน แต่มีชั่วโมงสอนต่างกัน สามารถช่วยกันจัดทำหน่วยการสอนโดยการบูรณาการเนื้อหาเข้าด้วยกัน นอกจากนี้แล้วยังสามารถบูรณาการเชื่อมโยงและสอนเป็นคณะ คือ การที่ครูผู้สอนในวิชาหรือกลุ่มต่างๆ ร่วมกันกำหนดเรื่องเป็นหน่วย กำหนดหัวเรื่องใหญ่ (theme) หัวเรื่องย่อย (topic) ประเด็นในการสอน (sub topic) กำหนดกิจกรรม และร่วมกันจัดกิจกรรม ตลอดจนร่วมกันประเมินผล

การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเกิดขึ้นจากพื้นฐานทางคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพมีความเห็นว่า เป้าหมายที่สำคัญคือ การจัดการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนเองได้อย่างสูงสุดตามกำลังหรือศักยภาพของแต่ละคน แต่เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านความสนใจ ความถนัด รวมไปถึงมีทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ เช่น การฟัง พูด อ่าน เขียน สติปัญญาในลักษณะที่ต่างกัน จึงต้องมีการจัดการที่เหมาะสมในลักษณะที่แตกต่างกัน ตามเหตุปัจจัยของผู้เรียนแต่ละคน

โดยวัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนมุ่งศึกษาค้นคว้าความรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีลักษระใฝ่รู้ใฝ่เรียน ตามศักยภาพและเหตุปัจจัยของแต่ละคน 2. เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดอย่างเป็นระบบขั้นตอน และมีทักษะการแก้ปัญหา รวมไปถึงการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง วิธีการโดยใช้เทคนิคกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับผู้อื่น ใช้เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

การพัฒนาศักยภาพชุมชนในการส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฮ่องห้า (Building Capability in Community on the Health Promotion Program among Diabetic Patients and Hypertension Patients, Tambon Health Promoting Hospital, Hong Ha.) โดยอาจารย์ฉัตรชัย หมื่นก้อนแก้ว

ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวหรือผู้ดูแล มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมนั้น จำเป็นต้องมีการทำงานประสานเชื่อมโยงกัน ของสามองค์ประกอบ ได้แก่ (1) ผู้ป่วยและญาติ, (2) การจัดระบบบริการสุขภาพของรัฐ และ (3) ผู้นำชุมชนและผู้ร่วมให้บริการสุขภาพเสริมในชุมชน การศึกษาเรื่อง การพัฒนาศักยภาพชุมชนในการส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฮ่องห้า เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research)

มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาศักยภาพชุมชนในการส่งเสริมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างคู่มือการส่งเสริมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูง (2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการใช้คู่มือ/กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ของผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูง และของญาติผู้ดูแลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) (3) เพื่อเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) และระดับความดันเลือดแดงเฉลี่ย (Mean Arterial Pressure : MAP) ของผู้ป่วยก่อนและหลังการใช้คู่มือ/กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ

ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบยึดจุดมุ่งหมายของการศึกษาเป็นหลัก (Purposeful Sampling) กลุ่มที่ 1 ได้แก่ อสม. 5 คน, ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง 10 คน และญาติผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานและ/หรือความดันโลหิตสูง 5 คน และกลุ่มที่ 2 ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน 27 คน ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 1 โดยใช้เครื่องมือ C4D (Communication for Development) ดำเนินการ 3 ครั้ง และสรุปเป็นคู่มือการส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จากนั้นนำคู่มือส่งเสริมสุขภาพไปดำเนินกิจกรรมกับผู้ป่วย และผู้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย ผลการวิจัยพบว่า (1) ความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หลังจากการใช้คู่มือ/กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ มากกว่าก่อนการใช้คู่มือฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพของญาติผู้ดูแลและ อสม. หลังจากการใช้คู่มือ/กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ มากกว่าก่อนการใช้คู่มือฯ แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (3) ระดับน้ำตาลในกระแสเลือด (FBS) ของผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หลังจากการใช้คู่มือ/กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ต่ำกว่าก่อนการใช้คู่มือฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (4) ระดับ MAP ของผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หลังจากการใช้คู่มือ/กิจรรมส่งเสริมสุขภาพ ต่ำกว่าก่อนการใช้คู่มือฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้วิจัยได้สรุปและเสนอแนวคิดที่ได้จากการวิจัย ให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฮ่องห้า และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับทราบเพื่อนำไปสู่การจัดระบบบริการสุขภาพ และนโยบายการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในชุมชนต่อไป

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน การพัฒนาศักยภาพชุมชนในการส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฮ่องห้า (Building Capability in Community on the Health Promotion Program among Diabetic Patients and Hypertension Patients, Tambon Health Promoting Hospital, Hong Ha.) โดยอาจารย์ฉัตรชัย หมื่นก้อนแก้ว

รายงานการวิจัย เรื่อง ผลการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ของนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ในการพัฒนาทักษะ ตามเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น Learning outcome in health promotion project of health science students to develop skill according entity and identity of Nation University โดยอาจารย์สกุลศักดิ์ อินหล้า มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง

งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการมอบหมายงานกลุ่มในการการจัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนที่มีต่อผลการเรียนรู้ และเพื่อสนับสนุนให้นักศึกษานำองค์ความรู้ในห้องเรียนสู่การปฏิบัติงานได้จริงอย่างมืออาชีพ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาใช้จำนวนนักศึกษาทั้งหมดในชั้นเรียนจำนวน 27 คน วิธีการวิจัย คือ การมอบหมายงานกลุ่มในการจัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนนอกมหาวิทยาลัย ประเมินความพึงพอใจ ถอดบทเรียนจากองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินความพึงพอใจในการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน รายวิชาการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน (PUBH 220) ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2555

ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจระดับมาก 6 ประเด็น ซึ่งจะได้นำไปพัฒนาให้นักศึกษาเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้ในระดับดีมาก โดยการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในครั้งต่อไป

สรุปผลการประเมินความพึงพอใจใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีผลความพึงพอใจเฉลี่ยระดับมากที่สุด (xˉ = 4.16, S.D=0.51) และถอดบทเรียนจากผลการเรียนรู้ที่ได้รับจากโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน การนำความรู้ในรายวิชา PUBH 220 การส่งเสริมสุขภาพในชุมชน มาประยุกต์ใช้ในโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน และการนำประสบการณ์ในการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งสรุปได้ว่านักศึกษามีความพึงพอใจต่อการมอบหมายงานกลุ่ม จึงมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน รายงานการวิจัย เรื่อง ผลการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ของนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ในการพัฒนาทักษะ ตามเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น Learning outcome in health promotion project of health science students to develop skill according entity and identity of Nation University โดยอาจารย์สกุลศักดิ์ อินหล้า มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง

งานวิจัย เรื่อง ศึกษาผลการเรียนรู้ของนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และการทำงานเป็นกลุ่มโดยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบนำทาง The study of learning outcome in health science students to develop critical thinking involves analyzing skills and group dynamic by direct inquiry teaching model โดย อ. เบญจวรรณ นันทชัย คณบดีคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

จุดมุ่งหมายของการวิจัยในชั้นเรียน เรื่องนี้
1) เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาสัมมนาสาธารณสุข ซึ่งเป็นหมวดวิชาเฉพาะ
2) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ของนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์โดยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบนำทางในรายวิชาสัมมนาสาธารณสุข
3) เพื่อประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านสมรรถนะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และกระบวนการเรียนรู้จากการทำงานเป็นทีม

กลุ่มเป้าหมายที่ดำเนินการ
นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ชั้นปีที่ 3 จำนวน 28 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่
1.แผนการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาสัมมนาสาธารณสุข
2.คู่มือการเรียนวิชาสัมมนาสาธารณสุข
3.แบบทดสอบความรู้กลางภาคและปลายภาค ปีการศึกษา 2555
4.เอกสารรายงานโครงการสัมมนาและเอกสารสรุปผลการดำเนินการสัมมนา

ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลการจัดการเรียนการสอนแบบนำทางที่มุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ให้มีสมรรถนะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ พบว่า นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ของการเรียน โดยผ่านเกณฑ์สอบวัดความรู้ในรายวิชาสัมมนาสาธารณสุขตลอดภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2555 อยู่ในระดับดีมาก-มาก คิดเป็น ร้อยละ 64.28 ระดับปานกลาง คิดเป็น ร้อยละ 35.72 มีระดับคะแนน = A จากช่วงคะแนน 80-100 จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 64.28 ระดับคะแนน = B+ จากช่วงคะแนน 75-90 จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 10.71 ระดับคะแนน = B จากช่วงคะแนน 70-74 จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 17.85 และ ระดับคะแนน = C+ จากช่วงคะแนน 65-69 จำนวน 2คน คิดเป็นร้อยละ 7.14 ตามลำดับ
2. นักศึกษาเกิดกระบวนการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 54.16 รองลงมา ระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 25.00 ระดับปลานกลาง คิดเป็นร้อยละ 20.84 โดยนักศึกษาสามารถเลือกประเด็นสุขภาพที่สนใจศึกษาเป็นกรณีศึกษา และ ศึกษาในสถานการณ์จริงที่ปรากฏในชุมชน ทำการแสวงหาความรู้ทางด้านวิชาการด้วยตนเองโดยใช้ทักษะสัมพันธภาพในการแสวงหาแหล่งเรียนรู้ภายนอกห้องเรียน นำความรู้ที่สมาชิกแต่คนในกลุ่มแสวงหามาทำการแลกเปลี่ยนกัน สามารถวิพากษ์หรือแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์โดยใช้องค์ความรู้ทางด้านทฤษฏีและหลักการทางวิชาการทางด้านสาธารณสุขเป็นพื้นฐาน ตลอดจนการบูรณาองค์ความรู้จากหมวดวิชาการศึกษาทั่วไปและหมวดวิชาเลือกที่นักศึกษาได้เรียนมานับตั้งแต่การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในปีการศึกษาแรกๆจนถึงปัจจุบันมาประยุกต์ใช้ โดยนักศึกษาขอรับการปรึกษาจากอาจารย์ผู้สอนเป็นระยะๆ ภายใต้เงื่อนไขเวลาที่กำหนด และ สะท้อนความคิดเห็นของกลุ่มเมื่อสิ้นสุดกระบวนการทำงานเป็นกลุ่มสำเร็จตามเงื่อนไขที่อาจารย์ผู้สอนกำหนดไว้ และนักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นถึงผลการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกันเป็นทีม ในประเด็นของการฝึกฝนทักษะให้นักศึกษาทำงานเป็นทีมรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ และความร่วมมือที่มีต่อกัน สอดคล้องตามกรอบแนวคิดเรื่องสมรรถนะ(competencies) ของ McClelland (1999) ที่ระบุว่า “สมรรถนะ” เป็นความสามารถในงานหรือเป็นคุณลักษณะที่อยู่ภายในบุคคลของแต่ละคนที่จะนำไปสู่การปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นบุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายในปัจเจกบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้ปัจเจกบุคคลนั้นสร้างผลการปฏิบัติงานที่ดีหรือตามเกณฑ์ที่กำหนดในงานที่ตนรับผิดชอบ และเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นของบุคคลซึ่งมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของงานและเป็นคุณลักษณะในส่วนลึกเฉพาะของบุคคล ซึ่งก่อให้เกิดพฤติกรรมที่สามารถทำนายผลลัพธ์ที่ดีเลิศ (Superior Performance) ในงานได้

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน งานวิจัย เรื่อง ศึกษาผลการเรียนรู้ของนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และการทำงานเป็นกลุ่มโดยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบนำทาง The study of learning outcome in health science students to develop critical thinking involves analyzing skills and group dynamic by direct inquiry teaching model โดย อ. เบญจวรรณ นันทชัย คณบดีคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

งานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาเทคนิควิธีการเรียนการสอนที่จะให้นักศึกษาเข้าใจคำศัพท์ของตัวจุลินทรีย์ที่เกิดผลต่อการติดเชื้อของโรคเข้าสู่ร่างกายโดยใช้หนังสือศัพท์เฉพาะ Determination of technique for student to understanding Microorganism vocabularies using terminology book โดยอาจารย์พฤกษ์ศราวุธ จักสวย สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของเทคนิคที่จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจศัพท์ของตัวจุลินทรีย์ที่เกิดผลต่อการติดเชื้อของโรคเข้าสู่ร่างกายเพื่อเพิ่มความเข้าใจและเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา PUBH 222 การป้องกันและควบคุมโรค 1 ประชากรเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 สาขาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา PUBH 222 การป้องกันและควบคุมโรค 1 ในภาคปลาย ปีการศึกษา 2555 จำนวนทั้งหมด 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม หนังสือศัพท์ของเชื้อจุลินทรีย์ที่เกิดผลต่อการติดเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และข้อสอบ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย

ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้หนังสือศัพท์ของเชื้อจุลินทรีย์ที่เกิดผลต่อการติดเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายช่วยเพิ่มความเข้าใจเนื้อหาของการเรียนรายวิชานี้ได้ โดยช่วยได้มากที่สุดร้อยละ 7.69 มากร้อยละ 53.84 ปานกลางร้อยละ 26.92 และน้อยร้อยละ 11.54 2) การใช้เอกสารศัพท์ของเชื้อจุลินทรีย์ที่เกิดผลต่อการติดเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายสามารถแสดงให้เห็นว่าช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ โดยผู้เรียนสามารถทำคะแนนในหัวข้อที่มีหนังสือศัพท์ ได้คะแนนร้อยละ 86.38, 83.23, 88.67, และ 79.33 ของคะแนนเต็มทั้งหมดในเรื่องโรคที่ติดต่อจากอาหารและน้ำ โรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคติดต่อที่ทำให้เกิดหนอง ผื่น หรือตุ่มบนร่างกาย ตามลำดับ

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน งานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาเทคนิควิธีการเรียนการสอนที่จะให้นักศึกษาเข้าใจคำศัพท์ของตัวจุลินทรีย์ที่เกิดผลต่อการติดเชื้อของโรคเข้าสู่ร่างกายโดยใช้หนังสือศัพท์เฉพาะ Determination of technique for student to understanding Microorganism vocabularies using terminology book โดยอาจารย์พฤกษ์ศราวุธ จักสวย สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

ความหมายของการตรวจเยี่ยม (Peer visit)

document assessment

document assessment

การตรวจเยี่ยม (Peer visit) หมายถึง การที่มหาวิทยาลัยจัดให้มีกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง ทำหน้าที่เหมือนคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษา เพื่อเข้าตรวจเยี่ยมก่อนถูกประเมินจริงระยะหนึ่ง และผู้ตรวจเยี่ยมจะพิจารณาร่างรายงานการประเมินตนเองของคณะวิชา รวมถึงการเรียกเอกสารเพิ่มเติม ตรวจสถานที่จริง หรือเรียกสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อเสนอแนะได้ตรงกับสภาพจริง เมื่อคณะวิชาทราบผลการตรวจเยี่ยมก็จะนำข้อมูลไปพิจารณาปรับปรุงร่วมกันในคณะ แล้วจัดทำรายงานการประเมินตนเองที่สมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ และเสนอต่อคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาที่จะมาพิจารณารายงานอย่างเป็นทางการ

โดยจำแนกข้อเสนอแนะของผู้ตรวจเยี่ยมได้เป็น 4 หัวข้อใหญ่ ดังนี้ 1) ข้อค้นพบศูนย์ฯ/คณะฯ 2) จุดเด่น และข้อเสนอแนะทิศทางการพัฒนา 3) จุดควรพัฒนา และ ปัจจัยที่เอื้อให้เกิดจุดควรพัฒนา และ สาเหตุมาจาก และ ข้อมูลสนับสนุน และ ข้อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงแก้ไข 4) วิธีการปฏิบัติที่ดี/นวัตกรรม

โพสท์ใน ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ความหมายของการตรวจเยี่ยม (Peer visit)

ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ เจ้าของวิทยานิพนธ์ Digital TV in Thailand

ที่มา: เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปอกเปลือกทีวีดิจิทัล (TV digital peel)
ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ เจ้าของวิทยานิพนธ์ Digital TV in Thailand

http://mediamonitor.in.th/archives/3708
http://www.sikares.com/
http://www.nstda.or.th/news/12133-nstda

ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ Digital TV
ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ Digital TV

หากถามถึงการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับ ระบบโทรทัศน์ใหม่ที่กำลังจะเกิดในประเทศไทยอย่าง ‘ระบบดิจิทัล’ หรือที่เราเรียกกันสั้นว่า ‘ทีวีดิจิทัล’ นั้น คนไทยส่วนมากก็พอจะรับทราบกันในระดับหนึ่ง และเป็นช่วงระยะเวลามาช่วงหนึ่งพอสมควร

ที่ สำคัญ ล่าสุด ซึ่งคงถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยคือ มีการยืนยันจาก พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) แล้วว่า คนไทยจะได้ชมภาพและฟังเสียงจาก ‘ทีวีดิจิทัล’ เป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธันวาคม 2556 นี้อย่างแน่นอน

โดยในการประมูลช่องทีวีดิจิทัลทั้ง 30 ช่อง ในช่วงปี 2556 นี้ จะแบ่งเป็นช่องธุรกิจ 24 ช่อง และช่องสาธารณะ 6 ช่อง จากทั้งหมดที่จัดสรร 12 ช่องในกลุ่มสาธารณะ ส่วนช่องอื่นๆ ที่เหลือรวมทั้งทีวีดิจิทัล ประเภทชุมชน จะมีการจัดสรรใบอนุญาตให้ในปีหน้าฟ้าใหม่ต่อไป รวมเป็น 48 ช่อง

อย่าง ไรก็ดี ยังมีแง่มุมของความห่วงใยจากนักวิชาการ ที่ต้องเรียกว่า เชี่ยวชาญด้านทีวีดิจิทัลเลยก็ว่าได้ นั่นคือ ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ ผู้เป็นเจ้าของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก หัวข้อ Digital TV in Thailand ผู้ที่ได้ดีกรีดอกเตอร์ PhD in International Communication Macquarie University Sydney Australia

โดยระหว่างที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) คงกำลังคร่ำเคร่งให้การประมูลครั้งที่จะเกิดขึ้นผ่านไปด้วยดี นั้น ค่าที่ได้ศึกษาบทเรียนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง เนชั่นสุดสัปดาห์จึงได้โอกาสเข้าสัมภาษณ์ เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ แนวคิด ความคิดเห็น ในเชิงเปรียบเทียบว่า ในการเปลี่ยนผ่านจากโทรทัศน์ระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัลทีวี หรือเรียกว่า ‘อนาล็อคสวิทช์ออฟ ดิจิทัลสวิชท์โอเวอร์’ ที่กำลังจะเกิดในประเทศไทย แตกต่างหรือเหมือนหรือมีแนวโน้มที่จะเดินตามรอยทีวีดิจิทัลในต่างประเทศ อย่างไร

เบื้องต้นต้องบอกว่า สิ่งที่ได้จาก ดร.สิขเรศ ในฐานะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญไม่แค่เรื่องทีวีดิจิทัล แต่ยังรวมไปถึงนิวมีเดีย และองค์ความรู้ทางสื่อสารมวลชนในด้านต่างๆ คือการฉายภาพให้เข้าใจกันง่ายๆ พร้อมตั้งคำถามหลายๆ คำถามไปพร้อมๆ กัน เกี่ยวกับภาพของอนาคตทีวีดิจิทัลไทย แบบเป็น Scenario Thinking หรือ กระบวนการคิดและคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคต เนื่องจากได้ศึกษาทีวีดิจิทัลมาแล้วด้วยตัวเองถึงโมเดลของประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ

อนึ่ง ปัจจุบัน ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ มีตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการ หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ‘การบริหารจัดการสื่อใหม่’ (Master of Communication Arts Program in New Media Management : NMM) ที่มหาวิทยาลัยเนชั่น อันเป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทย ที่ใช้กรณีศึกษาจากที่เกิดขึ้นจริงในโลกนิวมีเดียสมัยใหม่มาให้นักศึกษา ระดับปริญญาโทได้เรียนรู้การบริหารจัดการให้พัฒนาและอยู่รอด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสื่อยุคใหม่ที่รวดเร็ว

ยังมีสาระข้อมูลอีก มากเกี่ยวกับนิวมีเดีย และกระบวนทัศน์ต่างๆ ทางสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสื่อฯ ที่ ดร.สิขเรศ นำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ ติดตามได้ที่ www.sikares-digitalmedia.blogspot.com, https://twitter.com/sikares และ อาจารย์ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง Digital TV in Thailand ทำไมสนใจเรื่องนี้

ครับ ผมทำธิสิสเล่มนี้ในช่วงปี 2004-2007 โดยประมาณ แล้วด้วยความที่ผมทำงานด้านโปรดักชั่นมาก่อน จนถึงโปรดิวเซอร์ สิ่งที่สนใจอย่างน้อยๆ มันก็ต้องแบ็คกราวด์ของตัวเราเอง แบ็คกราวด์ของเราก็อยู่ในแวดวงโทรทัศน์ ภาพยนตร์มาก่อน เพราะฉะนั้นเลยเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และช่วงนั้นเป็นช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อคไปสู่ดิจิทัลพอดี ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือออสเตรเลีย เหมือนบ้านเราตอนนี้ เขาเริ่มมีกระบวนทัศน์ตรงนี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ทีนี้ เข้าเนื้อหาก็คือว่า กระบวนทัศน์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลบ้านเรา จริงๆ แล้วมีมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 ก็คือช่วง 1998-99 ตอนนั้นเป็นช่วงที่เป็นการแข่งกันของเจ้าพ่อเทคโนโลยีของโลก เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นตอนนั้นเป็นเรื่องของการชิงธงความเป็นเจ้าพ่อทางด้านเทคโนโลยี บรอดคาสติ้ง จากยุคอนาล็อคมาสู่ยุคดิจิทัล

เป็นเจ้าพ่อเพื่ออะไร

ก็ คือตอนนั้นใครที่จะสามารถโน้มน้าวใจ พูดง่ายๆว่า พวกนี้คือสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ทั้งหมด คำว่าเทคโนโลยีที่จริงก็คือสินค้านั่นเอง คือกระบวนการทุนนิยมนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราจะลองตีความนัยทางเศรษฐศาสตร์การเมืองก็ได้ จะเห็นว่ามันเป็นกระบวนการที่เราจะผ่องถ่ายเทคโนโลยีตรงนี้มาอย่างไร ในที่สุดก็รบกันซักพักหนึ่ง แต่ละประเทศก็ใช้ระบบและวิธีคิดของตัวเอง จนมีการเปลี่ยนผ่านจริงๆ ก็ในช่วงปลายปี 1990-2000 เริ่มมีการก่อตัวของนโยบายสาธารณะ เริ่มมีการพูดคุยกันในรัฐสภาของแต่ละที่ เริ่มมีการวางแผนของเรกกูเลเตอร์ หรือว่าองค์กรกำกับดูแลของแต่ละที่

มาสู่ความสนใจเรื่องทีวีดิจิทัลของบ้านเรา

จาก งานของผมจะเห็นว่า แต่ละประเทศมีประสบการณ์ในการเปลี่ยนผ่านมา มีทั้งประสบการณ์ความสำเร็จ ประสบการณ์ความล้มเหลว นี่จึงเป็นแรงจูงใจของผม ที่ผมคิดว่า เรื่อง อนาล็อคสวิทช์ออฟ ดิจิทัลสวิทช์โอเวอร์ หรือว่าการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบบดิจิทัลมันน่าสนใจนะ มันสนุกและมันจะเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

อาจารย์ตั้งหัวข้อในเชิงเปรียบเทียบ จากช่วงเวลาแล้ว ตอนนั้นบ้านเรายังไม่มีทีวีดิจิทัลให้เปรียบเทียบหรือเปล่า

บ้าน เราหลายคนเข้าใจผิดว่า โทรทัศน์ดิจิทัลมันเพิ่งเกิด และมันกำลังจะเกิด ไม่ใช่นะครับ(ยิ้ม) ประเด็นของเราถ้าพูดถึงคำว่าโทรทัศน์ดิจิทัล ผมอยากจะให้นิยามแก่คนอ่านให้ถูกต้องก่อนนิดหนึ่งก็คือว่า อันที่หนึ่งคำว่าโทรทัศน์ดิจิทัล ถ้าจะแบ่งตามแพลตฟอร์มหรือหมายถึงการแบ่งตามวิธีการส่งสัญญาณ ผมคิดว่าเราต้องมาบอกก่อนว่าโทรทัศน์ มันมีการส่งอยู่ 3-4 ลักษณะ หนึ่งส่งผ่านคลื่นความถี่ทางภาคพื้นดิน หรือ Terrestrial Television หรือโทรทัศน์ภาคพื้นดินนั่นเอง สองคือผ่านดาวเทียม หรือ Satellite Television อันที่สามก็คือผ่านสายเคเบิล หรือเคเบิลทีวีนั่นเอง และมันยังมีรูปแบบอื่นๆ อีกนะ เช่น ไอพีทีวี หรือ Internet Protocal Television ก็คือโทรทัศน์ที่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แล้วยังมีเรื่องเกี่ยวกับ Second screen เพิ่มเติมเข้ามาอีก นี่คือระบบนิเวศของโทรทัศน์ มันเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าจะแบ่งอย่างง่ายๆ 1.แบบใช้คลื่นความถี่ และ 2.แบบไม่ใช้คลื่นความถี่นั่นเอง

สิ่งที่เรากำลังพูดถึง คือ โทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน

ใช่ ถามว่า ทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน เพิ่งเริ่มมีการขยับเขยื้อนมีการปรับเปลี่ยน มีการทำตรงนี้ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ หลายคนรู้ ผู้ใหญ่ในวงการโทรทัศน์เรารู้ดี หลักฐานหนังสือช่วงปี 2543 มีการทดลอง ส่งสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลเกิดขึ้น กี่ปีมาแล้วครับ ปีนี้ กสทช. บอกว่าจะทำการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล คือ 5 ธันวาคม 2556 ก็นับมาได้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว เรามีแล้วทีวีดิจิทัล เป็นโมเดลคล้ายกัน การทดลองออกอากาศเหมือนกัน ผู้ประกอบการผู้บริหารสถานีใหญ่ๆ ทั้งหมดทุกท่านทราบอยู่แล้ว จะเข้าร่วมโครงการตรงนี้อยู่แล้ว ถามว่า โทรทัศน์ดิจิทัล ภาคพื้นดินเพิ่งมีในประเทศไทยหรือเปล่า ผมตอบเลยไม่ใช่นะ มีการรับทราบ มีการอิมพลีเมนเตชั่นมาเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เราเป็นประเทศในกลุ่มแรกๆ เสียด้วยซ้ำไป ที่ได้เริ่มสัมผัสกับเทคโนโลยีโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน

ความพร้อมของผู้ประกอบการในช่วงนั้นเป็นอย่างไร

ตอน นั้นผมทำวิทยานิพนธ์ปี 2004 -2007 โดยประมาณ ผมได้มีโอกาสไปสถานีโทรทัศน์ไทยเกือบทั้งหมด ได้มีโอกาสไปดูไปสังเกตการณ์ และได้คุยกับผู้บริหาร ซึ่งต้องขอขอบคุณ ถามว่าพร้อมไหม พร้อมนะครับ มันเหมือนกับการสับสวิทช์นะครับ ยกตัวอย่าง ช่วงนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเทคโนโลยีการผลิตของโทรทัศน์อนาล็อคไป สู่ดิจิทัล ช่วงนั้นสวิทเชอร์ทั้งหมดรออยู่แล้ว เป็นระบบดิจิทัลทั้งหมดแล้ว คือจะบอกว่าเป็นเชนที่ตลก คือสมัยนั้นเราทำงานทั้งหมดเลยด้วยเครื่องตัดต่อ ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ด้วยเวอร์ชวลสตูดิโอ อะไรทุกอย่าง แต่เวลาเราเอาท์พุท เราต้องเอาท์พุทด้วยเทปเบต้าแคมคืออนาล็อค ต้องไปใส่เทปเพลย์เยอร์แล้วส่งสัญญาณออกอากาศอีกทีหนึ่ง ซึ่งในการส่งสัญญาณออกอากาศบางทีเราส่งขึ้นดาวเทียมเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งดาวเทียมสมัยนั้น ไทยคมก็เป็นดิจิทัลเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน

แต่บ้านเราไม่เกิดเพราะอะไรคงต้องย้ำกันอีกที

ครับ เพราะเป็นช่วงสุญญากาศของ กสทช. เรามีเต็มที่คือ กทค. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม) ก็ไม่สามารถจะทำ บทบาทอะไรบางอย่างของ กสทช.ได้ เพราะการเปลี่ยนผ่านมันต้องใช้กลไกทางกฎหมาย มันต้องใช้กลไกทางการบังคับบัญชา มันต้องใช้กลไกลทางรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราจะมาบอก เอ้าช่อง 3 ส่งเลยนะดิจิทัล ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในงานวิจัยของผมจึงบอกว่าถึงสิ่งเหล่านี้ว่า ที่เราไม่สามารถมีทีวีดิจิทัลได้เพราะเราไม่มีเรกกูเลเตอร์ หรือ กสทช. ที่มีอำนาจเปลี่ยนผ่านเด็ดขาด สิ่งเหล่านั้นคืออุปสรรค

ในต่างประเทศการเปลี่ยนผ่านของเขาติดปัญหาทำนองนี้ไหม

ร้อย แปดเหมือนกัน ยกตัวอย่างในอเมริกา แบบเขามีอีโก้ของตนเองมากในการเปลี่ยนผ่าน ช่วงปี 2002 เขาอยากจะทำ แต่ก็ทำไม่ได้ จนเลื่อนมาเรื่อยๆ จนปี 2009 คิดดูว่าเขาเริ่มพูดกันช่วงต้นปี 1999 กี่ปี ทศวรรษหนึ่งเลยนะ กว่าอเมริกาจะสวิทช์ออฟระบบอนาล็อคได้ เขามีเงินขนาดไหนเขายังใช้เวลา 10 ปีโดยประมาณ เพราะอะไร พูดเลยว่าเป็นแค่จุดเล็กๆ หลายเรื่องที่เราคิดไม่ถึง เช่น เพราะเขาไม่สามารถบริหารจัดการในการแจกคูปองสนับสนุนโทรทัศน์ดิจิทัลได้ และเซตท็อปบ๊อกซ์หรือกล่องรับสัญญาณ ไม่สามารถนำส่ง หรือไม่สามารถแจกจ่ายให้กับประชาชนได้ คือปัญหานี้ ต้องบอกเลยว่ามันคิดได้ไง (หัวเราะ)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการยอม รับนวัตกรรม มันมีหลายระดับนะ สิ่งที่จูงใจของคนนะ อันที่ 1 ถ้ากลไกราคา ไม่เป็นที่พึงพอใจสำหรับผู้บริโภค เขาก็ปฏิเสธ เพราะฉะนั้นอเมริกาก็พยายามคิดเรื่องแจกคูปอง อันที่ 2 ถ้าคุณลักษณะหรือคุณภาพของมันเปรียบเทียบไม่แตกต่าง ประชาชนก็ยอมรับนวัตกรรมตรงนี้ไม่ได้ แล้วเราอย่าลืมว่าในเส้นเคิฟของนวัตกรรม มันมีกลุ่มคน 4-5 กลุ่ม จากคนที่รับนวัตกรรมได้เลย จนถึงคนที่ไม่เอาเลย เพราะฉะนั้นที่อเมริกา ปลายปี 2009 ตอนแรกต้องสวิทช์ออฟกุมภาฯ 2009 เลื่อนไปเป็นมิถุนายน 2009 โอบาม่าคนเซ็นกุมขมับเลย เลื่อนเพราะอะไร เพราะในช่วงสุดท้ายเขาทำการสำรวจ มีประชากรอเมริกาประมาณร้อยละเกือบ 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่สนใจการเปลี่ยนตรงนี้ ถือว่าเยอะนะครับ เพราะอเมริกาประเทศใหญ่ ผลคือบางบ้านเขายังพอใจระบบเดิมอยู่ แล้วก็เรื่องคูปองที่ตกสำรวจอะไรก็แล้วแต่ นี่แค่ประเทศเดียวนะ ทางญี่ปุ่นเขาก็เลื่อนๆ เหมือนกัน (หัวเราะ)

บ้านเราถ้าเอาเรื่องการยอมรับนวัตกรรม

บ้าน เรายังไม่มีการสำรวจตัวเลขที่แท้จริงเรื่องการยอมรับนวัตกรรมตรงนี้ ว่าคนยอมรับเทคโนโลยีตรงนี้ขนาดไหน อย่างไร แต่เรามีนะ ยังมีคนที่ไม่ยอมรับ คนไม่สนใจเลย เพราะฉะนั้น ถ้าถามถึงโทรทัศน์ดิจิทัล ถ้ามองง่ายๆ ก็บอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเปลี่ยนผ่าน แค่สับสวิทช์ แต่ถ้ามองยากก็คือว่า เราอย่าลืมว่าเรายังมีคนไม่พร้อม ยอมรับนวัตกรรม อย่างอเมริกาคนที่เขาคอนเซอร์เวทีฟก็เยอะและคนที่เขาไม่มีความจำเป็นก็มี เอาง่ายๆ ร้านผัดข้าวข้างตึกเรา ป้าเขาขอเปิดแค่ฟังเสียงล่ะ เพราะฉะนั้นเราต้องยอมนับว่าเรามีประชาชนที่คิดแบบนี้ แล้วเราถูกหล่อหลอมมาด้วยโทรทัศน์ 3 5 7 9 มา 50-60 ปีแล้ว เราก็คิดว่าไม่จำเป็นไม่เป็นไร

ก็ไม่แปลกถ้าบ้านเราจะมีอุปสรรครออยู่

แน่ นอน เหมือนกัน อย่างตอนนี้บ้านเราจะพูดคำว่า ‘สงครามแพลตฟอร์ม’ กันพร่ำเพรื่อ ผมจะบอกว่า ถ้าเราไม่เรกกูเลเตอร์ ภาคอุตสาหกรรมให้ร่วมมือกัน ทั้งภาคอุตสาหกรรมโทรทัศน์ อุตสาหกรรมผู้ผลิต ผมคิดว่าการเปลี่ยนผ่านจะมีอุปสรรค เพราะทุกวันนี้ดู มีวาทกรรม มีแนวโน้ม หรือมีอะไรก็แล้วแต่ มีการขีดเส้นระหว่างโทรทัศน์ดาวเทียม โทรทัศน์เคเบิล และโทรทัศน์ภาคพื้นดิน อันนี้จะเป็นจุดวิกฤติที่เป็นอุปสรรค เลิกพูดเลยคำว่าสงครามแพลตฟอร์ม เลิกพูดได้แล้ว เราคิดว่าเรายิ่งใหญ่จนต้องมาขีดเส้นกันขนาดนั้นเลยเหรอ เพราะอะไร อังกฤษมีประสบการณ์นี้มาแล้วพยายามจะเตะคนออกไปจากวงโคจร คือสมัยที่เขาทำโทรทัศน์ดิจิทัลใหม่ๆ เขาล้มเลย ไอทีวียูเค คือถ้าเราเตะคนออกจากวงการ ลองคิดดูนะ เคเบิลกับแซทเทลไลท์จะเป็นตัวเล่นโทรทัศน์ภาคพื้นดินอย่างมาก เพราะตอนนี้ตัวเลขอยู่ 52 ความเป็นจริงไม่รู้เท่าไหร่ กลุ่มนี้มีพลังนะ ถึงแม้ว่าเราจะวิจารณ์เนื้อหาเขาว่าไร้สาระอะไรก็แล้วแต่ โทรทัศน์ป้าเช็งนะ โทรทัศน์โอนามิ อย่าไปดูถูกลีน่าจังนะ เพราะฉะนั้นเราจะมีวิธีไหนไหม ในการสมานพวกนี้เข้ามาด้วยกัน เพราะในที่สุดแล้วมันคือคอนเวอร์เจนซ์มันต้องรวมกันหมด ไอแพด สมาร์ทโฟนเป็นตัวอย่าง มันคอนเวอร์เจนท์กันหมดเรียบร้อยแล้ว ถ้าพูดคำว่าสงครามแพลตฟอร์ม มันคือแบ่งแยก เราต้องนิยามใหม่ แล้วมาคิดกันว่าเราจะไดรฟ์กันอย่างไรในอีก 15 ปีข้างหน้า ตามระยะเวลาของไลเซนส์ของทีวีจิทัลที่จะประมูลได้กัน

เรามีโอกาสเดินพลาดเหมือนประเทศต่างๆ ที่เล่ามานี้

การ ศึกษาเปรียบเทียบในสาขาที่ผมเรียนมาหรือว่าอินเตอร์เนชั่นแนลคอมมิวนิเคชั่น มันให้ข้อดีกับผมคือเราเรียนรู้ร่วมกัน คือตอนนี้สังคมไทยวิพากษ์อย่างเดียว ไม่เสนอทางออก ผมก็อยากจะนำเสนอทางออกในส่วนของคนเล็กๆ มุมเล็กๆ เป็นลูกชาวบ้านนี่แหละ ถามว่าผมสนับสนุนไหมทีวีดิจิทัล เต็มที่เลย แต่ผมไม่อยากให้ หนึ่ง-เราเสียเงินเปล่าโดยใช่เหตุ คิดดูนะครับ ราคาประมูลตั้งต้น 20,000 กว่าล้านมันมาจากไหน นอกจากนี้ยังมีค่ามัลติเพล็กซ์ คือค่าเช่าโครงข่ายส่งสัญญาณ ซึ่งยังไม่เปิดเผยข้อมูลที่มันเป็นทางการ ซึ่งถ้ามันราคาตามที่เราได้ยิน ผมว่าผู้ประกอบการตาย อันที่ 3 ค่าประกอบการ สามขา ไม่ว่าจะภาคไหน แต่ผมเนี่ย รักภาคประชาชนมากๆ แต่ถ้าใครบอกว่า ภาคพาณิชย์ ไม่ต้องพูดถึง ไม่ใช่นะ ภาคพาณิชย์ก็หมายถึงภาคประชาชนด้วย เพราะอะไร คือถ้าเขาเจ๊ง คนเป็นร้อยตกงานไหม

เพราะฉะนั้นง่ายๆ เลย ผมถาม สูตร หรือฟอร์มูล่าในการประมูล เคยเปิดเผยก่อนที่จะประกาศไหม เมืองนอกไม่มีหรอกครับ จะโกรธผมก็ได้นะ เมืองนอกไม่มีหรอกนะที่จะจ้างที่เดียวให้ทำ เขาต้องมีจัดสาธารณะ หมายถึง เรื่องเกี่ยวกับงานวิจัย การตั้งราคาประมูล มันเหมือนกับ 3 จี ผมอ่านงานวิจัยสิบกว่าหน้า ผมเชื่อเลยว่า คณาจารย์ทั้งหมด หวังดีกับประเทศ และมีการนำเสนอออพชั่น มีการนำเสนอข้อมูลอย่างดี แต่อาจมีการหยิบยกแค่พารากราฟเดียว หน้าเดียว เอาไปใช้

ซึ่งโทรทัศน์ ดิจิทัลยิ่งกว่าอีก คือผมไม่เคยเห็นเลย ถามว่ามันถึงจุดหนึ่ง มันก็ต้องมีการวิพากษ์กันทั้งนั้น ผมว่ามันทุกฝ่ายด้วยนะ ผู้ประกอบการจะได้ดีเฟนด์ได้ อุ๊ยราคาถูกไป ราคาสูงไป โอเคคุณจะเอาเศรษฐศาสตร์แบบไหนมาจับ ผมเชื่อว่าคนประเทศนี้เก่งเศรษฐศาสตร์และวิศวะที่คำนวณตรงนี้ได้เยอะมาก ซึ่งผมอาจจะแค่ปลายแถว แต่ผมถามว่าราคาตรงนี้มาจากไหน และกลไกอื่นๆ อีก

อาจารย์ศึกษาความล้มเหลวของต่างประเทศมา เห็นอะไรของบ้านเรา

สาม ส่วนนี้ คุณต้องมองซีนารีโออีก 15 ปี ของประเทศนี้ ถามว่ามันจะล้มไหม ผู้ประกอบการ กิจการ ผมเชื่อว่ามันจะมีล้ม มีลุกไหม มี ถามว่าอาจารย์ไปยุ่งอะไรกับเขา อาจารย์มาเข้าข้างเชิงพาณิชย์ไปไหม ผมก็คิดว่าโอย ถ้าอย่างนั้นไม่ถูกแล้ว ผมเป็นคนเดียวด้วยซ้ำไปในเวลานี้ ที่ขออนุญาตเลยนะ โทรทัศน์ชุมชน โทรทัศน์ภาคประชาชน ยังไม่มีใครพูดถึงเลย อย่างช่องสาธารณะที่ทำอยู่ มันก็ลับลวงพรางกันอยู่หรือเปล่า เพราะกำลังเงี้ยวๆๆ อยู่ แต่อีก 12 ช่องของประชาชนไม่มีใครพูดถึงเลย เหมือนกับประชาชนถูดเตะออกหมด เรามัวแต่เถียงกันเรื่องช่องสาธารณะ ช่องพาณิชย์ แต่ช่องบริการชุมชนล่ะ ผมกราบเรียน วิงวอนเถอะใครก็ได้ช่วยพูดเรื่องนี้ที ช่วยนำมาเป็นประเด็นสาธารณะในสังคมที
คำถามคือมันจะล้มได้ไหม อังกฤษล้มมาแล้ว สเปนล้มมาแล้ว เพราะเชื่อมั่นในตัวเองตัดสินใจผิด ฝรั่งเศสไปดูงานวิจัยของไทยพาณิชย์ 5-6 ปี กว่าผู้ประกอบการจะลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ เหมือนกัน มันจะเป็นเคิฟเหวเลยครับ กว่าจะขึ้นมา บางประเทศเป็นรูปตัววี บางประเทศเป็นรูปตัวยู เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ได้มาพูดเพื่อไซโค ถามว่าสิขเรศ คุณแหม ไม่ใช่ครับ ผมกำลังถามว่าพวกเรามาย้อนคิดกันอีกทีไหม ในส่วนที่เรายังไม่ได้กำหนดหรือประกาศอะไรก็แล้วแต่ มาช่วยกัน ได้ไหม

แต่ทุกอย่างไม่ได้มาฟรีๆ

ใช่ แต่ถามว่า 20,000 ล้านราคาตั้งต้น มาจากไหน หรือจะเอามาช่วยเรื่องเซตท็อปบ๊อกซ์ ถามว่ามันเป็นโมเดลอย่างนั้นใช่ไหม ถามประชาชนหรือยังว่าเขาอยากได้เซตท็อปบ็อกซ์หรือเปล่า มันมีวิธีอื่นไหมในการรับสัญญาณ โมเดลการแจกจ่ายทำไมถึงใช้โมเดลอเมริกา ยังมีโมเดลอังกฤษอีกนะ มันไม่มีเวทีสาธารณะให้นักวิชาการ หรือคนที่มีประสบการณ์อยู่ที่ประเทศนั้น หรือที่เขาผ่านประสบการณ์มาได้รู้ ว่ามันมีข้อดี-ข้อเสียอะไร ผมไม่เคยได้ยิน มีแต่มติออกมา มติออก มติออก ง่ายๆ เลยประชาพิจารณ์ ผมไปมาหลายที่ ตอนเช้าจบ ตอนบ่ายจบ มีคนพรีเซ้นต์ เปเปอร์ มีเวที เปิดไมค์แป๊บหนึ่ง ครึ่งวัน หรือเกือบวัน ผมว่าอันนี้ไม่ใช่ประชาพิจารณ์ ไม่ใช่การรับฟัง

สรุปง่ายๆ คนไทยยังไม่รู้อะไรอีกเยอะ ที่ควรรับรู้ นอกเหนือจากฉันจะมีทีวีดูชัดขึ้น จะได้กล่องแจกฟรี

เอา ภาพกว้างนะ ต่างประเทศที่ผมศึกษามา เขาจะเน้นเลยว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จคืออะไร สิ่งหนึ่งเลยคือ การรณรงค์โครงการสื่อสารให้ภาคประชาชนได้รับทราบ ที่ไม่ใช่งานเปิดผ้าคลุมป้ายอย่างเดียว หรืองานตัดริบบิ้น หรืองานจัดโชว์ที่ศูนย์การประชุมใหญ่ๆ อย่างเดียว มันต้องมีกลยุทธ์ในเชิงรุก ที่ กสทช. บางทีรับงานอะไรจนล้นภาระจนเกินไป ตัวเองน่าจะทำเรื่องการวางกรอบนโยบายให้ดีและมีเหตุผลที่สุด เป็นผู้คุมกฎที่ดีที่สุด เมืองนอกทุกที่ครับ เขาใช้หน่วยงานภาคเอกชน เขาให้เอกชนเป็นตัวไดรฟ์ เรื่องเกี่ยวกับกระบวนการการรณรงค์ รัฐก็เปิดทางไฟเขียว แล้วก็ดึงภาคอุตสาหกรรมมา เช่น ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ กับผู้ประกอบการของภาคอุตสาหกรรมเครื่องรับโทรทัศน์ ตั้งเป็นกลุ่มขับเคลื่อนโทรทัศน์ดิจิทัล และมีหน่วยงานที่คุ้มครองสิทธิประชาชน คุ้มครองผู้บริโภค แล้วจัดตั้งหน่วยงานแบบ ดิจิทัลยูเค คือเขามีกันแล้วทุกประเทศ ออสเตรเลียก็มี อเมริกาก็มี เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนพลวัตของโทรทัศน์ดิจิทัลภาคประชาชน เพื่อทำแคมเปญ เดินสาย โรดโชว์ ให้ข้อมูล คอลเซ็นเตอร์ วิทยากร ทุกอย่าง

ยังมี เรื่องเซตท็อปบ๊อกซ์ เพราะตอนนี้ มีหากกล่องหลากสีมาก เซตท็อปบ๊อกซ์มาจากไหน เสิ่นเจิ้นอินดัสตรีไหม มันคืออะไร มันคือเงินทองรั่วไหลไป ผมไม่เชื่อหรอกว่าประเทศไทยผลิตไม่ได้ ทำไมภาครัฐไม่เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเรา การที่เราอยู่ดีๆ ให้ล็อตใหญ่ บิ๊กล็อต สั่งมาจากเมืองจีน อันนี้ผมคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญนะครับ สิทธิของนักวิชาการ สามารถพูดได้ไม่ต้องมาฟ้องนะครับ คืออะไร เราพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเราสิ เรารู้อยู่แล้ว แต่เรามีวิธีไหนไหมที่เราจะเอาเงินมาผ่องถ่ายตรงนี้ สัก 30% เป็นค่าแรงงานของคนในประเทศ 30% ของหมื่นล้านได้เท่าไหร่

ยังมีอะไรจะฝากถึง กสทช. อีกไหม

ที่ จะฝากนะ กสทช. ไปเอาโมเดลของอเมริกาที่สิบปีที่แล้ว ซึ่งมันไม่เข้ากับสังคม ตอนนี้ถ้าจะมองซีนาริโอแบบหยาบๆ นะ โมเดลมันมีอยู่ 4 กลุ่มเรียบร้อยแล้ว (ทีวีภาคพื้นดิน ทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี ไอพีทีวี ) แล้วยังมีจอที่สองอีก ถ้าคุณจะเอาโมเดล 48 ช่อง แบบสมัยโบราณ ยกตัวอย่าง ‘ฮอร์โมนส์’ผมถามเด็กที่ผมสอนเลยว่าดูยังไง เขาบอกแนวมาก เขาบอกว่ารีโมทหาไม่เจอแล้ว แต่ดูย้อนหลังผ่านยูทูบ ถามว่าดูบนไหน ดูบนจอที่สอง คือ แทบเล็ต สมาร์ทโฟน เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจกันใหม่เรื่อง ภูมิสถาปัตย์ หรือระบบนิเวศของสื่อมันเปลี่ยนไปแล้ว ผมยังไม่รู้เลยว่า ประมูลมาเพื่ออะไร แต่ถามผมว่าทีวีดิจิทัล ดีไหม ผมสนับสนุนทำเลย แต่ทำยังไงล่ะที่บอก ทำให้ดี ถ้าสถานีโทรทัศน์เราล้มรายหนึ่ง เกิดอะไรขึ้น เอาง่ายๆ ของเนชั่น พนักงานกี่คน เป็นพันไหม (ยิ้ม) ส่งเงินให้พ่อ-แม่กี่คน เลี้ยงลูกกี่คน แล้วมันไม่ใช่แต่สถานีอย่างเดียว ยังมี เอเยนซี โปรดักชั่นเฮาส์ ทั้งหมดนี้ แค่ไม่จ่ายเงินเดือนๆ เดียว พังทั้งระบบ นี่ล่อไป 48 ช่อง ตัวอย่างมันมีอยู่แล้ว ไอทีวีของอังกฤษล้ม เป็นหมื่นๆ ล้านเลยเงินตรงนี้

อีกกลุ่มคือ โทรทัศน์ภาคประชาชน หรือชุมชนที่อาจารย์บอกก็ห่วง กสทช. จะทำยังไง

ผม คิดว่าคนที่จะต้องเข้ามาช่วยจริงๆ เลยนะ ผมแหย่จริงๆ เลยนะ คือแทนที่ กสทช.สุภิญญา จะมาแง้วๆๆ อยู่ตลอดเวลานะ ถ้าเป็นผม ผมจะเดินเกมตรงนี้ให้ชัด เพราะตอนนี้ถ้าดูแล้ว กสทช. สุภิญญา กับ หมอประวิทย์นะ (สุภิญญากลางณรงค์ กรรมการกสทช และนพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค) แพ้ทุกรูป โหวต ก็ 8 ต่อ 2 หรือ 4 ต่อ 1 หรือ 3 ต่อ 2 ยังไงคุณก็แพ้ ถ้าเอาประเด็นเรื่องทีวีดิจิทัล ขอกลับมาตั้งหลัก ผมส่งสัญญาณเลยนะ รีบกลับมาตั้งหลักเลย มาช่วยกันดูโทรทัศน์บริการชุมชนซะตั้งแต่วันนี้เลย ช่วยโพรเทค ช่วยมาสร้างระบบอย่างที่บอก มันต้องมีเฟรมมิ่งก่อนนะ มันต้องมีการพัฒนาก่อน

แต่ยังไงเสียเดือนธันวาคมนี้เราจะได้เห็นทีวีดิจิทัล แน่ๆ ใช่ไหม

ผม เชื่อว่าในความหมายของ กสทช. ที่เขาอยากจะให้เกิด มันเกิดได้ มันแพร่ภาพได้แน่นอน ในเชิงเทคนิค ดีเดย์วันนั้นก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ฝากง่ายๆ เลย ว่า ผมยังไม่เคยเห็น สวิทช์โอเวอร์โพลิซี หรือแผนการเปลี่ยนผ่าน จริงๆ ผมยังไม่เห็นเลยว่าเฟสต่างๆ ที่ทำมันเป็นยังไง มีอะไรบ้าง ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมอยากจะเห็นโรดแมพจริงๆ กลวิธี มันมีเยอะหลายโมเดลในการสวิทช์ออฟอนาล็อค คุณช่วยนำเสนอสู่สาธารณะนิดหนึ่งสิ เอาโมเดลของคุณแหละ และตีโจทย์อื่นๆ เช่น เซตท็อปบอกซ์ ทำไมเอาโมเดลอเมริกา คุณถอดองค์ความรู้ของโมเดลอเมริกามามากน้อยขนาดไหน ยังมีเรื่องอื่นอีกนะที่ไม่ได้พูด ถามว่าธันวานี้ไปได้ไหม ไปได้ แต่ไปได้อย่างประเทศได้ประโยชน์หรือเปล่า ผมไม่ค่อยแน่ใจ สุดท้ายขีดเส้นใต้ ผมสนับสนุนทีวีดิจิทัลร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเข้าใจทุกซีนาริโอว่าทำไมมันต้องเปลี่ยน แต่ไส้กลางที่ต้องนำมาวิพากษ์กันสู่สาธารณะ คือประโยชน์ของชาติ

โพสท์ใน คณะนิเทศศาสตร์ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ เจ้าของวิทยานิพนธ์ Digital TV in Thailand