พบข้อกำหนดใน procmailrc ปิดรับ gmail

procmail gmail

procmail gmail

13 ต.ค.52 คุณอนุชิต ยอดใจยา แจ้งว่าคุณปริศนา เขียวอุไร ส่ง mail ไม่ถึงอาจารย์ และเลขาฯ คณะบริหาร โดยส่งมาจาก gmail.com ผมทดสอบดูก็พบว่าจริง ไปตรวจใน procmail พบว่าปิดรับจริง และพบว่า header ของ gmail มีการเข้ารหัสข้อมูลนิดหน่อย ทำให้ส่งไม่เข้ามหาวิทยาลัย เมื่อลบ config ที่ปิดรับเมลจากประเทศแปลกแปลกข้างล่างนี้ออก ก็ส่งจาก gmail.com เข้าโยนกได้ปกติ
+ http://it.yonok.ac.th/doc/oit/procmailrc.txt

* 1^0 From:.*.ru
* 1^0 From:.*.cz
* 1^0 From:.*.cl
* 1^0 From:.*.tr

โพสท์ใน งานระบบบริการสารสนเทศ | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน พบข้อกำหนดใน procmailrc ปิดรับ gmail

อุบายลวงจิตเพื่อให้อภัยผู้มีอัตตา

12 ต.ค.52 เพื่อนในองค์กรหนึ่งโทรมาระบายเรื่องความมีอัตตาในตัวมนุษย์ เขารู้สึกไม่สบายใจเมื่อถูกมนุษย์ด้วยกันแสดงตนว่าเหนือกว่า ด้วยการยกตนข่มท่าน แสดงตนว่าเหนือกว่าด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ หรือบุญคุณ เหมือนคนไทยที่ยึดมั่นถือมั่นในอำนาจ ความรู้ วัยวุฒิและศักดิ์ศรี ผมก็เลยอาศัยคำพระว่า “คนทุกคนเกิดมา ไม่ได้พกอะไรมา ตอนไปก็ไม่พกอะไรไป แต่ตอนอยู่ กลับทำตัวว่ามีอะไรซะมากมาย” และ “มนุษย์ยังมีกิเลสยังไม่รู้จักพอเพียง” อีกคำที่พระหลายรูปท่านชอบเปรียบเปรยว่ามนุษย์ไม่ใช่สัตว์ประเสริฐเสมอไป ฟังพระท่านด่าว่าเป็นสัตว์เดรัชฉานอยู่บ่อยครั้ง เช่น “อย่ากินเหล้าแล้วเมาเหมือนหมา อย่าดีแต่เห่า สีซอให้ควายฟัง” ผมก็ชักคล้อยตาม เหมือนดูละครทีวีบ่อย ๆ ก็มักจินตนาการไปว่าตนเองเป็นพระเอกอยู่ร่ำไป แต่นี่พระท่านสอนโดยเปรียบเปรย ว่าผมเป็นสัตว์เดรัชฉานแล้วนี่ผมก็ต้องจินตนาการไปตามนั้นแล้วสิ
     กลับมาพูดถึง การให้คติเตือนใจเพื่อนคนนั้นว่า มนุษย์เราเกิดมามักอยู่ไม่ถึง 100 ปี เกิดมาต้องตายกันทุกคน ยับยั้งกิเลสในตน ทำจิตให้สงบ ลดอัตตา ลดศักดิ์ศรี ต้องรู้จักให้อภัย แล้วนึกซะว่า “คนที่มีอัตตาก็เป็นเพียงสัตว์เดรัชฉาน เป็นเพียงหมาตัวหนึ่งเห่าบ๊อกบ็อกน่ารักจะตาย” เราก็จะสบายใจแล้วให้อภัยเขา หรือไม่ก็นึกซะว่า “เขาคือปลาตัวมื้อเย็นนี้จะกลับไปทุกหัวแล้วทอดเป็นอาหารเย็น จิตที่หมกมุ่นกับความหม่นหมองก็น่าจะปลอดโปร่งขึ้นได้” เพราะถ้าไม่อภัยแล้วไปทำร้ายเขาด้วยบันดาลโทสะ ก็อาจติดคุกติดตาราง .. ไม่คุ้มกับความเป็นผู้มีบุญได้เกิดมาเป็นสัตว์ผู้ประเสริฐครั้งหนึ่งบนโลกนี้ .. ก็หวังแต่ว่าเพื่อนทางโทรศัพท์ผู้นั้นจะเข้าใจ

.. ลอกมาจากที่ไหนก็จำไม่ได้แล้ว ขออภัยที่ไม่ได้เขียนแหล่งอ้างอิงไว้

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน อุบายลวงจิตเพื่อให้อภัยผู้มีอัตตา

เปิดโครงการวิจัยนักศึกษาที่บ้านไหล่หินในพื้นที่ครั้งแรก

เวทีสรุปโครงการ cbr และเปิด cbpus เวทีสรุปโครงการ cbr และเปิด cbpus

2 – 4 ต.ค.52 นายกร กับน.ส.มะปราง พร้อมเพื่อนคือนายอั๋น และนายบอย เข้าเปิดตัวโครงการวิจัยที่รับทุน CBPUS เวลา 20.00น – 23.00น. ของศุกร์ที่ 2 ในเวทีนี้ที่มีโครงการวิจัยเชื่อมโยงกัน 3 โครงการ ซึ่งคืนแรกนอนกันที่วัดโดยพระครูดูแลพาสวดมนต์ค่ำ คืนนั้นก็พอถูไถไปได้อยู่ แต่คืนที่สอง ต้องไปนอนบ้านอ.เก๋ แล้วกรบอกว่ากลัวผีเข้าวัดได้ เนื่องจากดูภาพยนต์เรื่องทางห้าแพร่งมาก่อน อ.เก๋ ถึงกับอ้าปากค้าง (เล่าขวัญลูกศิษย์) ตะลึงว่าสมัยนี้ยังมีภาพยนต์หลอกเด็กจนเด็กเชื่อแบบนี้อยู่อีกหรือ ก็เป็นการเข้าพื้นที่ครั้งแรก ต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบกันก่อน ครั้งต่อไปก่อนปิดโครงการจะเกลี้ยกล่อมให้นอนวัดให้ได้ ไม่งั้นเสียชาติเกิดเป็นคนไอทีหมด วันรุ่งขึ้นและวันถัดไปเข้าสัมภาษณ์และบันทึกวีดีโอจากนักวิจัยชุมชนกว่า 10 ท่าน ได้พบผู้นำ นักเรียน และครูใหญ่ มีเรื่องเล่ากันมากมาย แต่ที่แน่ ๆ คือนอนตื่น 10 โมงเช้า เพราะอ.เก๋ ชวนเคลียร์ประเด็นเกือบตีสามทั้ง 2 คืน และคุยกันอีกยาวหลายต่อหลายรอบ
     ประเด็นการประชุมมี 3 โครงการ คือ สรุปปิดโครงการของผม มี 11 วาระดังนี้ 1)นำเสนอบทสรุปของโครงการด้วยกิจกรรมชวนทุกคนร่วมทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และการขยายผลทั้งองค์ความรู้ผ่านสื่อวีดีทัศน์ในรูปของโครงการวิจัยต่อยอด และความร่วมมือกับกลุ่มในชุมชน เพื่อสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาชุมชน โดยกิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นคือการชวนทีมวิจัยเล่าเรื่องซึ่งมีประเด็นหลักดังนี้ 1)การเริ่มต้นของโครงการ 2)การได้มาของประเด็นปัญหา 3)นำเสนอปัญหาในฐานะแม่บ้าน 4)การรวมตัวของทีมต่างบทบาท 5)อุปสรรคในระยะแรก 6)การเข้ามาของเครื่องมือช่วยคลายปมปัญหา 7)ส่วนร่วมของนักเรียน 8)ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่สัมพันธ์ระหว่างบ้านและโรงเรียน 9)พลังของทีมวิจัยร่วม 10)ผลของการศึกษาดูงาน 11)ความประทับใจของนักวิจัย 2)นายกร ศิริพันธุ์ และน.ส.อรพรรณ สงเคราะห์ธรรม ในนามนักศึกษาทุนวิจัย CBPUS  นำเสนอโครงการวิจัยแนวทางการผลิตสื่อวีดีทัศน์เพื่อขยายผลองค์ความรู้เรื่องการจัดการงานศพบ้านไหล่หิน ต.ไหล่หิน อ.เกาะคา จ.ลำปาง” เพื่อต่อยอดขยายผลโครงการนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประเด็นข้อตกลงในการจัดการงานศพในบ้านไหล่หิน 2)เพื่อจัดทำสื่อวีดีโอเผยแพร่ประเด็นข้อตกลง และกระบวนการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นตามโครงการวิจัยรูปแบบการจัดการงานศพโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงบ้านไหล่หิน 3)พระครูสังฆรักษ์วิชพงษ์  อิสฺสรธมฺโม ในนามประธานชมรมธรรมะสว่างใจ นำเสนอ “โครงการขยายแนวร่วม ร่วมสร้างหมู่บ้านพอเพียง เพื่อรากฐานสุขภาพที่ยั่งยืน บ้านไหล่หิน จ.ลำปาง” ที่ต้องอาศัยการรวมกลุ่มของทีมวิจัยที่เข้มแข็งมาเป็นกลไกขับเคลื่อนอีกแรกหนึ่ง แล้วอธิบายวัตถุประสงค์โครงการ ดังนี้ 1)เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านไหล่หินมีคุณธรรมสามารถ ลด ละ เลิกสิ่งเสพติด และอบายมุข 2)เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านไหล่หินได้พัฒนาไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพและพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” 3)เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านไหล่หินมีครอบครัวอบอุ่น มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม
     ก่อนกลับนักศึกษาได้ไปลาพระครู ท่านก็ให้พร และชวนไปทำวีดีโอโครงการของท่าน ซึ่งจะมีเครือข่ายสานสัมพันธ์กับผู้นำทั้งในและนอกพื้นที่ สื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะเหล่าศิษย์ที่ท่านจะชวนไปรู้จักและไปเป็นเครือข่าย .. ผมยังนึกในใจว่าอยากกลับเป็นเด็กอีกครั้งจะได้มีโอกาสวิ่งเข้ามาชนแบบนี้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องลุ่นว่าศิษย์ของผมเห็นโอกาสเหล่านั้นอยู่ในทางเลือกของพวกเขาหรือไม่ ดังคำว่าตบมือข้างเดียวไม่ดัง .. คืนวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552 ลูกศิษย์หลายคนจะไปเดินจงกลมรอบเจดีย์วัดไหล่หินลุ่ม และปีนดอยฮางศึกษาธรรมชาติ ศิษย์โยนกท่านใดสนใจติดต่อผมได้ แต่มีเงื่อนไขไม่รับคนกลัวผี

โพสท์ใน งานวิจัยและบริการวิชาการ | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน เปิดโครงการวิจัยนักศึกษาที่บ้านไหล่หินในพื้นที่ครั้งแรก

วันที่ 10 ที่ลียง

PictDay10v3ตอนบ่ายของวันนี้ได้เดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินไต่ขึ้นไปบนยอดเขาอีกฟากหนึ่งที่สถานีชื่อ “Croix Rousse” ถ่ายภาพย้อนกลับมาที่มหาวิหาร Fourviere และบริเวณที่พักของเรา ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง จากนั้นค่อยๆ เดินลงมาตามทางลาดที่เขาตั้งใจทำไว้ มีร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านขายผลไม้ อยู่ด้านซ้ายขวาเป็นจำนวนมาก จนมาถึงด้านล่างใจกลางเมือง เดินต่อไปจะผ่านย่าน Shopping Street ซึ่งทำคล้ายๆ ถนนชองป์เซลิเซ่ (Champs-Elysees) ในกรุงปารีส ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลกันมา เพราะเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่ในวันหยุดจะพักผ่อน หรือเดินจับจ่ายซื้อของ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกแฟชั่นการแต่งกายทั้งของหญิง ชาย เด็ก และผู้สูงวัย มีร้านอาหารข้างทางเป็นจุดๆ มีสวนสนุกสำหรับเด็ก ผ่านไปพบโรงหนังข้างทางมีคนเข้าแถวรอซื้อตั๋วกันเพียบ ระหว่างทางเห็นจุดเช่ารถจักรยานเลยเก็บภาพมาฝากกัน ซึ่งผู้เช่าต้องไปที่ตู้บริการและกดหมายเลขของรถ โดยต้องจ่ายผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น พร้อมเงินค่ามัดจำประมาณ 150 ยูโร กรณีไม่ยอมคืนรถ โดยสามารถขับไปที่ไหนก็ได้ เหนื่อยที่ไหนหรือไม่อยากขี่ต่อไป พบจุดบริการเช่าจักรยานที่ไหนก็สามารถคืนได้ทุกจุด เงินมัดจำก็จะคืนให้อัตโนมัติ หรือถ้าใช้บริการไม่ถึง 30 นาที ก็จะไม่เสียค่าเช่า บางคนหัวหมอยอมเช่าไปเรื่อยๆ ทุก 30 นาที คืนรถ ก็จะไม่เสียเงินเลย ลืมบอกไปว่าที่นี่การจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการ ต้องใช้บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตทั้งสิ้น จากนั้น เดินมาเรื่อยๆ จนถึงย่านชุมชนชื่อ “Bellecour” เป็นลานกว้าง มีเวทีการละเล่นต่างๆ เช่น การเต้นรำ มีเต๊นท์ขายของ มีการแจกหนังสือประชาสัมพันธ์เมืองลียงในปี 2010 ว่าจะมีกิจกรรมหรืองานใหญ่ๆ จัดขึ้นเมื่อไหร่ และที่ไหน ตรงกลางลานกว้างมีอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงขอถ่ายภาพเก็บไว้ สำหรับความประทับใจในวันนี้คงจะหนีไม่พ้นการจัดวางผังเมือง ที่เราสามารถเดินจากยอดเขาลงมาสลับเปลี่ยนบรรยากาศไปได้เรื่อยๆ โดยลืมเรื่องเวลาและระยะทางไปเลยว่ามันไกลและนานโขอยู่ทีเดียว

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน วันที่ 10 ที่ลียง

น.ศ.เข้าเรียนรู้การจัดการงานศพในชุมชน

 

กร กับ ปราง ที่บ้านไหล่หิน กร กับ ปราง ที่บ้านไหล่หิน

10-11 ต.ค.52 นักศึกษาโครงการ PDG52N0013 คือ นายกร ศิริพันธุ์ และน.ส.อรพรรณ สงเคราะห์ธรรม เข้าพื้นที่บ้านไหล่หินครั้งที่ 2 เพื่อ 1)สัมภาษณ์ อ.สุวรรณ เกษณา อ.บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ และพระครูสังฆรักษ์วิชพงษ์ เพิ่มเติมจากการเข้าพื ้นที่ครั้งแรก 2)เรียนรู้กระบวนการจัดการงานศพ 2 งานด้วยการเดินสำรวจ เก็บภาพ และร่วมกิจกรรมจูงศพในวันดา และวันเผา เพราะมีงานศพที่เผาวันเสาร์ และวันอาทิตย์วันละศพ โดยทั้ง 2 งานมีลักษณะแตกต่างกันเกี่ยวกับบทบาทของเจ้าภาพในชุมชน และมีประเด็นที่ทำให้ต้องพูดคุยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะวิถีชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยช่วงเวลาที่ให้ความสำคัญคือช่วงเวลาของมนุษย์ยุคปัจจุบัน 3)พานักศึกษาไปเรียนรู้วัฒนธรรมบนดอยฮาง เพราะประเมินสมรรถภาพแล้วน่าจะไหว เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติ และความงดงามของศาสนา ได้พบกับถ้ำกลางดอย และสักการะเจดีย์ดอยฮางที่ยอดดอย
     แม้ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่พักในพื้นที่วิจัย แต่น.ศ.ก็ยังไม่สามารถค้างคืนที่วัดด้วยความสมัครใจ คาดว่าครั้งที่ 3 จะปรับตัวกันได้ มีแผนย้ายจากการพักบ้านอ.บุรินทร์ เป็นพักที่วัด การเข้าพื้นที่ครั้งต่อไปนอกจากจะเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมเสริมการยกร่าง story board แล้ว ยังกำหนดให้นักศึกษาตัดต่อวีดีโอลง VCD ชุดแรกให้เสร็จโดยใช้ข้อมูลวีดีโอของคนในชุมชนที่บันทึกไปนับสิบท่าน และเข้ามาทำความคุ้นเคยกับชุมชนด้วยการร่วมกิจกรรมกับวัดไหล่หินลุ่ม คือ เดินเวียนเทียนในวันศีล เพราะต่อไปต้องร่วมโครงการวิจัยกับพระครูฯ ซึ่งเป็นผลจากการทำงานครั้งนี้ที่มีเครือข่ายร่วมกับชุมชน
+ http://www.thaiall.com/research

โพสท์ใน คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน น.ศ.เข้าเรียนรู้การจัดการงานศพในชุมชน

วันที่ 9 ที่ลียง

PictDay9v2ช่วงเวลาเย็นหลังกลับจากมหาวิทยาลัยและเป็นวันศุกร์ เลยถือโอกาสเดินชมย่านเมืองเก่าที่องค์การ UNESCO ให้อนุรักษ์ไว้ดังเดิม เพราะเป็นเมืองหลวงเก่าของชาวโรมัน มีมรดกล้ำค่ายิ่ง อาทิ มหาวิหารฟูร์วิแยร์ และโบสถ์เก่าแก่เซนต์จอห์น ซึ่งภายนอกหน้าโบสถ์ดูเก่าแก่และมีคุณค่ายิ่ง ภายในเข้าไปแล้วแทบตะลึง เสียดายเขาไม่ให้ถ่ายภาพ มีการตกแต่งอย่างสวยงามสุดที่จะพรรณนา บรรยากาศอยู่ในความสงบเพราะนักบวชกำลังให้พรผู้มาชำระบาปทั้งหลายอยู่ สมแล้วที่บริเวณนี้ทั้งหมดได้ถูกบันทึกเป็นมรดกโลกในด้วนของเมืองเก่า เดินเลาะไปตามช่องทางเดินระหว่างอาคาร คล้ายๆ ถนนคนเดินบ้านเรา มีร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมด เป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาแวะกันถ่ายรูปและซื้อของติดไม้ติดมือกันคนละเล็กละน้อยกลับไปฝากคนที่บ้าน ทำให้มองย้อนกลับไปที่บ้านเราจุดแวะชมของนักท่องเที่ยวดูจะลดน้อยหายไปเรื่อยๆ ผมระลึกย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน สมัยที่เคยไปท่องเที่ยวที่เกาะเสม็ด บอกได้คำเดียวว่า ธรรมชาติประทานมาให้ ทั้งหาดทรายละเอียดสีขาวเนียน ต้นปาล์มรายรอบ ที่พักแบบมุงจากหรือวัสดุจากธรรมชาติ และที่สำคัญ น้ำใสจนเพื่อนผมลงดำน้ำจับปลาและปลาหมึกได้อย่างไม่ยากนัก มาบัดนี้ แสนเศร้า แสนเสียดายที่ลูกเราคงไม่มีโอกาสได้เห็นเหมือนที่พ่อเคยเห็น คนไทยไม่เคยรู้สึกหวงแหนสมบัติของส่วนรวมเลย เพราะคนไทยส่วนใหญ่เกิดมาพ่อแม่ก็สอนให้ลูกรู้จักแต่การแข่งขัน แก่งแย่ง เพราะถ้าคุณเร็วกว่า เก่งกว่า หรือมีเงินมากกว่า ย่อมหมายถึง คุณคือผู้ชนะ

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน วันที่ 9 ที่ลียง

เทคนิคการเป็นดีไซน์เนอร์แฟชั่นเสื้อผ้า

จากการเขียนบทความเรื่อง ทำอย่างไรกว่าจะได้เป็น นักออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้า เพื่อช่วย ให้น้องๆหลายคน ในช่วงปิดเทอมที่พอดี search หาข้อมูลเกี่ยวกับ การเรียนเป็นดีไซน์เนอร์ ( นักออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้า) จะได้มีข้อมูลว่า เขาเริ่มต้นกันอย่างไร เลยนึกขึ้นมาได้ว่า มีรายการทีวีออนไลน์ รายการโปรดอันหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับคนที่ ใฝ่ฝันอยากเป็นนักออกแบบกันนักหนา น่าจะได้ดูเพราะ พร้อมเมื่อใดก็เปิด หรือ download ผ่าน bit torrent ก็ลองหามาดูกัน จะได้มีจินตนาการว่า นักออกแบบแฟชั่น เขาทำงานกันอย่างไร ก่อนตัดสินใจ คิดจะเรียน เพราะทุกวันนี้ มักเห็นแต่ พวกดีไซน์เนอร์ ที่ทำได้แต่การวาดรูปสวยงาม บนเศษกระดาษ แล้วก็โยนให้ช่างคนอื่นๆ ทีเขาเรียนมาน้อยๆ เอาไปทำมา โดยไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ตนเองได้ร่ำเรียนมา มันทำได้จริงหรือไม่เพียงใด ตลอดจน ผู้สวมใส่ จะมีความอึออัด หรือคล่องตัวมากน้อยเพียงใด อันนี้ก็มักเป็นการขาดการฝึกงาน หรือเป็นดีไซน์เนอร์แบบ CEO สมัยไใหม่ที่มีแต่บุญวาสนาติดตัวมา ทำอะไรไม่เป็น มันจะได้งานที่ดีออกมาได้อย่างไร

นักออกแบบแฟชั่น นักออกแบบแฟชั่น 

รายการนี้ในปัจจุบัน เข้าสู่ season ที่ 5 แล้ว ถ้าจำไม่ผิด นักออกแบบแต่ละคน จะต้องออกแบบเสื้อผ้า ตามคอนเสปต์ ที่ถูกกำหนด ออกไปชอปปิ้งซื้อผ้า แล้วกลับมาตัดเย็บ เพื่อให้นางแบบเดินโชว์จริง บนแคตวอลค์แบบทันทีทันใด มีการตัดสินให้คะแนน แล้วโหวตออกจนได้ผู้ชนะ

Baby-bride คิดว่า รายการทีวีออนไลน์รายการนี้ น่าจะเป็นแรงบันดาลใน ให้คนที่อยากเป็นดีไซน์เนอร์ ว่ากว่าจะมาเป็นดีไซน์เนอร์ นั้นต้องทำอะไร อย่างไร  ดูตย.นักดีไซน์เนอร์คนนี้….

 Versace ( จานนี เวอร์ซาเช ) ดีไซน์เนอร์  ดีไซน์เนอร์นักออกแบบแฟชั่น จานนี เวอร์ซาเช ( Gianne Versace ) เกิดในเมือง Reggio Calabria อิตาลี ในปี1946 เขากลายเป็นเหยื่อ ของการฆาตกรรมอย่างเลือดเย็นเมื่อ วันที่16 สิงหาคม 1997 ในช่วงวัยเด็กนั้น Versace ได้ถูกเลี้ยงดูขึ้นมา จากร้านตัดเสื้อผ้าเล็กๆ ของแม่ เขาจึงได้เรียนรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ การออกแบบดีไซน์เสื้อผ้า และเขาก็ได้ออกแบบมันขึ้นมา ด้วยตัวของเขาเอง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบเหล่านี้ ได้ถูกวางขาย ภายในร้านของแม่ของเขานั่นเอง

Versace ครอบครัวดีไซน์เนอร์ของ Versace 

หลังจากการได้ เริ่มออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าแฟชั่น Versace ได้ต่อยอดตัวเอง ด้วยการเข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับ การเป็นผู้จัดซื้อสินค้า เกี่ยวด้านสิ่งทอต่างๆ จนทำให้เขา มีความรู้เรื่องปลีกย่อย เกี่ยวกับสิ่งทอจนแตกฉาน ซึ่งมันได้มีประโยชน์ต่อเขา อย่างมหาศาล เกี่ยวกับงานออกแบบของเขาเอง ในเวลาต่อมา เขาได้มีโอกาสเป็นครั้งแรก Read the rest of this entry »

หลังจากการได้ เริ่มออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าแฟชั่น Versace ได้ต่อยอดตัวเอง ด้วยการเข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับ การเป็นผู้จัดซื้อสินค้า เกี่ยวด้านสิ่งทอต่างๆ จนทำให้เขา มีความรู้เรื่องปลีกย่อย เกี่ยวกับสิ่งทอจนแตกฉาน ซึ่งมันได้มีประโยชน์ต่อเขา อย่างมหาศาล เกี่ยวกับงานออกแบบของเขาเอง ในเวลาต่อมา เขาได้มีโอกาสเป็นครั้งแรก  ที่จะได้แสดงผลงานชิ้นสุดยอดของเขา ให้กับ Fiori Fiorentini , a Lucca บริษัทที่อยู่ในอิตาลี

Versace ยังได้ออกแบบผลงานภายใต้ยี่ห้อ De Parisi,Genny, Callaghan, Alma ในการร่วมงานครั้งนี้ ชื่อของเขา ก็ได้ปรากฏในตราสินค้าเป็นของตัวเองครั้งแรก

ในปี 1978 เขาก็ได้เปิดร้านเป็นของตัวเอง ในเมืองมิลาน เขาได้ขายตราสินค้าอื่นๆในร้านแห่งนี้ด้วย เนื่องจาก กระแสความนิยม ในสไตล์ การออกแบบของ Versace สินค้าของเขาจึงขยายตัวออกไป อย่างรวดเร็ว ในปี1985 Versace ก็ได้สร้างจุดเด่นบนตราสินค้าเป็นครั้งแรก

งานแสดง งานแสดงชุดที่ออกแบบที่ Milan อิตาลี 

สไตล์การออกแบบของ Versace ได้กลายเป็น ตัวตราสินค้าของมันเอง หากใครต้องการจะยลโฉม งานของหรืออยากรู้ว่างาน Versace มันเป็นแนวอย่างไง คุณก็ลองดูงานการออกแบบของ Giorgio Armani ก่อน ตานี้จะบอกว่า งานการออกแบบ ของVersace ก็คืออะไรสักอย่าง ที่ Armani ไม่มีเลยในตัวของมัน

เรารู้กันดี ในเรื่องของการเป็เจ้าพ่อ แ่ห่งการออกแบบที่มีสีสัน วัสดุแปลกๆใหม่ๆเสมอ ตลอดจนการทำคัตติ้ง ( cutting ) ที่ไม่เคยมีใครทำกันทั่วไป งานในคอลเลคชัน สำหรับหญิงและชาย ของ Versace มันช่างบ่งบอก ถึงเรื่องเพศได้ดี เสียจริงขอบอก ลองดูสื่อโฆษณาสินค้า ของสินค้าแบนด์นี้ดู คงเข้าใจว่ามัน ตรงจุดเพียงใด

ในทุกๆครั้ง กับการออกแบบสินค้าตัวใหม่ของเขา เขาจะให้แต่เพียงคอนเสปต์ของงานคร่าวๆ เป็นอย่างมากก่อนกับทีมงาน หลังจากนั้น ผู้ช่วยของเขา จะต้องทำการเปลี่ยนมัน ให้เป็นผลิตภัณฑ์ ที่สามารถสวมใส่ได้อีกที ในฐานะที่เขาเป็น นักสรรหาวัตถุดิบ เช่นผ้าชนิดใหม่ๆ จึงทำให้เขาชอบการเดินทาง เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งมันก็ทำให้เขา มีประสบการณ์ กับสิ่งแปลกๆใหม่ๆอยู่เสมอ

จานนี เวอร์ซาเช ( Versace )ได้ถูกยิงที่หน้าคฤหาสน์ของเขาเอง ที่เมือง Miami รัฐ Florida ในปี 1997 ฆาตกรได้ยิงตัวเองตาย หลังจากนั้น Santo Versace ซึ่งเป็นน้องชายของ Gianne Versace ก็ได้เป็นคนดูแลกิจการของ Versace ต่อมาโดย Donatella Versace ผู้เป็นน้องสาว ได้กลายเป็นคนออกแบบสินค้า ภายใต้ยี่ห้อ Versace ตั้งแต่นั้นมา ลองดูผลงานการออกแบบของ Versace รุ่นปัจจุบันกันเลย

จึงได้รับการขานนามว่า  จานนี เวอร์ซาเช   ดีไซน์เนอร์ที่น่าสงสาร

จาก  www.ree-wedding.com

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน เทคนิคการเป็นดีไซน์เนอร์แฟชั่นเสื้อผ้า

วันที่ 8 ที่ลียง

PictDay7วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่มหาวิทยาลัย Lyon จึงขอแบ่งปันประสบการณ์สัก 2-3 เรื่อง ที่ค้างไว้และยังไม่มีโอกาสเล่าให้ฟังกัน เรื่องแรกเป็นเรื่องขอคนฝรั่งเศสที่นิยมการอ่านหนังสืออย่างมาก ทั้งบนรถเมล์ ระหว่างรอรถ ขณะทานอาหารที่ร้าน รวมไปถึงการนั่งอ่านในสวนสาธารณะ บนเรือก็คงเช่นกันแต่ยังไม่มีโอกาสได้เห็น ทราบมาว่าคนฝรั่งเศสอ่านหนังสือมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก อยากให้เด็กไทยเป็นแบบนี้จัง เรื่องที่สองก็หนีไม่พ้นคนฝรั่งเศส แต่ไปเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของเขาด้วย คือ คนที่นี่ทำงานตรงเวลา เลิกตรงเวลา และไม่อู้งาน พักเที่ยงได้ 2 ชั่วโมง (12.00 – 14.00) เวลาจะไปติดต่อราชการหรืองานใดๆ กับใคร จำเป็นต้องตรวจสอบเวลาให้แน่นอนก่อนเสมอ สามารถตรวจสอบได้ทาง internet คงจะจำได้บ้างที่ผมเล่าให้ฟังตอนไปรับเงินเบี้ยเลี้ยงของนักวิจัย ผมต้องไประหว่างเวลา 13.30-15.30 และเฉพาะบางวันเท่านั้น จะไปก่อนก่อนหรือหลังเวลานี้ ไม่ได้เด็ดขาด จะไม่ได้รับบริการไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องสุดท้ายในวันนี้ ต้องขอชื่นชมมากๆ ในการวางผังเมืองของที่นี่ ซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงของชาวโรมันมาก่อน โดยเฉพาะต้องขอเน้นเรื่อง Transportation (เมื่อก่อนต้องทำเส้นทางขึ้นไปบนเขาที่ตั้งของโบสถ์ในหลายแห่ง) โดยจะขอเน้นเรื่องขนส่งมวลชน มีบริการรถราง รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถเมล์ ซึ่งเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัวและทั่วทั้งเมือง รถยนต์ถือเป็น Priority ต่ำสุด มาทีแรกก็ตกใจเพราะถนนรถรางกับรถยนต์ก็ใช้ร่วมกัน กลัวจะวิ่งชนกันจัง แต่ที่นี่เขารู้โดยอัตโนมัติว่า รถขนส่งมวลชนได้สิทธิ์สูงสุด แต่สำหรับคนมาใหม่ไ ต้องระวังอย่างมากเวลาเดินไปมาบนถนน และที่สำคัญกว่านั้นคือ คนพิการ โดยเฉพาะมนุษย์ล้อ สามารถเดินทางไปไหนมาไหนในเมืองได้อย่างสะดวก มีลิฟต์ขึ้นลงรถทุกประเภท ทุกสถานี และมีทางลาดสำหรับการไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร และทุกคนก็ให้เกียรติคนพวกนี้ด้วย บ้านเราทั้ง 3 เรื่องนี้ ดูเหมือนจะยังห่างไกลสำหรับบ้านเรา

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน วันที่ 8 ที่ลียง

เล่าสู่กันฟัง#1 : เมื่อกฏของมัวร์ไม่เป็นจริงอีกแล้ว น้องโยนกจะตามอย่างไง

สวัสดี ครับ เห็นโยนกมีบลอกให้เล่น เลยขอแจมด้วยคนในฐานะศิษ์เก่านะครับ

อันที่จริงผมจบจากที่นี่มาก็นานพอสมควร (รุ่นที่ห้า สมัยเดียวกับอาจารย์วีระพันธ์) นึกย้อนไปในอดีต มองทบทวนถึงปัจจุบันก็เลยอยากเล่าประสบการณ์  ลุ่มๆดอนๆแต่ขอเอาเนื้อหาบางส่วนที่พอจะน่ามีประโยชน์กับคนที่สนใจบ้างนะครับ

รุ่นที่ห้าของโยนกถือเป็นรุ่นต้นๆที่ ตอนนั้นทั้งสังคมไทย(หลังพฤษภาทมิฬ นายกชวน1-2มั้ง) ทั้งวิทยาลัย นักศึกษา กำลังอยู่ในวัยที่ตื่นตัวอยากเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ  ผมเลือกเรียน สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เพราะมันเป็นของใหม่จริงๆสำหรับสังคมไทยในยุคนั้น (แรมเมกละสี่ห้าพันได้มัง)

ความกังวลเรื่องเดียวของนักศึกษาไม่ว่ายุคสมัยใด คือ เรื่อง การหางานทำ  ผมเองก็เช่นกัน เมื่อทดสอบตัวเองแล้ว ว่าเอาแน่ทางไอทีก็ต้อง

ปรับตัวให้ทัน     มีวิชาหนึ่งตอนนั้นที่เรียน อาจารย์ (ไม่แน่ใจว่าเป็น อาจารย์อติชาต หรืออาจารย์เก๋ หรือท่านใหน) เล่าเรื่องกฏของมัวร์ (moore law) ให้ฟังในห้อง

ตอนนั้นยอมรับว่านึกขำอยู่ในใจ ว่าเอาอะไรมาเล่าให้ผมฝัง ผมไม่แน่ใจว่าทั้ง 40 กว่าคนในห้องมีใครสนใจหรือไม่แต่มันก็เป็นจุดเล็กๆที่ผมเริ่มปรับตัวเองเพื่อให้ลู่ลมไปตามกระแสหากกฎนี้มันเป็นจริง  ผมเริ่มจากการคิดพื้นๆ ว่าหาก จะหางานที่เหมาะกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี (ตามกฏของมัวร์) ต้องหาความรู้อะไรใส่ตัวเพิ่มบ้าง ซึ่งค้นพบด้วยตัวเองสองทาง(ในตอนนั้น)  ว่าทุกๆ 18 เดือนหากเทคโนโลยีมันก้าวกระโดดผมจำเป้นต้องมีความรู้อะไรบ้างเพื่อรับประกันความมั่งคงในหน้าที่การงาน

1)   ผมต้องรู้เรื่องการบริหารจัดการเทคโนโลยี เพราะคิดว่าคงทำตัวเป็นหมาล่าเนื่อตามเทคโนโลยีไม่ไหวแน่ๆ เลยอยากรู้เรื่องนี้

ซึ่งตอนนั้นต้องบอกตามตรงไม่มีรายวิชาใด กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นชิ้นเป็นอัน ยกเว้น วิชาหนึ่งที่ผมลงในสาขาการจัดการ มีกล่าวเรื่องการบริหารงานบุคลากรในองค์กรที่มีการใช้เทคโนโลยี (อ วิสุธ ขวัญพฤกษสอน) แต่ก็ผิวๆ เพียงแต่บอกว่าหากองค์กรณ์จะอยู่รอดต้องนำเทคโนโลยีมาใช้

(office automation นี่เป็นศัพท์หรูหราเกินเอื้อมมากในสมัยนั้น)

2) ผมต้องแม่นในพื้นฐานของการนำเทคโนโลยีไปใช้ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น งาน operation (user,NETWORK),งาน develop (programmer),งาน design (SA,DBA) ซึ่งมันจะแย้งกับข้อ1 นะครับ เพราะผมต้องทำตัวเองใหทันสมัยอยู่เรื่อยๆ (ทำให้เหนื่อยมาก)

เลยตัดสินใจว่าคงเอาแค่พอเข้าใจ concept ที่ไม่น่าจะเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี เช่น logic ด้านการ programming  การออกแบบระบบงาน

การออกแบบความสัมพนธ์ของฐานข้อมูล

เป็นเหมือนการแทงหวยครับ หากผมไม่เลือกเอาตัวเองเข้าไปอยู่ สองเรื่องที่เลือกเดิน ยังนึกภาพไม่ออกว่าเด็กจบวิทยาลัยเล็กๆในตจวสมัยนั้นชีวิตจะเป็นอย่างไรในตอนนี้     สำหรับผมในตอนนี้ ถึงแม้จะไม่เคยถูกรางวัลที่หนึ่งสองสามสี่ แต่ก็ไม่เคยโดนกินรวบซะทุกงวด

มาสะกิดใจเอาตอนไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสคุยกับมือต้นๆของไทยด้านออกแบบด้านจัดการความปลอดภัยทางเทคโนโลยี ว่า “เฮ้ยผมว่ากฏของมัวร์มันไม่จริงแล้ว” เลยทำให้นึกถึงตอนเรียนโยนกไม่ได้  ว่านี่คือสัญญานที่ผมต้องปรับตัวให้รับกับความเปลี่ยนแปลงใหม่อีกครั้งเพื่อให้อีกค่อนครึ่งชีวิตยังคงเป็นเรื่องที่ไม่เหนื่อยจนเกินไป  ก็นึกถึงน้องๆในโยนกไม่ได้ ว่าจะมีใครคิดเอาเรื่องนี้มาเป็นสาระเหมือนผมตอนนั้นบ้างหรือเปล่าหนอ

เอาไว้มาเล่ากันฟังตอนต่อๆไปละกันครับ

สวัสดีครับ

rathakate yonok รุ่น 5

เพิ่มเติม อ้างอิงบทความเล็กๆด้านล่างจาก http://www.computers.co.th และมีคำสารภาพของมัวร์ตามวลีฮิตๆบ้านเราว่า “มันจบแล้วครับนาย”  Moore’s Law is dead, says Gordon Moore   –> http://news.techworld.com/operating-systems/3477/moores-law-is-dead-says-gordon-moore/

กฏของมัวร์ (Moore Law)

เวลา วารี ไม่เคยรอใคร ในปีนีกฏของมัวร์ได้มาครบรอบ 43 ปี ในวัน 28 เมษายน 2551 ที่ถ้าใครไม่ทราบว่ากฏของมัวร์เป็นอย่างไร คงเชยมาก เพราะคุณมัวร์แกทำนายไว้เมื่อ 43 ปีที่แล้ว โดยการทำนายที่ว่านี้ ถือเป็นกฏของมัวร์ (Moore Law) โดยท่าน Gordon Moore เป็นหนึ่งในทีมก่อตั้งบริษัท Intel ขึ้นมา ได้กล่าวไว้เมื่อปีคศ.1965 หรือเมื่อ 43 ปีที่แล้วว่า ” ปริมาณของ Transistor บน Chip ประมวลผล จะเพิ่มเป็นเท่าตัว ทุกๆ 18 เดือน”

ถ้านึกไม่ออก เราลองดูตัวเราก็ได้ครับ ว่าทุกวันนี้ต้องวิ่งตามเทคโนโลยีมากขนาดไหน ถ้าเราไม่ตามเพียงไม่กี่เดือน เราจะเห็นว่าเมื่อกลับมาดูอีก เจ้าเทคโนโลยีไปไกลแล้ว และถ้าทิ้งไปสักปี คงตามกันลำบาก นี่คงเป็นผลพวงของกฏของมัวร์ ก็เป็นได้ (ความคิดเห็นส่วนตัว)

“?(T)he first microprocessor only had 22 hundred transistors. We are looking at something a million times that complex in the next generations?a billion transistors. What that gives us in the way of flexibility to design products is phenomenal.”

?Gordon E. Moore

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ, วิทยาการคอมพิวเตอร์ | ปิดความเห็น บน เล่าสู่กันฟัง#1 : เมื่อกฏของมัวร์ไม่เป็นจริงอีกแล้ว น้องโยนกจะตามอย่างไง

วันที่ 7 ที่ลียง

PictDay6วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่มหาวิทยาลัยลียง 2 (Universite Lumiere Lyon 2) ได้พบนักศึกษาที่กำลังทำวิจัยระดับปริญญาเอกอยู่หลายคน มีทั้งคนไทย จีน และมุสลิมแถบตะวันออกกลาง ทุกคนจะใช้เวลาทั้งวันหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการวิจัย (Research Lab) เพื่อทำวิทยานิพนธ์ บางคนก็มาในฐานะ PostDoctoral คือ จบปริญญาเอกแล้วมาทำวิจัยในเชิงลึกของสาขาที่จบมา โดยทางมหาวิทยาลัยจะมอบหมายงานวิจัยให้คนละ 1 โครงการ โดยจะได้รับทุน Erasmus เดือนละ 2500 ยูโร เป็นเวลา 10 เดือน ได้พบอาจารย์ที่เคยไปสอนที่เชียงใหม่ ชื่อ Professor Abdelaziz BOURAS ในวิชา KM in IT และเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย Sustainable E-Tourism ที่เรามาในครั้งนี้ เลยขอถ่ายภาพคู่หน้าอาการ IUT Lumiere อาจารย์เป็นคนเก่งมาก (โดยเฉพาะการทำวิจัย) ทั้งๆที่อายุเพิ่งจะ 40 กว่าๆ แต่ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย (Professor Universite) ซึ่งได้ยากมาก มีโอกาสได้ MSN คุยกับวิเชพ ทำให้ได้รู้ความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปที่โยนกบ้าง เดี๋ยวจะตกข่าว ช่วงพักเที่ยงอาจารย์ ม.ช. ที่มาด้วยกัน (อ.ภราดร) และนักวิจัยในห้อง Lab ชวนกันมาทานอาหารกลางวันที่ Canteen ของมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ที่จะมาทานได้ต้องมีบัตรนักศึกษาหรือเป็นอาจารย์เท่านั้น เพราะเวลาจ่ายเงิน จะใช้บัตรนักศึกษาซึ่งเป็นเหมือนบัตรเดบิตบ้านเรา ไม่มีการใช้เงินสด อาหารตามภาพราคา 3 ยูโรกว่าๆ ซี่งถือว่าถูกมาก ถ้าเป็นร้านข้างนอกอย่างน้อยก็ 6-7 ยูโรแน่นอน วันนี้ได้ลิ้มรสสปาเก็ตตี้ปลา ก็งั้นๆ แหละ สู้ข้าวมันไก่พงษ์หลีหน้าแบ้งค์ชาติไม่ได้เลย เสร็จแล้วกลับมาที่ห้อง Lab ใช้คอมพิวเตอร์ต่อ สักพักมองไปที่หน้าต่างเห็นใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี เลยชักภาพมาให้ดูกัน เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่อย่าให้จิตใจเราเป็นเหมือนใบไม้แล้วกัน ยังไงก็ต้องสู้ต่อไปนะ ถึงเวลา 5 โมงเย็น เข้าไปนั่งฟัง อ.ภราดรทดลอง Present วิทยานิพนธ์กับ Prof. Aziz และ Dr.Yazin ทำให้เห็นแก่นแท้ของชีวิตเลยว่า เรียนปริญญาเอกที่นี่เขาเข้มจริงๆ ลืมบอกไปว่า อ.ภราดร ที่มาด้วยกัน เรียนปริญญาเอกพร้อมกัน 2 ที่ ดังนั้น จะได้ปริญญาเอกพร้อมกัน 2 ใบ คือที่ ม.ช. และที่ Lyon2 ด้วย ผมเองขอที่ ม.ช. ใบเดียว ก็แทบกระอักเลือดแล้ว อย่างนี้ไม่รู้เรียกว่า แก่เกินเรียนไปแล้วหรือเปล่า ก่อนจากกันวันนี้ อยากเล่า 2 เรื่องที่ไม่ประทับใจที่นี่ คือ ผู้คนสูบบุหรี่กันเยอะมาก แม้แต่ผู้หญิงที่หน้าตายังดูเด็กอยู่เลยก็ไม่เว้น เราต้องคอยหลบควันบุหรี่อยู่บ่อยๆ อีกเรื่อง เวลาเดินไปไหนต้องคอยระวังกองอุจจาระสุนัข ที่นี่แปลกมากกฏหมายต่างๆ ดีหมด แต่ไม่มีบทลงโทษคนที่จูงหมาไปที่สาธารณะ แล้วเจ้าสุนัขเกิดขับถ่ายขึ้นมา ก็ปล่อยเรี่ยราดกลางถนน ซึ่งผิดกับอเมริกาในข้อนี้มาก อย่างว่านั่นแหละ ทุกอย่างในโลกนี้มักมี 2 ด้านเสมอ ขาวกับดำ ดีกับชั่ว สว่างกับมืด มนุษย์จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว “คุณอยู่ เราไป” หรือ “คุณไปเราอยู่”

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน วันที่ 7 ที่ลียง