Archive for the ‘คณะบริหารธุรกิจ’ Category

Business day 2555 และ 2556

Tuesday, October 1st, 2013
business day
business day

1 ต.ค.56 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่นจัดงานวัน Business day
ตอน [โลกสีเขียวคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ]
เป็นกิจกรรมของคณะบริหารธุรกิจที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อตอบธรรมชาติของสาขาวิชา
ที่บูรณาการกับวิชาต่าง ๆ ภายในคณะ เป็นเวทีให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริง
มีผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ชม ผู้ลงทุน ผู้กำไร และผู้ขาดทุน
วิธีเปิดงานปีนี้ใช้การตีฆ้อง

6 ก.ย.55 คณะบริหารธุรกิจ จัดโครงการ Business Day 2555
ตอน [Colorful Market]
ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง 9.00 – 14.30น.
มี hight light ของการเปิดงานคือการจิ้มลูกโป่งที่แขวนอยู่ให้แตก

รวมภาพกิจกรรม 2555
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.359046560839102.82769.228245437252549

รวมภาพกิจกรรม 2556
https://www.facebook.com/nivate2012/posts/342706865876092

รายละเอียดปี 2556
“ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม
อธิการบดี มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง
เป็นประธานในพิธีเปิดงาน business day
โลกสีเขียวคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ ประจำปีการศึกษา 2556
ได้จัดขึ้นตามแผนการเรียนการสอน คณะบริหารธุรกิจ ในรายวิชาหลักการตลาด
โดยมีการจัดนิทรรศการธรรมชาติ มหกรรม ชิม ชม ชอบ สินค้าราคาถูก
การจำหน่ายสินค้า การประกวดร้านค้า
การแสดงดนตรีโพล์คซองของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ปี 3
และเล่นเกมส์พร้อมแจกของรางวัลมากมาย
เพื่อที่จะให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประเมินสถานการณ์และการแก้ไขปัญหา
การเรียนรู้การวางแผนดำเนินธุรกิจ การใช้เครื่องมือทางการตลาด
ได้เตรียมความพร้อมสู้การประกอบอาชีพจริง
ในระหว่างเรียนหรือสำเร็จการศึกษาไปแล้ว
และใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพและแนวทางศึกษาต่อในอนาคตข้างหน้า
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้
และพร้อมที่จะรู้จักประยุกต์ความรู้ที่ได้รับนำไปปฏิบัติงานจริงต่อไป
ณ โถงเสานัก อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง”

แผนดี ต้องมี Execution

Thursday, April 25th, 2013

แผนดี ต้องมี Execution

ในประสบการณ์การเป็นนักบริหาร หรือนักจัดการทุกๆ ระดับ ทั้งในองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้กับบทบาทหรือความรับผิดชอบในการพัฒนาแผนงานสำหรับหน่วยงานหรือองค์กรของทุกท่าน

plan

plan

http://bit.ly/ZFUrY4
โดย ดรรชกร ศรีไพศาล ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

การเขียนแผนงานใดๆ ทั้งแผนกลยุทธ์ระดับนโยบาย ระดับองค์กร ระดับหน่วยงาน หรือแม้แต่ในแผนงานระดับปฏิบัติการของส่วนงานต่างๆ ในองค์กร หากผู้เขียนแผนนั้นๆ มีความรู้ ความเข้าใจถึง ความเป็นมา บทบาท พันธกิจ (Mission) และเป้าหมาย (Goal) ของหน่วยงานหรือองค์กรอย่างลึกซึ้ง การจะพัฒนาหรือเขียนแผนงานในแต่ละครั้ง ย่อมจะสามารถรังสรรค์ให้มีความน่าเชื่อถือ เป็นไปได้ที่จะปฏิบัติให้สำเร็จ และถือเป็นคัมภีร์ หรือคู่มือประกอบการปฏิบัติงานของส่วนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับบนหรือบริหาร ถึงระดับปฏิบัติการ

ดรรชกร ศรีไพศาล

ดรรชกร ศรีไพศาล

แต่การมีเพียงแผนงานที่ผ่านการศึกษา การค้นคว้า การวิจัย และวิเคราะห์ และพัฒนาหรือเขียนขึ้นอย่างเป็นระบบ มีความน่าจะเป็นในการปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่กำหนดในแผนงานนั้นๆ ยังไม่อาจจะถือเป็นความสำเร็จของหน่วยงาน ขององค์กร หรือของนักบริหาร และแม้แต่ผู้พัฒนาและเขียนแผนงานนั้นๆ

หากแผนงานนั้นไม่สามารถที่จะนำไปประยุกต์สู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้ตามที่กำหนดในแผนงานที่ดีนั้น สุดท้ายแผนงานนั้นจะมีคุณค่าเป็นเพียงเอกสารกองหนึ่งที่ถูกจัดเก็บในลิ้นชัก หรือวางทิ้งให้เปื้อนฝุ่นบนโต๊ะทำงานของผู้เกี่ยวข้อง

แผนงานที่ดี จึงต้องประกอบด้วยความสามารถ และตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้เกิดผลงานอย่างเป็นรูปธรรม หรือการ Execution ของนักบริหารและนักจัดการของหน่วยงาน และองค์กร เป็นส่วนประกอบสำคัญ

Execution เป็นคำหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงความหมายของการนำแผนงานการตลาด การโฆษณา หรือการประชาสัมพันธ์ ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ระบุในแผนงานที่พัฒนาขึ้นในแต่ละวาระ และการ Execution ได้เริ่มส่งผ่านความสำคัญมาสู่การบริหารในภาคส่วนต่างๆ ขององค์กร ทั้งในภาครัฐ และเอกชนเป็นจำนวนมากในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ความสำคัญของ Execution มีมาก และมีความหมายต่อหน่วยงานหรือองค์กรอย่างมาก ดังจะพบได้ในบทสัมภาษณ์หนึ่งที่ผู้บริหารสถาบันการเงินแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ได้เคยกล่าวว่า “เขาสามารถที่จะลืมทิ้งแผนกลยุทธ์ขององค์กรได้ โดยจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร เพราะบริษัทหรือคู่แข่ง จะไม่สามารถนำแผนกลยุทธ์ของเขาไปปฏิบัติได้ ด้วยความสำเร็จในแผนกลยุทธ์ของเขา อยู่ที่ความสามารถในการ Execution แผนกลยุทธ์ มากกว่าตัวแผนกลยุทธ์นั้น

เชื่อว่าคำกล่าวข้างต้น คงเป็นความเห็นหนึ่งที่สอดคล้องกับประสบการณ์ตรงของนักบริหาร นักจัดการทุกๆ ระดับ ที่เป็นทั้งผู้พัฒนาแผนงาน และย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นในการเป็นผู้นำแผนงาน ทั้งที่พัฒนาขึ้นเอง หรือพัฒนาขึ้นโดยผู้อื่นไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลงานตามเป้าหมายที่กำหนดในแผนงาน และต้องประสบกับปัญหาที่ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามแผนที่พัฒนาขึ้นมาอย่างสวยหรูนั้น

ทางออกหนึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการ Execution แผนงาน ที่นักบริหาร และนักจัดการนิยมใช้ คือ การกำหนดเป้าหมายในแผนงานให้มีความสะดวกในการปฏิบัติได้จริง หรือไม่ไกลเกินเอื้อมของผู้เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเป้าหมายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงเท่าเดิม หรือการรักษาศักยภาพการดำเนินงานในระดับเดิม หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ง่าย และสะดวกต่อการ Execution แผนงานให้ประสบความสำเร็จ แต่อาจจะเป็นแนวทางบ่อนทำลายศักยภาพที่แท้จริงของหน่วยงานหรือองค์กรในเวลาเดียวกัน ดังจะเห็นหรือพิจารณาได้จากองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย ที่มีผลการดำเนินงานอันน่าเป็นห่วงอยู่ในปัจจุบันนี้

และสังคมปัจจุบัน คงปราศจากความก้าวหน้า และความน่าตื่นตา ตื่นใจในเทคโนโลยีใหม่ต่างๆ ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราในวันนี้ หากขาดนักบริหาร นักจัดการ ที่กล้าท้าทายความสามารถของตนเอง และ Execution ให้เกิดผลงานอันเป็นรูปธรรมให้ปรากฏแก่โลกในทุกวันนี้

การ Execution จึงอาจจะเป็นสิ่งน่ากังวลสำหรับนักบริหาร นักจัดการบางคน บางกลุ่ม หรือในบางองค์กร แต่สำหรับนักบริหาร นักจัดการที่มีความสามารถ จะเห็นเป็นกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาองค์กรเท่านั้น และยิ่งในแผนงานมีความยากมากเพียงไร ยิ่งเป็นความท้าทายความสามารถของนักบริหาร นักจัดการ มากเสียกว่าจะพิจารณาให้เป็นปัญหา หรืออุปสรรคในการดำเนินงาน

ถึงอย่างไร ความสำเร็จเบื้องต้นขององค์กรต่างๆ ย่อมมีแผนการดำเนินงานที่มีคุณภาพเป็นคัมภีร์การดำเนินงานขององค์กร ซึ่งแผนการดำเนินงานที่ดี มีคุณภาพเพียงไร ย่อมยากที่จะปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย แต่หากนักบริหาร นักจัดการขององค์กร มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถในการ Execution แผนงาน ย่อมสร้างความได้เปรียบแก่องค์กรในการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จได้

และการ Execution ในแต่ละแผนการดำเนินงาน ของสำหรับหน่วยงานหรือองค์กร ย่อมต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน

ในส่วนของผู้บริหาร ที่จะ Execution แผนงานได้ดี จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ และสามารถสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานได้

ประสบการณ์ในการทำงาน หรือการบริหาร จะเป็นเครื่องมือสร้างจินตนาการถึงผลลัพธ์ของแผนงานนั้นๆ และส่งทอดเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไปสู่กระบวนการตัดสินใจที่กล้า และถูกต้องของผู้บริหาร ก่อนจะสื่อสารให้ผู้ปฏิบัติงานในแต่ละระดับเกิดความเข้าใจ เชื่อมั่น และมุ่งมั่นในแนวทางการดำเนินงานได้ในท้ายที่สุด

ในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน แม้จะเป็นเพียงฟันเฟืองชิ้นเล็กขององค์กรหรือหน่วยงาน แต่หากขาดความพยายามในการที่จะปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของตนให้ประสบความสำเร็จ ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องไปสู่ส่วนงานอื่นๆ ได้ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ซื้อวัตถุดิบไร้คุณภาพ ฝ่ายผลิตย่อมผลิตได้แต่สินค้าด้อยคุณภาพ ยากที่ฝ่ายการตลาดจะแข่งขัน เพื่อจำหน่ายหรือขายได้ เป็นต้น

ถึงอย่างไร ในท้ายที่สุด ทั้งการจัดทำแผนงานที่ดี คุณสมบัติของผู้บริหารที่เหมาะสม ความเข้าใจ เชื่อมั่น และมุ่งมั่นของผู้ปฏิบัติงาน ล้วนมีที่มาจากผู้บริหารทั้งสิ้น ดังนั้น ความล้มเหลวของการดำเนินงานตามแผนธุรกิจ หรือแผนการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ในองค์กร จึงเป็นความรับผิดชอบของบุคคลที่ดำรงสถานะผู้บริหารโดยไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

แนวคิดเกี่ยวกับองค์การ ทฤษฎีองค์การ และการออกแบบองค์การ

Wednesday, April 17th, 2013

องค์การ ถือเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุก คน ไม่ว่าจะในสถานะของสมาชิกในองค์การหนึ่ง ๆ หรือในสถานะผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากองค์การใดๆ ในสังคม

five S model
five S model

http://bit.ly/155lQ9C

โดย : สวรัย นัยนานนท์ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

สวรัย นัยนานนท์

การศึกษาถึงแนวคิด ทฤษฎี และการออกแบบองค์การ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคคลทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลในระดับบริหาร ซึ่งหากมีความรู้ ความเข้าใจถึงแนวคิดและทฤษฎีองค์การ เชื่อว่าจะสามารถบริหารและจัดการให้องค์การ มีผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนว คิดและทฤษฎีองค์การ มีผู้ศึกษาและให้นิยามขององค์การไว้อย่างหลากหลาย อาทิเช่น “องค์การ คือ การรวมตัวของคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อดำเนินกิจกรรมใดๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้” (ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์) หรือ “สิ่งที่มีอยู่ในสังคม มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างมีเป้าหมาย มีการออกแบบระบบโครงสร้างและระบบกิจกรรมที่มีการประสานงานกัน และมีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมภายนอก” (Richard L. Daft) เป็นต้น

ในส่วนของทฤษฎีองค์การ “เป็น หลักการศึกษาถึงโครงสร้าง และการออกแบบองค์การ โดยอธิบายว่าองค์การถูกจัดตั้งขึ้นมาได้อย่างไร และให้ข้อเสนอแนะการสร้างองค์การในลักษณะใด ที่จะก่อให้เกิดประสิทธิผลแก่องค์การเอง” (นิตยา เงินประเสริฐศรี) และเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาทฤษฎีองค์การ จึงจัดแบ่งทฤษฎีองค์การออกเป็น 3 สำนัก คือ

1. สำนักทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม จะมุ่งเน้นโครงสร้างองค์การที่เป็นทางการ และการบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะที่กำหนดไว้เป็นหลัก

2. สำนักทฤษฎีองค์การเน้นมนุษยสัมพันธ์ จะมีลักษณะตรงข้ามกับสำนักทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม กล่าวคือ มีโครงสร้างองค์การอย่างไม่เป็นทางการ และให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนมากขึ้น

3. สำนักระบบและสถานการณ์ จะให้ความสำคัญกับการพิจารณาถึงลักษณะของระบบต่างๆ ภายในองค์การที่มีความสัมพันธ์กัน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมขององค์การนั้นๆ

จาก ทฤษฎีองค์การของแต่ละสำนักตามข้างต้น จะพบว่า ในการศึกษาทฤษฎีองค์การให้เกิดความเข้าใจขึ้นได้นั้น จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจหรือศึกษาพฤติกรรมองค์การประกอบด้วย เพราะการบรรลุผลสำเร็จขององค์การได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนหรือสมาชิกภายในองค์การนั้นๆ เป็นสำคัญ

การออกแบบ องค์การ โดยทั่วไปองค์การจะประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ส่วน คือ ฝ่ายบริหารระดับสูง ฝ่ายบริหารระดับกลาง กลุ่มผู้ปฏิบัติการ ฝ่ายสนับสนุนทางการบริหาร และฝ่ายสนับสนุนทางเทคนิค ซึ่งระดับของบทบาทหน้าที่และความสำคัญขององค์ประกอบใดๆ ข้างต้น จะขึ้นอยู่กับรูปแบบขององค์การ ที่มี 5 รูปแบบ (มินซ์เบอร์ก) คือ องค์การแบบโครงสร้างอย่างง่าย องค์การแบบเครื่องจักรกล องค์การทางวิชาชีพ องค์การแบบโครงสร้างแยกหน่วยงาน และองค์การแบบเฉพาะกิจ

ทั้งนี้ มีแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการออกแบบองค์การ โดยใช้ยุทธศาสตร์ 3Rs (ฐิติกร พูลภัทรชีวิน) คือ การปรับความคิดความเข้าใจ (Rethinking) การปรับกระบวนการทำงาน (Reengineering) และ การปรับโครงสร้าง (Restructuring) ซึ่งเป็นการพัฒนาองค์การเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ ในปัจจุบันผู้ออกแบบองค์การควรตระหนักถึงลักษณะขององค์การสมัยใหม่ หรือ 5’s Model (รศ.ดร.เสน่ห์ จุ้ยโต) คือ องค์การจิ๋วแต่แจ๋วคุณภาพ (Small) องค์การฉลาดทรงภูมิปัญญา (Smart) องค์การยิ้มแย้มเปี่ยมน้ำใจ (Smile) องค์การร่วมมือไร้ความขัดแย้ง (Smooth) และ องค์การทำเรื่องยากให้ง่ายและเร็ว (Simplify) ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความสามารถของผู้บริหาร (Competency) การมีวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเอง ของพนักงาน (Self-Control) การมีกระบวนการที่ดีมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งลักษณะขององค์การตาม 5’s Model นี้ จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถให้แก่องค์การ สู่ความเป็นเลิศได้

เตรียมตัวอย่างไร ถ้าจะกลายเป็นชาวอาเซียน

Wednesday, March 27th, 2013

ตอนนี้หากคนถามว่าอาเซียนคืออะไร แล้วทำหน้างง ๆ สงสัยจะต้องหลุดกระแส ยิ่งผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาชูประเด็นการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ
http://bit.ly/Yclnyq

ภควัต สมิธธ์
ภควัต สมิธธ์

ทั้งโลกยิ่งตื่นเต้นกับคำว่า Change (เปลี่ยน) คลื่นความใหม่ของแนวคิดย่อโลกด้วย Cyber Network จึงทำให้คำว่า เปลี่ยน มีความชัดเจนมากขึ้น ประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือของผม บ่งบอกว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการย่อโลกด้วยการติดต่อสื่อสารผ่านระบบสังคมออ นไลน์ ทำให้ความเชื่อ ความคิด และพฤติกรรมของบุคคลเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ที่พบเห็น และได้สื่อสารกับคนในสังคมที่ต่างทั้งภาษาและวัฒนธรรม ลองนึกถึงเวลาไปเที่ยวดอยแล้วพบคนพูดสำเนียงชาวเขาที่สวมยีนส์ คู่กับรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังแบบนักบาสเกตบอล ก็เกิดความคิดที่ว่า เราไม่สามารถหยุดโลกได้ แต่เราจะใช้ประโยชน์อย่างไรกับการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

การรวมกลุ่มของประเทศอาเซียนมีพื้นฐานแนวคิดมาจากการรวมกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป การใช้ค่าเงินเดียวกัน ข้อตกลงทางการค้าเดียวกัน การแลกเปลี่ยน เคลื่อนย้ายแรงงาน และการศึกษาแบบเสรี ฟังดูดีและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เมื่อได้ยินบางกระแสที่ไม่เห็นด้วยกับการรวมอาเซียน โดยคิดไปว่าการรวมกลุ่มจะทำให้ประเทศไทยหายไป ภาษา วัฒนธรรม เอกลักษณ์จะโดนชาติที่เจริญอย่างสิงคโปร์กลืนความเป็นไทย ในทางกลับกันมองได้ว่า แนวคิดเรื่องอาเซียนไม่ได้ต้องการให้ทุกประเทศกลายเป็นประเทศเดียวกัน หากแต่มองเรื่องศักยภาพของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกัน จะสามารถเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กันและกันได้ โดยเรียกพวกเราทั้งหมดว่าอาเซียน เป็นการแสดงความสัมพันธ์ในภูมิภาคว่า เรามีแนวทางการค้า การลงทุน การดำเนินชีวิตคล้ายคลึงกัน และเราจะช่วยกันดูแลผลประโยชน์ของภูมิภาคบนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ที่ยอมรับร่วม กัน

คนไทยมีหลายแนวคิด บ้างอนุรักษนิยม บ้างสมัยใหม่นิยม บางคนมีเพื่อนเยอะแต่กลับไม่ถูกคอกับคนข้างบ้าน เราชอบแข่งกับคนข้างบ้านแต่ญาติดีกับคนที่อื่น ถ้าเขาซื้อรถใหม่เราจะอารมณ์เสีย แล้วเวลาโจรจะปล้นบ้าน หรือในยามเจ็บป่วย คนที่ไหนจะช่วยเรา ผมอยากให้เราลองมองย้อนไปในอดีตว่า ความคล้ายคลึงของพวกเราชาวอาเซียนมีมากมาย เรากินข้าว เราเคารพผู้ใหญ่ เราเก่งเกษตรกรรม เราเด่นศิลปะ เราอุดมสมบูรณ์ ส่วนความขัดแย้งที่ผ่านมาไม่ได้เกิดโดยประชาชนของประเทศนั้นๆ เพียงแต่เป็นเรื่องของโอกาสทางการเมือง การปกครอง แนวคิดของผู้นำ การขยายดินแดน ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานของการอยู่รอดแบบสมัยอดีต แต่ปัจจุบันเรารู้จักกัน เราสื่อสารกัน เราค้าขายกัน เราสามารถใช้ประโยชน์จากความคล้ายคลึงให้เป็นจุดแข็งในการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ กับภูมิภาคอื่น เช่น การทำให้อาเซียนเป็นฐานการผลิตอาหารและการเกษตรของโลก เพราะเราปลูกข้าว เรามีพืชผักผลไม้ อาหารทะเล สมุนไพรที่มีประโยชน์ เรามีฝีมือ นอกจากนั้นชาวอาเซียนมีอุปนิสัยเป็นมิตร ชอบต้อนรับ เราสามารถเป็นฐานการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบที่ทำรายได้มหาศาลในแต่ละปี

ประชาชนของทุกประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องปรับตัวปรับใจ เพื่อ ยินยอมเป็นสมาชิกที่แท้จริงของอาเซียน ไม่ใช่แค่พูดถึงแล้วผ่านไป ต้องสร้างความรู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมกัน ประมาณว่าร่วมกันเป็นหุ้นส่วน ชาวอาเซียนต้องฝึกฝนตนเองในการรับรู้ข่าวสารประเทศเพื่อนบ้าน ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษอย่างน้อยก็ฝึกอ่านข่าวสั้นๆ จากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ยอมรับในความเป็นตัวตนของกันและกัน รับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนภูมิปัญญา และเลิกเปรียบเทียบให้เกิดปมด้อย แต่จะต้องช่วยกันยกระดับความรู้ ความคิด ค่านิยม ในการสร้างความเจริญและความมั่นคงของภูมิภาค

จากที่เห็นทุกมหาวิทยาลัยเปิดโปรแกรมการเรียนเพื่อป้อนความต้องการของตลาดอาเซียน การส่งนักศึกษาไปฝึกงานกับมืออาชีพ เพื่อให้เกิดความชำนาญก่อนสำเร็จการศึกษา และ การเปิดรับนักศึกษาจากอาเซียนเข้ามาเรียน ทำให้บรรยากาศความร่วมมือดูมีชีวิตชีวาและมีความเป็นสากลมากขึ้น เราลองหันมาเรียนภาษาประเทศเพื่อนบ้านเป็นภาษาที่สาม ซึ่งยังมีผู้ที่ชำนาญจำนวนไม่มากก็จะดูดีมีเสน่ห์อยู่ไม่น้อย น้องๆ รุ่นใหม่ จะต้องวางแผนในการเลือกสาขาที่จะเรียนให้สอดคล้องกับอนาคตในสาขาที่ขาดแคลน เช่น แพทย์แขนงต่างๆ วิศวกรรมปิโตรเลียมและเคมี บัญชีและการเงิน สาธารณสุข หรือสาขาที่จำเป็นต่อตลาดธุรกิจอินเตอร์ เช่น นิเทศศาสตร์ คอมพิวเตอร์ บริหารธุรกิจระหว่างประเทศ มัลติมีเดีย สถาปนิกและออกแบบ การโรงแรมและท่องเที่ยว แต่ที่สำคัญไม่ว่าจะเลือกเรียนสาขาใด ก็จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของภูมิภาคอาเซียนว่ายังคงมีกรอบวัฒนธรรมดั้ง เดิมอยู่ หากเราเรียนรู้ การต้อนรับ การทักทาย การแสดงความเคารพซึ่งหมายถึงการยอมรับและการรับฟังผู้อื่น ก็จะเพิ่มความราบรื่นในการผูกมิตร

asean
asean

เมื่อก่อนเวลาเห็นคนที่ทำตัวเชยๆ เรามักจะเรียกเขาว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ในทางกลับกัน ถ้าเราล้าหลังกว่าใครในอาเซียนก็จะตกที่นั่งลำบากแบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม รวมกันเป็นกลุ่มก็ยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่ง คิดดูสิขนาดซุปเปอร์ฮีโร่ยังต้องทำงานเป็นทีม

http://thainame.net/edu/?p=574

โดย : ภควัต สมิธธ์
http://www.ประเทศอาเซียน.com

มัธยมวัดเบญฯ คว้ารางวัล ดาวรุ่งทางเศรษฐศาสตร์

Friday, January 27th, 2012
มัธยมวัดเบญฯ คว้ารางวัล ดาวรุ่งทางเศรษฐศาสตร์

มัธยมวัดเบญฯ คว้ารางวัล ดาวรุ่งทางเศรษฐศาสตร์

มัธยมวัดเบญฯ คว้ารางวัล ดาวรุ่งทางเศรษฐศาสตร์

ปิดฉากแข่งขันตอบปัญหาวิชาการ นักเรียนจากวัดเบญฯคว้ารางวัลชนะเลิศ

ด้านเศรษฐศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 55 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์เนชั่นทาวเวอร์ จัดการแข่งขันตอบปัญหาวิชาการ “Nation U Academic Quiz” เป็นวันที่ 2 ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเนชั่น ซึ่งในการแข่งขันวันที่ 2 เข้มข้นด้วยเนื้อหาวิชาทางเศรษฐศาสตร์ โดยมีโรงเรียนทั้งจากกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเข้าร่วมแข่งขันกันอย่างหลากหลาย ผลการแข่งขันปรากฏว่า น.ร.ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร นายอนุวัฒน์ รัตนะคว้ารางวัลชนะเลิศ

นายอนุวัฒน์กล่าวถึงการแข่งขันครั้งนี้ว่า เป็นอีกประสบการณ์ที่ดี จากที่เคยเข้าแข่งขันตอบปัญหาทางเศรษฐศาสตร์มาแล้ว 2 รายการคือ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและการแข่งขันโครงการเพชรยอดมงกุฎ ของมูลนิธิร่มฉัตร แม้ไม่ได้รับรางวัลใดๆ แต่ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์นำมาพัฒนาจนประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ นอกจากนั้นยังแนะนำให้อ่านข่าวเศรษฐกิจเยอะๆ เพื่อจะได้มีความรู้รอบด้าน

ส่วนผู้ที่ได้คะแนนมาเป็นที่ 2 คือ น.ส.วนัชพร อมรองอาจ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนสวนผึ้งวิทยา กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจที่ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนมาแข่งขันครั้งนี้ และแม้เคยได้รับรางวัลชมเชยจากการเข้าแข่งขันตอบปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ก็คิดว่า ข้อสอบที่นี่ยากไม่แพ้กัน ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและกดดันตอนทำข้อสอบพอสมควร สำหรับการเตรียมตัวได้รับการติวจากอาจารย์หมวดสังคม รวมถึงอ่านหนังสือทางด้านเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติม

ด้านผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น ได้กล่าวปิดงานแสดงความชื่นชมผู้เข้าแข่งขันทุกคน และแนะนำแนวทางให้เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจมากกว่าตามกระแส ซึ่งมหาวิทยาลัยเนชั่นเองก็มีหลากหลายสาขาให้เลือกเรียน พร้อมที่จะจบการศึกษาเป็นบุคคลากรที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต

http://www.nation.ac.th/news/news_quiz_economic.html

รับรองคุณวุฒิเพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้ง

Tuesday, April 5th, 2011
รับรองวุฒิ จาก ก.ค.ศ

รับรองวุฒิ จาก ก.ค.ศ

ข่าวประชาสัมพันธ์ .. ตามที่มีหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เรื่องการรับรองคุณวุฒิเพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีรายชื่อคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยโยนก ที่ ก.ค.ศ รับรองเพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ศธ ๐๒๐๖.๖/๒๔๑ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๔ มีคุณวุฒิที่รับรอง 2 คุณวุฒิคือ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต  และบัญชีบัณฑิต รายละเอียดภาพเอกสาร

ร่วมเสนอความคิดเห็น การทำวิจัยในชั้นเรียน

Friday, June 4th, 2010


อาจารย์ท่านใด้มีความคิดเห็น หรือ อยากสอบถามเรื่องการทำวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มเติม สามารถติดต่อ ได้ที่
1. อาจารย์ ชินพนธ์ โรจนไพบูลย์
2. อาจารย์ศิรินธร อุทิศชลานนท์
และทีมงาน KM ของคณะบริหารธุรกิจ
โทรศัพท์ 113

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ

 1. เอกสารประกอบการบรรยาย

2. คณะบริหารธุรกิจ_วิจัยในชั้นเรียน1.pdf

การวิพากษ์ KM คณะบริหารธุรกิจ เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน

Friday, June 4th, 2010

การวิพากษ์ KM คณะบริหารธุรกิจ เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน
วันที่ 25 พฤษภาคม 2553 เวลา 09.00-11.00

1. การวิจัยในชั้นเรียนใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการหาคำตอบ หมายถึงอย่างไร
Ans.: โดยหลักพื้นฐานของการวิจัยมีกระบวนการศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ ตีความอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้คำตอบทีเชื่อถือได้ ซึ่งสามารถแยกเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
1. สังเกตกำหนดปัญหา
2. กำหนดขอบเขตการศึกษา
3. ตั้งสมมุติฐาน
4. ทดลองปฏิบัติ
5. ติดตามผล

2. หลักการดังกล่าวนำมาใช้กับการวิจัยในชั้นเรียนได้อย่างไร
Ans.: Class room Action Research สามารถทำได้ใน 2 ลักษณะ
1. ไม่ยึดติดกับระเบียบวธีวิจัยอย่างเคร่งครัด มุ่งนำไปใช้แก้ไขปัญหา หรือพัฒนาผู้เรียน
2. ดำเนินงานตามกรอบระเบียบวิธีวิจัยทั่วไป

3. ในการทำวิจัยในชั้นเรียนให้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำเป็นส่วนประจำของอาจารย์จะทำ ได้อย่างไร
Ans.: อาจารย์ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นจุดเริ่มต้น และใช้การทำวิจัยในแบบ Informal Research เป็นเครื่องมือ ซึ่งไม่ต้องไปยึดติดกับทฤษฎี หรือมีการออกแบบวิจัยมากนัก

4. การทำวิจัยในชั้นเรียน โดยไม่อิงกับระเบียบวิธีวิจัยอย่างเคร่งครัดจะสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานการประกันคุณภาพการศึกษาในตัวบ่งชี้ที่ 2.8 ได้หรือไม่
Ans.: ได้ เพราะเป็นกระบวนการค้นหาคำตอบที่เป็นระบบ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่สอกคล้องกัน นิยามสัพย์ของงานวิจัยที่ สกอ.ได้กำหนดไว้ เพียงแต่จะมีจุดอ่อนในการนำไปใช้อ้างอิงกับนักศึกษากลุ่มอื่นนอกเหนือจากชั้นเรียนที่อาจารย์ได้เลือกนำมาเป็นตัวอย่างในการทำวิจัย

ไทยงัดมาตรการภาษีจูงใจ ดึงยักษ์ต่างชาติตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (ROH)

Tuesday, May 25th, 2010

ห่างหายจาก yonok blog ไปหลายเดือน ตอนนี้โยนกคงกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมการรับน้องใหม่ นึกย้อนไปถึงปี 35 ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ตอนนั้นผมเองก็กำลังจะเข้าเป็นนักศึกษาปี 1 yonok เหมือนกัน (พอได้ทุนกรมสามัญศึกษา คัดเลือกให้มาเรียนที่ yonok เตียก็ไม่ยอมให้ไปสอบที่ไหนเลย เกรงว่าถ้าเกิดสอบติดที่อื่นแล้วมาเรียนที่กรุงเทพฯ อาจจะไม่ปลอดภัย) เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ก็กลับมาระเบิดอีกครั้งในปีนี้ ปี 53 ผ่านไป 18 ปี แต่ประเทศไทยยังไปไหนได้ไม่ไกล วนเวียนอยู่ที่เดิม และมีทีท่าว่าจะหนักกว่าเดิมเสียอีก ไม่รู้จะแก้ได้ยังไง ก็คงต้องทำใจยอมรับมันไป แบบเซ็ง ๆ อย่างนี้หละนะ

เมื่อวานได้ยินทางการประกาศมาตราทางภาษี เพื่อจูงใจบริษัทต่างชาติให้มาเปิดสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (Regional Operation Headquarters- ROH) พอได้ยินได้แล้วนับว่าเป็นข่าวดีเลยครับ เพราะ campaign นี้ได้ประโยชน์จริง ๆ ให้แง่ของการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ การที่ประเทศของเรามีบริษัทยักษ์ใหญ่มาเปิด ROH ก็จะเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ เพราะผู้บริหารระดับสูงที่มานั่งประจำสำนักงานในไทย ก็จะมาใช้ facilities ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เช่าอาคารสำนักงาน, ที่พัก, โรงแรม, ทางเดินทางไม่ว่าจะเป็นทางรถ หรือ เครื่องบิน และที่สำคัญ คนไทยจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทเหล่านี้ด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของเราไปในตัว

ตอนผมเริ่มทำงานในหลาย ๆ บริษัท IBM, BMS, Excel อะไร ๆ ก็ต้องรออนุมัติจาก ROH ที่สิงคโปร์ เดียวก็บินไปประชุม, ไปอบรม คนเก่ง ๆ ดี ๆ ก็ถูกดึงไปทำงานที่สิงคโปร์กันหมด คนทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนขนเงินไปใช้จ่ายที่สิงคโปร์มากมาย ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์เติบโตจนเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียน ทีนี้หละนะ คงถึงตาประเทศไทยของเราบ้าง จะได้เป็น Hub หรือศูนย์กลางในทุกด้านจริง ๆ สาธุ………… โดยศักยภาพเป็นไปได้ครับ แต่เหตุการณ์แบบปี 35 หรือ 53 มันจะวนกลับมาอีกกี่รอบ ก็คงช่วยภาวนาว่าอย่าเกิดขึ้นอีกเลย

มาตราการทางภาษีคราวนี้ของเราเหนือกว่าประเทศคู่แข่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ หรือ มาเลเซีย ลองดู ตารางเปรียบเทียบได้เลย หวังใจว่า คงจะมีบริษัทต่างชาติเห็นประโยชน์และเข้ามาลงทุน อย่างน้อย บริษัทฯ ที่ผมทำงานอยู่ก็ได้ดำเนินการเปิด ROH ในไทยและก็คงได้ประโยชน์จากมาตราการนี้เช่นกัน

Tax incentives               Thailand(ROH)            Singapore (RHQ/IHQ)  Malaysia(OHQ)
                                                                                        

Income from                  Exempted 15 years            RHQ 15% (3+2 years)   Exempted 10 years
– Business                       -0% oversea income
– Royalties                      -10% local income                IHQ 0%, 5% or 10%
– Interest                                                                        5-20 years

Expat ROH employees  Reduce from 30% to 10% 10% 5 years Exampt, 3-5 years
                                          for 8 years if oversea
                                             income over 50%               Normal rate is 20%     Normal rate is 25%

Remarks;
ROH : Regional Operation Headquarters
RHQ : Regional Headquarters
IHQ : International Headquarter
OHQ : Operational Headquarters Company

Phiboon Buakhunngamcharoen
Group Financial Controller
Mermaid Drilling Ltd
BA, Yonok #5
MBA-Finance, NIDA Flex #4
EDP, Thammasat University

Tax Haven

Sunday, February 7th, 2010

ถ้าวันนี้เราลอง search ความหมายของคำว่า Tax haven ใน Wikipedia ก็จะเจอคำอธิบายว่า A tax haven is a country or territory where certain taxes are levied at a low rate or not at all.

จากข้อมูลของ U.S. National Bureau of Economic Research ประเมินว่า มี 15% ของประเทศในโลกนี้ เป็นประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่เรียกว่า Tax Haven ในอัตราที่แตกต่างกัน แต่ก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนใหญ่เป็นประเทศในเขตที่ไม่ค่อยมีทรัพยากรเป็นของตัวเองด้วย เลยต้องการดึงดูดเงินให้มาลงทุนด้วยจึงมีการดึงดูดโดยจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำ หรือ ไม่เก็บเลย เก็บแต่ค่าธรรมเนียมในการให้บริการเป็นรายได้ด้วยส่วนหนึ่ง

ทีนี้เราลองมาดูว่า Tax Haven มีที่ไหนในโลกนี้บ้าง

คาบสมุทรแคริเบี้ยน ได้แก่ บาฮามัส, เบอร์มิวด้า, เคย์แมน, ไอซ์แลนด์, บริติซ เวอร์จิ้น ไอส์แลนด์, ปานามา
ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ได้แก่ ยิบบรอลต้า และไซปรัส
ยุโรป ได้แก่ เนเธอร์แลนด์, ลิกเตนสไตน์ แอนโดร่า ลักเซมเบิร์ก และ โมนาโก
แปซิฟิก ได้แก่ ฮ่องกง, แวนนัวตู, นาอูรู หรือแม้กระทั่ง มาเลเซีย ประเทศใก้ล ๆ ไทยก็มีเหมือนกัน ก็ที่เกาะลาบัว ไงหละครับ

วันนี้ผมมาทำงานที่เกาะกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย อยากจะคุยเรื่องเกาะปลอดภาษีซะหน่อย เริ่มที่มาเลเซียก่อนเลยแหละกัน ถ้าดูตามแผนที่ เกาะลาบัว Labuan จะอยู่ใก้ล ๆ กับประเทศบรูไน เนื่องจากประเทศมาเลเซียต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ให้กระจายไปทางมาเลเซียตะวันออก (ดูตามแผนที่มาเลเซียแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่อยู่ภาคใต้ของไทย กับฝั่งประเทศบรูไน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นป่า เศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก) รัฐบาลก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีเงินลงทุนหมุนเวียนมาพื้นที่แถบนี้ ก็เลยตั้งเกาะลาบัวเป็นเขตสิทธิประโยชน์ทางภาษีพิเศษ ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะธุรกิจให้เช่าเพื่อการดำเนิน (Leasing)โดยมี option ให้เลือกว่าจะเสียภาษีในอัตรา 3% ของกำไรสุทธิ หรือเสียภาษีในอัตราคงที่ 20,000 ริงกิตต่อปี (ประมาณ 200,000 บาท)

ทำไมมาเลเซียจึงประกาศให้หมู่เกาะลาบัว เป็นเขตที่ให้สิทธิประโยชน์เฉพาะธุรกิจให้เช่าเพื่อการดำเนิน (Leasing) เพราะทะเลโดยรอบเกาะกว้างใหญ่ไพศาลมีแหล่งน้ำมันใต้ท้องทะเลมหาศาล มีบริษัทข้ามชาติเข้าให้บริการขุดเจาะน้ำมันมากมาย ซึ่งอุปกรณ์ที่นำมาใช้การขุดน้ำมัน จะต้องเช่ามาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรือขุดเจาะน้ำมัน หรืออุปกรณ์ชิ้นใหญ่ ๆ ประโยชน์ที่เกิดขึ้น ก็เป็นแบบ WIN-WIN เพราะผู้ประกอบการณ์ไม่ต้องเสียภาษีจากค่าเช่า มาเลเซียได้ประโยชน์จากที่บริษัทข้ามชาติเหล่านั้นเข้ามาเปิดบริษัท บนเกาะลาบัว ทำให้เกิดธุรกรรมทางการเงินมากมายบนเกาะนี้ สร้างงาน สร้างรายได้ และได้กระจายไปถึง รัฐซาราวัก-รัฐซาราวา ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ก็จะมีแหล่งงานใหม่ ๆ รองรับ ซึ่งผลประโยชน์ก็จะตกแก่ประชาชนของประเทศมาเลเซียโดยรวม

แต่สิ่งที่ผมกำลังเฝ้ารอ คือคำตัดสินของศาลไทยต่อกรณียึดทรัพย์ของตระกูลชินวัตร มูลค่า 76,000 ล้านบาท ประมาณปลายเดือนนี้ ซึ่งจะมีประเด็นที่ตระกูลชินวัตรไปการลงทุนที่หมู่เกาะบริติซ เวอร์จิ้น ซึ่งเป็นเกาะที่ให้สิทธิพิเศษทางภาษี Tax Haven เกี่ยวข้องด้วย คำวินิจฉัยของศาลจะเป็นเช่นไร จะต้องติดตามแบบห้ามกระพริบตา (แต่ขอแบบกระชับได้ไหมครับ ไม่ใช่อ่านวินิจฉัยเป็นชั่วโมง ๆ เหมือนกรณียุบพรรคไทยรักไทย สุดท้ายประชาชนก็งงว่า คำตัดสินคืออะไร)

Phiboon Buakhunngamcharoen
Group Financial Controller
Mermaid Drilling Ltd
BA, Yonok #5
MBA-Finance, NIDA Flex #4
EDP, Thammasat University