การผลิตผลงานวิจัยให้เป็นไปตามเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ (ใหม่)

การผลิตผลงานวิจัยให้เป็นไปตามเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ (ใหม่)

โดย ผศ.บดินทร์ เดชาบูรณานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น

ตามที่ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศ ก.พ.อ. วันที่ 31 ตุลาคม 2560 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 1 ปี หลังจากประกาศ (1 พฤศจิกายน 2561) โดยสรุปดังนี้

สำหรับหลักการแล้ว ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับนี้มีความเข้มข้นมากขึ้น แต่ยื่นขอตำแหน่งได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น

1) อายุงานการเป็นอาจารย์ โดยมีวุฒิปริญญาตรี 6 ปี ปริญญาโท 4 ปี และ ปริญญาเอก 1 ปี และพ้นระยะทดลองการปฏิบัติงาน (ขอได้เร็วขึ้นกว่าเดิม)

2) ผลงานทางวิชาการ (เข้มขึ้นกว่าเดิม)

ตำแหน่ง ผศ. ประกอบด้วย วิจัย 2 เรื่อง (ดี) หรือวิจัย 1 เรื่องและผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น 1 รายการ (ดี) หรือวิจัย 1 เรื่อง และผลงานวิชาการรับใช้สังคม 1 เรื่อง (ดี) หรือวิจัย 1 เรื่อง และตำราหรือหนังสือ  1 เล่ม (ดี)

ตำแหน่ง รศ. ประกอบด้วย วิจัย 2 เรื่อง (ดี) หรือ วิจัย  1 เรื่อง และผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น 1 รายการ (ดี) หรือ วิจัย 1 เรื่อง และผลงานวิชาการ รับใช้สังคม 1 เรื่อง และตำราหรือหนังสือ 1 เล่ม (ดี)

ตำแหน่ง ศ. สำหรับการเสนอขอตำแหน่งในกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ ประกอบด้วย ตำราหรือหนังสือ 2 เล่ม และผลงานวิจัย 2 เรื่อง (ดีมาก) หรือตำราหรือหนังสือ 2 เล่ม ผลงานวิจัย 1 เรื่อง และผลงานวิชาการในลักษณะอื่นหรือผลงานวิชาการรับใช้สังคม 2 เรื่อง (ดีมาก) เป็นต้น (“ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ. รศ. และ ศ. พ.ศ. 2560 ,” 2561)

                        จากมุมมองของผู้เขียนเทคนิคการผลิตผลงานวิจัยสำหรับการขอตำแหน่งวิชาการตามเกณฑ์การประเมินตำแหน่งวิชาการแบบใหม่ ในกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ มีองค์ประกอบให้ผู้เสนอขอตำแหน่งได้พิจารณา ดังนี้

1)แสดงถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ ต้องเป็นงานวิจัยที่

ลงลึกในศาสตร์นั้นๆ และตรงกับสาขาวิชาของผู้ขอ ซึ่งจะช่วยให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาผลงานได้ตรงกับสาขาวิชา โดยไม่ต้องขอผลงานเพิ่มเติม

2)มีระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ ผู้เสนอขอตำแหน่งสามารถเลือกส่งผลงานได้ทั้ง

งานวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

3)ใช้การอ้างอิงที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งในปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลักใช้ตาม

ระบบ APA (6th Edition)

4)   ไม่คัดลอกผลงานผู้อื่น โดยจรรณยาบรรณของนักวิจัย ไม่ควรคัดลอกผลงานทาง

วิชาการ ผลงานวิจัย สิ่งพิมพ์ วิทยานิพนธ์ (Academic Plagiarism)

5)    หัวข้อน่าสนใจ  ซึ่งได้มาจากการอ่านเอกสาร ตำรา และการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เช่น กรณีงานวิจัยสำหรับการขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ การทบทวนวรรณกรรมจะช่วยให้เกิดประโยชน์ โดยทราบถึงช่องว่างและโอกาสที่จะต่อยอดความคิด รวมถึงมีความคิดริเริ่มเป็นผู้บุกเบิกในหัวข้อวิจัยใหม่ๆ ได้

6)  วิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ หรือเกิดประเกิดประโยชน์กับสังคม

7)  เผยแพร่ในวารสารวิชาการ ในฐานข้อมูล TCI  กลุ่ม 1 หรือ กลุ่ม 2

ตามเกณฑ์ ก.พ.อ. ผลงานวิจัยการขอตำแหน่ง ผศ. และ รศ. เผยแพร่ในฐานข้อมูล TCI  กลุ่ม 1 หรือ กลุ่ม 2 ก็ได้ สำหรับการขอตำแหน่ง ศ. สาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ต้องเป็นฐานข้อมูล TCI  กลุ่ม 1

(ทั้งนี้ผู้ขอตำแหน่งสามารถดูผลการประเมินคุณภาพวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI ได้ใน

http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/announcement_58.php)

 

รายการอ้างอิง

ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ. รศ. และ ศ.

พ.ศ. 2560. (2560, 1 พฤศจิกายน) วันที่เข้าถึงข้อมูล 14 มิถุนายน 2561,

แหล่งที่มา https://researchspaceblog.wordpress.com/2017/11/01/

โพสท์ใน KM:คณะนิเทศศาสตร์, การส่งเสริมอาจารย์ให้ได้รับตำแหน่งทางวิชาการ | ใส่ความเห็น

การดูแลรักษาบริเวณภูมิทัศน์ ให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ของมหาวิทยาลัยเนชั่น

http://doc.nation.ac.th/dataqa2560/KM_Landscape.pdf

โพสท์ใน การจัดการความรู้ | ใส่ความเห็น

กระบวนการเสริมสร้างความยุติธรรมของอาจารย์ในการวัดผลการเรียน

กระบวนการเสริมสร้างความยุติธรรมของอาจารย์ในการวัดผลการเรียน

ในภาคการศึกษาที่ 2/2560 อาจารย์ภฏะ รองรัตน์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ได้เสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการเสริมสร้างความยุติธรรมในการวัดผลการเรียน มีข้อเสนอแนะ ดังนี้

“ความยุติธรรม” คือ ความเที่ยงธรรม, ความชอบธรรม, ความชอบด้วยเหตุผล  และ ไม่เอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่งคุณธรรม

ในทุกปีทางมหาวิทยาลัย จะให้มีการประเมินการเรียนการสอนของอาจารย์ผู้สอน ถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานของหลักสูตร (TQF)  ซึ่งประเมินในช่วงใกล้สิ้นภาคการศึกษา เมื่อวัดประกาศผลการเรียน นักศึกษามักจะสงสัยในคะแนนสอบและเกรดอยู่ประจำทุกภาคการศึกษา ทำให้เกิดกระบวนการพิจารณาเกรดใหม่ หรือแก้ไขเกรด ส่งผลต่อภาพลักษณ์มหาวิทยาลัย และมาตรฐานทางด้านวิชาการของหลักสูตรและคณะวิชา ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คือข้อสอบวัดผลแบบอัตนัย ซึ่งนักศึกษาเห็นว่า ข้อสอบอัตนัยมักเป็นช่องว่างที่อาจารย์จะให้คะแนนโดยใช้ทัศนคติส่วนตัวที่มีต่อนักศึกษาทั้งด้านบวกและลบมาใช้เป็นมาตรวัดในการตรวจข้อสอบและให้คะแนน

ทางหมวดวิชาศึกษาทั่วไป จึงได้ทดลองกลไกเพื่อเสริมสร้างความยุติธรรมในการตรวจและการให้คะแนนข้อสอบ ดังนี้

*** ดูเพิ่มเติมที่
https://docs.google.com/spreadsheets/d/1SQeNuicKJ512UmIIE8X2hhjQAa0Z95ss9erPBjdxuIY/edit#gid=0

จากกระบวนการข้างต้น มีหลายขั้นตอนที่ผู้สอนและคณะกรรมการประจำหมวดวิชาศึกษาทั่วไปได้ดำเนินการอยู่แล้ว แต่ในภาคการศึกษาที่ผ่านมาก็ให้ความตระหนักมากยิ่งขึ้น และพบว่ากลไกดำเนินการของหมวดวิชาศึกษาทั่วไปดังกล่าว มีผลทำให้การประเมินความพอใจของนักศึกษาต่อกระบวนการเรียนการสอนมีเพิ่มมากขึ้น และไม่พบขอร้องเรียนในการข้อดูคะแนนสอบปลายภาค จากจำนวนที่เปิดลงทะเบียน จำนวน 14 วิชา  โดยในภาคการศึกษาถัดไปจะนำกระบวนการดังกล่าวมาพัฒนา เพื่อเป็นข้อมูลเชิงเปรียบเทียบกับภาคการศึกษาที่ผ่านมาและกลุ่มรายวิชาเดียวกัน เพื่อทำให้เกิดกระบวนการที่ดี

ขอบคุณ อาจารย์ภฏะ รองรัตน์ ที่ช่วยแชร์ประสบการณ์ไว้ ณ ที่นี้

โพสท์ใน KM:คณะสังคมศาสตร์ | ใส่ความเห็น

ข้อปฏิบัติสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัยสำหรับบัณฑิตศึกษา

 

ข้อปฏิบัติสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัยสำหรับบัณฑิตศึกษา

 การเผยแพร่ผลงานวิจัยสำหรับบัณฑิตศึกษา

ผลงานที่เผยแพร่

  1. ผลงานที่เผยแพร่เป็นผลงานหรือส่วนหนึ่งของผลงานวิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาโท
  2. นักศึกษาจะส่งผลงานไปเผยแพร่ได้หลังจากที่ได้รับอนุมัติหัวข้อวิทยานิพนธ์จากคณะกรรมการหลักสูตรบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยแล้ว

วิธีการเผยแพร่ผลงาน

การเผยแพร่ผลงานหรือส่วนหนึ่งของผลงานวิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาโท ดำเนินการได้  2 วิธี ดังนี้

  1. เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการในสาขาวิชาที่นักศึกษาสำเร็จการศึกษา วารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการมีระบบประเมินบทความโดยกองบรรณาธิการ (editorial review) หรือโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก (peer review) หรือ
  2. เผยแพร่ในที่ประชุมวิชาการที่มีระบบประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก และมีการจัดทำ บทความวิจัยฉบับสมบูรณ์ (full paper) และเป็นรายงานการประชุมวิชาการ (proceedings)
  3. ประเภทของวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการและประเภทของที่ประชุมวิชาการที่สำนักงานบัณฑิตศึกษากำหนดให้นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท แผนการศึกษา แผน ก แบบ ก 2 เผยแพร่วิทยานิพนธ์หรือส่วนหนึ่งของผลงานวิทยานิพนธ์เพื่อขอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท เป็นดังนี้
    • วารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ
      • เป็นวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ที่มีระบบประเมินบทความโดยกองบรรณาธิการหรือโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรณีของวารสารวิชาการที่เป็น Open Access (OA) ขอให้หลีกเลี่ยงวารสารที่ผลิตโดยสำนักพิมพ์ที่ปรากฏชื่อใน Beall’s list of Predatory, Open-Access Publishers ในช่วงเวลาที่ผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนั้น แม้ว่าวารสารนั้นจะปรากฏชื่อในฐานข้อมูลสากล ตรวจสอบรายชื่อสำนักพิมพ์ที่ควรหลีกเลี่ยงได้ที่ http://scholarlyoa.com
      • เป็นวารสารวิชาการไทยที่มีระบบประเมินบทความโดยกองบรรณาธิการหรือโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก และ/หรือ มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index : TCI) ในกรณีที่มีข้อสงสัย นักศึกษาสามารถเสนอวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการให้คณะกรรมการหลักสูตรบัณฑิตศึกษาพิจารณาก่อนส่งบทความวิจัยไปตีพิมพ์โดยกรอกแบบฟอร์มของหลักสูตรบัณฑิตศึกษา พร้อมแนบข้อมูลของวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการฉบับล่าสุดที่แสดงหลักฐานระบุว่ามีระบบประเมินบทความโดยกองบรรณาธิการหรือโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก
  1. ที่ประชุมวิชาการ
    • การจัดประชุมต้องดำเนินการโดยหน่วยงานอย่างน้อยในระดับคณะ หรือหากเป็นการประชุมวิชาการเฉพาะสาขาต้องดำเนินการร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานต่างๆ มิใช่เป็นการจัดโดยภาควิชาใดวิชาหนึ่ง หรือหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งเท่านั้น
    • การจัดประชุมในข้อ1 ต้องมีการจัดทำบทความวิจัยฉบับสมบูรณ์ (full paper) เป็นรายงานการประชุมวิชาการ (proceedings)
    • ต้องมีคณะกรรมการประเมินผลงานที่นักศึกษาจะเผยแพร่เสนอผลงานและประเมินผลงานที่จะลงเผยแพร่ในรายงานการประชุมวิชาการ (proceedings)
    • นักศึกษาต้องไปเสนอผลงานด้วยตนเอง การนำเสนอจะเป็นการเสนอแบบ oral presentation หรือ poster presentation อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
    • การระบุชื่อนักศึกษาในผลงานที่เผยแพร่ นักศึกษาสามารถระบุชื่อเป็นผู้แต่งหลักและหรือมีผู้แต่งร่วมก็ได้ และต้องระบุชื่อส่วนงานที่ศึกษาและมหาวิทยาลัย
  1. การเสนอหลักฐานการเผยแพร่วิทยานิพนธ์เพื่อขอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท
    • กรณีเผยแพร่ผลงานในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ ที่มีระบบประเมินบทความโดยกองบรรณาธิการหรือโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก นักศึกษาต้องส่งหลักฐานการตีพิมพ์หรือการได้รับการตอบรับที่จะตีพิมพ์จากวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ พร้อมสำเนาต้นฉบับผลงานวิจัย (manuscript) จำนวน 2 ชุด และเมื่อผลงานได้รับการตีพิมพ์เรียบร้อยแล้ว นักศึกษาต้องส่งสำเนาบทความ (reprint) ที่ลงเผยแพร่ให้แก่สำนักงานบัณฑิตศึกษาจำนวน 2 ชุด อีกต่างหาก
  • กรณีเผยแพร่ผลงานในที่ประชุมวิชาการ นักศึกษาต้องส่งหลักฐานจำนวน 2 ชุด ดังต่อไปนี้                                                                                                      – บทคัดย่อ (abstract) ที่นำเสนอต่อที่ประชุมวิชาการ                                – หลักฐานที่แสดงว่านักศึกษาไปเสนอผลงานในวันประชุมวิชาการ            – สำเนาบทความ (reprint) ที่ลงเผยแพร่ในรายงานการประชุมวิชาการ (proceedings)
  1. ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้งานบัณฑิตศึกษามีอำนาจวินิจฉัยสั่งการ คำวินิจฉัยของผู้อำนวยการงานบัณฑิตศึกษาถือเป็นที่สิ้นสุด

 

เกณฑ์การพิจารณาวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติและระดับชาติ

  1. วารสารวิชาการที่เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ (approved international journal)
  • มี impact factor ต่อเนื่อง
  • เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล หรือ
  • สอดคล้องตามเกณฑ์คุณภาพวารสารวิชาการระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ สกอ. กำหนด (เอกสารหมายเลข 1)

ทั้งนี้  วารสารวิชาการที่เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ เป็นวารสารที่แนะนำให้ สกอ. ใช้เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก และผลงานของนักวิชาการ

  1. วารสารวิชาการที่เป็นที่ยอมรับระดับชาติ (approved national Journal)
  • มี impact factor ต่อเนื่อง หรือ
  • สอดคล้องตามเกณฑ์คุณภาพวารสารวิชาการระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ สกอ. กำหนด (เอกสารหมายเลข 2)

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้กำหนดวารสารวิชาการที่เป็นที่ยอมรับระดับชาติเพิ่มเติม โดยพิจารณาจากวารสารที่มีค่า impact factor ในฐานข้อมูล TCI* เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548-2550 ไม่น้อยกว่า 0.024 และไม่มีค่า impact factor = 0 (ศูนย์) ในปี 2550

ทั้งนี้ วารสารวิชาการที่เป็นที่ยอมรับระดับชาติ เป็นวารสารที่แนะนำให้ สกอ.ใช้เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท และใช้เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกสำหรับมหาวิทยาลัยที่มิได้เน้นการวิจัยด้วย

ฐานข้อมูล TCI* หมายถึง ฐานข้อมูลการอ้างอิงวารสารไทย ที่จัดทำโดย “ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย :  Thai journal Citation Index Centre” ซึ่งจะประกาศค่า TCI impact factor ทุกวันที่ 15 กรกฎาคม ของทุกปี

 

เกณฑ์คุณภาพวารสารวิชาการระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เพื่อให้วารสารวิชาการของสถาบันการศึกษาในประเทศไทยได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่งานวิชาการของประชาคมอุดมศึกษาให้มีมาตรฐานเทียงเคียงได้กับระดับนานาชาติสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยจึงกำหนดเกณฑ์คุณภาพวารสารวิชาการที่สมควรได้รับการสนับสนุนไว้ ดังนี้

  1. กองบรรณาธิการของวารสารวิชาการในประเทศจะต้องมีศาสตราจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากภายนอกประเทศที่มีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้นๆ ไม่น้อยกว่า 25%
  2. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ต้องมีบทความที่ผู้เขียนมาจากภายนอกประเทศไม่น้อยกว่า 25% ของจำนวนบทความทั้งหมด
  3. ผู้ประเมินบทความต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ทำงานวิจัยและมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง
  4. บทความที่เขียนโดยนักวิชาการในสถาบันที่จัดทำวารสารนั้นต้องมีผู้ประเมินจากสถาบันภายนอกทั้งหมด และในแต่ละปีต้องมีผู้ประเมินจากต่างประเทศไม่น้อยกว่า 25%
  5. วารสารต้องออกตรงตามเวลาอย่างต่อเนื่อง และได้ตีพิมพ์เผยแพร่มาแล้วอย่างน้อย 3 ปี
  6. วารสารควรมีการตีพิมพ์บทความปริทรรศน์ (review article) เป็นครั้งคราว
  7. กำหนดให้มีการประเมินคุณภาพวารสารทุกๆ 2 ปี ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยจะมีการประเมินเบื้องต้นทุกๆ ปี

หมายเหตุ  บทความที่เขียนร่วมกับนักวิชาการต่างประเทศให้อนุโลมเป็นบทความวิชาการต่างประเทศได้

ที่มา : คณะอนุกรรมการกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี             ในการประชุมครั้งที่ 3/2551  เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม 2551

 

เกณฑ์คุณภาพวารสารวิชาการระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เพื่อให้วารสารวิชาการของสถาบันการศึกษาในประเทศไทยได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่งานวิชาการของประชาคมอุดมศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบเคียงได้กับระดับชาติ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยจึงกำหนดเกณฑ์คุณภาพวารสารวิชาการที่สมควรได้รับการสนับสนุนไว้  ดังนี้

  1. กองบรรณาธิการของวารสารวิชาการในประเทศจะต้องมีศาสตราจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากภายนอกสถาบันที่จัดพิมพ์วารสารนั้น ที่มีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้นๆ ไม่น้อยกว่า 25%
  2. บทความที่ดีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ต้องมีบทความที่ผู้เขียนมาจากสถาบันอื่นไม่น้อยกว่า 25% ของจำนวนบทความทั้งหมด
  3. ผู้ประเมินบทความต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ทำงานวิจัยและมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง
  4. บทความที่เขียนโดยนักวิชาการในสถาบันที่จัดทำวารสารนั้นต้องมีผู้ประเมินจากสถาบันภายนอกทั้งหมด และในแต่ละปีต้องมีผู้ประเมินจากต่างสถาบันไม่น้อยกว่า 25%
  5. วารสารต้องออกตรงตามเวลาอย่างต่อเนื่อง และได้ตีพิมพ์เผยแพร่มาแล้วอย่างน้อย 3 ปี
  6. วารสารควรมีการตีพิมพ์บทความปริทรรศน์ (review article) เป็นครั้งคราว
  7. กำหนดให้มีการประเมินคุณภาพวารสารทุกๆ 2 ปี ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยจะมีการประเมินเบื้องต้นทุกๆ ปี

หมายเหตุ

1)  บทความที่เขียนร่วมกับนักวิชาการนอกสถาบันให้อนุโลมเป็นบทความวิชาการนอกสถาบันได้

2)  สำหรับวารสารที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นวารสารที่เป็นที่ยอมรับระดับชาติไปแล้วนั้นการพิจารณาตาม ข้อ 1, 2 และ 4 ให้กำหนด เป็นร้อยละ 10 ตามเกณฑ์เดิมเป็นเวลา 2 ปี นับจากวันที่ประกาศรายชื่อวารสารที่เป็นที่ยอมรับระดับชาติเพิ่มเติม

ที่มา : คณะอนุกรรมการกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี                    ในการประชุมครั้งที่ 3/2551  เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม 2551

 

เกณฑ์มาตรฐานวารสารวิชาการกลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  ประจำปีงบประมาณ 2552

ด้วยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ร่วมมือกันในการที่จะยกมาตรฐานการเผยแพร่งานวิชาการในประเทศให้มีคุณภาพและเพื่อผลักดันให้เกิดมาตรฐานที่ใกล้เคียง หรือเทียบได้กับนานาชาติ มาตรการหนึ่งในบรรดามาตรการทั้งหลาย คือการสนับสนุนให้เกิดวารสารทางวิชาการกลาง อันจะเป็นที่รวมและเผยแพร่ความรู้ของประชาคมวิชาการในประเทศไทย โดยไม่เพียงแต่สนองความต้องการของสถานบันใดสถาบันหนึ่ง

เพื่อให้วารสารวิชาการของสถาบันการศึกษาในประเทศไทยได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่งานวิชาการของประชาคมอุดมศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบเคียงกับระดับนานาชาติ ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงกำหนดเกณฑ์คุณภาพวารสารวิชาที่สมควรได้รับการสนับสนุนไว้ ดังนี้

  1. กองบรรณาธิการของวารสารวิชาการในประเทศต้องมีศาสตราจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกจากภายนอกสถาบันที่จัดพิมพ์วารสารนั้น หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มีผลงานโดดเด่นอย่างต่อเนื่องเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้นๆ
  2. ผู้ประเมินบทความต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ทำงานวิจัยและมีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง
  3. บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ต้องมีบทความที่ผู้เขียนมาจากสถาบันอื่นที่มิใช่สถาบันที่จัดทำวารสารนั้นไม่น้อยกว่า 10% ของจำนวนบทความทั้งหมด ในอนาคตควรมีการเพิ่มจำนวนบทความประเภทดังกล่าวให้ถึง 25% ของบทความทั้งหมดเพื่อเป็นการพัฒนา คุณภาพวิชาการของประเทศ
  4. บทความที่เขียนโดยนักวิชาการในสถาบันที่จัดทำวารสารนั้นต้องมีผู้ประเมินจากสถาบันภายนอกไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ประเมินทั้งหมด
  5. กำหนดให้มีการประเมินคุณภาพวารสารทุกๆ 2 ปี ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
  6. บทความแต่ละบทความต้องมีบทคัดย่อภาษาอังกฤษ ในกรณีที่ตีพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศต้องมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยด้วย
  7. วารสารต้องออกตรงตามเวลาอย่างต่อเนื่อง
  8. วารสารต้องมีบทวิจารณ์หนังสือ (book review)
  9. วารสารควรมีการตีพิมพ์บทความปริทรรศน์ (review article) เป็นครั้งคราว

 

ระดับคุณภาพวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ในประเทศ

ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยเชิงวิชาการหลากหลายประเภท ที่มีเป้าหมายหลักในการสร้างนักวิจัยอาชีพที่มีความสามารถสูง ให้สร้างองค์ความรู้ใหม่และผลิตผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีคุณภาพสูงนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับคุณภาพวารสารวิชาการในประเทศ และเพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงสำหรับ สกว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ในประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย จึงได้กำหนดเกณฑ์คุณภาพวารสารทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และด้านมนุษยศาสตร์และศิลปกรรม ดังต่อไปนี้

  1. ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ระดับคุณภาพวารสารทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แบ่งออกเป็น 5 ระดับได้แก่

ระดับ 5                    excellent (ดีเยี่ยม)

ระดับ 4                    very good (ดีมาก)

ระดับ 3                    good (ดี)

ระดับ 2                    poor (พอใช้)

ระดับ 1                    to be improved (ควรปรับปรุง)

 

โดยมีเกณฑ์การพิจารณาคุณภาพวารสาร ดังต่อไปนี้

1) ระดับ 5: วารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล Web of Science, WOS (Science Citation Index

Expanded), MEDLINE, BIOSIS, SciFinder (CA SEARCH)*, Ei Compendex, และ INSPEC หรือ

วารสารที่โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (Royal Golden Jubilee Ph.D Program; RGJ) ยอมรับให้อยู่ในระดับนานาชาติ

2) ระดับ 4: วารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ในประเทศ มี Journal Impact Factor เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (จากฐานข้อมูล TCI ปี 2552-2554) ไม่ต่ำกว่า 0.100

3) ระดับ 3: วารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ในประเทศ มี Journal Impact Factor เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (จากฐานข้อมูล TCI ปี 2552-2554) ต่ำกว่า 0.100 แต่ไม่ต่ำกว่า 0.025

4) ระดับ 2: วารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ในประเทศ มี Journal Impact Factor เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (จากฐานข้อมูล TCI ปี 2552-2554) ต่ำกว่า 0.025 แต่ไม่ต่ำกว่า 0.010

5) ระดับ 1: วารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ในประเทศ มี Journal Impact Factor เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (จากฐานข้อมูล TCI ปี 2552-2554) ต่ำกว่า 0.010 แต่ไม่เท่ากับ 0

หมายเหตุ * บางรายการของ SciFinder (CA SEARCH) เช่น ที่ตีพิมพ์ในวารสารของสถาบันในประเทศบางแห่ง และวารสารที่ ทราบว่าไม่มีการ review อย่างเคร่งครัด อาจไม่ได้รับการพิจารณา

วารสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพจาก TCI สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตามเว็ปไซต์

https://www.facebook.com/TCI.Thai/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โพสท์ใน ทั่วไป | ใส่ความเห็น

แนวปฏิบัติในการส่งนักศึกษานิเทศศาสตร์ฝึกงานในสถานประกอบการ

แนวปฏิบัติในการส่งนักศึกษานิเทศศาสตร์ฝึกงานในสถานประกอบการ

โดย อาจารย์ชีวิน สุนสะธรรม

สำหรับนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เมื่อสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นปีที่ 2 ทุกคนจะต้องไปฝึกงานด้านนิเทศศาสตร์ที่เครือเนชั่น ถึงแม้นักศึกษาทุกคนได้ผ่านการอบรมเตรียมการฝึกงานแล้วในโครงการ Media Training ในชั้นปีที่ 1 การเข้าฝึกงานในชั้นปีที่ 2 ก็ยังประสบปัญหาเช่นกัน

ปัญหาแรกที่ได้คณะได้พบคือ การเข้ารับฝึกงานงานและจำนวนนักศึกษาที่จะไปฝึกงาน รวมถึง ความชอบของนักศึกษาในแผนกต่างๆบางครั้งก็สอดคล้องกันแต่บางครั้งก็ไม่สอดคล้องกันทำให้ ในบางครั้งนักศึกษามีจำนวนที่ต้องการไปฝึกงานในบางแผนกเยอะกว่าที่แผนกจะรองรับได้ และในบางครั้งนักศึกษาก็ไม่ทราบว่าตนเองชอบอะไรและไปฝึกในตำแหน่งที่ตนไม่ชอบ หรือบางครั้งไปฝึกในแผนกที่ตนต้องการแต่ผลของการฝึกกลับไม่เป็นอย่างที่ตนคาดหวัง ดังนั้นเพื่อให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป คณะนิเทศศาสตร์ ศูนย์เนชั่นบางนาจึงหาแนวทางแก้ไขดังนี้

คณะนิเทศศาสตร์ได้จัดให้มีการอบรมให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 2 โดยรวมมือกับกองบรรณาธิการ หัวหน้าฝ่าย ที่อยู่ในเครือเนชั่น เพื่อเข้ามา อธิบายรายละเอียดการทำงานในแผนกต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจว่าตนเองกำลังจะต้องไปเผชิญกับการทำงานในรูปแบบใด ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก

การอบรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้นักศึกษาเลือกแผนกที่ตนกำลังจะไปฝึกงานได้ตามที่ตนต้องการ และทำให้การฝึกงานของนักศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ปัญหาหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นในการอบรมจากรุ่นพี่เจ้าหน้าที่ที่มาอบรมให้นั่นคือหลายๆครั้งที่พูดเขาไม่ทราบว่าจะต้องพูดในเรื่องใดบ้างและจะต้องอบรมในเรื่องใดบ้าง เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ คณะนิเทศศาสตร์จึงได้จัดทำฟอร์มขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่มาจากเครือเนชั่นกรอกและนำฟอร์มนั้นมาประกอบการบรรยาย ทำให้การบรรยายอยู่ในขอบเขตที่นักศึกษาต้องการทราบและครอบคลุมสิ่งที่นักศึกษาจำเป็นต้องรู้เพื่อใช้ในการตัดสินใจเข้าเลือกแผนกการฝึกงาน

 

การจัดให้พี่เลี้ยงอบรมนักศึกษา ก่อนที่จะส่งนักศึกษา เข้าไปฝึกงานในแผนกนั้นยังทำให้ รุ่นพี่ หรือพี่เลี้ยง ได้รู้จักกับน้องๆและน้องน้องๆ ก็ได้รู้จักกับรุ่นพี่หรือพี่เลี้ยงของตนก่อนที่จะได้เข้าฝึกงานอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่คณะเห็นว่ามีประโยชน์ ได้แก่ ในวันที่จัดอบรมเพื่อเข้าฝึกงานนั้น คณะ ยังได้จัดทำแบบฟอร์มให้นักศึกษาลงชื่อและเลือกแผนกที่ตนจะเข้ารับ พร้อมกับเซ็นชื่อ ทำให้การดำเนินงานในการเลือกสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้นอีกด้วย

สรุปได้ว่า การจัดอบรมและเชิญพี่เลี้ยงมาบรรยายเกี่ยวกับแผนกของตนและการจัดแบบฟอร์มในการอบรมให้กับพี่เลี้ยงพร้อมกับแบบฟอร์มให้นักศึกษาได้เลือก ทำให้การดำเนินการจัดสรรนักศึกษาเพื่อเข้าฝึกงานในแผนกต่างๆเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้นมากที่สุด

 

โพสท์ใน KM:คณะนิเทศศาสตร์, KM:เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ, การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ | ใส่ความเห็น

การเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนเข้าฝึกงานในสถานประกอบการ (ชั้นปีที่ 1)

การเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนเข้าฝึกงานในสถานประกอบการ (ชั้นปีที่ 1)
โดย อาจารย์ชีวิน สุนสะธรรม

การฝึกงานตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่งนั้นเป็นแนวคิดและนโยบายของมหาวิทยาลัยเนชั่น มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เพื่อเป็นการตอบสนอกงนโยบายดังกล่าว คณะนิเทศศาสตร์ จึงได้ส่งนักศึกษาเข้าฝึกงานในชั้นปีที่ 1 มาโดยตลอด

ช่วงแรกของการส่งนักศึกษาเข้าฝึกงานนั้น คณะนิเทศศาสตร์ จะได้รับกับ คำตำหนิติเตียน จากองค์กรที่นักศึกษาไปฝึกงานอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจาก นักศึกษา ยังไม่ได้เรียนรู้ศาสตร์ใดใดของนิเทศศาสตร์ เพราะในชั้นปีที่ 1 นักศึกษาเรียนรู้แต่วิชาพื้นฐาน ดังนั้น เมื่อไปฝึกงาน จึงทำให้นักศึกษายังไม่รู้เรื่องใดๆเลยโดยเฉพาะเรื่องการใช้อุปกรณ์หรือศาสตร์ด้านการสื่อสาร ไม่เพียงแค่นั้น นักศึกษายังขาดประสบการณ์ และวินัยรวมถึง การพบปะพูดคุยกับผู้ใหญ่ จึงทำให้นักศึกษาได้รับคำตำหนิกลับมาอยู่เป็นประจำ และเนื่องจากนักศึกษายังไม่มีความรู้ด้านนิเทศศาสตร์ ในการไปฝึกงานตั้งแต่ตี 1 ทำให้นักศึกษาหลายคนไม่ได้รับมอบหมายงานใดๆ จึงทำให้ขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง สรุปได้ว่าการเรียนรู้ จากประสบการณ์จริงหรือการไปฝึกงานตั้งแต่ปีที่ 1 นั้น ไม่ได้ทำให้เกิดผลดีต่อนักศึกษามากอย่างที่คาดหวังไว้

คณะนิเทศศาสตร์จึงได้จัดทำโครงการ Media Training ขึ้น เพื่อให้นักศึกษาปี 1 ได้เรียนรู้ เรื่องการฝึกงาน และเรียนรู้ เรื่องของนิเทศศาสตร์ การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในงานนิเทศ จากอาจารย์และรุ่นพี่ที่เคยไปฝึกงานมาก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะต้องฝึกงานจริงในปี 2

การจัด Media Training Program โดยคณะนิเทศศาสตร์นั้นจัดขึ้นมาแล้วทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกันซึ่งแต่ละครั้งก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาไปอยู่เรื่อยๆ เริ่มจากครั้งที่ 1 คณะให้ตัวแทนจากฝ่ายต่างๆในเครือเนชั่น เข้ามาอบรมให้กับนักศึกษาพร้อมมอบหมายงานให้ทำและกลับมาตรวจงานของนักศึกษา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นจากการอบรมในครั้งแรกนั้น คือ ตัวแทนจากฝ่ายต่างๆที่มาจากเครือเนชั่นนั้นไม่มีเวลาพอที่จะอบรมให้กับนักศึกษา และไม่มีเวลาพอที่จะตรวจงานให้กับนักศึกษา จึงสามารถจัดได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น การอบรมแบบนี้จึงต้องสิ้นสุดไป

เมื่อเข้าถึงปีที่ 2 คณะนิเทศศาสตร์ ต้องการจะให้นักศึกษาได้ทดลองทำงานจริง คณะจึงได้จัดตั้ง ช่องยังเท (Young Te) ซึ่งเป็นสถานีสำหรับวัยรุ่นขึ้นมา เพื่อให้นักศึกษาได้ทำรายการให้กับช่องดังกล่าว โดยนักศึกษาจะต้องทำรายการทั้งสิ้น 4 รายการภายใน 5 สัปดาห์เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 รายการโดยสัปดาห์แรก คณะได้จัดให้เป้นการอบรมเท่านั้น จากการอบรมและทำรายการ ทำให้นักศึกษามีประสบการณ์ในการทำรายการ และมีประสบการณ์ในการใช้กล้อง และเครื่องมือต่างๆอย่างมากมาย แต่เนื่องจากเวลาน้อย และเร่งรัดเกินไป นักศึกษายังไม่คุ้นชินกับการทำรายการจึงทำให้บางกลุ่ม ไม่สามารถ ทำรายการได้ตามกำหนด

เมื่อมาถึงปีล่าสุด การอบรม Media Training ก็ได้เปลี่ยนรูปแบบ ให้มีการดูงานมากขึ้น และยังจัดให้มีการอบรมจากรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วที่ทำงานในด้านสื่ออีกด้วย นอกจากนั้นยังให้นักศึกษาจัดทำรายการ Facebook Live รายการ วาไรตี้ รวมถึง จัดทำเสวนาและคลิปท่องเที่ยวเมืองไทยและโปสเตอร์โฆษณามหาวิทยาลัยอีกด้วย การที่ให้นักศึกษา ได้ทำชิ้นงานหลากหลายแบบนี้ ทำให้นักศึกษา มีความรู้ด้านนิเทศศาสตร์กว้างมากขึ้นและเข้าใจว่างานด้านนิเทศศาสตร์นั้น ไม่ใช่เป็นเพียงแต่งานบรอดคาสติ้งเท่านั้น

สรุปได้ว่า การจัดโครงการ Media Training นั้น สร้างความพร้อมให้กับนักศึกษาก่อนที่จะไปฝึกงานได้เป็นอย่างดีไม่เพียงเท่านั้นยังสร้างความพร้อม ก่อนที่นักศึกษาจะขึ้นเรียนชั้นปีที่ 2 อีกด้วย นักศึกษาที่ผ่านการอบรม Media Training มานั้นจะมีวินัยและมีความตรงต่อเวลามากขึ้น พร้อมสู่การเป็นนักนิเทศศาสตร์มืออาชีพได้มากขึ้น

โพสท์ใน KM:คณะนิเทศศาสตร์, KM:เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ, คณะนิเทศศาสตร์, ทั่วไป | ใส่ความเห็น

แนวปฏิบัติการให้บริการยานพาหนะของมหาวิทยาลัย

แนวปฏิบัติการให้บริการยานพาหนะของมหาวิทยาลัย

ดาวน์โหลดเอกสาร

โพสท์ใน งานยานพาหนะ | ใส่ความเห็น

การบริหารองค์กรโดยนำการประกันคุณภาพมาพัฒนาด้านการจัดการเรียนการสอนและงานวิจัย

การบริหารองค์กรโดยนำการประกันคุณภาพ

มาพัฒนาด้านการจัดการเรียนการสอนและงานวิจัย

 

แนวคิดการบริหารองค์กร โดยนำการประกันคุณภาพการศึกษามาใช้บริหารงานองค์กร

การนำระบบการประกันคุณภาพการศึกษามาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนการบริหารงาน โดยใช้วิธีการบริหารองค์กรแบบองค์รวม (Seamless) เป็นแนวทางการบริหารที่มีการเชื่อมโยงการบริหารงานทุกด้านเข้าหากัน โดยใช้การประกันคุณภาพการศึกษามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน

รูปแบบการบริหารองค์กรโดยนำการประกันคุณภาพการศึกษามาใช้บริหารงาน

รายละเอียดเอกสารประกอบเอกสารการจัดการความรู้ เรื่องการบริหารองค์กรโดยนำการประกันคุณภาพมาพัฒนาด้านการจัดการเรียนการสอนและงานวิจัยเพิ่มเติม คลิกที่นี่

โพสท์ใน KM:การบริหารจัดการยุคใหม่, KM:การเรียนการสอนและวิจัย, KM:เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ, การจัดการความรู้, ข่าวสาร และประชาสัมพันธ์, คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ | ใส่ความเห็น

การประยุกต์ใช้การประกันคุณภาพกับการบริหารองค์กร

การประยุกต์ใช้การประกันคุณภาพกับการบริหารองค์กร

 

แนวคิดการประยุกต์ใช้การประกันคุณภาพการศึกษากับการบริหารองค์กร

การพัฒนาองค์กรโดยการนำการประกันคุณภาพการศึกษามาประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรมีผลการดำเนินงานที่เป็นไปตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพสูง โดยการใช้การรายงานผลงานเข้าในข้อมูล HRD เพื่อใช้เป็นข้อมูลผลงานประจำปี การดำเนินงานในลักษณะนี้จะช่วยให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาผลงานได้อย่างรวดเร็วและตรงตามเป้าหมายขององค์กร

 

ขั้นตอนการประยุกต์ใช้การประกันคุณภาพกับการบริหารองค์กร

รายละเอียดเอกสารประกอบการจัดการความรู้ เรื่องการประยุกต์ใช้การประกันคุณภาพกับการบริหารองค์กรเพิ่มเติม คลิกที่นี่

โพสท์ใน KM:การบริหารจัดการยุคใหม่, KM:ประกันคุณภาพ, ข่าวสาร และประชาสัมพันธ์, คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ | ใส่ความเห็น

แนวทางการพัฒนารายได้สู่ชุมชน : การพัฒนาแป้งเพื่อสุขภาพ

                ในปัจจุบันภาครัฐมีนโยบายในการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มในเชิงการค้าอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาประเทศที่จะพัฒนาไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามแนวทางการพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0 ให้สามารถขยายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวก่ำเป็นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น

                 แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวในระดับโลก แต่ประเทศไทยก็ไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกเลย ประกอบกับมีคู่แข่งขันในตลาดโลกเป็นจำนวนมาก อาทิ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา ออสเตรเรีย ปากีสถาน และจีน โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีเทคโนโลยีในการการพัฒนาพันธุ์ การเพาะปลูก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น การสร้างความแตกต่างให้กับข้าวไทย จึงมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในด้านต่างๆ เช่น การปลูกข้าวอินทรีย์ การเพิ่มผลผลิต และการแปรรูปข้าว เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย

             ศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ นัยวิกุล เมธีส่งเสริมนวัตกรรม และอาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษา วิจัย และพัฒนาเกี่ยวกับการ แปรรูปข้าวมามากกว่า 30 ปี ได้ให้มุมมองในการพัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ข้าว โดยได้มองถึงความคุ้นเคยและความสัมพันธ์ของข้าวที่มีต่อชาวไทยตั้งแต่สมัยอดีต ทั้งในด้านวัฒนธรรม ประเพณี สังคม และเศรษฐกิจ อันนำมาซึ่งความเจริญของประเทศไทย จวบจนปัจจุบันข้าวก็ยังคงเป็นสินค้าเศรษฐกิจหลักที่นำรายได้มาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศอยู่ตลอดมา แต่ถ้าจะสร้างให้ข้าวมีความสำคัญต่อประเทศเช่นที่มีมาแต่เดิมตลอดไป เราคงต้องมองว่าเรากำลังทำอะไรกับข้าวอยู่ ปัจจุบันมีความแตกต่างจากอดีตมากน้อยแค่ไหน และทิศทางของอนาคตของข้าว ควรจะเป็นอย่างไร

           ในอดีตบรรพบุรุษของชาวไทยได้คิดค้นสูตรอาหารมากมายจากข้าว ทั้งที่คิดทำเพื่อเป็นอาหารสำหรับพระมหากษัตริย์ เช่น อาหารตำรับชาววัง หรืออาหารชาวกรุง ชาวบ้าน และอาหาร พื้นบ้านท้องถิ่นต่างๆ โดยผลิตภัณฑ์อาหารจากข้าวที่เรายังพอรู้จัก และซื้อหาได้ อาทิ ข้าวแช่ ข้าวยำ ข้าวหมก ข้าวหลาม ข้าวเส้น (ขนมจีน) ข้าวซอย ข้าวเม่าราง ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าทอด ข้าวเกรียบ และข้าวแตน หลายคนอาจไม่รู้จัก ไม่เคยทาน ไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีกระบวนการผลิตอย่างไร สิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่ชี้ ให้เห็นว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเรากำลังจะสูญหายไป ดังนั้น เราจึงควรนำอดีตของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาพัฒนาจนเกิดเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารจากข้าวในปัจจุบัน เพื่อสร้างโอกาส ทางการค้า อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของประเทศ

           การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวให้เป็นอุตสาหกรรมข้าวหลากหลายรูปแบบต้องดำเนินการศึกษาในทุกทาง ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน เริ่มตั้งแต่การสร้างรากฐานการผลิตข้าวด้วยพันธุ์ที่ หลากหลาย จนถึงการพัฒนากระบวนการแปรรูปข้าว ตลอดจน ผลิตภัณฑ์จากข้าว ผลิตภัณฑ์หมักดอง และผลพลอยได้จากข้าว ดังที่เห็นในปัจจุบัน เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวหุงสุกเร็ว ข้าวสำเร็จรูปบรรจุกระป๋องหรือบรรจุภัณฑ์อ่อนตัว ข้าวแช่เยือกแข็ง ก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ ขนมจีน ข้าวเกรียบ ข้าวอบกรอบ น้ำมันรำข้าว เชื้อเพลิงจากแกลบ ทั้งนี้ เราควรดำเนินการพัฒนานวัตกรรมจากข้าว อย่างต่อเนื่องจนประเทศไทยได้ชื่อว่า “ ไทยเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ”

แนวทางการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมข้าวไทย 

จากการศึกษาพบว่าการพัฒนานวัตกรรมข้าวไทยสามารถพัฒนาได้ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้

  1. กลุ่มการพัฒนานวัตกรรมในระบบการเพาะปลูกข้าว โดยการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตและมีสารอาหารเพิ่มขึ้น เช่น Golden Rice เป็นข้าวที่มีสารเบต้า-แคโรทีนสูง รวมถึงการนำระบบเกษตรอินทรีย์เข้ามาใช้ในการปลูกข้าว และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ในการปลูกข้าว
  2. กลุ่มนวัตกรรมข้าวไทยกับอุตสาหกรรมอาหารเช่น ข้าวที่ผ่านกระบวนการเพิ่มคุณค่าสารอาหาร (nutrient-enriched rice) และแป้งข้าวเจ้าที่เหมาะสำหรับการควบคุมน้ำหนัก (resistant starch) เป็นต้น
  3. กลุ่มนวัตกรรมข้าวไทยกับอุตสาหกรรมยาหรืออาหารเสริม เช่น การสกัดสารสำคัญออริซานอล (oryzanol) ไฟโตสเตอรอล (phytosterol) จากข้าว และการใช้ประโยชน์จากข้าวแดงได้จากการหมักข้าวด้วย red yeast (Monascus purpureus)
  4. กลุ่มนวัตกรรมข้าวไทยกับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง การนำสารสกัดจากข้าวไปใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น การนำกรดโคจิก (kojic acid) ที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี (melanin) ของผิวหนัง และโปรตีนข้าว (hydrolyzed rice bran protein) เมื่อถูกนำผสมกับโปรตีนถั่วเหลืองจะมีคุณสมบัติในการลดรอยขอบตาดำ เป็นต้น
  5. กลุ่มนวัตกรรมข้าวไทยกับอุตสาหกรรมอื่นๆเช่น การนำแกลบซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการสีข้าวไปใช้ในอุตสาหกรรมยางรถจักรยานเพื่อให้มีลักษณะเบาและมีความยืดหยุ่นดี การนำแกลบไปเป็นส่วนผสมในการทำพื้นผิวถนน ตลอดจนการนำแกลบหรือฟางข้าวไปใช้ในอุตสาหรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้

             จากที่กล่าวมาทั้งหมด กลุ่มเป้าหมายของการส่งออกผลิตภัณฑ์อยู่ที่ตลาดยุโรปสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ และมีความตื่นตัวในการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยและคนไทยซึ่งมีวัตถุดิบที่มี คุณค่าอยู่ในมือ อันจะสามารถนำมาใช้เพื่อการสร้างให้เกิด เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านข้าว ทั้งนี้ เราจึงควรให้ความสำคัญ กับการพัฒนาจากสิ่งที่เรามีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อตัวท่านเองและลูกหลาน ให้สมกับคำกล่าวที่ว่า “นวัตกรรมข้าวไทย คนไทยทำได้”

               ดังนั้นแนวทางการพัฒนารายได้สู่ชุมชน : การพัฒนาแป้งเพื่อสุขภาพ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ โดยสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเผยแพร่ให้กับชุมชน ซึ่งเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมนวัตกรรมอาหารสุขภาพ เป็นการาส่งเสริมสุขภาพในชุมชน และนำมาซึ่งรายได้เข้าสู่ชุมชนต่อไป 

โพสท์ใน สถาบันพัฒนาและบ่มเพาะธุรกิจ | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น