Archive for the ‘คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ’ Category

รายงานผลการดำเนินการ โครงการลดเสี่ยง เลี่ยงโรคความดัน – เบาหวาน บ้านปงวัง หมู่ที่ 6 ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

Monday, July 21st, 2014

20140223_085737 20140223_090738

20140223_090928 20140223_092333

20140223_092919 20140223_101035

20140223_101444 20140223_102304

20140223_102540 20140223_102700 20140223_102755 20140223_103150

20140223_105346

 

รายงานผลการดำเนินการ

โครงการลดเสี่ยง เลี่ยงโรคความดัน – เบาหวาน

บ้านปงวัง หมู่ที่ 6  ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2556

สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง

คำนำ

 โครงการลดเสี่ยง เลี่ยงโรคความดัน – เบาหวาน จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ทั้งเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีในการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการที่เหมาะสมต่อภาวะสุขภาพ และ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการนำทักษะในการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ และเหมาะสมต่อภาวะสุขภาพไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของตนเองและครอบครัว  เพื่อให้นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่  2 สามารถนำองค์ความรู้ในรายวิชาการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน PUBH 220 มาบูรณาการในการบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปและวัฒนธรรมได้

ผู้รับผิดชอบโครงการ                        

1. นางสาวเอมอร                เพชรบูรณ์ปี้                          ประธานโครงการ

2. นายกฤษฎา                    วัฒนกีบุตร                           รองประธาน

3. นายรัฐวุฒิ                       ตั้งเชิง                                   กรรมการ

4. นางสาววนิดา                 ดวงจันทร์                             กรรมการ

5. นางสาวศศิธร                 จันทร์หอม                            กรรมการ

6. นางสาวอธิชา                 บุญยืน                                  กรรมการ

7. นางสาวอนัญลักษณ์      ดีมาก                                   กรรมการ

8. นางสาวณัฏฐชา             พรมมิน                                 กรรมการ

9. นางสาวเรณุกา                ใจยะสุ                                  กรรมการ

10. นางสาวพรลภัส           ต๊ะพรหม                               กรรมการ

11. นางสาวสุพรทิพย์        ลิ้มเพชรชัยกุล                      กรรมการ

12. นางสาวลดาวัลย์           คนธสิงห์                               กรรมการ

13. นางสาวอารีย์รัตน์        อภัยรุณ                                 กรรมการ

14. นางสาวอารยา              การร้อย                                กรรมการ

15. นางสาวสีนวล          พิมพ์เสนา                                  กรรมการ

16. นางสาวจิราพร             เอี่ยมสะอาด                          เลขานุการ

17. นางสาวชณานุช          เจริญยิ่ง                                  ผู้ช่วยเลขานุการ

ระยะการดำเนินโครงการ  วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 08.00 น. – 12.00 น.

สถานที่ดำเนินโครงการ    วัดปงวัง บ้านปงวัง หมู่ 6 ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ผู้เข้าร่วมโครงการ

– ประชาชนบ้านปงวัง จำนวน 44 คน

– นักศึกษาสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง จำนวน 17 คน

– อาจารย์ จำนวน 1 ท่าน ได้แก่ อาจารย์สกุลศักดิ์ อินหล้า

งบประมาณ

งบประมาณสนับสนุนจากนักศึกษา สาขาสาธารณสุขศาสตร์ชั้นปีที่ 2 จำนวนเงิน 3,600 บาท

-ค่าของที่ระลึกประธานในพิธี                         300 บาท

-ค่าของที่ระลึกวิทยากรภาควิชากา  ร              300 บาท

-ค่าวัสดุอุปกรณ์                                                   200 บาท

-ค่าของว่างและเครื่องดื่ม                                  850 บาท

-ค่าเอกสารประกอบการบรรยาย                      450 บาท

-ค่าของที่ระลึกผู้เข้าร่วมโครงการ                    1,500 บาท

สิ่งที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับ

– นายวิรันดร์ ต๊ะสูง ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านปงวัง เป็นผู้ดูแลผู้ป่วย

“ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ได้มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเนชั่น ได้เข้ามาทำโครงการ เป็นการกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ ในชุมชน เป็นโครงการที่ว่าด้วยเรื่องความดันเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงที่มีอยู่ในหมู่บ้าน ได้มาคัดกรองความดันเบาหวานในชุมชน ก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะว่าชุมชนก็จะได้รับโอกาส เพราะบางคนบางท่านไม่มีโอกาสไปโรงพยาบาล ไปคลินิก หรืออนามัย  ก็ต้องขอบคุณน้องๆ ที่มาอำนวยความสะดวกถึงที่บ้าน ก็ดีใจมากๆ ที่มีนักศึกษาออกมาดำเนินโครงการ ว่างๆ คราวหน้าคงมีโอกาสมาอีก ขอบคุณมากๆ”

–  นายทวี ศรีไชยวงศ์  ตำแหน่ง อบต.ปงวัง ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเส้นเลือด

“ทางน้อง ๆมาทำโครงการ ซึ่งรู้สึกว่าก็ดี เพราะว่าผู้ป่วยแต่ละท่านที่ได้มารับความรู้ มาอบรม จะได้ปฏิบัติตัวถูก ว่าเราเป็นโรคอะไร เราจะปฏิบัติอย่างไร ทำตัวอย่างไรให้มันถูกต้องกับโรคที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้ การอยู่การกิน การออกกำลังกาย จะทำอย่างไรดี จะให้โรคของเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ลุกลามหรือเป็นไปมากกว่านี้”

– นางจำเนียน ศรีไชยวงค์ ตำแหน่ง อสม.ปงวัง ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน

“ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ ลดเสี่ยงเลี่ยงโรค ดิฉันได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานมากขึ้นจากโครงการนี้ ทำให้ทราบถึงประโยชน์จากอาหารที่ควรรับประทาน เช่น ไม่กินหวาน มัน เค็ม และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงจะนำความรู้ที่ได้จากโครงการนี้มาแนะนำผู้ป่วยให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสม”

– นางอำพร เทพศิริ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

“จากการที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ทำให้ดิฉันมีความรู้ในเรื่องของโรคความดันดลหิตสูงมากขึ้น และความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน  โดยการงดหวาน งดเค็ม กินผักมากขึ้น และหมั่นออกกำลังกายสุดท้ายนี้ก็อยากให้นักศึกษาจัดทำโครงการแบบนี้อีกบ่อยๆ”

 ปัญหาที่พบในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน

1. การควบคุมการรับประทาอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าวเหนียวเพราะผู้ป่วยต้องทำงาน หารายได้ในครอบครัวจึงเลือกรับประทานข้าวเหนียวมากกว่าข้าวสวยเพราะข้าวเหนียวรับประทานแล้วอิ่มมากกว่าทำให้มีแรงในการทำงานมากกว่า และพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารที่มีรส หวาน มัน เค็ม เพราะความเคยชินในการรับประทานอาหาร ทำให้บางทีอาจจะลืมตัวไปบ้างว่าตัวเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน และไม่ค่อยใส่ใจกับอาหารที่ควรรับประทานและไม่ควรรับประทาน

2. ทัศนคติและความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิต ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้ป่วยยึดถือว่ารับประทานอาหารตามท้องถิ่น เป็นคนภาคเหนือต้องรับประทานข้าวเหนียว เพราะข้าวเหนียวทำให้รับประทานแล้วอิ่มนาน ทำให้การทำงานหารายได้ของผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีปัญหาโดยไม่ได้คำนึงถึงว่าเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องรับประทานในปริมาณเท่าใด

3. ผู้ป่วยมีความเข้าใจในเรื่องการรับประทานอาหารบางชนิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะเป็นความเข้าใจและรับข้อมูลมาแบบผิด ๆ

 การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

1.ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน

2. ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถอธิบายวิธีการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ และเหมาะสมต่อภาวะสุขภาพ ตลอดจนอธิบายแนวทางการนำไปใช้ส่งเสริมสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้

การหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรควัณโรคปอดของประชาชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมืองจังหวัด ลำปาง

Monday, July 21st, 2014

การหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรควัณโรคปอดของประชาชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ

อำเภอเมือง จังหวัด ลำปาง

Determinations of risk factor of Tuberculosis in people for area of responsibility at Ban Kluay Muang Health promoting Hospital, Tumbon Kluay Phae,

Amphoe Mueang, Lampang province.

วรรณทนา บัวอ่อน1, พัชรี แก้วแก้ง1, วราพร คุณใหญ่1, จันทร์สุดา แหวนะ1,อานนท์ จับใจนาย1, มัตติกา ธรรมริยา1, ณัฏฐา ธงทอง1, เบญจวรรณ นันทชัย1,

พฤกษ์ศราวุธ จักสวย1, ศิริลักษณ์ รัตนดวง2

 

 บทคัดย่อ

                งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรควัณโรคปอดของประชาชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง และเพื่อให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วงสามารถจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดวัณโรคปอด   การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเรื่องการหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรควัณโรคปอดของประชาชนในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัด ลำปางโดยเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Study) โดยได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรควัณโรคปอดในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง อายุ 15 ปีขึ้นไป ทุกเพศ ใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ ที่สร้างโดย รุ่งทิพย์สุจริตธรรม (2550) ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาและความเชื่อมั่นมาแล้วการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการหาค่า ร้อยละ ผลการวิจัย พบว่าพบว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคปอด ได้แก่ เพศชายมากกว่าเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 63 และอยู่ในช่วงอายุ 46-60 ปี คิดเป็นร้อยละ 35.2  น้ำหนักในช่วง 41-50 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 38.9  ส่วนสูงอยู่ในช่วงประมาณ 150-170  เซนติเมตร คิดเป็นร้อยละ 42.6 มีจำนวนสมาชิกในครอบครัว 4-6 คน คิดเป็นร้อยละ 57.4 มีสถานภาพสมรส คิดเป็นร้อยละ 74 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 64.8 ในด้านการประกอบอาชีพในอดีต ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 38.9 และด้านการประกอบอาชีพในปัจจุบัน ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 44.4 มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 72.2 มีระยะเวลาในการป่วยน้อยกว่า 6  เดือน – 1 ปี คิดเป็นร้อยละ 57.4 มีการเอาที่นอนออกตากแดด 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 81.5  ผู้ป่วยไม่เคยสวมถุงมือในการปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ 50 ใส่หน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติงานบางครั้ง คิดเป็นร้อยละ 48.1 มีการพักผ่อน 8 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 72.2 ออกกำลังกายบางครั้ง คิดเป็นร้อยละ 55.6  บ้านของผู้ป่วยที่ไม่มีการเก็บผลิตผลทางการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 53.7

คำสำคัญ : วัณโรคปอด, ปัจจัยเสี่ยง

1 สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น

2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

 

บทสรุป (Conclusion)

 ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษา เรื่องการหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรควัณโรคปอดของประชาชนในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัด ลำปางเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Study) ได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรควัณโรคปอดในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง อายุ 15 ปีขึ้นไป ทุกเพศ ใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ ที่สร้างโดย รุ่งทิพย์ สุจริตธรรม (2550) ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาและความเชื่อมั่นมาแล้ว การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการหาค่า ร้อยละโดยการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ได้แก่  1.เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรควัณโรคปอดของประชาชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วง 2.เพื่อให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกล้วยม่วงสามารถจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดวัณโรคปอดการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาในผู้ป่วยวัณโรคปอด ซึ่งผลการวินิจฉัยโรคพบว่า ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจเสมหะเป็นผลบวก คิดเป็นร้อยละ 59.3 ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจเสมหะเป็นผลลบ คิดเป็นร้อยละ 40.7 และพบว่าผู้ป่วย มีผลการตรวจ Chest X-ray ที่มีผลเป็นบวก คิดเป็นร้อยละ59.3มีผลการตรวจ Chest X-ray ที่มีผลเป็นลบ คิดเป็นร้อยละ 40.7จากผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้ด้านข้อมูลทั่วไป พบว่า เพศชายมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 63 ด้านอายุ พบว่า ช่วงอายุ 46-60 ปี มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 35.2  และรองลงมาคือ ช่วงอายุ 61-75 ปี คิดเป็นร้อยละ 33.3 ด้านน้ำหนัก พบว่า น้ำหนัก 41-50 กิโลกรัมมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 38.9และรองลงมาคือ 51-60 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ33.3 ด้านส่วนสูง พบว่า ส่วนสูง 150 -160 เซนติเมตรมากที่สุดและ161 -170 คิดเป็นร้อยละ 42.6 ด้านสมาชิกในครอบครัวสมาชิกในครอบครัว 4-6 คนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 57.4และรองลงมาคือ 1-3 คน คิดเป็นร้อยละ 33.3 ด้านสถานภาพ พบว่า สถานภาพสมรสมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 74 และรองลงมาคือ สถานภาพหม้าย/หย่า คิดเป็นร้อยละ20.4 ด้านโรคประจำตัว พบว่า ไม่มีโรคประจำตัว คิดเป็นร้อยละ 53.7  ด้านระดับการศึกษา พบว่า จบการศึกษาระดับประถมศึกษามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 64.8และรองลงมาคือ ไม่ได้เรียนหนังสือ คิดเป็นร้อยละ27.8ด้านการประกอบอาชีพในอดีต พบว่า ประกอบอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 38.9 ด้านการประกอบอาชีพในปัจจุบัน พบว่า ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 44.4 และรองลงมาคือว่างงานและประกอบอาชีพเกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ18.5 ด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า มีรายได้น้อยกว่า 5000 บาทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 72.2 และรองลงมาคือ 5,001 – 10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 22.2 ด้านระยะเวลาในการป่วยเป็นวัณโรค พบว่ามีระยะเวลาในการป่วยน้อยกว่า 6  เดือน – 1 ปีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 57.4และรองลงมาคือ น้อยกว่า 6 เดือน คิดเป็นร้อยละ18.5 ด้านการสูบบุหรี่ พบว่าไม่เคยสูบบุหรี่ คิดเป็นร้อยละ 59.3 ด้านการดื่มสุราพบว่า ไม่ดื่มสุรา คิดเป็นร้อยละ 57.4 ด้านการเอาที่นอนออกตากแดด พบว่าทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ มีจำนวนทั้งหมด 44 คน คิดเป็นร้อยละ 81.5 ด้านแต่งกายในการปฏิบัติงาน พบว่าผู้ป่วย เวลาก่อนที่จะปฏิบัติงาน เปลี่ยนชุดแต่งกาย เปลี่ยนทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 94.4ด้านการสวมถุงมือในการปฏิบัติงาน พบว่าผู้ป่วยไม่เคยสวมถุงมือในการปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ 50 ด้านการใส่หน้ากากอนามัยในการปฏิบัติงานพบว่า ใส่หน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติงาน ใส่บางครั้ง มีจำนวนทั้งหมด 26 คน คิดเป็นร้อยละ 48.1 ด้านการพักผ่อนนอนหลับของผู้ป่วยพบว่าพักผ่อน 8 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 72.2 ด้านการออกกำลังกาย พบว่าผู้ป่วยออกกำลังกายบางครั้ง คิดเป็นร้อยละ 55.6 ด้านการรับประทานอาหารปรุงสุกพบว่าผู้ป่วยรับประทานอาหารปรุงสุกเป็นประจำ คิดเป็นร้อยละ 38.9 ด้านการรับรู้ทางด้านการรักษา พบว่า ผู้ป่วยที่คิดว่าวัณโรคเป็นโรคที่ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 6 เดือน ผู้ป่วยที่คิดว่าใช่ คิดเป็นร้อยละ 96.3 ผู้ป่วยที่คิดว่าการรับประทานยาหลายเม็ดไม่เป็นอุปสรรคในการรักษา คิดเป็นร้อยละ 68.5 ผู้ป่วยที่คิดว่าการเดินทางมารักษาวัณโรคในแต่ละครั้งไม่ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง คิดเป็นร้อยละ 77.8 ผู้ป่วยการมารับยาแต่ละครั้งทำให้ไม่เสียเวลาในการทำงานประจำคิดเป็นร้อยละ 66.7 ผู้ป่วยที่คิดว่าเมื่อรับประทานยาไปแล้วระยะหนึ่ง ปรากฏว่าไม่มีอาการของวัณโรค ไม่สามารถหยุดกินยารักษาวัณโรคได้ คิดเป็นร้อยละ 83.3 ผู้ป่วยที่คิดว่าไม่สามารถลด หรือหยุดยาเองได้ เมื่อเกิดอาการข้างเคียงจากยารักษาวัณโรค คิดเป็นร้อยละ 81.5 ผู้ป่วยที่ไม่คิดว่าการรับประทานยารักษาวัณโรคทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้รู้สึกเบื่อ คิดเป็นร้อยละ 72.2 ผู้ป่วยที่ไม่คิดว่าการมีพี่เลี้ยงกำกับการกินยา ทำให้ท่านกินยาได้อย่างสม่ำเสมอ คิดเป็นร้อยละ 74.1 ผู้ป่วยที่ไม่คิดว่าการมีพี่เลี้ยงกำกับการกินยา ทำให้รู้สึกรำคาญ คิดเป็นร้อยละ 85.2ผู้ป่วยที่คิดว่าสามารถกินยาได้เองโดยไม่ต้องมีผู้กำกับดูแล คิดเป็นร้อยละ 66.7 ผู้ป่วยที่ไม่คิดว่าพี่เลี้ยงทำให้มีความเข้าใจต่อวิธีการรักษาเป็นอย่างดี คิดเป็นร้อยละ 53.7 ผู้ป่วยที่คิดว่าการลืมกินยามื้อเดียวมีผลต่อการรักษา คิดเป็นร้อยละ 96.3 ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ด้านสภาพบ้านเรือน พบว่าผู้ป่วยเปิดหน้าต่างทุกบานในบ้าน คิดเป็นร้อยละ 83.3 สภาพแวดล้อมภายในบ้านมีสภาพ อากาศถ่ายเทสะดวก คิดเป็นร้อยละ 96.3 บ้านของผู้ป่วยไม่มีสัตว์เลี้ยงในบริเวณบ้าน คิดเป็นร้อยละ 70.4 บ้านของผู้ป่วยที่ไม่มีการเก็บผลิตผลทางการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 53.7 ก่อนที่ผู้ป่วยจะรู้ว่าป่วยเป็นวัณโรคมีการทำความสะอาดบริเวณบ้านเรือนบางครั้ง คิดเป็นร้อยละ 59.3ผู้ป่วยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำความสะอาดบ้านเรือน คิดเป็นร้อยละ 53.7 ด้านการประกอบอาชีพพบว่า ผู้ป่วยที่ไม่เคยใช้แก้วน้ำ ช้อน จาน ร่วมกับผู้อื่น คิดเป็นร้อยละ 74.1 ผู้ป่วยที่ไม่เคยรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น คิดเป็นร้อยละ 55.6ผู้ป่วยที่มีวิธีการกำจัดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยวิธีการอื่นๆ ด้านข้อมูลข่าวสาร ผู้ป่วยได้รับความรู้เกี่ยวกับวัณโรคจากสื่ออื่นๆ (บุคลากรทางการแพทย์) คิดเป็นร้อยละ 64.8

 

ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

Monday, July 21st, 2014

10485378_793292337382628_1642523949_n

10514993_793292340715961_1269704288_n

10559122_793292344049294_848723760_n

ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

ฉัตรชัย หมื่นก้อนแก้ว*­,ธนัชพร มณีวรรณ, สุภา ศรีรุ่งเรือง, กรุณา ยะสะโน,นภดล แนบนิล,วัชรินทร์ พุกอุด, อรุณี ทวีชีพ,ณัฐวรรณ ตันชะและอรพิมล ดวงติ๊บ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มญาติผู้ป่วย รวมทั้งเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปางกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง กลุ่มญาติผู้ป่วยโรคมะเร็ง และกลุ่มประชาชนทั่วไป จำนวน 341 คน ซึ่งได้จากกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Hendelที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ปัจจัยด้านบุคคล ประกอบด้วย ปัจจัยเสี่ยงด้านอาหาร และปัจจัยเสี่ยงด้านการใช้ชีวิต และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ปัจจัยเสี่ยงด้านภายในบ้าน และปัจจัยเสี่ยงด้านภายในสถานที่ทำงาน ซึ่งทดสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยการหาความเที่ยงตรงของเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และหาความเชื่อมมั่นของเครื่องมือโดยไปทดสอบ กับกลุ่มที่คล้ายคลึงตัวอย่างจำนวน 30 คน ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาคอนบรากเท่ากับ 0.79 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย แบบ t-test

ผลการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยด้านบุคคลที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งพบว่าปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหาร มีระดับความเสี่ยงปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.18 +1.01โดยพฤติกรรมพบมากที่สุด คือการรับประทานอาหารแห้งในกลุ่มพืชที่ใช้สำหรับเครื่องปรุงอาหารและปัจจัยเสี่ยงด้านการใช้ชีวิต พบว่า มีระดับความเสี่ยงปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.76 +1.14 โดยพฤติกรรมพบมากที่สุด คือวิธีการจัดการความเครียดด้วยตนเอง ในส่วนของด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง พบว่าปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน มีระดับความเสี่ยงปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.20 +1.24 โดยพฤติกรรมพบมากที่สุด คือการใช้เคมีทำความสะอาดอุปกรณ์ และปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงาน มีระดับความเสี่ยงต่ำ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.44 +0.84 โดยพฤติกรรมพบมากที่สุด คือการทำงานที่สัมผัสกับควัน

สำหรับผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มญาติผู้ป่วย พบว่า มีความแตกต่างทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P < 0.033) คือปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มญาติผู้ป่วย (2.21 + 0.93> 2.12 + 0.97) และผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มบุคคลทั่วไป พบว่า มีความแตกต่างทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P < 0.001) คือปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงน้อยกว่ากลุ่มบุคคลทั่วไป (1.90 + 0.50 < 2.24 + 0.51)

สรุปจากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าประชาชนในพื้นที่ ที่ทำการศึกษายังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวสามารถนำไปเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายและวางแผนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมะเร็งในพื้นที่รับผิดชอบให้เหมาะสมได้

 

การอภิปรายผล

การศึกษาเรื่องปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ ประกอบด้วยปัจจัยด้านบุคคลเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ปัจจัยด้านบุคคลพฤติกรรมการใช้ชีวิต ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงาน

จากการสอบถามข้อมูลทั่วไปจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฮ่องห้า พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 59.90 และประชาชนที่มีช่วงอายุ 49-56 ปี คือกลุ่มตัวอย่างที่พบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 19.76 โดยมีการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 59.88 และประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก คิดเป็นร้อยละ 31.43 ทั้งนี้ประชาชนร้อยละ 80.88 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 9,000 บาท และส่วนใหญ่ร้อยละ 58.98 เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับประวัติการป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในครอบครัว พบว่ามีครอบครัวที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง แล้วยังมีชีวิตอยู่ คิดเป็นร้อยละ 6.58 และเป็นผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง คิดเป็นร้อยละ 16.76 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เคยมีญาติที่เคยป่วย และเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งซึ่งเป็นญาติสายตรง คิดเป็นร้อยละ 96.10

สำหรับการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคล ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคลเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และปัจจัยด้านบุคคลพฤติกรรมการใช้ชีวิต ผลการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคลเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งในเรื่องของการรับประทานอาหารแห้ง ได้แก่ พริกแห้ง หอม กระเทียม ถั่วลิสง และเครื่องเทศต่างๆ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ประชาชนนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงในการประกอบอาหารรับประทานเป็นประจำ ซึ่งอาหารกลุ่มนี้อาจมีสาเหตุของความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง คือการได้รับสารเคมีตกค้างจากการเพาะปลูกทางการเกษตรสะสมในร่างกาย เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่ จึงส่งผลให้วัตถุดิบดังกล่าวไม่มีความปลอดภัย สำหรับความเสี่ยงอีกด้านหนึ่ง คืออาจได้รับสารพิษ และสารก่อมะเร็ง จากวัตถุดิบที่มีการเก็บรักษาไม่เหมาะสม เช่น การเก็บรักษาอาหารไว้ในที่ที่มีความชื้นสูง อาจทำให้มีเชื้อราเกิดขึ้นในอาหารได้ง่าย ทำให้อาหารไม่มีความปลอดภัยเนื่องจากมีการสร้างสารพิษจากเชื้อราตกค้างในอาหาร และหากอาหารนั้นถูกเก็บรักษาไว้เป็นเวลานานยิ่งทำให้อาหารเกิดสารพิษตกค้างมากขึ้น โดยเฉพาะสารอะฟลาทอคซิน ซึ่งเป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง สำหรับความเสี่ยงรองลงมา พบว่าประชาชนนิยมรับประทานผักชนิดต่างๆ ซึ่งมีความเสี่ยงที่แฝงคือการมีสารเคมีตกค้างเช่นเดียวกับการรับประทานอาหารแห้ง เนื่องจากประชาชนนิยมซื้อผักมารับประทานแต่อาจมีวิธีการลดสารเคมีตกค้างในผักที่ไม่เหมาะสม จึงทำให้ได้รับการสะสมสารเคมีตกค้างในร่างกายเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ในระยะยาว เมื่อพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นรายกลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีความเสี่ยงสูงในเรื่องของการรับประทานอาหารแห้ง ทั้งนี้ความเสี่ยงที่แต่ละกลุ่มจะได้รับจะแตกต่างกันไป โดยในกลุ่มผู้ป่วยอาจมีโอกาสที่โรคจะมีความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น หรือในกลุ่มผู้ที่หายจากโรคแล้วอาจกลับมาเป็นโรคใหม่ได้อีกครั้ง เนื่องจากการได้รับสารเคมีทางการเกษตร และสารพิษจากเชื้อราในอาหารสะสมในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าว ซึ่งผลการวิจัยคล้ายคลึงกับงานของ กนกกาญจน์ บำรุงกิจ (2555) ศึกษาเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของยีน ทีพี 53 ของผู้ป่วยมะเร็งปอดในภาคเหนือของประเทศไทย และความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงผลจากการศึกษา พบว่าการใช้ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการอาศัยอยู่ในบ้านที่มีอากาศถ่ายเทไม่ดี ได้แก่ บ้านซีเมนต์ หรือบ้านที่มีห้องครัวอยู่ภายในบ้าน มีผลต่อการกลายพันธุ์ของยีนทีพี 53 ในผู้ป่วยมะเร็งปอด ทางด้านกลุ่มญาติผู้ป่วย อาจได้รับสารเคมีทางการเกษตร และสารพิษจากเชื้อราในอาหารสะสมในร่างกาย และทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งขึ้นได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเกี่ยวเนื่องทางพันธุกรรมกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งสูงกว่าบุคคลทั่วไป และในกลุ่มบุคคลทั่วไป หากได้รับการสะสมของสารเคมีทางการเกษตร และสารพิษจากเชื้อราในอาหารสะสมในร่างกายอย่างต่อเนื่องอาจมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งขึ้น

เมื่อพิจารณาผลการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีวิธีการจัดการความเครียดที่ไม่เหมาะสม เช่น การสูบบุหรี่ การรวมกลุ่มกันดื่มสุราหลังจากเลิกงาน และการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ วนิดา โชควาณิชย์พงษ์ (2552) ศึกษาเกี่ยวกับการสำรวจพฤติกรรม และทัศนคติการบริโภคปลาดิบ และการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี พบว่ามีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ที่เกิดจากการบริโภคปลาน้ำจืด ทั้งเพศชาย และเพศหญิง ส่วนใหญ่นิยมบริโภคปลาดิบ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ในตับ มีผลเสี่ยงต่อปัจจัยที่ก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี อีกทั้งขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อทำเป็นประจำมีโอกาสกระตุ้นการเกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ เพราะร่างกายเสื่อมโทรมจากการดื่มสุรา การสะสมสารพิษจากการสูบบุหรี่ และร่างกายกำจัดสารพิษออกจากร่างกายไม่เพียงพอเพราะออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ เป็นสาเหตุทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมโทรม มีการทำงานผิดปกติ และส่งผลให้เกิดเป็นเซลล์ก่อโรคมะเร็งขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุพรรณี พรหมเทศ (2553) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในคนไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าการสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา มีความสัมพันธ์ต่อความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอดในเพศชาย โดยเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งปอดมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นรายกลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีการจัดการความเครียดที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงขาดการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลทั่วไปมีพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงสูง คือสูบบุหรี่และมีการรวมกลุ่มกันดื่มสุราหลังจากเลิกงานเป็นประจำ รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เป็นประจำ รวมถึงขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อมโทรม และมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งได้ในที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Kiyomi Sakata and et all. (2005). ศึกษาเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหารในคนญี่ปุ่น พบว่าเพศชาย ในประชากรทั่วไปวัย 40-79 ปี โดยเครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ในวิถีการดำรงชีวิตเกี่ยวกับอัตราการตายด้วยการสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา พบผู้ที่สูบบุหรี่ และผู้ที่หยุดสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราเสี่ยงต่อการตายสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งผู้ที่ดื่มสุรา และผู้ที่หยุดดื่มสุราแล้ว มีอัตราเสี่ยงต่อการตายสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มสุรา จะมีปริมาณที่มากขึ้นก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารจากการสูบบุหรี่และดื่มสุราเพิ่มมากขึ้น สำหรับกลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มญาติผู้ป่วย มีการจัดการความเครียดบางอย่างที่ไม่เหมาะสม เช่น ยังมีการสูบบุหรี่ รวมถึงดื่มแอลกอฮอล์เป็นบางครั้ง ทั้งนี้หากกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจมีโอกาสที่อาการของโรคมะเร็งจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และในกลุ่มของญาติผู้ป่วย ความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งมากกว่ากลุ่มบุคคลทั่วไป เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเกี่ยวเนื่องทางพันธุกรรมกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทั้งนี้หากมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งรวมด้วย มีโอกาสทำให้บุคคลกลุ่มนี้เกิดเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้นตามไปด้วย

ในส่วนของการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงาน ผลการศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสกับอาหาร และสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาดภายในบ้าน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดพื้น น้ำยาล้างห้องน้ำ เป็นต้น ความเสี่ยงที่จะได้รับจากการใช้สารเคมีเหล่านี้ โดยเฉพาะสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสกับอาหาร เกิดจากมีสารเคมีตกค้างในภาชนะ ทำให้เกิดการปนเปื้อนสารเคมีลงสู่อาหาร เมื่อบุคคลภายในบ้านรับประทานอาหารเข้าไปทำให้เกิดการสะสมสารเคมีในร่างกายได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Ami R Zota (2010) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยด้านเคมี และสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีทำความสะอาดภายในบ้านที่มีผล และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม พบว่าการใช้สารเคมีทำความสะอาดภายในบ้านและสารเคมีที่ใช้สำหรับปรับอากาศภายในบ้านมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น

เมื่อพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นรายกลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีการใช้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสกับอาหาร และสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาดภายในบ้านในปริมาณสูง โดยเฉพาะในกลุ่มบุคคลทั่วไป มีการใช้สารเคมีเหล่านี้ในปริมาณสูงจึงมีโอกาสที่สารเคมีจะสะสมในร่างกายได้สูงตามไปด้วย หากไม่มีการตระหนักในเรื่องการปนเปื้อนของสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสกับอาหาร ทั้งนี้การที่บุคคลได้รับการสะสมสารเคมีในร่างกายอย่างต่อเนื่อง และมีพฤติกรรมเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ยอมมีโอกาสที่เป็นสาเหตุในการก่อให้เกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น สำหรับในกลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มญาติผู้ป่วย ความเสี่ยงที่ได้รับเช่นเดียวกับกลุ่มบุคคลทั่วไป แต่มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งได้ง่ายในกลุ่มของญาติผู้ป่วย ซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องของการเกิดโรคมะเร็งที่แฝงมากับยีนทางพันธุกรรม และในกลุ่มของผู้ป่วยอาจเกิดการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงของโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นในบุคคลที่เป็นโรคมะเร็งอยู่ หรืออาจทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งได้ ใหม่ในบุคคลที่เป็นโรคมะเร็งมาก่อน

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงาน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสสัมผัสกับควันไฟ เนื่องจากประชาชนประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรมเป็นหลัก และมีการประกอบอาหารโดยใช้วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงทางธรรมชาติ ดังนั้นจึงมีโอกาสสัมผัสกับควันไฟตลอดเวลา เช่น ควันไฟจากการเผาถ่าน การประกอบอาหารโดยใช้ฟืน การเผาขยะภายในบ้าน รวมถึงการเผาฟางข้าวเพื่อทำการเกษตร จากการที่ประชาชนสัมผัสกับควันไฟมีโอกาสได้รับสารพิษจากควันไฟที่เกิดจากการเผาไหม้วัสดุต่างๆ สะสมภายในร่างกายตลอดเวลาส่งผลให้เกิดเป็นโรคระบบทางเดินหายใจชนิดต่างๆ ขึ้นได้ และหากมีอาการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งระบบทางเดินหายใจขึ้นได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด ทั้งนี้หากมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การสูบบุหรี่เป็นประจำ และการทำงานในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองสูง ยอมทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งได้สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งได้ผลการวิจัยคล้ายคลึงกับงานของ Dario Consonni and et all. (2009) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในการก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งปอดจากการสูบบุหรี่ รวมทั้งสารเคมีต่างๆในสถานที่ทำงาน พบว่ากลุ่มที่ทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง คือกลุ่มที่ทำงานที่สัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำ เช่น งานที่เกี่ยวกับการผลิต เซรามิค และงานที่เกี่ยวกับสารเคมีเป็นสารระเหย ร่วมกับการมีพฤติกรรมเสี่ยง คือการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอร์ ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น เมื่อพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นรายกลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มญาติผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีความเสี่ยงจากการได้รับสารพิษจากควันไฟของการเผ้าไหม้วัสดุต่างๆ สะสมในร่างกาย โดยเฉพาะของกลุ่มบุคคลทั่วไป และกลุ่มญาติผู้ป่วย ซึ่งมีโอกาสได้รับควันไฟจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ควันไฟจากการเกษตร ควันไฟจากการประกอบอาหาร ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องมีโอกาสเกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่าย และหากเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจเรื้อรังอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ ทั้งนี้ในกลุ่มของญาติผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคมะเร็งได้สูงกว่ากลุ่มบุคคลทั่วไปด้วย เนื่องจากมียีนแฝงของการเกิดโรคมะเร็งอยู่ภายในร่างกาย สำหรับกลุ่มผู้ป่วยมีโอกาสสัมผัสกับควันไฟจากการประกอบอาหารเป็นส่วนใหญ่ แต่หากได้รับการสัมผัสอย่างต่อเนื่องอาจกระตุ้นโรคมะเร็งให้มีความรุนแรงสูงขึ้น หรือมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้

ในส่วนของการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มญาติผู้ป่วยทั้งหมด พบว่าปัจจัยที่มีค่าความแตกต่างกันมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P < 0.033) คือปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน โดยค่าเฉลี่ยรวมปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมภายในบ้านของกลุ่มผู้ป่วย มีค่าเท่ากับ 2.21 + 0.93 และกลุ่มญาติผู้ป่วย มีค่าเท่ากับ 2.12 + 0.97 หากพิจารณาจากค่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจะเห็นได้ว่ากลุ่มของผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มญาติผู้ป่วย ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยอาจมีโอกาสที่โรคจะทวีความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น หรือในกลุ่มผู้ที่หายจากโรคแล้วอาจกลับมาเป็นโรคใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับ Ami R Zota (2010) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยด้านเคมี และสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีทำความสะอาดภายในบ้านที่มีผล และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม พบว่าการใช้สารเคมีทำความสะอาดภายในบ้านและสารเคมีที่ใช้สำหรับปรับอากาศภายในบ้านมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ร้อยละ30 และในกลุ่มที่ใช้เป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ร้อยละ 50

สำหรับการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มบุคคลทั่วไปทั้งหมด พบว่าปัจจัยที่มีค่าความแตกต่างกันมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P < 0.001) คือปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยค่าเฉลี่ยรวมปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มผู้ป่วย มีค่าเท่ากับ 1.90 + 0.50 และกลุ่มบุคคลทั่วไป มีค่าเท่ากับ 2.24 + 0.51 หากพิจารณาจากค่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจะเห็นได้ว่ากลุ่มของบุคคลทั่วไปมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วย ดังนั้นกลุ่มบุคคลทั่วไปอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น หากมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านการรับประทานอาหาร ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา และการได้รับสารเคมีร่วมกับปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นๆ อาทิเช่น พฤติกรรมเสี่ยงจากการทำงานในสถานที่ที่มีฝุ่นละออง หรือไอระเหยของสารเคมีเป็นประจำ ซึ่งได้ผลการวิจัยคล้ายคลึงกับงานของ Dario Consonni (2009) ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในการก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งปอดจากการสูบบุหรี่ รวมทั้งสารเคมีต่างๆในสถานที่ทำงาน พบว่ากลุ่มที่ทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง คือกลุ่มที่ทำงานที่สัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำ เช่น งานที่เกี่ยวกับการผลิต เซรามิค และงานที่เกี่ยวกับสารเคมีเป็นสารระเหย ร่วมกับการมีพฤติกรรมเสี่ยง คือการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอร์ ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น

การมีส่วนร่วมในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และศาสตร์การสาธารณสุข : กรณีศึกษาบ้านต้นฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

Monday, July 21st, 2014

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ชื่อเรื่องวิจัย การมีส่วนร่วมในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้    สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และศาสตร์การสาธารณสุข  : กรณีศึกษาบ้านต้นฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ผู้เขียน          นายสกุลศักดิ์  อินหล้า

บทคัดย่อ   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อสร้างสุขภาพที่ดี ครอบครัวอบอุ่น และศึกษาการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์การสาธารณสุข บ้านต้นฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เพื่อนำเสนอบริบทชุมชน การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของกลุ่มเป้าหมายด้านสุขภาพ กระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชน การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์การสาธารณสุขในชุมชนบ้านฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เป็นวิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม สามารถนำเสนอผลการศึกษา ดังนี้รูปภาพ5 1) บริบทชุมชน และสภาพที่เป็นจริงของชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา 2) กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ครอบครัวเกิดความอบอุ่นและมีความสุขร่วมกันของชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา 3) การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์การสาธารณสุขในชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา

สรุปผลการวิจัย

            จากการวิจัยครั้งนี้ สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

             ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาและการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อเกิดการสร้างหรือพัฒนารูปแบบเชิงคุณภาพ ดังนี้

  1. บริบทชุมชนบ้านฮ่างพัฒนา ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

บ้านต้นฮ่างพัฒนาเป็นหมู่บ้านที่มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขาสูง มีป่าไม้และภูเขาล้อมรอบ มีอาณาเขตพื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ที่มีเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนและเขตอุทยานแห่งชาติขุนตาล เนื้อที่ถือครองที่ดินทั้งหมดของหมู่บ้านต้นฮ่างพัฒนา มีจำนวน 2,500 ไร่ จำนวนครัวเรือนทั้งหมด 249 ครัวเรือน มีประชากรรวม 986 คน ประกอบด้วยชาย 508 คน หญิง 478 คน เด็กอายุ 0 – 6 ปี จำนวน 58 คน ผู้สูงอายุ จำนวน 148 คน ทิศเหนือจรดตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน ทิศใต้จรดตำบลบ้านเอื้อม ทิศตะวันตกจรดอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูนทิศตะวันออก  จรดอำเภอแจ้ห่ม อาชีพหลักทำเกษตรกรรม อาชีพรองเลี้ยงสัตว์ และงานรับจ้างทั่วไป มีการปกครอง  โดยผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนหลักหรือผู้นำของหมู่บ้าน โดยมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีก 2 คน การดูแลของหมู่บ้านมีรูปแบบการกระจายงานโดยผ่านกลุ่มผู้นำ มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้สั่งการ ผ่านมายังผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 2 ท่าน และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการของหมู่บ้าน 12 คน โดยมีหน้าที่ดูแลบ้านแต่ละหมวดของตัวเอง หมู่บ้านต้นฮ่างพัฒนามีทุนทางสังคม ประกอบไปด้วย ทุนวัฒนธรรม ความเชื่อ และประเพณี ทุนกลุ่มและบุคคลภายใน ทุนกลุ่มจากภายนอก ทุนทรัพยากรในชุมชน

2. การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของกลุ่มเป้าหมายด้านสุขภาพ

ปัญหาในชุมชนที่ไม่สามารถแก้ไขได้และเป็นปัญหาใหญ่ คือ ปัญหายาเสพติด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คนในชุมชนไม่เข้มแข็งพอ คนในชุมชนต้องช่วยกันแก้ไขสาเหตุของปัญหา สิ่งสำคัญคือ คนในชุมชนต้องร่วมมือกันด้วยความเข้มแข็งของชุมชน แสดงถึงแนวคิดวิเคราะห์ชุมชนได้ อย่างในปัจจุบัน มีการรวมกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนบ้านต้นฮ่าง เช่น กลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ให้เด็กหันมาสนใจกิจกรรมอื่น ๆ มากกว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด กลุ่มสตรีแม่บ้าน รวมตัวเพื่อหารายได้เข้าหมู่บ้านและครอบครัว กลุ่มสมุนไพรไทย  และกลุ่มผู้สูงอายุ

3. กระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชน

ชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา มีกระบวนการการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชนต่าง ได้แก่ การรวมกลุ่มทำแปรงผักเกษตรอินทรีย์ การลดการใช้สารเคมี การตรวจเลือดหาสารพิษตกค้างในเลือด การออกกำลังกายของกลุ่มเยาวชนในชุมชน และแผนงานที่ชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนาจะผลักดันไปสู่อนาคต คือ โครงการลูกโลกสีเขียว และผลักดันชุมชนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศในอนาคต โดยในชุมชนมีคณะทำงานเครือข่ายพันธมิตรสร้างสุขภาพของชุมชน คือ กลุ่ม อสม. และชมรมผู้สูงอายุ

4. การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์การสาธารณสุขในชุมชน

การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชุมชน บ้านต้นฮ่างพัฒนาได้รับสืบทอดตำราสมุนไพรเป็นลักษณะของปริศนาสมุนไพรหรือยาผีบอก ซึ่งตัวของปราชญ์ชุมชนได้รับสืบทอดมาจากคุณพ่อของตน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการใช้สมุนไพรไม่ได้มีการเผยแพร่และไม่เคยใช้รักษาให้คนในชุมชนนอกจากนำมาใช้ในครอบครัวตนเองเท่านั้น

ทั้งนี้ หลังจากได้มีการศึกษาการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนาจึงได้คัดลอกตำรายาสมุนไพรส่วนหนึ่งนำมาให้กลุ่มเยาวชน ได้ศึกษาเรียนรู้ถึงชนิดและวิธีการใช้ประโยชน์ของสมุนไพร และผนวกกับองค์ความรู้ทางด้านสมุนไพรไทย ในชุมชนที่กลุ่มเยาวชนได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้สืบสานเป็นองค์ความรู้ของชุมชนสืบไป

การอภิปรายผลการศึกษา

  1. บริบทชุมชน และสภาพที่เป็นจริงของชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนาเป็นอย่างไร

บ้านต้นฮ่างพัฒนาเป็นหมู่บ้านที่มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขาสูง มีป่าไม้และภูเขาล้อมรอบ เป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้และสัตว์ป่าอยู่มากมายหลายชนิดเหมาะสมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ ลักษณะโครงสร้างทางสังคม ประชาชนส่วนใหญ่ มีความสัมพันธ์แบบชนบท ความผูกพันแบบญาติมิตร มีความเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในครอบครัวและเพื่อนบ้าน ประชาชนยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา สอดคล้องกับงานวิจัย (กนกรัตน์ ทิพนี, 2552) ว่า “ประชาชนให้ความร่วมมือร่วมใจในการดำรง รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีอย่างมั่นคง ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพก็ตาม”

  1. กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ครอบครัว  เกิดความอบอุ่นและมีความสุขร่วมกันของชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนา

นโยบายด้านสาธารณสุขยังเป็นนโยบายในภาพรวมเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่เป็นนโยบายที่ชัดเจน ไม่มีการดำเนินงานร่วมกับชุมชน มีเพียงแต่ความร่วมมือกับ อสม. เท่านั้น เรื่องสุขภาพของคนในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือร่วมใจทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดี นำไปสู่การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพของชุมชน คนในชุมชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมยังไม่ให้ความสำคัญและไม่ตระหนักถึงอันตรายจากการใช้สารเคมีเท่าที่ควร ปัญหาในชุมชนที่ไม่สามารถแก้ไขได้และเป็นปัญหาใหญ่ คือ ปัญหายาเสพติด คนในชุมชนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ต้องร่วมมือกันด้วยความเข้มแข็งของชุมชน สอดคล้องกับประโยชน์ของการมีส่วนร่วมของเฉลียว บุรีภักดี และคณะ (จีระศักดิ์ เจริญพันธ์, 2550)และสอดคล้องกับงานวิจัย (กนกรัตน์ ทิพนี, 2552) ว่า “วิถีชีวิตประจำวันของคนในชุมชน หลังเลิกงานในตอนเย็นก็จะมีการแวะดื่มที่ร้านเหล้าในชุมชนประจำ จับกลุ่มคุยกันเฮฮาทุกเย็น

การเสริมสร้างครอบครัวอบอุ่น เกิดจากการรวมกลุ่มของเยาวชนซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ หรือการที่เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหรือทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน ทำให้เกิดการยอมรับจากคนในชุมชนและครอบครัวของกลุ่มเยาวชนเองว่าพวกเขาก็สามารถสร้างสิ่งที่ดีและมีประโยชน์แก่ชุมชนได้ จุดเด่นของการทำกิจกรรมที่ทำให้คนในชุมชนและคนในครอบครัวของกลุ่มเยาวชนยอมรับและเห็นคุณค่าตลอดจนความสามารถของกลุ่มเยาวชน คือ กิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำ และการปลูกผักโดยใช้แนวทางของเกษตรอินทรีย์รวมถึงการเลี้ยงหมูหลุม โดยยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพที่มีในกลุ่มเยาวชนให้คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าในตัวของเยาวชน ซึ่งจะทำให้กลุ่มเยาวชนเกิดการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตัวเองเช่นกัน เนื่องจากได้รับการยอมรับจากบุคคลในครอบครัว เยาวชนจึงอยากที่จะรักษาคุณค่าของตัวเองไว้ ส่งผลให้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องในการทำให้ครอบครัวอบอุ่นคือ เยาวชนเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งของกิจกรรมสามารถส่งเสริมให้เกิดรูปแบบครอบครัวที่ดีได้ เช่น เกิดการรับฟังซึ่งกันและกันเพราะการได้พูดคุยกันภายในครอบครัว การทำกิจกรรมของกลุ่มเยาวชนตลอดจนเรื่องของการประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ในการจุนเจือครอบครัวอยู่ดีมีสุข และ เป็นครอบครัวที่อยู่รวมกันเพราะสมาชิกภายในครอบครัวรู้บทบาทหน้าที่ของตน โดยพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก เช่น ไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่สนใจแต่การทำงานจนไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดูบุตรของตัวเอง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ดึงให้เยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด เพราะปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่สำคัญอีกหนึ่งปัญหาสำหรับเยาวชนและเมื่อเยาวชนห่างไกลจากยาเสพติดแล้วเยาวชนก็จะมีความใกล้ชิดกับครอบครัว เมื่อครอบครัวได้ปะทะสังสรรค์กันมากขึ้นก็จะก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวมากขึ้น เพราะเยาวชนไม่ไปรวมกลุ่มมั่วสุมเรื่องยาเสพติด ทำให้เยาวชนถูกมองในแง่ดี คนในชุมชนก็เห็นความสำคัญของเยาวชนจากกิจกรรมที่เยาวชนทำซึ่งจะส่งผลเกิดความรักสามัคคีกันในชุมชนและจะส่งผลต่อยอดไปทำให้ชุมชนเข้มแข็งโดยมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นพื้นฐานของความเข้มแข็งในที่สุด

  1. การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไทย ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์ การสาธารณสุขในชุมชนอย่างไร

พืชสมุนไพรที่มีอยู่ในชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนานั้นสามารถสำรวจได้ 91 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิด มีสรรพคุณที่ใช้ในการรักษาความเจ็บป่วยที่แตกต่างกันออกไปโดยที่มาขององค์ความรู้ในเรื่องพืชสมุนไพรในชุมชนบ้านต้นฮ่างพัฒนาได้มีการสืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ส่วนในการเสาะแสวงหาพืชสมุนไพรเพื่อนำมาใช้นั้นส่วนใหญ่จะเสาะหาจากแหล่งธรรมชาติภายในชุมชน สอดคล้องกับทฤษฎีต้นทุนทางสังคมของครูเตอร์และเลซิน (ณรงค์ศักดิ์ หนูสอน, 2553) เนื่องจากมีพื้นที่อยู่ในเขตต้นน้ำ ทำให้มีสภาพป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ทำให้พบพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดในบริเวณป่าชุมชนและภายในบริเวณหมู่บ้านเอง สอดคล้องกับงานวิจัย (พัชทิชา กุลสุวรรณ์, 2554) ว่า “องค์ความรู้ในเรื่องพืชสมุนไพรการเรียนรู้เริ่มจากครอบครัวและเครือญาติที่มีการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ หากมีผู้ใดในครอบครัวเจ็บป่วยผู้ที่มีความรู้ในการใช้พืชสมุนไพรภายในครอบครัวจะเป็นผู้ดูแลรักษาและเสาะหาสมุนไพร เพื่อนำมารักษาผู้ป่วยบุคคลภายในครอบครัวจะเกิดการเรียนรู้ จดจำ และเมื่อเกิดการทำหลาย ๆ ครั้ง ก็เกิดเป็นประสบการณ์และสามารถปฏิบัติเองได้”

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้ (KM): เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ

Monday, July 21st, 2014

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

การจัดการความรู้ (KM): เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ

                                             โดย อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์

Tacit Knowledge **อาจารย์ผู้สอนหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณทิตและพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาพยาบาลชุมชนและสาขาพยาบาลอาชีวอนามัย) และหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต(หลักสูตรนานาชาติ) ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นวิทยากร ในการทำ KM และการเขียนบทความทางวิชาการ

 เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ     

เนื้อหา (Content)      

            เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ เป็นหัวข้อของการจัดการความรู้ ในคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น (Nation University) โดยมีเป้าหมายของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น และนโยบายการกำหนดประเด็นความรู้ขององค์กรคือประเด็น “การดำเนินการหลักสูตรให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษา” ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมาย ของ Knowledge Management (KM) ในประเด็น “เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ” โดยให้คณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการในเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้เชิญวิทยากร จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์ มาเป็นวิทยากรพิเศษในการให้ความรู้และหลักการการทำ KM  ตลอดจนช่วยทำให้เกิดการทำ KM  เชิงปฎิบัติการในคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม่สาระสำคัญ ดังนี้

ด้วยการใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)   7 ขั้นตอน เพื่อให้บุคลากรในคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ  สามารถแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และเกิดการเรียนรู้ โดยอาศัย Tuna Model (โมเดลปลาทูน่า) มาเป็นกรอบแนวคิดในการจัดการความรู้  ซึ่งกำหนดให้หัวปลาเป็น Knowledge Vision (KV) ด้วยการใช้เป็นส่วนของการกำหนด เป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของ KM ในคณะฯ โดยมีการกำหนดเป้าหมายการจัดการความรู้เรื่อง “เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ” ร่วมกันในคณะฯ และใช้ตัวปลาเป็น KnowledgeSharing (KS) ซึ่งในคณะมี “คุณอำนวย” ทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการ (Facilitator) มีบทบาทในการกระตุ้น ให้ “คุณกิจ” (คณาจารย์) มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับความรู้ในการเขียนบทความทางวิชาการ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) ที่มีอยู่ในตัวของคณาจารย์ พร้อมทั้งอำนวยการให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการเรียนรู้ (Leaning) ร่วมกัน และเกิดการหมุนเวียนความรู้ จนได้ความรู้ในลักษณะ เป็นที่ยอมรับของคนในองค์กร ซึ่งสามารถนำไปสู่การปฎิบัติจริง โดยความรู้นั้นสามารถ เก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อๆไป โดยใช้หางปลา เป็น KnowledgeAsset (KS) ซึ่งเกิดจากการเก็บสะสมความรู้ “ความรู้สู่การปฎิบัติ” เป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ด้วยการเก็บความรู้ด้วยวิธีต่างๆ ให้คลังความรู้คือหางปลานั่นเอง ซี่งสามารถเผยแพร่ได้ดังนี้

เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ ก่อนจะลงมือเขียนบทความฯ ควรมีความเข้าใจถึงความหมายของบทความวิชาการให้ตรงกัน เพราะว่าเป็นงานเขียนหรือความเรียงที่ผู้เขียนต้องการ สื่อองค์ความรู้หรือข้อค้นพบใหม่ๆ ทางวิชาการในสาขาวิชาการสาธารณสุข หรือสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่น บทความวิจัย  บทความเสนอแนวคิด หลักการ และ/หรือ แบบจำลองเป็นต้น ดังนั้นในการเขียนบทความทางวิชาการในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะ  เช่น บทความวิจัย  บทความเสนอแนวคิด หลักการทางวิชาการ ซึ่งควรคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการได้แก่ ตัวผู้เขียน สิ่งที่จะเขียน และ ผู้อ่าน ดังต่อไปนี้

ประการแรกคือตัวผู้เขียนบทความ ควรมีศักยภาพและความพร้อมในการสร้างผลงานวิชาการ โดยอาศัยปัจจัยภายในตัวเอง (Internal factors) คือมีความรู้เรื่องที่จะเขียน และมีเวลาในการเขียนตลอดจนมีความสุขในการที่จะสร้างสรรค์งานเขียนทางวิชาการที่ตนเองประสงค์จะดำเนินการ นอกจากนี้ควรต้องอาศัยปัจจัยภายนอกตนเอง (External factors) คือการมีบรรยากาศทางวิชาการในองค์กรและมีแหล่งความรู้ รวมทั้งบุคคลที่จะช่วยเหลือสนับสนุนงานเขียน ตลอดจนการบริหารจัดการกับภาระงานของผู้เขียน เช่น งานสอน งานวิจัยฯ และภาระงานที่บ้าน เช่นการดูแลครอบครัวของตนเอง  เป็นต้น เพื่อป้องกันอุปสรรคในการเขียน

ประการที่สองคือ สิ่งที่เขียนลงในบทความ ควรเป็นสิ่งที่ทันสมัยและอยู่ในความสนใจในวงวิชาการ โดยอาศัยความรู้จากตัวผู้เขียน ที่มีประสบการณ์ และความชำนาญในเรื่องที่จะเขียนหรือผลที่เกิดจากการวิจัยของตัวผู้เขียนบทความเอง โดยสิ่งที่เขียนควรมีเนื้อหาสาระที่มีความถูกต้องเชื่อถือได้ ในทางวิชาการ และมีประโยชน์ต่อสังคมและ/หรือประเทศชาติ โดยอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของนักวิชาการเอง โดยงานเขียนบทความทางวิชาการ ควรมีโครงสร้างหลัก 4  ประการของการเขียนคือ

1)        ชื่อบทความ ควรสั้นกระทัดรัด ใช้ภาษาง่ายต่อการเข้าใจ มีความหมายที่สื่อให้ผู้อ่านอยากติดตามและจูงใจในการอ่าน

2)        คำนำ/หรือบทนำ เป็นส่วนของการเปิดประเด็นเข้าสู่เนื้อหา ควรบอกถึงความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการเขียน เพื่อจูงใจทำให้ผู้อ่านเลือกที่จะอ่าน

3)      เนื้อเรื่อง ควรแสดงองค์ความรู้ ข้อค้นพบ ที่อยู่บนฐานข้อมูลที่เป็นความจริง หรือสถิติที่ทันสมัย มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน ควรมีภาพประกอบ หรือตารางตามความเหมาะสม

4)       บทสรุป เป็นการสรุปเชิงพรรณาจากส่วนเนื้อหา ไม่ควรยืดยาว เยิ่นเย้อ บางครั้งอาจใช้ภาษิตหรือปรัชญามาช่วยสรุป ให้เกิดข้อคิดแก่ผู้อ่านได้ด้วยก็เป็นสิ่งที่ดี และควรคำนึงถึงการใช้ภาษา การถูกหลักไวยากรณ์ รวมทั้งการอ้างอิงให้ถูกหลักการเขียน บรรณานุกรมด้วยเสมอ

 

ประการที่สาม ตัวผู้อ่านบทความ ควรรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย มีความสามารถในการรับรู้สิ่งที่เขียน เช่น ระดับความรู้ ความสามารถ และความสนใจในแวดวงวิชาการ รวมทั้ง ความสามารถของผู้อ่านในการเข้าถึง (Accessibility) สิ่งที่เขียน ได้แก่ ชนิดของสื่อ หรือแหล่งที่เผยแพร่บทความวิชาการเป็นต้น ดังนั้นเทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ จึงควรคำนึงถึงผู้อ่านเป็นสำคัญเสมอ

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้(KM) : การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ

Monday, July 21st, 2014

การจัดการความรู้(KM): การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ

                                                 โดย  อาจารย์ ดิลกา ไตรไพบูลย์**

Tacit Knowledge **อาจารย์ผู้สอนหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณทิตและพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาพยาบาลชุมชนและสาขาพยาบาลอาชีวอนามัย) และหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต(หลักสูตรนานาชาติ) ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นวิทยากร ในการทำ KM และการเขียนบทความทางวิชาการ

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ

 เนื้อหา (Content) : การทำวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการควรเป็นงานวิจัย  ที่มีลักษณะ เป็นงานค้นคว้าอย่างมีระบบและมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล  หลักการ  หรือข้อสรุปรวมที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ  หรือเอื้อต่อการนำวิชาการนั้นไปประยุกต์  ใช้ให้เกิดประโยชน์ในแวดวงวิชาการ เช่นใช้ในการจัดการเรียนการสอน หรือสามารถประยุกต์ใช้กับงานบริการวิชาการเป็นต้น  ตลอดจนเป็นเอกสารที่มีระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาและ งานวิจัยที่คณาจารย์ทำแล้ว  ให้นำเผยแพร่ควรมีลักษณะใด ลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้

–        ตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปของบทความวิจัย ในวารสารทางวิชาการ ที่มีคุณภาพตั้งแต่ดีจนถึงดีเด่น

–        ตีพิมพ์ในหนังสือรวมงานวิจัยระดับนานาชาติ  ซึ่งเป็นงานที่ได้รับเชิญให้เขียน  และ / หรือมีกองบรรณาธิการ ตรวจสอบคุณภาพของงานวิจัยนั้นๆ

–        เสนองานวิจัยในรูปของเอกสารต่อที่ประชุมทางวิชาการ  ซึ่ง            เป็นที่ยอมรับของผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ โดยมีการ นำไปรวมเล่มเผยแพร่ในรูปของเอกสารวิชาการ  (proceeding) จากการประชุมครั้งนั้น

–        ในกรณีที่งานวิจัยฉบับสมบูรณ์  มีความยาวขนาดเล่มหนังสือ  จะต้องผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ  ก่อนนำเผยแพร่ไปยังสถาบันทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง

–        ได้รับการพิมพ์เผยแพร่มาแล้ว และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา  และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

–        ผลงานที่มิได้จัดทำแต่ผู้เดียว  ให้ระบุผู้ขอมีส่วนร่วมจัดทำร้อยละเท่าไหร่

จัดทำอยู่ในส่วนใด  และผู้ร่วมจัดทำ  ต้องรับรองว่าผู้ร่วมจัดทำ  ได้จัดทำในส่วนใด

** ข้อควรระวังคือ ผลงานทางวิชาการ ต้องไม่เป็นผลงานที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา หรือ เคยใช้เพื่อเลื่อนตำแหน่ง หรือเลื่อนวิทยฐานะ มาแล้ว เช่น ขอตำแหน่ง ศาสตราจารย์ (ศ.) ผลงานวิจัยไม่ควรซ้ำกับการที่เคยขอตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ (รศ.) หรือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) เป็นต้น

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ การจัดการความรู้ (KM) : แนวปฏิบัติในการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา

Monday, July 21st, 2014

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

การจัดการความรู้ (KM): แนวปฏิบัติในการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา

                                                                     โดย อาจารย์ เบญจวรรณ นันทชัย**

**คณบดีคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น  ผู้แลกเปลี่ยนความรู้

เรียบเรียงโดย: คณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเนชั่น

เป้าหมาย/ผู้ร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Desired State): อาจารย์ประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและผู้สนใจ     

เนื้อหา (Content)  

    ความนำ

            กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualification Framework for Higher Education: TQF)     ได้กำหนดให้ทุกหลักสูตรต้องดำเนินการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ        ในกลยุทธ์หรือกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ ที่จัดให้แก่นักศึกษาเพื่อเป็นการพัฒนาผลการเรียนรู้    ในแต่ละด้านตามแผนที่การกระจายความรับผิดชอบมาตรฐานผลการเรียนรู้จากหลักสูตรสู่รายวิชา (Curriculum Mapping) โดยความรู้และทักษะนั้น ๆ จะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่สาขาวิชากำหนดไว้ในรายละเอียดของหลักสูตร (มคอ. 2 หมวดที่ 4,5) และวิธีการดำเนินการการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามที่ระบุไว้ในรายละเอียด ของรายวิชาทุกวิชา (มคอ. 3 มคอ.4 : หมวดที่ 7)  ทั้งนี้ให้มีการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาอย่างน้อย   ร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา

 

แนวทางปฏิบัติ :  การทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ

มหาวิทยาลัยเนชั่น มีนโยบายในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นให้คณะวิชาต่าง ๆ พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรให้สอดคล้องตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นเครื่องมือปฏิบัติในการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นมาตรฐานผลการเรียนรู้ของบัณฑิต (Learning Outcome) เป็นสำคัญ ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ข้อ 6 กำหนดให้มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดใน มคอ. 3 และมคอ. 4 อย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพจึงกำหนดวิธีการ     ทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาซึ่งคณะ ฯ ได้ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้

1. ดำเนินการทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษาโดยอาจารย์ประจำคณะ ฯ ที่เป็นคณะกรรมการวิชาการ

2. คณาจารย์พิจารณาคัดเลือกรายวิชาที่เปิดสอนในหลักสูตรในแต่ละปีการศึกษาเพื่อดำเนินการทวนสอบผลสัมฤทธิ์โดยใช้แนวทางการพิจารณา คือ การคัดเลือกในรายวิชาแกน/วิชาเอก รายวิชาที่ระบุการเรียนการสอนสอดคล้องกับเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย โดยคณะกรรมการสุ่มรายวิชาอย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละภาคของแต่ละปีการศึกษาและไม่ทวนสอบรายวิชาเดิมหรือซ้ำซ้อน สำหรับการดำเนินการทวนสอบรายวิชาในรายวิชาศึกษาทั่วไป และรายวิชาพื้นฐาน ขึ้นอยู่กับการดำเนินการมหาวิทยาลัย

3. ใช้กระบวนการทวนสอบในหลายวิธี เช่น การสังเกต การตรวจสอบ ผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัย การสอบถามนักศึกษา เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่กำหนดขึ้นนั้นได้มีการดำเนินการและบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเป็นที่เข้าใจตรงกันและมีการจัดการเรียนการสอนจนบรรลุผลสำเร็จ

4. วิธีการทวนสอบ ดำเนินการโดยให้นักศึกษาประเมินตนเองเกี่ยวกับระดับความรู้ความสามารถ ทักษะ พฤติกรรมหลังจากเรียนทุกรายวิชาวิชาเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนในแต่ละภาคการศึกษาในระบบการประเมินของมหาวิทยาลัย คณะกรรมการทวนสอบ ฯ นำผลการประเมินมาบันทึกในแบบรายงานผลการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาที่คณะ ฯ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการในทิศทางเดียวกัน

หมายเหตุ 

  1. ตัวบ่งชี้กำหนดให้มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดใน มคอ. 3 และ มคอ. 4 (ถ้ามี) อย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา
  2. การทวนสอบเป็นการหาหลักฐานว่าได้มีการดำเนินการตามมาตรฐานผลการเรียนรู้และมีการจัดการเรียนการสอนจนบรรลุผลสำเร็จ
  3. แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบประเมินเพื่อให้นักศึกษาได้ประเมินตนเองภายหลัง  การเรียนรายวิชาว่าเกิดผลการเรียนรู้อะไรบ้าง ซึ่งผู้ประเมินต้องนำไปเทียบกับมาตรฐานผลการเรียนรู้ของรายวิชา (ตาม มคอ. 3) และ มคอ. 4 ว่าผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นของนักศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ หรือไม่

 

 

คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพได้กำหนดให้มีระบบและกลไกการทวนสอบทางการศึกษาเพื่อตรวจสอบว่านักศึกษา     มีผลการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้และการได้รับการพัฒนาคุณลักษณะครบถ้วนทั้ง 5 ด้าน ตามที่กำหนดไว้           ในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ (มคอ. 2) ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาและเพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรโดยผ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอนในทุกรายวิชาการทวนผลการเรียนรู้ได้ดำเนินการทวนสอบทั้งในระดับรายวิชา และในระดับหลักสูตร โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในระดับรายวิชา
กำหนดแนวทางดำเนินการ วิธีดำเนินการ/ แหล่งข้อมูลที่ทำการทวนสอบฯ
  1. มีคณะกรรมการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษา

2. อาจารย์ผู้สอนต้องดำเนินการดังนี้

– จัดทำ มคอ. 3 รายละเอียดของรายวิชา (Course Specification) ล่วงหน้าก่อนเปิดภาคเรียน ในทุกรายวิชา

– จัดทำมคอ. 5 รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา (Course Report)

– จัดทำมคอ. 6 รายงานผลการดำเนินการของประสบการณ์ภาคสนาม (Field Experience Report)

** ให้ครบทุกรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละภาคการศึกษา ภายใน 30 วัน หลังสิ้นสุดภาคการศึกษา

1. แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการภายในคณะทำการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาระดับรายวิชาทุกรายวิชาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ โดยดำเนินการร่วมอาจารย์ผู้รับผิดชอบวิชาทุกรายวิชา

 

3. คณะกรรมการทำการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับรายวิชา อย่างน้อย 25% ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละภาคการศึกษาภายใน 2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดการเรียนการสอน

3.1 อาจารย์ประจำสาขาวิชามีส่วนร่วมในการทวนสอบ ฯ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

3.2 คะแนนผลการประเมินความ       พึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน   ในแต่ละรายวิชา และสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอนที่ประเมินโดยนักศึกษาต้อง        ไม่น้อยกว่า 3.51 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน (องค์ประกอบที่ 2 สกอ. ตัวบ่งชี้ 2.6 )

 

 

3. ทำการทวนสอบโดยวิธีการวิเคราะห์จากเอกสาร/หลักฐาน ดังนี้

3.1 มคอ. 2 รายละเอียดหลักสูตร (Programme Specification)

3.2 มคอ. 3 รายละเอียดของรายวิชา (Course Specification)

– หมวดที่ 5 แผนการสอนและการประเมินผล

(ข้อ 2. แผนการประเมินผลการเรียนรู้)

– หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

(ข้อ 1.  ผลการประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา)

(ข้อ 2. ประเมินจากผลการเรียนของนักศึกษาหรือการสังเกตการณ์สอน)

(ข้อ 4. ทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษาในรายวิชา ได้แก่

การทวนสอบจากคะแนนข้อสอบ งานที่มอบหมาย เช่น กรณีศึกษา

การนำเสนอรายงาน คะแนนการปฏิบัติงาน บันทึกประสบการณ์)

3.3มคอ. 4 รายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม (Field Experience Specification)

– หมวดที่ 3การพัฒนาผลการเรียนรู้

(ข้อ 3 วิธีการที่จะใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ในมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง)

– หมวดที่ 6 การประเมินนักศึกษา

(ข้อ 2 กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของนักศึกษา)

  1. คณะกรรมการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ของนักศึกษาทำการวิเคราะห์ และสรุปผลการดำเนินการทวนสอบ ฯ เสนอต่อที่ประชุมคณะ ฯ เพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป
4. วิเคราะห์ และสรุปผลการทวนสอบ ฯ

4.1 มคอ. 5 รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา (Course Report)

– หมวดที่ 3 สรุปผลการจัดการเรียนการสอนของรายวิชา

(ข้อ 7.การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา ระบุวิธีการทวนสอบ และสรุปผลการทวนสอบ)

– หมวดที่ 6 แผนการปรับปรุง (ข้อ 2. การดำเนินการในการปรับปรุงรายวิชา)

 

 

 

 

แหล่งข้อมูลที่ทำการวิเคราะห์ในการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในระดับรายวิชา

 

มคอ. 3 รายละเอียดของรายวิชา (Course Specification)

การจัดการเรียนการสอนของแต่ละรายวิชาให้สอดคล้องรายละเอียด ของหลักสูตร แต่ละรายวิชาจะกำหนดวัตถุประสงค์และรายละเอียดของเนื้อหาความรู้ในรายวิชา แนวทางการปลูกฝังทักษะและคุณลักษณะที่นักศึกษาจะได้รับ         การพัฒนาให้ประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของรายวิชา มีการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน วิธีการเรียน การสอนการวัดและประเมินผลในรายวิชา

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

ข้อ 1. กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา

ข้อ 2. กลยุทธ์การประเมินการสอน

ระบุวิธีการประเมินที่จะได้ข้อมูลการสอน เช่น จากผู้สังเกตการณ์ หรือทีมผู้สอน หรือผลการเรียนของนักศึกษา     เป็นต้น

ข้อ 4. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาในรายวิชา

อธิบายกระบวนการที่ใช้ในการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ของรายวิชา      เช่น ทวนสอบจากคะแนนข้อสอบ หรืองานที่มอบหมาย กระบวนการอาจจะต่างกันไปสำหรับรายวิชาที่แตกต่างกัน หรือสำหรับมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้าน

 

 

 

 

 

 

มคอ. 4 รายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม  (Field Experience Specification)

การบริหารจัดการในรายวิชาหรือกิจกรรมที่นักศึกษาจะต้องออกฝึกงานหรือฝึกภาคสนาม โดยต้องวางแผน            ให้สอดคล้องตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดของหลักสูตร วัตถุประสงค์และกิจกรรมการฝึกต้องมีความชัดเจน                 เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้และทักษะจากประสบการณ์ภาคสนาม รวมทั้งเกณฑ์การวัดและประเมินผลประสบการณ์ภาคสนาม

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 3การพัฒนาผลการเรียนรู้

(ข้อ3วิธีการที่จะใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ในมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง)

หมวดที่ 6 การประเมินนักศึกษา

(ข้อ 2 กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของนักศึกษา)

หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม

(ข้อ 1 กระบวนการประเมินการฝึกประสบการณ์ภาคสนามจากผู้เกี่ยวข้องต่อไปนี้

1.1 นักศึกษา

1.2 พนักงานพี่เลี้ยงหรือผู้ประกอบการ

1.3 อาจารย์ที่ดูแลกิจกรรมภาคสนาม

1.4 อื่น ๆ เช่น บัณฑิตจบใหม่)

มคอ.6

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 5 การประเมินการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม

-ความเห็น/ข้อเสนอแนะของอาจารย์ผู้รับผิดชอบ/อาจารย์ที่ปรึกษาการฝึกประสบการณ์ภาคสนามเสนอต่ออาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร

– อาจารย์พี่เลี้ยงที่ดูแลกิจกรรมการฝึกประสบการณ์ภาคสนาม

 

มคอ. 5 รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา (Course Report)

การรายงานผล การจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชาเมื่อสิ้นภาคเรียนเกี่ยวกับภาพรวมของ        การจัดการเรียนการสอนในวิชานั้น ๆ ว่า ได้ดำเนินการสอนอย่างครอบคลุมและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ในรายละเอียด          ของรายวิชาหรือไม่และหากไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ต้องให้เหตุผลและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการจัดการเรียน    การสอนของรายวิชาดังกล่าวในครั้งต่อไป รายงานนี้จะครอบคลุมถึงผลการเรียนของนักศึกษา จำนวนนักศึกษาตั้งแต่   เริ่มเรียนจนสิ้นสุด ปัญหาในด้านการบริหารจัดการและสิ่งอำนวยความสะดวก การวิเคราะห์ผลการประเมินรายวิชาของนักศึกษา

หมวดที่ทำการทวนสอบ ฯ

หมวดที่ 3 สรุปผลการจัดการเรียนการสอนของรายวิชา

(ข้อ 7.การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา ระบุวิธีการทวนสอบ และสรุปผลการทวนสอบ)

หมวดที่ 6 แผนการปรับปรุง

(ข้อ 2. การดำเนินการในการปรับปรุงรายวิชา)

 

เครื่องมือที่ใช้ในการทวนสอบผลสัมฤทธิ์การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในระดับรายวิชา

1. แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน : แบบสัมภาษณ์นักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน

  1. แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน : แบบประเมินผลการนำเสนอรายงาน
  2. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา : แบบประเมินคุณลักษณะของตนเอง5 ด้าน
  3. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์ : การจัดการเรียนการสอนชองอาจารย์ (ภาคทฤษฎี)

5. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์ : แบบประเมินพฤติกรรมการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษา (ภาคสนาม)

6. แบบทวนสอบผลสัมฤทธิ์ : แบบประเมินผลการจัดการเรียนการสอน (ระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัย